แม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ข้ามเวลา,ไทย,รัก,นายเอกเก่ง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติแม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติ
ดวงตากลมมองร่างของตัวเองนิ่งๆ โธ่ ชีวิตน้อยๆ ที่แสนมีค่าของเขา ตายดีๆ ไม่ตาย ดันมาตายเพราะตะกละกินขนมติดคอขณะกำลังทำวิจัยไปด้วย เขาแค่ตกใจที่ผลวิจัยพิษชีวภาพออกมาเกินคาด ยังไม่ทันได้ชมเชยก็ตายซะก่อน
“ตายทั้งทีขอตายท่าที่ดูดีกว่านี้ไม่ได้เลยหรือไง”
ถ้ามีคนรู้ว่านักวิจัยอัจฉริยะอันดับหนึ่งขององค์กรนักฆ่า ตายเพราะขนมติดคอคงได้พากันหัวเราะจนฟันร่วงแน่
ที่หนักไปกว่านั้นคือสวรรค์ไม่ต้อนรับ! ทั้งยังถีบเขาให้ไปทำความดีสะสมแต้มบุญกับระบบเซ็งเคร็งนี่อีก
: ผมได้ยินนะครับโฮสต์ :
“..แล้วไง อย่ามาอ่านใจกันนะ แล้วที่นี่ที่ไหน?”
: เดี๋ยวก่อนสิครับโฮสต์ ฟังกฎของเราก่อน :
“ไม่เอา ไม่อยากฟัง หิว ของกินอยู่ไหน? เอาออกมา”
: ถ้าโฮสต์เป็นเด็กดี ยอมนั่งฟังกฎน่ารักๆ ระบบมีตุ๊กตาช้างน้อยนั่งหลับสีขาวขนนุ่มที่โฮสต์อยากได้ให้เป็นรางวัลด้วยนะครับ :
“ฉ ฉันเป็นถึงนักวิจัยที่ทุกคนต่างก็มองว่าสงบและเยือกเย็น จะไปสนใจของเด็กๆ แบบนั้นได้ยังไง?!”
: ..งั้นคงไม่เอาสินะครับ :
“เอา! ฉันจะเอา!”
: …. :
_______________
สวัสดีค่ะ นิยายเรื่องนี้ไรท์ตั้งใจเขียนเป็นนิยายยาวน้าา
น้องเอสราของเราจะไปสะสมแต้มบุญหลายๆ โลกเลย ส่วน พอ. ของน้อง ขอสปอยล์ว่าเป็นคนเดียวกันน้า แต่ดวงจิตมีเหตุให้ต้องแตกกระจายไปหลายๆ ที่ ส่วนสาเหตุจะเป็นอะไรนั้นต้องไปตามดูในเนื้อเรื่องกันเองค่าา
เป็นกำลังใจให้น้องด้วยน้า
น้องเอสรา “ทำไมตัวละครเป้าหมายถึงมีแต่คนปากไม่ดีอะ แถมยังบ้า (กาม) ด้วย?”
มีอะไรสงสัยสามารถคอมเมนต์ติชมกันได้นะคะ
________________
เริ่มเขียนและคิดพล็อตนิยายวันที่
7 ก.ย. 66
ตอนที่ 2.
