แม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ข้ามเวลา,ไทย,รัก,นายเอกเก่ง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติแม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติ
ดวงตากลมมองร่างของตัวเองนิ่งๆ โธ่ ชีวิตน้อยๆ ที่แสนมีค่าของเขา ตายดีๆ ไม่ตาย ดันมาตายเพราะตะกละกินขนมติดคอขณะกำลังทำวิจัยไปด้วย เขาแค่ตกใจที่ผลวิจัยพิษชีวภาพออกมาเกินคาด ยังไม่ทันได้ชมเชยก็ตายซะก่อน
“ตายทั้งทีขอตายท่าที่ดูดีกว่านี้ไม่ได้เลยหรือไง”
ถ้ามีคนรู้ว่านักวิจัยอัจฉริยะอันดับหนึ่งขององค์กรนักฆ่า ตายเพราะขนมติดคอคงได้พากันหัวเราะจนฟันร่วงแน่
ที่หนักไปกว่านั้นคือสวรรค์ไม่ต้อนรับ! ทั้งยังถีบเขาให้ไปทำความดีสะสมแต้มบุญกับระบบเซ็งเคร็งนี่อีก
: ผมได้ยินนะครับโฮสต์ :
“..แล้วไง อย่ามาอ่านใจกันนะ แล้วที่นี่ที่ไหน?”
: เดี๋ยวก่อนสิครับโฮสต์ ฟังกฎของเราก่อน :
“ไม่เอา ไม่อยากฟัง หิว ของกินอยู่ไหน? เอาออกมา”
: ถ้าโฮสต์เป็นเด็กดี ยอมนั่งฟังกฎน่ารักๆ ระบบมีตุ๊กตาช้างน้อยนั่งหลับสีขาวขนนุ่มที่โฮสต์อยากได้ให้เป็นรางวัลด้วยนะครับ :
“ฉ ฉันเป็นถึงนักวิจัยที่ทุกคนต่างก็มองว่าสงบและเยือกเย็น จะไปสนใจของเด็กๆ แบบนั้นได้ยังไง?!”
: ..งั้นคงไม่เอาสินะครับ :
“เอา! ฉันจะเอา!”
: …. :
_______________
สวัสดีค่ะ นิยายเรื่องนี้ไรท์ตั้งใจเขียนเป็นนิยายยาวน้าา
น้องเอสราของเราจะไปสะสมแต้มบุญหลายๆ โลกเลย ส่วน พอ. ของน้อง ขอสปอยล์ว่าเป็นคนเดียวกันน้า แต่ดวงจิตมีเหตุให้ต้องแตกกระจายไปหลายๆ ที่ ส่วนสาเหตุจะเป็นอะไรนั้นต้องไปตามดูในเนื้อเรื่องกันเองค่าา
เป็นกำลังใจให้น้องด้วยน้า
น้องเอสรา “ทำไมตัวละครเป้าหมายถึงมีแต่คนปากไม่ดีอะ แถมยังบ้า (กาม) ด้วย?”
มีอะไรสงสัยสามารถคอมเมนต์ติชมกันได้นะคะ
________________
เริ่มเขียนและคิดพล็อตนิยายวันที่
7 ก.ย. 66
ตอนที่ 13.
