แม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ข้ามเวลา,ไทย,รัก,นายเอกเก่ง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติแม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติ
ดวงตากลมมองร่างของตัวเองนิ่งๆ โธ่ ชีวิตน้อยๆ ที่แสนมีค่าของเขา ตายดีๆ ไม่ตาย ดันมาตายเพราะตะกละกินขนมติดคอขณะกำลังทำวิจัยไปด้วย เขาแค่ตกใจที่ผลวิจัยพิษชีวภาพออกมาเกินคาด ยังไม่ทันได้ชมเชยก็ตายซะก่อน
“ตายทั้งทีขอตายท่าที่ดูดีกว่านี้ไม่ได้เลยหรือไง”
ถ้ามีคนรู้ว่านักวิจัยอัจฉริยะอันดับหนึ่งขององค์กรนักฆ่า ตายเพราะขนมติดคอคงได้พากันหัวเราะจนฟันร่วงแน่
ที่หนักไปกว่านั้นคือสวรรค์ไม่ต้อนรับ! ทั้งยังถีบเขาให้ไปทำความดีสะสมแต้มบุญกับระบบเซ็งเคร็งนี่อีก
: ผมได้ยินนะครับโฮสต์ :
“..แล้วไง อย่ามาอ่านใจกันนะ แล้วที่นี่ที่ไหน?”
: เดี๋ยวก่อนสิครับโฮสต์ ฟังกฎของเราก่อน :
“ไม่เอา ไม่อยากฟัง หิว ของกินอยู่ไหน? เอาออกมา”
: ถ้าโฮสต์เป็นเด็กดี ยอมนั่งฟังกฎน่ารักๆ ระบบมีตุ๊กตาช้างน้อยนั่งหลับสีขาวขนนุ่มที่โฮสต์อยากได้ให้เป็นรางวัลด้วยนะครับ :
“ฉ ฉันเป็นถึงนักวิจัยที่ทุกคนต่างก็มองว่าสงบและเยือกเย็น จะไปสนใจของเด็กๆ แบบนั้นได้ยังไง?!”
: ..งั้นคงไม่เอาสินะครับ :
“เอา! ฉันจะเอา!”
: …. :
_______________
สวัสดีค่ะ นิยายเรื่องนี้ไรท์ตั้งใจเขียนเป็นนิยายยาวน้าา
น้องเอสราของเราจะไปสะสมแต้มบุญหลายๆ โลกเลย ส่วน พอ. ของน้อง ขอสปอยล์ว่าเป็นคนเดียวกันน้า แต่ดวงจิตมีเหตุให้ต้องแตกกระจายไปหลายๆ ที่ ส่วนสาเหตุจะเป็นอะไรนั้นต้องไปตามดูในเนื้อเรื่องกันเองค่าา
เป็นกำลังใจให้น้องด้วยน้า
น้องเอสรา “ทำไมตัวละครเป้าหมายถึงมีแต่คนปากไม่ดีอะ แถมยังบ้า (กาม) ด้วย?”
มีอะไรสงสัยสามารถคอมเมนต์ติชมกันได้นะคะ
________________
เริ่มเขียนและคิดพล็อตนิยายวันที่
7 ก.ย. 66
ตอนที่ 15.
ให้ท่านลุงลงหวายเอ็งสักทีสองที
“ไอ้ขุนแผนที่ว่ามันเป็นใครรึ” เสียงทุ้มต่ำกระซิบถามที่ข้างใบหูขาว
“!!” เอสราเบิกตากว้าง เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มีใครไม่รู้มาอยู่ด้านหลัง
มือเรียวคว้ามีดสั้นออกมาจากใต้โต๊ะ แล้วเหวี่ยงตัวจี้มีดที่คอผู้บุกรุกทันที ดวงตาสีแดงเข้มขึ้น ยิ่งพอเห็นว่าเป็นใคร หัวคิ้วก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน และไม่ได้ลดปลายมีดลง “พลายแก้ว เอ็งบวชอยู่ไม่ใช่รึ”
ดวงตาสีทับทิมเหลือบมองไปทางหน้าต่าง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายแอบปีนขึ้นมาทางนั้น ‘นิสัยชอบปีนบ้านคนอื่นคงแก้ไม่ได้สินะ!!’