เอาไอ้เด็กนี่ไปไกล ๆ
“พ่อช้างลูกพ่อ มานี่เร็ว มาให้พ่อกอดเจ้าให้หายคิดถึงหน่อย” คนเป็นพ่อกวักมือเรียกลูกชายตัวน้อยที่หยุดมองตนด้วยแววตาสั่นไหว เขาคิดว่าลูกแค่ตกใจและดีใจที่เขากลับมาหลังจากเข้าวังไปทำงานนานเป็นเดือน
“….” เอสราค่อยๆ เดินเข้าไปหาคนที่กวักมือเรียก ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเห็นใบหน้านี้อีกครั้ง แต่ดวงตาของอีกฝ่ายดูอ่อนโยนกว่าแววตาที่เขาจำได้จริงๆ
เพราะแววตาสุดท้ายที่เขาได้เห็นจากผู้เป็นพ่อมันคือแววตาเคียดแค้นและรังเกียจต่อตัวเขา
“เด็กดีของพ่อ ฟอด!” คนเป็นพ่อดึงลูกชายตัวน้อยเข้ามาในอ้อมกอดทันทีที่เดินเข้ามาถึงระยะที่ตนจับได้ ก่อนจะหอมแก้มกลมๆ ฟอดใหญ่ให้หายคิดถึง ใบหน้าหล่อเหล่ายิ้มอ่อนโยน ตั้งแต่ลูกน้อยของตนเกิดมาพวกเขาก็รวยขึ้นรวยขึ้น เสียอย่างเดียวคือ…
“รีบทานอาหารกันเถอะคุณพี่ น้องหิวแล้ว” นางเทพทองเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ซ่อนความหงุดหงิดเอาไว้ ใบหน้าอ่อนเยาว์ของนางมองเด็กประหลาดที่มิควรมาเป็นลูกของนางด้วยความรังเกียจ นางอับอายยิ่งนักที่นางมีลูกที่เป็นเหมือนผีสางมาเกิดเช่นนี้ ออกแดดก็ไม่ได้ ดวงตาก็สีแดงเหมือนเลือด มิรู้ว่ามีส่วนใดที่บ่งบอกว่าเป็นของดีเลยสักนิด
“…นางชบา ตักข้าว” ขุนศรีวิชัยส่ายหน้าเบาๆ ให้กับกิริยาของภรรยาที่มีต่อบุตรชายก่อนจะเอ่ยสั่งบ่าวรับใช้ให้ตักข้าวอย่างอ่อนใจ
“เจ้าค่ะ” นางชบารีบทำตามคำสั่งทันทีด้วยท่าทางนอบน้อม
“….” เอสรานั่งลงดีๆ ในที่นั่งของตัวเองข้างๆ คุณพ่อ ดวงตากลมสีทับทิมมองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่นิ่งๆ ภายในหัวคิดในใจไปมา
จากข้อมูลที่เขาเคยอ่าน นางเทพทองหรือแม่ของขุนช้าง นางไม่ค่อยชอบพอลูกชายของตัวเองเท่าไหร่นักเพราะตอนท้องนางฝันไม่ดี ฝันเห็นลูกช้างตายลอยอืดมาหานางและมีนกมาจิกร่างช้างตายตัวนั้น ก่อนจะคาบมาหานางและนางก็กอดไว้ พอตื่นขึ้นมานางก็อ้วกแตกในทันที
แม้สามีของนางจะทำนายฝันว่าลูกของพวกเขาที่จะเกิดมาจะนำพาเงินทองมาให้ แต่น่าเสียดายที่รูปร่างจะอัปลักษณ์น่าเกลียด และพอคลอดก็เป็นดั่งที่สามีนางว่าไว้จริงๆ ผิวกายขาวจนซีดแลดูน่าเกลียด ดวงตาก็เป็นสีแดงน่ากลัว แม้ครอบครัวของนางจะรวยขึ้นจริงแต่ว่านางก็อดรังเกียจลูกชายผู้นี้มิได้จริงๆ
ตั้งแต่คลอดมานางก็มิเคยดูดำดูดีเลยสักครั้ง มีโอกาสก็จะด่าเสียดสีอยู่ตลอด
ยิ่งพ่อของขุนช้างตาย เขาก็ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าขุนช้างอยู่กับแม่ที่รังเกียจตัวเองขนาดนี้ได้ยังไง จะว่าไปขุนช้างก็น่าสงสารนิดๆ เหมือนกัน เกิดมาก็โดนแม่คอยรังเกียจ พ่อที่รักตัวเองก็ตายตั้งแต่ยังเด็ก
จะว่าไปเขาก็เข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว จะสามารถช่วยพ่อของตัวเองได้ไหมนะ
อีกฝ่ายรวยมากเป็นถึงเศรษฐีใหญ่ของเมืองสุพรรณบุรี
ทั้งยังรับราชการเป็นนายกรมช้าง ถึงหน้าจะเหมือนพ่อมาเฟียก็เถอะ แต่ถ้าพ่อคนนี้ตายไปเขาคงลำบากแน่ถ้าต้องอยู่กับแม่สันดานแบบนี้ตามลำพัง
: ภารกิจแรกในโลกนี้ของโฮสต์ก็คือการช่วยพ่อของตัวละครหลักทั้ง 3 คนนี้แหละครับ รางวัลคือ 1,500 แต้มบุญ :
“….”
