แม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ข้ามเวลา,ไทย,รัก,นายเอกเก่ง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติแม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติ
ดวงตากลมมองร่างของตัวเองนิ่งๆ โธ่ ชีวิตน้อยๆ ที่แสนมีค่าของเขา ตายดีๆ ไม่ตาย ดันมาตายเพราะตะกละกินขนมติดคอขณะกำลังทำวิจัยไปด้วย เขาแค่ตกใจที่ผลวิจัยพิษชีวภาพออกมาเกินคาด ยังไม่ทันได้ชมเชยก็ตายซะก่อน
“ตายทั้งทีขอตายท่าที่ดูดีกว่านี้ไม่ได้เลยหรือไง”
ถ้ามีคนรู้ว่านักวิจัยอัจฉริยะอันดับหนึ่งขององค์กรนักฆ่า ตายเพราะขนมติดคอคงได้พากันหัวเราะจนฟันร่วงแน่
ที่หนักไปกว่านั้นคือสวรรค์ไม่ต้อนรับ! ทั้งยังถีบเขาให้ไปทำความดีสะสมแต้มบุญกับระบบเซ็งเคร็งนี่อีก
: ผมได้ยินนะครับโฮสต์ :
“..แล้วไง อย่ามาอ่านใจกันนะ แล้วที่นี่ที่ไหน?”
: เดี๋ยวก่อนสิครับโฮสต์ ฟังกฎของเราก่อน :
“ไม่เอา ไม่อยากฟัง หิว ของกินอยู่ไหน? เอาออกมา”
: ถ้าโฮสต์เป็นเด็กดี ยอมนั่งฟังกฎน่ารักๆ ระบบมีตุ๊กตาช้างน้อยนั่งหลับสีขาวขนนุ่มที่โฮสต์อยากได้ให้เป็นรางวัลด้วยนะครับ :
“ฉ ฉันเป็นถึงนักวิจัยที่ทุกคนต่างก็มองว่าสงบและเยือกเย็น จะไปสนใจของเด็กๆ แบบนั้นได้ยังไง?!”
: ..งั้นคงไม่เอาสินะครับ :
“เอา! ฉันจะเอา!”
: …. :
_______________
สวัสดีค่ะ นิยายเรื่องนี้ไรท์ตั้งใจเขียนเป็นนิยายยาวน้าา
น้องเอสราของเราจะไปสะสมแต้มบุญหลายๆ โลกเลย ส่วน พอ. ของน้อง ขอสปอยล์ว่าเป็นคนเดียวกันน้า แต่ดวงจิตมีเหตุให้ต้องแตกกระจายไปหลายๆ ที่ ส่วนสาเหตุจะเป็นอะไรนั้นต้องไปตามดูในเนื้อเรื่องกันเองค่าา
เป็นกำลังใจให้น้องด้วยน้า
น้องเอสรา “ทำไมตัวละครเป้าหมายถึงมีแต่คนปากไม่ดีอะ แถมยังบ้า (กาม) ด้วย?”
มีอะไรสงสัยสามารถคอมเมนต์ติชมกันได้นะคะ
________________
เริ่มเขียนและคิดพล็อตนิยายวันที่
7 ก.ย. 66
ตอนที่ 4
ขุนไกรต้อนควายป่า
“…” ขุนไกรพลพ่ายได้ฟังก็นิ่งไป เห็นแววตาไม่ได้ล้อเล่นของเด็กน้อย เขาก็ยิ้มบาง คิดเพียงว่าอีกฝ่ายคงเป็นห่วง “ได้ ลุงจะระวัง และจะพกกฤษณาไปด้วย”
กฤษณาเป็นเครื่องหอมที่ทำให้คนและสัตว์ใจสงบ เพราะงั้นพกไปก็ไม่เสียหาย ทว่าเดิมบุรุษเช่นเขาไม่ค่อยชอบพกเครื่องหอมเท่าไหร่นัก
แต่ในเมื่อเด็กน้อยอยากให้พก เขาก็จะพกไป
“…” พลายแก้วนั่งฟังเด็กตัวขาวพูดคุยกับบิดาตัวเองเงียบ ๆ เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ไม่ได้พูดแทรกอันใด
“คุณชาย ฝนทำท่าจะตกแล้ว ต้องรีบกลับแล้วเจ้าค่ะ” นางชบากระซิบบอกเจ้านายตัวน้อยของตัวเอง
“อืม” เอสราพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเขาจะกล่าวลาผู้ใหญ่ “ท่านลุง ข้าต้องกลับแล้วขอรับ ลาขอรับ”
“เดินทางกลับดี ๆ” ขุนไกรพลพ่ายเอ่ย นึกในใจว่าอีกฝ่ายช่างเป็นเด็กรู้ความนัก ตรงกับที่สหายบอกทุกอย่าง ต่างจากบุตรชายเขาลิบลับที่ซนเป็นลิงเป็นค่าง
“ข้าไปส่งเอง” พลายแก้วรีบเดินตามเด็กตัวขาวไปทันที พามาก็ต้องพาไปส่ง ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้เล่นด้วยกันอีก
ทั้งดูเหมือนว่าหลังจากนี้เขาต้องฝึกให้หนักมากกว่านี้แล้ว ‘ข้าจะต้องชนะวิชาดาบให้ได้!’