เณรผู้นั้นใช่เณรแก้วหรือไม่
ยามเช้ามืดอีกวันมาถึง เอสรายก็ถอดสายน้ำเกลือออก ถึงตรงนี้ถึงได้ให้บ่าวข้างนอกเข้ามาดูคนป่วยได้
“นายท่านเป็นเช่นไรบ้างขอรับ” บ่าวชายคนสนิทของพันศรโยธาเอ่ยด้วยน้ำเสียงโล่งใจ เมื่อเข้ามาแล้วได้พบผู้เป็นนายกำลังนั่งอยู่ ทั้งยังมีสีหน้าดีขึ้น
เขาจึงไม่รอช้า รีบเอาข้าวต้มไปให้เจ้านายทันที
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจเอ็งมาก” พันศรโยธากล่าวกับบ่าวของตัวเอง ก่อนจะเริ่มทานข้าวต้ม
“ยาขอรับ” พลายแก้วส่งยาให้ท่านลุงดื่ม หลังจากที่เห็นว่าทานข้าวเสร็จแล้ว สหายเขาบอกว่าต้องให้ดื่มทันที ไม่เช่นนั้นจะไม่ออกฤทธิ์
“วันนี้พวกเราจะเดินทางกลับแล้วขอรับ ข้าให้ยาต้มกับบ่าวของท่านแล้ว ดื่มหลังอาหาร 4 วันก็จะหายสนิท ห้ามเร่งเดินทางเด็ดขาด” เอสราเอ่ยกับคนป่วย
“พวกเจ้าไม่รอกลับพร้อมลุงรึ ไปลำพังอันตรายนัก” พันศรโยธาเอ่ยกับเด็กตัวน้อย ด้วยสีหน้าที่มีความกังวลว่าทั้งคู่จะหลงป่า
“ไม่เป็นอันใดขอรับ ตอนมาก็เป็นข้าที่ขี่ม้ามา” พลายแก้วตบอกตัวเองอย่างภาคภูมิใจ
“เช่นนั้นก็ตามใจพวกเจ้า ขอบใจพวกเจ้ามากที่ดูแลลุงจนดีขึ้น” พันศรโยธายิ้มอ่อนโยน ก่อนจะยกยาขมขึ้นดื่มจนหมดถ้วย
“ยินดีขอรับ” เอสรายิ้มบาง
“ข้าเองก็ยินดีขอรับ” พลายแก้วยิ้มมีความสุขที่ได้ทำความดีช่วยชีวิตคน
แล้วเช้ามืดวันนี้พวกเขาถึงได้ขี่ม้าออกจากป่า เอสราหลับตาลง ตอนแรกเขาคิดว่ามันจะยุ่งยากจนใช้เวลาหลายวัน ดีจริง ๆ ที่เสร็จเร็ว ถึงจะยังไม่ได้รางวัลเพราะอีกฝ่ายยังไม่หายสนิท แต่ก็มั่นใจแล้วว่าไม่ตาย
“ได้เวลากลับสักที” เอสราเอ่ยเสียงอ่อนแรง ใบหน้าน่ารักแนบไปแผ่นหลังของคนที่บังคับม้าอยู่
การดูแลคนป่วยเหนื่อยมาก ทั้งยังอยู่ในป่าที่ทั้งชื้นและเต็มไปด้วยแมลง เตียงก็ไม่มี จะนอนก็ไม่ได้นอนดี เพราะต้องคอยตื่นเพราะเสียงรอบตัวตลอด
พลายแก้วไม่พูดอะไร รีบบังคับม้าให้วิ่งเร็วขึ้น โชคดีที่เขาจำทางได้ แม้ตอนมาจะค่อนข้างมืดก็ตาม การเดินทางครั้งนี้เขาได้เรียนรู้วิธีอยู่ในป่ามามากมาย
แม้จะลำบากแต่ก็สนุก ยิ่งมีสหายอยู่ด้วย ความกังวลเรื่องอาการป่วยของท่านลุงก็มีไม่มาก เขาเชื่อมั่นว่าสหายของเขาเก่ง
:ค่าความสัมพันธ์ 80% ค่าความสำเร็จของภารกิจ 30%:
เมื่อกลับมาถึงเรือน เอสราก็ขึ้นเรือนไปนอน เขาหลับเป็นตายจนนางชบายังกังวล
ขุนศรีวิชัยเองเห็นบุตรชายกลับมาแล้วก็โล่งอก
“มีบุตรบ้านใดออกจากเรือนไม่บอกกล่าวมารดา อย่างน้อยบอกธุระก็ยังดี” นางเทพทองบ่นไปก็ช่วยนางชนาเช็ดตัวให้บุตรชายไป ชุดที่อีกฝ่ายใส่ยังเป็นชุดก่อนออกเดินทาง ทว่ามันกลับเปรอะเปื้อนดินไปหมด
“ลูกคงมีเหตุผล กลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว” ขุนศรีวิชัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ดวงตาคมมองภรรยาที่กำลังตั้งใจเช็ดตัวให้บุตรชาย
ตั้งแต่เหตุการณ์โจรป่าบุกปล้นครั้งนั้น เมียของเขาก็ทำหน้าที่มารดาได้ดีขึ้น แม้ปากจะยังบ่นแต่มือกลับทำทุกอย่างเพื่อบุตรชาย
ด้านพลายแก้ว