กาลล่วงเข้าปีที่สอง
เพลาที่แสนสงบสุขที่ได้กินๆ นอนๆ ของเอสราก็จบลง เมื่อขุนศรีวิชัยได้พาสหายสนิทที่มีชื่อว่าขุนไกรพลพ่ายมาที่เรือน ทั้งอีกฝ่ายยังหยิบลูกชายที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขามาด้วย
“พ่อช้าง ลุงผู้นี้คือท่านลุงขุนไกร และพ่อพลายแก้วบุตรชายของท่านลุงขุนไกร อายุมากกว่าลูก 1 ปี ทำความรู้จักไว้นะลูก” ขุนศรีวิชัยเอ่ยแนะนำแขกทั้งสองให้ลูกชายตัวน้อยของตนที่นั่งเรียบร้อยอยู่ข้างๆ รับรู้จัก
“ข้าไหว้ขอรับท่านลุงขุนไกร” เอสรายกมือพนมไหว้เพื่อนสนิทของบิดาอย่างอ่อนน้อม ก่อนจะมองไปทางเด็กชายผู้มีนัยน์ตาสีอำพัน ใบหน้าอีกฝ่ายฉายแววหล่อเหลาออกมาตั้งแต่เด็ก
ดูก็รู้เลยว่าโตขึ้นจะต้องเจ้าชู้แน่ๆ ดูสายตาที่แพรวระยับตอนมองเขานั่นสิ อยากควักลูกตาออกมาดองจริงๆ จะว่าไป 2 ปีมานี้แทบไม่ได้ทดลองอะไรเลย
: นั่นคือคนที่โฮสต์จะต้องช่วยนะครับ จะเอาไปทดลองไม่ได้ :
“…”
“พ่อช้างสินะ ข้าได้ยินเรื่องของเจ้าจากพ่อเจ้ามาไม่น้อย มารยาทงาม ทั้งหน้าตาหากมองดีๆ แล้วน่ารักทีเดียว ส่วนนี้ลูกชายของข้า ต่อไปนี้พวกเจ้าก็เล่นด้วยกันเถอะ” ขุนไกรพลพ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้อ่อนโยนที่สุด เด็กตรงหน้าดูเปราะบางไปเสียหมดทุกอย่าง มิน่าสหายของตนจึงได้ประคบประหงมดูแลดั่งไข่ในหินนัก
“ข้าชื่อพลายแก้ว เจ้าชื่อช้างสินะ” พลายแก้วเดินเข้าไปเอ่ยกับเพื่อนใหม่ผิวขาว ที่ดูตัวเล็กกว่าตัวเองมาก สูงแค่คางของเขาเท่านั้นเอง “เราไปเล่นที่วัดทางโน้นกัน มันมิไกลนัก เดี๋ยวข้าพาเจ้าไปเอง”
ว่าแล้วพลายแก้วก็ถือวิสาสะจับจูงมือเล็กขาวซีดให้เดินตามตัวเองไปที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่มิไกลจากเรือนทันที เอสราก็ทำหน้างงที่อยู่ๆ เจ้าเด็กนี่ก็มาลากเขา พอหันไปมองทางขุนศรีวิชัย ก็เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ และมีแววตาพอใจอยู่
ขุนศรีวิชัยเป็นห่วงมากที่บุตรชายไม่มีสหายเลย แม้แต่ลูกของบ่าวทาสในเรือนก็ไม่มีใครสุงสิงหรือมาเล่นด้วย ด้วยเหตุนี้ขุนศรีวิชัยจึงไปขอร้องสหายให้พาบุตรชายของอีกฝ่ายมาเล่นกับบุตรชายของเขาในวันนี้