ขุนไกรพลพ่ายเห็นบุตรชายเดินตามเด็กบ้านอื่นต้อย ๆ ก็ส่ายหน้า ก่อนจะเรียกคนให้ไปหาเครื่องหอมกฤษณามาให้เขา
เพลาผ่านไปสองทิน
ยามนี้อากาศไม่เป็นใจนัก คาดว่าฝนต้องตกลงมาอีกในไม่ช้าแน่นอน
นางทองประศรียืนส่งสามีด้วยสีหน้าเป็นห่วงจับใจ “ไปป่าครานี้คุณพี่ได้โปรดระวังตัว ฝูงมหิงสา (ควาย) มันดุร้ายนัก อีกทั้งพระอาญาของขุนหลวงก็หนักยิ่งกว่าขุนเขา”
“อย่าได้ห่วง พี่จะดูแลตนเองให้ดี ระหว่างที่พี่ไม่อยู่ ฝากดูแลลูกของเราด้วยหนา” ขุนไกรพลพ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มทว่าอบอุ่น ฝ่ามือคล้ำแดดคล้ำลมทั้งยังหยาบกร้านลูบหัวเมียรักอย่างอ่อนโยน ก่อนจะมองไปที่เด็กน้อยทั้งสอง ไม่คิดเลยว่าเจ้าเด็กตัวขาวก็มาส่งเขาเช่นกัน
“ข้าจะดูแลเหย้าเรือนและลูกของเราให้ดี คุณพี่วางใจเถิด” นางทองประศรีรับปากสามี
ขุนไกรพลพ่ายก้มลงไปเอ่ยลาบุตรชายของตัวเองบ้าง ลูกชายตัวน้อยที่มีหน้าตาถอดเขามาถึง 9 ส่วน ตอนนี้มีอายุ 5 ขวบปีแล้ว “เจ้าก็อย่าดื้อจนทำแม่เจ้าปวดหัว เข้าใจหรือไม่”
“ข้าไม่เคยดื้อนะขอรับท่านพ่อ” พลายแก้วเถียงเพราะรับไม่ได้ที่ถูกหาว่าดื้อต่อหน้าเด็กตัวขาว
“หึ” ขุนไกรพลพ่ายยิ้มมุมปาก ก่อนจะมองไปที่เด็กผิวขาวตัวน้อย “ลุงไปแล้วนะ พ่อช้าง”
‘…ก็หวังว่าข้าจะไม่เห็นหน้าท่านเป็นครั้งสุดท้ายนะ’ เอสราคิดในใจ ก่อนริมฝีปากจิ้มลิ้มจะเปิดออก “ต่อให้หิว ท่านลุงก็อย่าฆ่าควายเด็ดขาดนะขอรับ”
“…ฮ่า ๆ ได้ ๆ ลุงจะไม่ฆ่า” ขุนไกรพลพ่ายขำขันกับคำพูดของเด็กชายตัวน้อย เมื่อเขาลาครอบครัวเรียบร้อย ร่างสูงใหญ่ดังชายชาติทหารก็หันหลังเดินขึ้นเรือแล้วนั่งลง ไม่นานเรือก็เคลื่อนที่จากฝีมือบ่าวรับใช้
นางทองประศรียืนส่งสามีจนลับตา นางก็ทำได้เพียงภาวนา ขอให้สามีของตัวเองปลอดภัย
“…” เอสราเงยหน้ามองมารดาของพลายแก้ว เขาเองก็เคารพอีกฝ่ายมาก ๆ เช่นกัน หลังสามีตายจากก็ครองตัวเป็นม่ายและฝึกฝนพลายแก้วจนเก่งเหมือนพ่อเพื่อกู้ชื่อเสียงวงศ์กูลกลับคืน
ผู้หญิงในยุคนี้ที่ต้องเลี้ยงดูลูกที่ยังเล็กด้วยตัวคนเดียวนับว่าน่านับถือสำหรับเขา แม่ของเขาในอดีตเทียบไม่ติดเลยสักนิด ‘น่าเสียดายที่มีลูกอย่างไอ้เด็กเวรนี่’