“…” พลายแก้วมองมีดสั้นที่จี้อยู่ที่คอ ดวงตาคมสีอำพันไม่ได้มีความเกรงกลัวสักนิด “ข้าสึกแล้ว”
“โกหก” เอสราเอ่ยเสียงขุ่น เท่าที่จำได้เหมือนจะมีครั้งหนึ่งที่อีกฝ่ายน่าจะสึกแบบชั่วคราว แบบไม่ใช่การสึกจริง ๆ
เพื่อที่จะแอบขึ้นเรือนพิมพิลาไลย
“ข้าพูดเรื่องจริง ตอนนี้ข้าสึกมาเป็นฆราวาสเต็มตัวแล้ว” พลายแก้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ เขาเห็นอีกฝ่ายเดินเล่นกับไอ้ฝรั่งนั่น จิตใจจึงร้อนรนคิดไม่ตกจนต้องขอลาสิกขาและตรงมาหาอีกฝ่ายทันที
ทว่าดูสิ่งที่อีกฝ่ายทักทายเขา เอาของอันตรายเช่นนี้มาจี้คอ “เอ็งไม่คิดถึงข้าบ้างรึ?”
“…ใครจะคิดถึงเอ็ง” เอสราเก็บมีดสั้น ถ้าอีกฝ่ายกล้าทำอะไรไม่ถูกต้อง เขาจะไปฟ้องท่านลุงเดี๋ยวนี้เลย
“แล้วไอ้ขุนแผนที่ว่าเมื่อกี้คือผู้ใด” พลายแก้วไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ อีกฝ่ายเอ่ยชื่อนี้แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาหายไปนาน ๖ ปี คงไม่ใช่มีคนสนิทใหม่แล้วกระมัง
ไหนจะไอ้ฝรั่งหน้าขาวหัวทองนั่นอีก!
“ชื่อหมา” เอสราตอบ เขานั่งลงเก้าอี้ที่เดิมแล้วเก็บมีดไว้ใต้โต๊ะ อาวุธของเขาแทบทุกชิ้นเคลือบพิษเอาไว้ ถ้าโดนเข้าต่อให้มีวิชาอยู่ยงคงกระพันก็ตายได้เช่นกัน
“หมารึ? เรือนเองไม่เห็นมีหมา หรือเอ็งจะเลี้ยงหมา” พลายแก้วได้ยินว่าเป็นชื่อหมาก็คลายความกังวลใจลง ต่อให้เป็นคน แต่คนตัวเล็กถึงกับด่าว่าเป็นหมา มันคงไม่มีความสำคัญอะไร
“เอ็งนี่ถามมากจริง กลับเรือนเอ็งไปเลยไป” เอสรารำคาญ ความสงบของเขาจะจบลงแล้วใช่ไหม?