“พอแล้ว อย่าลากข้า ข้าเจ็บ” เอสราพยายามสะบัดมือของพลายแก้วออก เพราะแรงของเด็กชายตรงหน้าที่กะแรงไม่เป็นบีบข้อมือของเขาแรงเกินไป จนผิวกายขาวเริ่มเกิดรอยแดงช้ำแล้ว
“อะ! ข้าขอโทษ” พลายแก้วตกใจรีบปล่อยมือ ก่อนจะมีสีหน้ากังวลเมื่อเห็นรอยแดงเป็นรูปฝ่ามือของตัวเองบนข้อมือขาวของอีกฝ่าย “เจ้าอ่อนแอจริงๆ เหมือนดั่งที่ท่านลุงขุนศรีวิชัยว่าไว้ ไม่เป็นไรข้าจะเล่นกับเจ้าอย่างระมัดระวัง”
เอสราขมวดคิ้วมุ่น โชคดีที่ตลอดทางที่อีกฝ่ายลากมามีร่มไม้อยู่ตลอด ไม่งั้นผิวกายของเขาคงได้ไหม้ไปแล้วแน่
ไม่นานชบาก็วิ่งตามมา ในมือมีร่มและของสองสามอย่าง พอถึงตัวเขาก็รีบกางร่มให้ทันที
“เอ๊ะ? นั่นใครกัน พวกเราเข้าไปดูกันเถอะ” พลายแก้วร้องขึ้น เมื่อเห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังนั่งเล่นขายของอยู่กับสาวใช้ของนางในลานวัด
เอสรามองตามก็ต้องตกตะลึงเมื่อเด็กสาวคนนั้นมีหน้าตาเหมือนน้องสาวบุญธรรมของเขาตอน 5 ขวบ ข้างกายของนางมีสาวใช้อยู่ 2-3 คนที่คอยดูแลและเล่นเป็นเพื่อน พอเห็นพวกเขาเดินเข้าไปหานางก็หันมายิ้มสดใสให้ทันที
“พวกเจ้าเป็นผู้ใดกัน พากันมาเล่นที่วัดเหมือนกันรึ?” พิมพิลาไลยเอ่ยถามเด็กบุรุษซึ่งน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับนางด้วยน้ำเสียงอยากรู้อยากเห็น
“ใช่ ข้าชื่อว่าพลายแก้ว ส่วนเขาชื่อช้าง” พลายแก้วเอ่ยแนะนำตัวเองและเพื่อนผิวขาวซีดทันที
“ข้าชื่อพิมพิลาไลย” พิมพิลาไลยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส เธอแทบจะไม่ได้เล่นกับเพื่อนรุ่นเดียวกันเลย เลยอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ “เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ ข้าอยากมีเพื่อน”
“เอาสิ แล้วอยากเล่นอะไร” พลายแก้วไม่ขัดอยู่แล้ว เพราะเขาชอบเล่นอะไรสนุกๆ ที่สุด
“เล่นขายของกันไหม ข้ากำลังเล่นอยู่พอดี สนุกมาก” พิมพิลาไลยชี้ไปที่กองดิน หลุมดินและเศษใบไม้สองสามกอง
“ได้” พลายแก้วตกลงที่จะเล่นด้วย แต่ว่าพอจะหันไปชวนเพื่อนตัวขาว เขาก็เห็นอีกฝ่ายกับบ่าวเดินไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ “เจ้าไม่เล่นหรือเจ้าช้าง”
ขุนช้างเหลือบตามองดินพวกนั้น ใครเขาจะไปอยากกินดินกินใบไม้กัน ไม่เห็นน่าเล่น สกปรกจะตาย แต่พอหันไปเห็นเด็กสาวที่หน้าตาเหมือนน้องสาวก็ทำเอาเขาปฏิเสธไม่ลง “เล่นก็เล่นสิ ข้าเล่นเป็นลูกค้า”