“มาเถิด ฝนทำท่าจะตกแล้ว พ่อช้างก็อยู่เล่นที่เรือนป้าก่อน ป้าจะลงโรงทำขนมให้พวกเจ้าทาน” นางทองประศรีเอ่ยกับเด็กทั้งสองคน นางอยากหาอะไรทำจะได้ลดความกังวลลงบ้าง
“ขอรับ/ขอรับ” เด็กทั้งสองขานรับพร้อมกัน ท่าทางที่ไร้เดียงสาทำให้หญิงสาวผ่อนคลายลงไปบ้าง
เอสราเดินตามเจ้าของเรือนต้อย ๆ ของฟรีมีหรือที่เขาจะปฏิเสธ ยิ่งเป็นของอร่อยเขายิ่งไม่พลาด
: ค่าความสัมพันธ์ 15% ค่าความสำเร็จของภารกิจ 2% :
“…”
ด้านขุนไกรพลพ่าย เขาใช้เวลาเดินทางด้วยเรือ 2 ทินเต็ม
มาถึงเขาก็สั่งการไพร่พลให้เตรียมตัวอีก 1 ทิน
“เฮ้ย! พวกมึงฟังคำกูสั่ง เร่งเตรียมม้าเตรียมกำลังให้พร้อมสรรพ ทั้งหอกซัดดาบโล่ให้ว่องไว อย่าให้ช้าเสียเวลาพระราชโองการ ใครชักช้ากูจะลงอาญาให้หนัก!” เสียงตวาดดังสนั่นเหมือนเสียงฟ้าผ่า จนไพร่พลก้มหัวประนมมือด้วยความกลัวและเคารพ
“ขอรับท่านขุน!!”
ร่างสูงใหญ่ผิวกล้ำแดดยืนมองฝูงควายเถื่อนตัวใหญ่ยักษ์ที่อยู่ห่างออกไป พวกมันมีเขางอนโง้ง นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความดุร้าย ผิวหนังมีขนหยาบหนาเต็มไปด้วยโคลน
พวกมันมีความปราดเปรียวและแรงเยอะกว่าควายบ้านทั่วไปนัก
มองไปอีกทางคือเพนียด ซึ่งเป็นคอกขนาดใหญ่ที่ทำจากซุงไม้เนื้อแข็งปักเรียงเป็นแถวและมีช่องเว้นไว้ให้ควายวิ่งเข้าไปสู่ที่กักขัง
ฝ่ามือหยาบกร้านยกขึ้นพนม ก่อนริมฝีปากหนาจะเริ่มพึมพำร่ายอาคม “นะโมพุทธายะ… นะมะพะทะ… ขอกูสะกดทั้งป่าให้งงงวย สัตว์ร้ายอย่าได้ขวางหน้า เทวาช่วยคุ้มครองไพร่พลกูให้แคล้วคลาด”
ร่ายอาคมจบขุนไกรก็เป่ามนต์ใส่อาวุธและธงชัย
วันต่อมาสมเด็จพระพันวษาก็ทรงเสด็จมาถึง และทรงประทับอยู่ที่พลับพลาสูงซึ่งเป็นโรงพิธีที่ทำด้วยไม้และตกแต่งอย่างสมพระเกียรติ มันตั้งอยู่บนเนินที่มองเห็นชัยภูมิในทุ่งชัดเจน
รอบข้างมีมหาดเล็กและทหารรักษาการณ์ล้อมรอบอย่างแน่นหนา
บรรยากาศในวันนี้เต็มไปด้วยความคึกคักผสมกับความตึงเครียด ท่ามกลางเสียงกลองสัญญาณดังสนั่นป่าเพื่อขู่สัตว์
แต่ดูเหมือนสภาพอากาศวันนี้จะไม่ดีนักเมื่อมีฝนตกโปรยปรายลงมาจนทำให้พื้นดินแฉะเป็นโคลนตม
กลิ่นสาบควายป่าคละคลุ้งไปกับกลิ่นดิน ยิ่งสร้างความเคร่งเครียดให้พวกเขาหลายเท่าตัว