“ข้าไม่กลับ ข้าจะนอนนี่” พลายแก้วไม่เอ่ยเปล่า แต่เขาเดินไปนอนบนเตียงเจ้าของห้องทันที พอเห็นตุ๊กตาที่คุ้นหน้าคุ้นตา ก็ขโมยเอามากอดแน่น
“พลายแก้ว เอ็งทำอะไร” เอสรารีบเข้าไปแย่งตุ๊กตาตัวโปรดมาจากอีกฝ่าย ใบหน้างดงามบูดบึ้ง แก้มเนียนใสพองกลม ดวงตาสีทับทิมมองอีกฝ่ายเคือง ๆ “ท่าทีสง่างาม เสแสร้งตอนนั้นหายไปไหนแล้ว”
“หาววว ข้าง่วงนัก นอนกันเถิด” พลายแก้วคว้าร่างเล็กของสหายด้วยท่อนแขนเพียงข้างเดียว จนร่างอีกฝ่ายลอยขึ้นมาบนเตียง เขาโบกมือครั้งหนึ่ง ไฟในห้องก็ดับพึบ
“ป ปล่อยข้า” เอสราพยายามดิ้นออกจากท่อนแขนหนาของอีกฝ่าย ร่างกายของพลายแก้วสูงใหญ่ กล้ามเนื้อทั้งแขนทั้งท้องชัดราวกับคนออกกำลังทุกวัน แล้วเขาที่ตัวเล็กกว่าจึงเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
“นอนนิ่ง ๆ ตอนยังเด็กเราก็นอนด้วยกันออกจะบ่อยมิใช่รึ?” พลายแก้วไม่ยอมปล่อย มุมปากคมยกยิ้มพอใจ เมื่อได้อยู่ใกล้กับร่างเล็ก ๆ นี้ ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้ความว้าวุ่นใจของเขาหายไปจนหมด
จมูกคมสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลิ่นนี้เหมือนกับกลิ่นผ้าสไบที่อีกฝ่ายมอบให้ ซึ่งแน่นอนว่าเขาเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี ‘ข้าคิดถึงเอ็งนัก เจ้าช้าง ไม่มีวันใดไม่คะนึงหา’
“โตขึ้นเหมือนเอ็งจะกล้าขึ้นนะ” เอสรากัดฟัน ดวงตาสีทับทิมของเขาที่มองเห็นได้ดีในความมืดเหลือบมองคนที่บังอาจมากอดเขาทั้งที่เขาไม่เต็มใจ
“เอ็งก็ดูเหมือนจะไม่โตขึ้นนัก” พลายแก้วมีหรือจะกลัวเสียงขู่ฟ่อ ๆ นั้น กลับกันยิ่งทำให้เขารู้สึกบันเทิงใจ “ทั้งยังใจร้ายเช่นเดิ— อึก!”
พลายแก้วเอ่ยยังไม่ทันจบ ก็รู้สึกจุกจนหน้าเขียว มือหนารีบกุมอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวเอง ในใจโอดโอยด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าทำร้ายเขาตรงจุดนี้!
เอสราใช้จังหวะนี้หนีออกจากแขนของอีกฝ่าย ก่อนจะยกเท้าถีบอีกฝ่ายจนตกเตียง “ว่าข้าเตี้ยรึ?!”
ตุบ!!
“โอ๊ยยย! เจ้าช้าง” พลายแก้วร้องโอดโอย ใบหน้าหล่อคมขมวดมุ่น ทว่าด้วยวิชาที่เรียนมา เพียงไม่นานร่างกายก็หายเจ็บ ทั้งอีกฝ่ายยังไม่ได้ถีบเพราะเจตนาลบหลู่ ของที่เรียนจึงไม่เสื่อม
พึบ!
“เอ็งนอนพื้น” เอสราโยนหมอนใส่หน้าพลายแก้ว ก่อนเขาจะล้มตัวลงนอน ในอ้อมแขนเรียวกอดตุ๊กตาช้างปุกปุยสีขาวของตัวเองแน่น ในใจยังคงรู้สึกหงุดหงิดไม่นาน ‘โตขึ้นแล้วรับมือยากกว่าตอนเด็กอีก!!’