เขากำลังนั่งคุกเข่าขอโทษบิดาที่ตัวเองขโมยเจ้าเหลืองไปขี่ ในวันนั้นบ่าวที่ดูแลม้าคิดว่าคุณชายแค่อยากขี่ม้าเล่น จึงให้ขี่เจ้าเหลืองเพราะเป็นม้าที่รู้ความที่สุด
ทว่าผ่านไปสองคืนถึงได้กลับเรือน
หลวงไกรศึกโมโหมาก ถ้าสหายไม่บอกว่าบุตรชายไปกับพ่อช้าง เขาก็คงจะลงโทษเจ้าเด็กนี่ทันที
“พวกเจ้าไปที่ใด” หลวงไกรศึกเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราวกับเค้นนักโทษ
นางทองประศรีได้แต่นั่งให้กำลังใจบุตรชายอย่างห่วง ๆ ด้วยกลัวสามีจะลงไม้ลงมือกับบุตร
“พวกข้าไปหาท่านลุงพันศรโยธาขอรับ” พลายแก้วตอบเสียงสงบ ไม่ได้มีท่าทีตื่นกลัวสักนิด
“ไปทำอะไร” หลวงไกรศึกขมวดคิ้ว เท่าที่จำได้เหมือนว่าอีกฝ่ายจะไปค้าขายที่เมืองเชียงใหม่ไม่ใช่รึ
“ความลับขอรับ”
“เอ็งกล้ามีความลับกับบิดา?” หลวงไกรศึกเลิกคิ้ว
“เจ้าช้างบอกว่าให้เก็บเป็นความลับ ท่านเคยสอนข้าเองว่าบุรุษไม่ควรทำผิดคำสัตย์” พลายแก้วตอบชัดถ้อยชัดคำ
“ดี ดีมาก” หลวงไกรศึกกัดฟัน ทว่าพอโดนเมียรักลูบแขน เขาก็ใจเย็นลง ‘เอาไว้ค่อยถามตอนสหายผู้นั้นกลับมาก็ยังไม่สาย ว่าเจ้าเด็กนี่ไปหาจริงหรือไม่’
เขาหลับตาลง พยายามหายใจเข้าออก
“ปีนี้เจ้าอายุ ๑๒ ปีแล้ว จะมาเที่ยวเล่นไม่ได้ ข้าจะสอนศาสตรพิชัยสงครามให้ ต่อจากนี้ไปไม่มีอ่อนข้อ เจ้าเคยพูดว่าอยากแข็งแกร่งมิใช่รึ?”
“ขอรับ!” พลายแก้วมีสีหน้ามุ่งมั่น เขายังคงอยากแข็งแกร่งเพื่อไปปราบโจรป่าพวกนั้นที่หนีไป
“ดี!”
๔ วันผ่านไป
:ภารกิจช่วยพันศรโยธาสำเร็จ รางวัล 500 แต้มบุญ คงเหลือ 7,145 แต้มบุญ:
“…” เอสราเหลือบตามองระบบอย่างไม่สนใจ ร่างเพรียวบางกำลังนั่งเล่นอยู่ในเรือนของตัวเอง ใบหน้าหวานรับลมจากคลองที่มีเรือพายผ่านไปมาหลายลำ
ในมือมีจดหมายฉบับหนึ่ง
“พ่อช้าง ข้ารู้ว่าเจ้าเหงา” พิมพิลาไลยเอ่ยกับสหายตัวขาว ในน้ำเสียงมีความกังวลเช่นกัน“พลายแก้วไปร่ำเรียนวิชากับท่านลุงหลวงไกรศึกไกลถึงด่านเจดีย์สามองค์ ที่นั่นข้าได้ข่าวว่าขัดแย้งกับหงสาวดีอยู่ตลอด แม้อันตรายแต่ทว่ามีท่านลุงอยู่ พลายแก้วต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน”
“…ใครเป็นห่วงเจ้านั่นกัน” เอสราเอ่ยกับเด็กสาวเสียงขุ่น ใบหน้าน่ารักบึ้งตึง ‘เด็กเวรนั้นไปได้ก็ดี เขารำคาญจะตาย’
พิมพิลาไลยยิ้มบางในความปากแข็งของสหาย ถ้าทั้งคู่ไม่เป็นบุรุษ นางก็คงคิดว่าเป็นคู่รักกัน ทั้งสองตัวติดกันมาตั้งแต่เด็ก
พลายแก้วเองก็มักหวงเจ้าช้าง ราวกับกลัวคนอื่นจะแย่งสหาย
วันคืนเคลื่อนคล้อยล่วงเข้าปีที่หก
“ข้าไม่แต่ง” เอสราเอ่ยเสียงขุ่น ดวงตาสีทับทิมเหลือบมองนางแก่นแก้วและบิดามารดาของนาง พวกเขาก็นับได้ว่าเป็นคนมีฐานะในเมืองสุพรรณบุรีแห่งนี้เช่นกัน
“เจ้าช้าง แม่อุตส่าห์หาหญิงสาวที่ดีให้เจ้า แม่แก่นแก้วทั้งเรียบร้อย กิริยามารยาทงดงาม ใบหน้าหรือก็มิได้ด้อยไปกว่าคนพระนคร” นางเทพทองเอ่ยกับบุตรชายที่ทำตัวดื้อดึง ยามนี้บิดามารดาของหญิงสาวก็ยังอยู่ ปฏิเสธเช่นนี้ช่างไม่ไว้หน้าผู้ใด …ถึงแต่เดิมจะไม่ไว้หน้าใครอยู่แล้ว แต่ควรไว้หน้านางบ้าง!