“อันควายเถื่อนละว้านี้ดุนัก แต่มึงไม่ต้องกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน กูขุนไกรมีวิชาคาถาขลัง ได้ลงเลขยันต์สะกดมันให้เข็ดหลาบแล้ว ตามกูไปให้ถึงที่ อย่าได้ถอยหลังร่นแทด” ขุนไกรสั่งการและปลอบขวัญด้วยน้ำเสียงเข้มองอาจ ก่อนจะกระโดดขึ้นขี่ม้ากรรแสง (ม้าศึก) สีเหลือง ร่างกายล่ำสันนุ่งผ้าคาดพุงแน่นหนา ใส่เสื้อนักรบสีแดง สวมมงคลที่ศีรษะ ในฝ่ามือหนาหยาบกร้านถือหอกซัดกวัดแกว่งไปมาด้วยท่าทางมั่นคงไม่หวั่นเกรง
“ขอรับท่านขุน!” เหล่าไพร่พลต่างตกอยู่ในอาการคร้ามเกรงและฮึกเหิม รีบขึ้นอาชาและจับอาวุธเตรียมพร้อมต้อนควายเถื่อน “ไปเว้ยพวกเรา นายเราอาคมขลัง!”
“สู้ตาย!!” ไพร่พลรับร้อยนับพันตีโอบเป็นรูปครึ่งวงกลม โดยใช้เสียงโห่ร้องและเสียงประทัดขับไล่ให้ควายป่ามุ่งหน้าเข้าหาประตูเพนียด บางส่วนอยู่บนหลังช้างเพื่อคอยสกัดควายที่หลุดฝูง
ขุนไกรขี่ม้าคอยกุมเชิงอยู่ด้านหน้า แต่ด้วยความที่ฝูงควายมีจำนวนมากเกินไปและฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้สัตว์ป่าเกิดอาการคลั่ง
สถานการณ์เริ่มย่ำแย่ ในตอนนั้นเองที่เขาได้กลิ่นบางอย่าง ‘ยามเกิดปัญหาก็อย่าได้วู่วาม อย่าได้ใจร้อน ความหวังดีอาจเป็นโทษถึงชีวิต’
กลิ่นหอมของกฤษณาลอยคลุ้งไปทั่ว ยิ่งฝนตกอากาศชื้นกลิ่นก็ยิ่งแรงขึ้น ไม่ใช่แค่เขาที่เริ่มใจเย็นลง แม้แต่ฝูงควายป่าที่อยู่รอบตัวเขาก็สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์
ทว่าเขาก็หันไปเห็นควายป่ากลุ่มหนึ่งทำท่าจะบุกไปที่พักของสมเด็จพระพันวษา ไม่รอช้าเขาก็รีบควบม้าไปทางนั้นทันทีด้วยความเร็ว ทว่าก็ไม่ลืมสั่งการไพร่พล
“มีสติแล้วต้อนควายต่อไป!!”
“ขอรับ!!!”
ด้านสมเด็จพระพันวษา
พระองค์ทรงอยู่ในฉลองพระองค์ชุดเสด็จประพาสป่า นั่งทอดพระเนตรการต้อนควายด้วยความสำราญพระราชหฤทัยในช่วงแรก
ทว่าเมื่อควายเกิดแตกฮือและทำท่าจะบุกเข้ามาถึงพลับพลา พระองค์ก็ทรงแสดงอาการกริ้วและตื่นตระหนกซึ่งสะท้อนผ่านทางแววตาและการสั่งการที่เด็ดขาด “ไอ้พวกมฤตยูดูอะไรอยู่!! เร่งออกไปสกัดกั้นมันไว้ อย่าให้มันทะลวงเข้ามาถึงในที่ประทับได้!”
“ข ขอรับ!!!”