“…” พลายแก้วถือหมอนที่คนตัวเล็กโยนให้ ก่อนจะมองคนที่นอนอยู่บนเตียง รอไม่นานเขาก็สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่สม่ำเสมอ
เมื่อมั่นใจว่าคนตัวเล็กหลับแล้ว เขาถึงค่อย ๆ ปีนขึ้นเตียงอย่างเชื่องช้า แล้วทำการวางหมอนไว้ข้างหมอนของสหายอย่างเบามือ ก่อนจะล้มตัวลงนอนบ้าง และวาดแขนข้างหนึ่งพาดอยู่ที่เอวบาง “การถวายสไบให้ข้าเปรียบเสมือนการมอบกายถวายชีวิต และเป็นการจับจองข้าเป็นคู่ครอง เอ็งมอบให้เพราะรู้ความหมาย หรือมอบให้โดยที่ไม่ได้คิดอันใด เจ้าช้าง”
พลายแก้วพึมพำเสียงเบา ทว่าเขารู้ดีว่าคนที่เขาต้องการถามหลับใหลไปแล้ว ดวงตาสีอำพันมองสำรวจร่างเล็ก ๆ ที่นอนหลับสนิท ใบหน้าขาวเนียนแนบอยู่กับตุ๊กตาตัวโปรดมุมปากหนายกขึ้นไม่รู้ตัว “เอ็งโตขึ้น และงามจนข้าตะลึง”
แต่เขาไม่พอใจเลยตอนที่อีกฝ่ายไปเดินกับผู้อื่น ทั้งที่เพิ่งจองเขาไม่นาน ทว่าในเวลานั้นก็ไม่อาจแสดงท่าทีอันใดได้ “ไอ้ฝรั่งนั้น มันต้องได้เห็นดี”
ยามรุ่ง
พลายแก้วไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหน รู้สึกตัวตื่นอีกทีก็ตอนที่สัมผัสได้ถึงแรงดิ้นจากคนในอ้อมแขน แต่เขากลับเลือกที่จะแกล้งหลับเพื่อดูว่าคนตัวเล็กจะทำอะไร
“หาววว อืมมม” เอสรายืดเหยียดแขน อ้าปากหาว ทว่าพอขยับตัวไม่สะดวก ดวงตาสีทับทิมล้ำค่าก็มองหาต้นตอทันที แล้วเขาก็เห็นว่ามีอะไรหนัก ๆ มาทับเขาอยู่ ในตอนนี้ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพลายแก้วแอบปีนหน้าต่างเข้ามาในห้องของเขา “…”
พอเห็นชายหนุ่มนอนหลับอย่างสบายใจ เขาก็พูดไม่ออก จึงทำเพียงยกแขนอีกฝ่ายออกจากเอว
ร่างกายบอบบางขยับไปนั่งที่มุมเตียง ก่อนจะยกเรียวแขนทั้งสองข้างขึ้นเพื่อยืดร่างกาย “อื้มมม”
พลายแก้วลืมตาขึ้นมาเห็นฉากนี้ก็เผลอกลืนน้ำลายลงคอ รูปร่างอีกฝ่ายมีเสน่ห์เย้ายวนอยู่แล้ว เอวคอดรับกับสะโพกผาย ผิวกายขาว เสื้อที่ใส่ยามตื่นก็ไม่ได้ดูเรียบร้อยนัก เปิดเผยไหล่บาง
ยามยืดตัวยิ่งทำให้ชายเสื้อที่ใส่เปิดเผยผิวขาวที่เอว
“พลายแก้ว ตื่นแล้วก็ลุก” เอสราหันไปเห็นคนหน้าหนาตื่นแล้วก็เอ่ยเสียงขุ่น อีกฝ่ายทำตัวเหมือนคนไร้บ้านไม่มีผิด “ข้าจะให้คนเตรียมอาภรณ์และกิ่งข่อยให้ จะได้อาบน้ำแปรงฟัน”
เอ่ยจบเขาก็ลุกขึ้นจากเตียง
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวในตอนเช้าเรียบร้อย พวกเขาก็ไปนั่งใส่บาตรด้วยกันที่ท่าน้ำหน้าเรือน นางเทพทองเห็นพลายแก้วก็นึกสงสัยอยู่บ้างว่าอีกฝ่ายมาได้อย่างไร แต่ก็ไม่ได้ถามอันใดให้มากความ เพราะตอนอีกฝ่ายเด็ก ๆ ก็มักจะโผล่มาที่เรือนนางตลอด
เอสราและพลายแก้วช่วยกันนำอาหารใส่บาตร ก่อนจะยกมือไหว้รับพร