นางแค่เพียงอยากทำหน้าที่มารดา จึงหาคู่ครองดี ๆ ให้บุตรชายเท่านั้น “ดูแม่พิมพ์สิ ยามนี้ก็หมั้นหมายกับพ่อเพ็งแล้ว แล้วเอ็งจะทำแต่งานรึ?”
“ข้าชอบบุรุษ” เอสราเอ่ยด้วยน้ำเสียงธรรมดา ไม่ได้สนใจสีหน้าตกใจของครอบครัวตัวเองหรือแขก
“จ เจ้า ผิดแปลกเกินไปแล้ว! เช่นนั้นแม่จะได้อุ้มหลานรึ?!”
“ข้าถึงได้บอกว่าให้พวกท่านมีบุตรอีกคน” เอสราเอ่ยจบก็ยกมือไหว้แขกตามมารยาท ก่อนจะเดินลงจากเรือน เพื่อนั่งเรือไปทำงาน
“เป็นเพราะท่าน!!” นางเทพทองหันไปโวยวายใส่สามี ในใจรู้สึกอึดอัดจนอยากตีคน
“?! ข ข้ารึ!?” ขุนศรีวิชัยชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ทว่าพอมองหน้าเมียก็พูดคำใดไม่ออก ‘ข้าก็เพิ่งจะรู้พร้อมเจ้า ทั้งยังตกใจไม่แพ้กัน’
เมื่อทำอะไรไม่ได้ เขาก็หันไปมองแขก “ขออภัยพวกท่าน แม่แก่นแก้ว แม้เจ้าช้างจะไม่แต่งเจ้า แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องได้พบบุรุษที่ดีเป็นสามีแน่นอน”
“ขอบน้ำใจเจ้าค่ะ”
เมื่อแขกกลับไป นางเทพทองก็ยังคงมองแรงใส่สามี เพราะนางจะไม่ได้อุ้มหลานแล้ว “เพราะท่านตามใจเจ้าช้างมากเกินไป”
“แม่ใจเย็น ๆ ก่อน …เรามีลูกกันอีกสักคนดีหรือไม่” ขุนศรีวิชัยเองใช่ว่าไม่กังวล สมบัติมากมาย ถ้าไม่มีผู้สืบทอดก็คงน่าเสียดาย
“ท่านจะบ้ารึ! เราอายุเท่าไรกันแล้ว?” นางเทพทองเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ที่นางไม่ยอมมีบุตรก็เป็นเพราะตอนครรภ์เจ็บมาก ทั้งยังได้บุตรที่ในตอนแรกไม่ใคร่จะถูกใจ
ตอนนี้แม้จะไม่คิดเช่นนั้น ทว่าก็ยังไม่ได้อยากมี เพราะนางอยากมอบความรักให้เต็มที่ เพื่อชดเชยเวลาที่เสียไปให้บุตรคนนี้
“แล้วจะให้ข้าทำเช่นไร ข้ามีแม่เป็นเมียเดียวหนา” ขุนศรีวิชัยรวบเมียที่อยู่กินกันมานานเข้ามากอด “ข้าเป็นสามีที่ไม่ดี แม่จึงไม่อยากมีบุตรให้ข้าอีกหรือ?”
“ม มิใช่เช่นนั้น” นางเทพทองรีบปฏิเสธคำสามี เรือนขุนนางอื่นมีเมียเต็มเรือน น้อยคนที่จะมีเมียเดียว
และนางนับว่าตนเองโชคดีที่ได้คนผู้นี้เป็นสามี
“เช่นนั้นเรามามีบุตรอีกคนหนึ่งเถิด”
“…” ‘พวกเจ้าพ่อลูกช่างเหมือนกันนัก!!’