สมเด็จพระพันวษาทรงมองลงไปจากพลับพลา เห็นขุนไกรควบม้าอยู่แต่ควายกลับแตกตื่นควบคุมไม่ได้ จึงสั่งให้ขุนไกรจัดการสถานการณ์ให้เรียบร้อย “อีขุนไกร! มึงเร่งไปต้อนมันเข้าเพนียดให้หมด! อย่าให้ควายกูแตกตื่นกระจัดกระจายไปป่าอื่น!”
“รับใส่เกล้าใส่กระหม่อม! ข้าพระพุทธเจ้าจะเร่งขับต้อนมิให้หลุดรอดไปได้แม้แต่ตัวเดียว ขอเดชะบารมีคุ้มเกล้าไพร่พลด้วยเถิดเจ้าข้า!” ขุนไกรประนมมือขึ้นเหนือหัวขณะอยู่บนหลังม้า แล้วตะโกนตอบรับเสียงดังเพื่อให้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงได้ยินท่ามกลางเสียงวุ่นวาย
“ข้าพระพุทธเจ้าจะขอถวายชีวิตสู้กับพวกมัน มิให้ราคีระคายเบื้องพระยุคลบาท พระองค์โปรดทอดพระเนตรเถิด ข้าจะล้อมเข้าเพนียดให้สิ้นในบัดนี้!”
ทว่าต่อให้จะเอ่ยเช่นนั้น ควายป่ากลุ่มนั้นก็ใกล้ถึงพลับพลาเต็มที พวกมันใช้เขาแทงคนจนวงล้อมแตก ฝ่ามือหยาบกร้านกำหอกซัดแน่น ในหัวคิดเพียงต้องช่วยนายเหนือหัวให้ได้
‘ต่อให้หิว ท่านลุงก็อย่าฆ่าควายเด็ดขาด’
ในตอนนั้นเองที่ขุนไกรพลพ่ายชะงัก เขารีบล้วงมือหยิบของบางสิ่งออกมาจากผ้าคาดเอว กลิ่นหอมของกฤษณาเข้มข้นฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศทั้งที่ฝนตกจนเปียกแฉะ กลิ่นนี้ทำให้เขาสงบลงไปได้เยอะทีเดียว
แต่เขาก็ไม่รอช้าที่จะโยนมันไปทางควายป่ากลุ่มนั้น เมื่อมันได้กลิ่นอาการคลุ้มคลั่งก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าก็ไม่ได้อยู่นิ่ง เพียงแค่เปลี่ยนทิศไปตามกลิ่นเท่านั้น “พวกมึงฟังกู!! ใครถอยกูจะฟันให้ยับ เร่งล้อมเข้าไป!”
“ขอรับ!!!!” เหล่าไพร่พลรับคำสั่งด้วยท่าทางฮึกเหิมเมื่อเห็นท่านขุนคุมสถานการณ์ได้
ฝูงควายเถื่อนเริ่มเข้าไปอยู่ในเพนียด เมื่ออัดเพนียดเสร็จสิ้นเหล่าไพร่พลก็โห่ร้องดีใจทันที “สำเร็จแล้วโว้ยย!!”
ในตอนนั้นเองที่ฝนหยุดตก แสงจากดวงอาทิตย์เริ่มส่องสว่างพาให้จิตใจคน ณ ที่นั้นเต็มไปด้วยความยินดี
ด้านเอสรา
:ภารกิจสำเร็จ รับรางวัล 500 แต้มบุญ ค่าความสัมพันธ์ 15% ค่าความสำเร็จของภารกิจ 7% :
‘ถามจริงเถอะ ชีวิตของท่านลุงขุนไกรมีค่าแค่ 500 แต้มเองหรือไง’ เอสราคิดในใจ
:โฮสต์แค่พูด ๆ และเตือนนะครับ ไม่เห็นทำอะไรเลย:
‘แล้วคิดว่าเด็ก 4 ขวบจะทำอะไรได้มากกว่านี้ล่ะ!!’ เอสราคิ้วกระตุก ก่อนจะถอนหายใจ ‘ยังไงตอนนี้ก็ช่วยได้แล้ว ก็ถือว่าดีล่ะนะ’
:โฮสต์เก่งมาก ๆ เลยครับ:
‘ไม่ต้องตบหัวลูบหลัง!!’ เอสราไม่อยากสนใจเจ้าระบบพัง ๆ จึงหันไปสนใจบิดาที่กำลังอุ้มเขาเที่ยวตลาด