เอ่ยจบก็ขอสมุดข่อยจากนางชบา ก่อนจะเริ่มเปิดอ่าน
“งั้นข้าเป็นแม่ค้าเอง” พิมพิลาไลยเห็นเพื่อนคนนั้นยอมเล่นด้วยก็ยิ้มสดใส
“งั้นข้าก็เป็นลูกค้าด้วย” พลายแก้วยิ้มตาม
“เช่นนั้นจะซื้ออะไรดีเจ้าคะ” พิมพิลาไลยนั่งลงที่เสื่อ ก่อนจะเริ่มสวมบทบาทเป็นแม่ค้า
“แล้วเจ้าขายอะไรบ้าง” พลายแก้วเองก็เริ่มเล่นเป็นลูกค้าแล้ว
“มีขนมครบหลายหน้าเลยเจ้าค่ะ” พิมพิลาไลยเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เช่นนั้นข้าเอา-” พลายแก้วยังไม่ทันเอ่ย เสียงเล็กหวานก็ดังขึ้นมาก่อน
“ข้าเอาทุกหน้า หน้าละ 100 ที่” เอสรากล่าว ในขณะที่ตาก็ยังคงอ่านตัวอักษรโบราณในสมุด มันเป็นสมุดที่พ่อซื้อให้ เป็นนิทานธรรมดา ทว่าเขารู้ว่าสักวันมันจะเป็นนิทานพื้นบ้านแน่นอน
“ร้อยเลยหรือ” พิมพิลาไลยตกใจ แต่ก็ยอมพยักหน้าแล้วลงมือทำ ถึงจะเยอะ แต่นางก็ยังคงตื่นเต้นที่ได้เล่นอะไรแบบนี้กับคนอื่นบ้าง
“…” พลายแก้วกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ควรสั่งเพิ่มดีไหม เพราะตอนนี้มันก็เยอะเกินไปแล้ว “งั้นข้าเป็นคนส่งอาหารก็ได้”
ว่าแล้วเขาก็เอาขนมดินเปียกๆ ไปส่งให้เด็กตัวขาวที่นั่งอ่านอะไรไม่รู้อยู่ใต้ต้นไม้ ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมีตรงไหนที่น่าสนใจ “ขนมครบมาแล้ว”
เอสราเหลือบตามอง “วางไว้ตรงนั้นแหละ”
“…” พลายแก้วเห็นคนตัวขาวมีท่าทีไม่ใส่ใจก็นึกมันเขี้ยว เมื่อวางใบไม้ที่ด้านในเต็มไปด้วยดินบนพื้นแล้ว ก็ยื่นมือไปบีบแก้มกลมนุ่มทันที
“โอ๊ย เจ้าทำอะไร” เอสราหน้ามุ่ยลุกขึ้นจะทุบเด็กบ้าที่กล้ามาทำร้ายร่างกายที่แสนบอบบางของเขา ทว่าอีกฝ่ายกลับเร็วกว่าวิ่งหนีกำปั้นของเขาทัน นั่นทำให้เขาต้องวิ่งตาม “อย่าหนีนะ”
“ฮ่าๆ แน่จริงเจ้าก็จับข้าให้ได้” พลายแก้วหัวเราะร่า ขณะที่กำลังวิ่งหนีสหายตัวเล็ก
“ข้าเล่นด้วย” พิมพิลาไลยเห็นทั้งสองคนเล่นด้วยกันดูสนุกก็ลุกขึ้นไปวิ่งเล่นด้วย และลืมบทแม่ค้าไปเสียสนิท
นางชบาก้มลงเก็บสมุดข่อย บนใบหน้ามีรอยยิ้มในขณะที่มองคุณชายของตัวเองเล่นกับสหาย นึกดีใจที่เจ้านายตัวน้อยมีเพื่อนเล่นด้วยแล้ว
เอสราวิ่งจนหอบ ต้องไม่ลืมว่าเขาตอนนี้เป็นแค่เด็กอายุ 5 ขวบ ทั้งเขายังไม่ได้เริ่มฝึกร่างกายเลยด้วย