หลังพระพายเรือไปแล้ว นางเทพทองจึงหันไปเอ่ยกับนางส้ม บ่าวที่รับใช้ใกล้ชิดนาง “ไปบอกบ่าวในโรงครัวว่าให้เตรียมสำรับเช้ามากขึ้นสักหน่อย”
“เจ้าค่ะ” นางส้มก้มศีรษะรับคำสั่ง ก่อนจะรีบไปแจ้งบ่าวที่โรงครัว
“เช้านี้รบกวนท่านน้าแล้วขอรับ” พลายแก้วเอ่ยกับมารดาของสหายด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม
เอสราเหลือบตามองบน ‘รบกวนข้ามาทั้งคืน ยังกล้ามาตีหน้าซื่อ’
“มิเป็นอันใดจ๊ะ ว่าแต่พ่อพลายสึกแล้วรึ?” นางเทพทองเอ่ยถาม วันก่อนนางยังเห็นอีกฝ่ายห่มผ้าเหลืองอยู่เลย
“สึกแล้วขอรับ”
ในตอนเช้า พลายแก้วได้ร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัวของขุนศรีวิชัย บุรุษทั้งสองพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสาร คุยถูกคอจนเอสราคิดว่าอีกฝ่ายเป็นบุตรชายคนที่สองของบิดาเขาไปแล้ว
‘ทำตัวเป็นโจร ทั้งยังมานั่งกินข้าวบ้านคนอื่นหน้าด้าน ๆ เรือนตัวเองอยู่ไม่ไกล ทำไมไม่มียางอายบ้าง’
ขนาดทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ยังไปนั่งจิบชาคุยกันอีก
“คุณชายเจ้าค่ะ ท่านลูคัสมาขอพบเจ้าค่ะ ตอนนี้รออยู่ที่ศาลาเจ้าค่ะ” นางสาย บ่าวรับใช้ของเรือนเดินขึ้นมาแจ้งคุณชายของนาง
“…อื้ม” เอสราชะงักเล็กน้อยเพราะไม่ได้นัดอีกฝ่ายไว้ ก่อนเขาจะพยักหน้าให้บ่าวที่มาแจ้ง ร่างระหงลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางสง่า แล้วจึงเดินลงจากเรือนอย่างไม่รีบร้อนเพื่อไปหาสหายทางการค้า
ในหัวก็นึกถึงเรื่องที่ทำให้อีกฝ่ายต้องมาหา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องงาน ถ้าไม่เกี่ยวกับงาน เขาก็นึกไม่ออก
พลายแก้ววางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ดวงตาคมสีอำพันจับจ้องมองตามร่างเล็กที่เดินลงไปจากเรือน หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน ฝ่ามือหนากำแน่น รู้สึกไม่พอใจ “ท่านลุง เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะขอรับ”
‘ไอ้ลูคัสอะไรนั่น มันต้องเป็นไอ้ฝรั่งหัวทองแน่ ๆ!’
“ได้ ๆ ตามสบาย” ขุนศรีวิชัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะพบว่ามุมปากยกอยู่เล็กน้อย
เมื่อคนหนุ่มลุกไปแล้ว ชายวัยกลางก็ได้แต่นึกในใจ ‘ถ้าเป็นพ่อพลาย ข้าก็ยินดีหากทั้งสองจะตกลงคบหากัน ยังไงอีกฝ่ายก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา ทั้งยังเห็นมาตั้งแต่ออดแต่อ่อน’
ด้านเอสรา ดวงตาสีทับทิมเหลือบมองพลายแก้วที่อยู่ ๆ ก็ตามลงมาจากเรือน ทั้งอีกฝ่ายยังมานั่งทำหน้าทะมึนไม่รับแขกข้าง ๆ เขาอีก
“เออ คนผู้นี้?” ลูคัส ฟาน ไรน์ มองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างหุ้นส่วนตัวน้อย ดวงตาสีฟ้ามีประกายสงสัย ‘เหตุใดคนผู้นี้มองข้าเช่นนั้น?’