เวลาผ่านไปอีกหลายเดือนก็ถึงเทศกาลมหาชาติ ณ วัดป่าเลไลย์
วันนี้อากาศแจ่มใส ชาวเมืองสุพรรณต่างแต่งตัวงดงามมาทำบุญแต่เช้ามืด ใบหน้าแต่ละคนยิ้มแย้มอย่างมีความสุขและเปี่ยมไปด้วยความศรัทธากับประเพณีใหญ่
พิมพิลาไลย ยามนี้มีอายุ 18 ปีแล้ว ความงามสะดุดตาชายหนุ่มหลายคนที่มาร่วมงาน ใบหน้าหมดจดมีรอยยิ้มสดใสอยู่ตลอดเวลา ยิ่งห่มสไบชมพูปักลายประณีต ก็ยิ่งทำให้ผิวกายดูผุดผ่อง
ข้างกายมีพันศรโยธาผู้เป็นบิดาและนางศรีประจันผู้เป็นมารดาเดินมาพร้อมกับนาง
“เณรผู้นั้นใช่เณรแก้วหรือไม่” นางศรีประจันเอ่ยกับผู้เป็นสามีและบุตรสาว “โตมาสมรูปสมร่างนัก”
“เป็นเณรแก้วจริง ๆ เจ้าค่ะ” พิมพิลาไลยจำสหายได้แม้จะไม่ได้เจอกันนานถึง ๖ ปี นางไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะไปร่ำเรียนและบวชเรียนนานถึงขนาดนี้
ถ้าเจ้าช้างรู้ก็คงดีใจไม่น้อย สหายตัวขาวของนางเองก็ดูเหงามากตั้งแต่อีกฝ่ายไปร่ำเรียน
“แม่พิม” เพ็งเดินเข้าไปทักทายคู่หมั้นของตัวเองด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ใบหน้าไม่จัดว่าหล่อเหลา ทว่าก็มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง บนร่างมีกลิ่นสมุนไพรหอมจาง ๆ กลิ่นนี้ทำให้สตรีน้อยใหญ่เหลียวหลังหันมามอง “ข้าไหว้ท่านลุงท่านป้าขอรับ”
นางศรีประจันมองลูกเขย จากนั้นก็มองลูกสาว ก่อนจะหันหน้าหนี งานหมั้นของอีกฝ่ายกับบุตรสาว นางคัดค้านเพราะชายหนุ่มฐานะต่ำกว่า แม้ตอนนี้จะมีตำแหน่งเป็นหมอหลวงแล้ว ก็ไม่ใคร่จะเป็นเขยที่ถูกใจนางนัก
“พ่อเพ็งไหว้พระเถิด” พันศรโยธาส่ายหัวให้เมียก่อนจะเอ่ยกับชายหนุ่ม ดวงตาเหี่ยวย่นมองหนุ่มสาวที่กำลังส่งสายตาหวานเชื่อมให้กัน
เขาไม่คิดขัดบุตรสาว หากจะรักใครชอบใคร ขอแค่เป็นคนดีขยันหมั่นเพียรก็พอ แถมบุตรสาวยังไปขอร้องให้พ่อช้างมาช่วยพูดคุย อีกฝ่ายเป็นผู้มีพระคุณ งานหมั้นหมายของทั้งสองจึงเกิดขึ้นเมื่อปีก่อน ตอนนี้ได้ฤกษ์มงคลแล้ว คืออีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า
หลวงไกรศึกและนางทองประศรีเดินเคียงคู่กันเข้ามาในวัด คนหนึ่งยังคงดูน่าเกรงขาม แม้สีหน้าจะไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ส่วนภรรยากลับมีสีหน้าที่อ่อนโยน ริมฝีปากที่ทาชาดอ่อน ๆ มีรอยยิ้มแห่งความสุขตลอดเวลา
ไม่นานครอบครัวเศรษฐีเมืองสุพรรณก็มาถึง เหล่าชาวบ้านชาวเมืองสุพรรณต่างพากันให้ความสนใจ โดยเฉพาะชายผิวเผือกที่เป็นที่เลื่องลือด้วยความสามารถและมันสมอง
กิจการของอีกฝ่ายในตอนนี้ใหญ่โตจนได้เปิดอีกหลายร้อยแห่ง ความร่ำรวยไม่ต่างจากบิดา ทั้งที่มีอายุแค่เพียง 17 ปี