ร่างเล็กนั่งลงบนพื้นหญ้า แก้มขาวตอนนี้แดงเปล่งจากความเหนื่อยหอบ หน้าอกเล็กขยับเข้าออกถี่ๆ
“ไม่ไหวแล้วหรือ” พลายแก้ววิ่งกลับไปดูคนตัวเล็ก ใบหน้าอีกฝ่ายที่แต่เดิมขาวผ่อง ตอนนี้กับเต็มไปด้วยริ้วแดงที่แก้ม ทำให้เขาอดรู้สึกผิดไม่ได้
เอสรามองเด็กบ้าตรงหน้าตาขวาง “ข้าจะกลับแล้ว เหนื่อย”
“ข้าเองก็ได้เวลากลับแล้วเช่นกัน” พิมพิลาไลยเอ่ยบ้าง วันนี้นางออกมาเล่นนานกว่าปกติ ท่านแม่คงเป็นห่วงนางแย่แล้ว
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ค่อยมาเล่นด้วยกันใหม่” พลายแก้วเอ่ยกับพิมพิลาไลย ก่อนจะเข้าไปช่วยคนตัวขาวให้ลุกขึ้น “ขึ้นหลังข้าหรือไม่”
“อย่างเจ้าหรือจะแบกข้าไหว” เอสรามองเหยียด พอยืนมั่นคงก็เริ่มเดินกลับเรือนทันที
“ตัวเจ้าเล็กเท่านี้ ทำไมข้าจะยกไม่ไหว” พลายแก้วเดินตามร่างเล็กไปติดๆ รู้สึกเหมือนถูกดูถูกทั้งที่ตัวเขาสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
“อย่ามาตามข้า กลับเรือนเจ้าไปเสีย” เอสราเอ่ยเสียงขุ่น รู้สึกรำคาญจนแสดงออกทางสีหน้า
“ท่านพ่อของข้าน่าจะอยู่ที่เรือนเจ้า เพราะงั้นข้าจะไปหาท่านพ่อ” พลายแก้วใช่ว่าจะยอมโดนไล่ เขายังคงเดินตามอีกฝ่ายต้อยๆ ปากก็เถียงและพูดโน่นนี่ตลอดทาง
: ค่าความสัมพันธ์ 10% ค่าความสำเร็จของภารกิจ 1% :
เอสราคิ้วกระตุกแล้วกระตุกอีก ‘ไปจุดไฟเผาบ้านไอ้เด็กนี่ดีไหม?’
: ทำแบบนั้นไม่ได้นะครับโฮสต์ ถ้าตัวละครเป้าหมายเกลียดโฮสต์ โฮสต์จะไม่สามารถทำภารกิจได้สำเร็จนะครับ :
“…” ช่างหัวมันสิ
…
จบไปอีกตอน
สำนวนดูไม่ค่อยพีเรียดเลยค่ะ 555
แต่ว่าอ่านเข้าใจกันใช่ไหมคะ
ปล. เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นวรรณคดีไทยพื้นบ้าน ที่มีการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย ตอนหาข้อมูลก็ปวดหัวเลยค่ะ
เพราะงั้นใครที่คิดว่ามีข้อมูลตรงไหนไม่ตรงกับที่ตัวเองรู้มา หรือเรียนมาก็ คอมเม้นต์พูดคุยกันได้เลยนะคะ ไม่มีผิดถูกค่ะ
ปล1. ตอนนี้ นายเอกอายุ 4 ขวบ พระเอก 5 ขวบ แต่ตามเนื้อเรื่องที่เราหาข้อมูลมา ขุนช้างจะมีอายุมากกว่าขุนแผนนะคะ เพราะงั้นในเรื่องนี้อายุเราเปลี่ยนเองตามความชอบเรา ส่วนนางพิมพิลาไลยมีอายุเท่าพระเอกค่ะ
ปล2. 1 คอมเม้นต์ เท่ากับ 1 กำลังใจ
ขอบคุณค่ะ