“เขาเป็นสหายข้า ช่างเขาเถอะ ท่านมานี่มีอะไรรึ?” เอสราเข้าเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องงานเขาก็ไม่อยากยืดเยื้อให้วุ่นวาย
ลูคัสเห็นคนตัวเล็กไม่ใคร่จะใส่ใจคนข้างกาย มุมปากก็ยิ้มบาง ดวงตาสีฟ้ามองดวงตาสีอำพันตอบอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนเขาจะเริ่มเอ่ยถึงธุระที่มาวันนี้ “อีก ๑ เดือนข้างหน้า เรือกาเลียนของข้าจะออกจากท่า ข้าจึงอยากมาชวนคุณชายว่าอยากไปเที่ยวเล่นที่เมืองฮอลันดาสักครั้งหรือไม่”
เมืองของเขาไม่ได้ปกครองด้วยกษัตริย์ดั่งชาวฝรั่งเศส บ้านเมืองถูกบริหารด้วยพ่อค้าและขุนนาง แน่นอนว่าชนชั้นการค้าแข็งแรงกว่าหลายเท่า
และตระกูลไรน์ยังเป็นตระกูลต้น ๆ ที่มีอำนาจ “ข้าให้สัญญาว่าจะดูแลคุณชายอย่างดี ทั้งในขณะที่ล่องเรือและอยู่ที่เมืองฮอลันดาของข้า”
พลายแก้วคิ้วกระตุก บรรยากาศรอบกายเย็นเฉียบ ดวงตาสีอำพันลึกลับเข้มขึ้น ข้างขมับเต้นตุบ ๆ แทบจะควบคุมโทสะไม่อยู่ “ข้าไม่ให้เขาไป!”
‘ไอ้บ้านี่ถึงขนาดจะพาเจ้าช้างไปจากข้าเลยรึ!! ช่างกล้านัก!!!’
ความโกรธพุ่งถึงขีดสุด ลมหายใจหอบถี่ แค่คิดว่าคนตัวเล็กจะไปอยู่กับมันเป็นเวลานานหลายเดือน เขาก็ทรมานจนแทบจะกระอักเลือด‘ข้าจะทนได้อย่างไร!!’
“พลายแก้วเป็นอะไรไป?” เอสราเห็นคนข้าง ๆ ดูไม่ปกติ ก็หันไปถาม ถึงปกติจะไม่ปกติอยู่แล้ว แต่ตอนนี้สภาพเหมือนหมาบ้าที่พร้อมจะกัดคอคนให้ตายไม่มีผิด
“ข้าไม่ให้เอ็งไป!” พลายแก้วเอ่ยเสียงเข้ม ฝ่ามือหนากุมมือเล็กเอาไว้ เขาไม่ได้จับแน่นจนอีกฝ่ายเจ็บ ทว่าก็ไม่หลวมจนอีกฝ่ายหนีไปได้ง่าย ๆ เช่นกัน ‘เราพึ่งจะได้กลับมาเจอกัน เอ็งก็จะทิ้งข้าไปกับผู้อื่นแล้วรึ!’