บุรุษหลายคนได้ยินข่าวลือว่าอีกฝ่ายชมชอบบุรุษ ก็ต่างพยายามส่งสายตาหวานเชื่อมให้ แม้อีกฝ่ายจะไม่สามารถมีบุตรได้ ทว่ารูปลักษณ์และใบหน้าเองก็งดงามเย้ายวน แม้ไม่ได้สวยเหมือนสตรี แต่ยามมองกลับทำให้ใจสั่นได้อย่างน่าประหลาด
ร่างกายบอบบางไม่ล่ำสัน แม้จะเหมือนคนขี้โรค ทว่ากลับไม่ค่อยได้ยินข่าวว่าป่วย
ผิวกายเองก็ขาวผ่องนวลเนียนราวน้ำนม ริมฝีปากจิ้มลิ้มสีสด ดวงตาสีโกเมนหายาก และเส้นผมสีเงินที่ตัดเป็นทรงเข้ากับรูปหน้างดงาม
ยิ่งอาภรณ์ที่สวมวันนี้ ท่อนบนเป็นเสื้อปัดแขนกระบอกสีเหลืองนวล สะพายสไบแพรสีแดงพาดบ่าข้างหนึ่ง โดยสวมสังวาลทองคล้องทับสไบ ที่ข้อมือข้อเท้ามีกำไลทองประดับหลายชิ้น
ท่อนล่างเป็นโจงกระเบนผ้าไหมลวดลายดอกไม้สีแดงที่สั่งทำจากอินเดีย ทุกอย่างขับผิวอีกฝ่ายให้ดูเปล่งปลั่ง และด้วยฐานะที่ร่ำรวย จึงไม่แปลกที่หลายคนจะจับตามอง
ข้างกายของอีกฝ่ายยังมีสาวใช้กางร่มให้อยู่ตลอด
ทว่าก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ใดสนใจท่านขุนผู้ร่ำรวยของเมืองสุพรรณและภรรยาที่อยู่ข้างกายอีกฝ่าย ทั้งคู่แต่งตัวสมฐานะและดูโดดเด่นไม่แพ้บุตรชายของพวกเขา
…
ตอนนี้น้องโตแล้วค่ะ
โตมาสวยสง่าและมีคุณภาพมาก
ด้วยความที่เราทำเนื้อเรื่องต้นฉบับมันเพี้ยนไปตั้งนานแล้ว5555
แต่เราก็พยายามพาตัวละครเข้าเส้นเรื่องเดิมให้ได้มากที่สุดนะคะ
หวังว่าจะสนุกกันนะคะ
ปล.ถ้าให้พูดตามตรง เรื่องนี้ค่อนข้างเขียนง่ายเลยค่ะ เพราะมีโครงเรื่องให้เดินไปอยู่แล้ว ไม่ต้องเดินเอง เห็นแบบนี้ก็รู้สึกอยากเขียนนิยายแนวๆ นี้เยอะๆ เลยค่ะ ใครที่มีนิทาน วรรณคดี เรื่องเล่าจะนอกจะไทย ก็พิมพ์มาได้เลยนะคะ ถ้าเราสนใจอาจเขียนมันในโลกใหม่ๆ หรือเรื่องใหม่ค่ะ
ปล2.ภรรยาคนแรกของขุนช้างตามเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนคือ นางแก่นแก้ว ซึ่งเป็นภรรยาที่แต่งงานก่อนที่ขุนช้างจะพยายามจีบนางพิมพิลาไลย (วันทอง) นางแก่นแก้วเสียชีวิตไปไม่ถึงปีหลังจากแต่งงาน ขุนช้างจึงคิดที่จะหาภรรยาใหม่
ปล3.เทศกาลมหาชาติ หรือ การเทศน์มหาชาติ คือ ประเพณีทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ที่สืบทอดมาแต่โบราณ โดยการเทศนา เวสสันดรชาดก ทั้ง 13 กัณฑ์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นชาติสุดท้ายที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทานบารมีอันยิ่งใหญ่ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า นิยมจัดในวัดช่วงออกพรรษา หรือเดือน 12
ปล4.สไบของผู้ชายในชุดไทย มักเรียกว่า "ผ้าสไบ" หรือ "ผ้าพาดบ่า" โดยทั่วไปจะใช้ผ้าผืนยาวพาดเฉียงบ่าลงมา เพื่อเพิ่มความสง่างามให้กับชุดไทยชาย ซึ่งมักจะสวมคู่กับโจงกระเบนและเสื้อราชปะแตน หรือเสื้อแขนยาวแบบไทย
ไม่งงใช่ไหมคะ555 ข้อมูลเราก็หาเอาจากGoogleค่ะ
1 คอมเม้นต์ = 1 กำลังใจ