“เจ้าอยากได้อะไร บอกพ่อ พ่อจะซื้อให้ทุกอย่าง” ขุนศรีวิชัยเอ่ยกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ข้างกายมีบ่าวคอยกางร่มให้ไม่ห่าง
“ข้าอยากได้ฟูกนอนใหม่ขอรับ เตียงข้าแข็งนักไม่ชอบเลย” เอสราสวมบทขุนช้างเอาแต่ใจ ทว่าเขาก็ไม่ชอบเตียงของตัวเองจริง ๆ
เตียงในห้องของเขาเป็นเตียงไม้หรูหรา ทำจากไม้เนื้อแข็งชั้นดีจากไม้พะยูง มันถูกแกะสลักลวดลายสวยงาม เป็นเตียงสี่เหลี่ยมยกพื้นสูง มีเสา 4 ต้นสำหรับกางมุ้ง แต่ว่าฟูกไม่ได้ใช้สปริงแบบโลกก่อน มันเลยแข็งสำหรับเขา
ส่วนหมอนก็เป็นหมอนหน้าจั่วยัดนุ่นแน่น ๆ อันนี้ก็แข็ง ยังดีที่ผ้าปูใช้ผ้าแพรจากเมืองจีนซึ่งนุ่มและเย็น นอนแล้วสบายอยู่บ้าง
…
บทนี้เราพยายามเขียนให้ดูโบราณที่สุด
ใช้สมองเยอะมากเลยค่ะ555
ปล.เราหาข้อมูลมา บ้างก็บอกว่าจุดไฟต้อนควายป่าเลยตื่น แต่อันนี้เราคิดว่าสมเหตุสมผล เพราะต้อนควายฤดูฝน ควายป่าเลยตื่น ไหนจะเสียงที่มนุษย์สร้างขึ้นอีก
ปล1.จากข้อมูลที่เราหามา ที่สมเด็จพระพันวษาสั่งประหารขุนไกร ก็เป็นเพราะขุนไกรทำตามที่สัญญาไว้ไม่ได้ และควายป่าถือเป็นของหลวง ขุนไกรทำให้ตายพระองเลยโกรธ
ปล2.ม้าของขุนไกรเป็นม้าศึกมีสีขนโทนเหลือง เป็นม้าศึกคู่ใจที่ขุนไกรใช้ขี่ไปทำราชการและคุมงานต้อนควาย ตอนขุนไกรถูกประหารมันถูกผูกไว้กับต้นไม้ให้มองเจ้าของ มีบทบรรยายว่ามันส่งเสียงร้องดังก้องป่าและกระทืบเท้าเหมือนรู้ชะตากรรมของเจ้านาย และก็เป็นม้าตัวนี้ที่พานางทองประศรีและพลายแก้วหลบหนีอาญาบ้านเมืองไปกาญจนบุรี
ปล3.กฤษณาคือ เนื้อไม้หอมที่มีสีดำสนิท น้ำหนักมากจนจมน้ำ เกิดจากบาดแผลของต้นกฤษณา มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ นิยมนำมาทำน้ำหอม เครื่องหอม ยาหอม หรือเครื่องรางของขลัง ซึ่งเป็นไม้หอมที่มีราคาสูงมากและถือเป็นของป่าหวงห้าม
ในอดีตถือเป็นราชาแห่งเครื่องหอม ในตำราโบราณเชื่อกันว่ากลิ่นของกฤษณามีพลังในการระงับประสาทและทำให้จิตใจทั้งคนและสัตว์สงบนิ่ง กลิ่นของไม้กฤษณาจะเข้มข้นและฟุ้งกระจายได้ดีมากในสภาวะที่มี ความชื้นสูงหรือฝนตก ในสมัยก่อน พรานหรือผู้บำเพ็ญตบะมักใช้การเผาหรือพกชิ้นไม้ติดตัวเพื่อให้กลิ่นอายระเหยออกมาเมื่อสัมผัสละอองฝน ช่วยลดความดุร้ายของสัตว์ใหญ่
ปล4.พลับพลา คือ ที่ประทับหรือที่พักชั่วคราวสำหรับพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง มักเป็นอาคารโถงที่สร้างขึ้นชั่วคราวเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ
ถ้ามีข้อมูลตรงไหนผิดพลาดก็อภัยด้วยนะคะ
สามารถพิมพ์คอมเม้นต์พูดคุยเนื้อหากันได้เลยค่ะ