ดวงตาคมสีอำพันช้อนมองสหายอย่างเว้าวอน “อย่าทิ้งข้าเลย”
“ข้ายังไม่ได้เอ่ยอันใด” เอสราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ ก่อนเขาจะหันไปเอ่ยกับสหายทางการค้า “ขอบน้ำใจท่านมากที่มาชักชวน แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยสะดวกนัก ข้ายังมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย”
อันที่จริงเขาก็ค่อนข้างสนใจ เพราะเขาอยากรู้ว่าต่างประเทศในยุคนี้จะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้คงต้องจัดการกับภารกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก่อน
“เช่นนั้นหรือ น่าเสียดาย” ลูคัสยังคงยิ้มบาง ทว่าดวงตาสีฟ้ากลับคมขึ้นยามมองมือของคนทั้งสองที่กุมกันไว้อยู่ ‘ไม่ดูใกล้ชิดเกินสหายไปรึ? ทั้งยังท่าทีเช่นนั้น’
พลายแก้วได้ยินคนข้างกายปฏิเสธไอ้ฝรั่งหัวทอง มุมปากก็ยกขึ้นราวกับผู้ชนะ ดวงตาคมสีอำพันมองสบตากับดวงตาสีฟ้าโดยไม่ปกปิดความเป็นปรปักษ์ ‘หึ เจ้ามันแค่คนนอกเท่านั้น’
เอสรามองทั้งสองที่ส่งสายตาฟาดฟันให้กันก็รู้สึกปวดหัว ไม่รู้ว่าจะทะเลาะไร้สาระอะไรกัน ‘โต ๆ กันแล้วไม่ใช่หรือไง’
เมื่อหมดธุระ ลูคัส ฟาน ไรน์ ก็ขอตัวกลับ พออีกฝ่ายนั่งเรือจากไปแล้ว พลายแก้วก็ดูเหมือนว่าจะอารมณ์ดีขึ้นหลายเท่า เดินส่ายหางตามคนตัวเล็กต้อย ๆ
“เอ็งกำลังจะไปที่ใดรึ”
“พาเอ็งไปส่งเรือน ให้ท่านลุงลงหวายเอ็งสักทีสองที” เอสราเอ่ยขณะเดินนำอยู่ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสึกออกมากะทันหันแบบนี้ บิดามารดารู้เรื่องหรือยัง
“เอ็งมันใจร้าย” พลายแก้วแม้จะเอ่ยเช่นนั้น ทว่าน้ำเสียงกลับอารมณ์ดี ไม่ได้มีความรู้สึกกลัวสักนิด
…
จบตอนค่ะ
ตอนนี้ก็เป็นฉากปีนเรือน แต่ปีนเรือนนายเอกนะคะ
5555 ดีไม่ตายไปก่อน
ว่าแต่ทุกคนรู้ยังว่าหมาคือใคร5555
ปล.ตามเนื้อเรื่องเดิม พลายแก้วจะแอบปีนขึ้นเรือนแม่พิม แต่ก่อนไปหาแม่พิมก็แอบไปหานางสายทองก่อน เพราะพลายแก้วได้นางช่วงเป็นแม่สื่อ แต่พอได้ใกล้ชิดพูดคุยพลายแก้วก็เกิดถูกใจรูปร่างหน้าตานางจึงใช้คารมคมคายเกี้ยวพาราสีและเล้าโลมจนนางใจอ่อน หลังเสร็จกิจ ก็ไปหาแม่พิม และได้เสียกันในคืนเดียวกัน (ชั่วมากกกก ไอ้เวรเอ้ย!!)
ปล1.ในต้นฉบับเสภาขุนช้างขุนแผน พลายแก้วถูกนำเสนอในฐานะตัวละครที่มีเสน่ห์และมีความต้องการทางเพศสูงตามวิสัยชายหนุ่มในสมัยนั้น เมื่อเห็นโอกาสและนางสายทองเองก็ไม่ได้ขัดขืนอย่างจริงจัง จึงทำให้ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันก่อนที่พลายแก้วจะไปหานางพิมในคืนนั้นเอง (ไอ้หื่นกาม)
ปล2.เรือกาเลียนคือเรือใบอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 18 โดยถูกพัฒนาให้มีโครงสร้างเรียวยาวและแข็งแกร่งกว่าเรือยุคก่อนหน้า เพื่อให้สามารถติดตั้งปืนใหญ่จำนวนมากสำหรับใช้ในการสงครามทางเรือ ในขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ระวางบรรทุกมหาศาลสำหรับขนส่งสินค้าและขุมทรัพย์ล้ำค่าข้ามมหาสมุทรในการค้าขายระหว่างทวีปค่ะ
ปล3.ฮอลันดาหรือวิลันดาในสมัยนั้นคือมหาอำนาจตะวันตกที่เป็นคู่ค้าหลักและผู้จัดหาอาวุธปืนไฟให้กับอยุธยา ระบบปกครองเมืองก็ตามที่บรรยายในเนื้อเรื่องค่ะ และตัวละครลูคัส ฟาน ไรน์ไม่มีในต้นฉบับนะคะ
หนึ่งคอมเม้นต์ = กำลังใจหนึ่ง