เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
รัก,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยาย,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวาย,นิยายวายพีเรียด,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah)เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
....หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah) ...
°•. มายาน้ำค้างในม่านหมอก แด่เธอผู้เป็นที่รัก สุดแสน ประจักษ์ นับอนันต์. •°
เกริ่นนำ
เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา (ศิศิระ) ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ ฉางอันเมืองที่หมอกปกคลุมในรุ่งสาง
อู๋ หลิงซาง คือหมอที่คนทั้งเมืองพูดถึงด้วยความเคารพและหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน มือของเขารักษาได้ทุกโรค แต่ใจของเขาไม่รู้จักรับ เขาเติบโตมาในโลกที่หมอต้องแข็งแกร่ง ต้องให้โดยไม่ต้องการรับ ต้องรักษาโดยไม่ต้องการการรักษากลับ จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนเดินเข้ามาพร้อมบาดแผลที่รักษาไม่หายสักที
เย่ เซิ่นอวี๋ คือนักสืบลับที่ทุกคนเข้าใจผิดว่าเป็นโจร เขายิ้มให้โลกทั้งใบ แต่ไม่เคยยิ้มให้ตัวเอง เพราะรู้ดีว่าโลกนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีแค่หมอเย็นชาคนหนึ่งที่เห็นสิ่งที่แท้จริงอยู่ข้างใน และนั่นอันตรายกว่าดาบที่เขาพกติดตัวมาก
“หมอที่รักษาทุกอย่างได้ เว้นแต่หัวใจตัวเอง นักสืบที่รู้ทุกอย่างได้ เว้นแต่ว่าตัวเองก็คือคนสำคัญ
ชาแก้วหนึ่งในตอนเช้า สวนสมุนไพรที่ดูแลด้วยกัน บาดแผลที่กลับมาให้รักษาเสมอ และความเงียบที่รู้ว่าหมายถึงอะไร
บางครั้งความรักไม่ได้ดังก้อง มันแค่อยู่ที่นั่น ทุกวัน จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยที่ไม่รู้ตัว”
""สองวิญญาณ ทุกชาติร้อยสร้อยสายหนึ่ง ทุกชาติลูกปัดมีสีต่างกัน แต่วิธีร้อยเหมือนกัน คือทีละเม็ด ช้าๆ
รู้จักจังหวะของกันและกัน สร้อยนั้น คือกันและกันในทุกชาติ""
..สุสาส์นราคะ..
มีรายตอนทั้งหมด 61 ตอน (ติดเหรียญตอนที่22)
EBOOK [ [ (<พิเศษท้ายตอนทุกตอน>) ] ]: MEB/PINTO/DEKDEE (ลดราคา44% 07.07-09.09)
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTI2MDkwNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ1NTU2NiI7fQ
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
การเดินทางที่ไม่มีแผนที่ และสิ่งที่พบในที่ที่ไม่ได้ตั้งใจจะไป หรือ เมื่อหมอที่เชื่อในเหตุผลเรียนรู้ว่า บางสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไม่มีเหตุผลอธิบาย
ว่ากันว่า "นักเดินทางที่ฉลาดที่สุดไม่ใช่คนที่รู้ทุกเส้นทาง แต่คือคนที่รู้ว่าเส้นทางที่ดีที่สุด บางครั้งคือเส้นทางที่ไม่รู้ว่าจะพาไปที่ไหน
เพราะในการเดินทางที่ไม่มีจุดหมาย เจ้าจะพบสิ่งที่ไม่ได้ตามหา ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ที่เจ้าไม่รู้ว่าต้องการมาตลอด"
☽ อารัมภบท คำมั่นสัญญาในตอนเย็น☽
มีสัญญาบางอย่างที่ทำในตอนเย็นขณะดวงอาทิตย์กำลังตกดิน
บางสัญญาถูกลืมเมื่อรุ่งเช้ามาถึง
แต่บางสัญญา สัญญาที่ทำด้วยเสียงเบาๆ ในแสงสีทองอ่อน ระหว่างคนสองคนที่ไม่พูดอะไรโดยไม่ตั้งใจ สัญญาแบบนั้นไม่เคยถูกลืม
อู๋ หลิงซาง จำได้ทุกคำ
"เดินทางด้วยกันไหม ไม่มีจุดหมายเฉพาะเจาะจง ไม่มีคนไข้ที่รอ ไม่มีคดีที่ต้องแก้ แค่เดินทางเพราะอยากเห็น"
และคำตอบของตัวเอง
"ได้"
ตอนที่พูดออกไป เขาเชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องง่าย
แต่โลกนี้ไม่เคยทำให้สิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นได้ง่าย
สองสัปดาห์หลังจากกลับมาจากเฉินหลิว มีจดหมายสี่ฉบับ คดีสองคดี และคนไข้ที่ต้องการการดูแลพิเศษอีกสามคน
สัปดาห์ที่สามก็ไม่ต่างกัน
สัปดาห์ที่สี่
"ท่านหมอ" เย่ เซิ่นอวี๋ เข้ามาในห้องทำงานตอนบ่าย มือถือจดหมายที่เพิ่งมาถึงสองฉบับ
"อีกแล้ว" หลิงซางพูดโดยไม่หันจากงานที่กำลังทำ
"ข้าจะวางไว้บนโต๊ะ" เซิ่นอวี๋พูด วางจดหมายลง แล้วก็ยืนอยู่ที่กรอบประตู มองหลิงซางที่กำลังเขียนบันทึกอย่างตั้งใจ
"เซิ่นอวี๋"
"อะไร"
"สัปดาห์หน้า" หลิงซางพูด วางปากกาลง หันมา "ไม่รับจดหมาย ไม่รับคดีใหม่ ไม่รับคนไข้ที่ไม่ฉุกเฉิน"
เซิ่นอวี๋มองเขา มองนาน
"ท่านหมอตัดสินใจไปแล้ว" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม
"ข้าบอกสิ่งที่จะทำ ไม่ใช่ขอความเห็น" หลิงซางพูดเรียบๆ "เราออกเดินทางวันจันทร์ ไม่มีจุดหมาย ไม่มีภารกิจ"
รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเซิ่นอวี๋นั้นกว้างกว่าปกติ กว้างพอที่จะถึงตา กว้างพอที่จะทำให้รู้ว่าไม่ใช่รอยยิ้มที่สร้างขึ้น
"ได้เลย" เขาพูด แล้วก็หันออกไปจากกรอบประตู
แต่หลิงซางเห็นว่าเขาเดินเร็วขึ้นเล็กน้อยในแบบที่คนที่ดีใจเดิน
☁ จันทร์วันออกเดินทาง ☁
ฉางอัน รุ่งเช้าวันจันทร์ ต้นฤดูร้อน
ม้าสองตัว ไม่ใช่สาม
หยูหลานบอกว่าเธอจะดูแลโรงหมอและขอให้ไม่ต้องเป็นห่วง เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่บอกว่าเธอเข้าใจดีว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นของสองคน ไม่ใช่สาม
"ระวังตัวด้วยนะ" เธอบอก "ทั้งสองคน"
"เราจะระวัง" หลิงซางพูด
"ข้าจะดูแลท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดพร้อมกัน
หยูหลานมองทั้งสอง มองสลับกัน แล้วก็พยักหน้า
"รู้" เธอพูดเรียบๆ "นั่นแหละคือเหตุผลที่ข้าไม่เป็นห่วง"
เช้าวันนั้น ฉางอันอยู่ในฤดูร้อนต้น อากาศอุ่นแต่ไม่ร้อน ลมที่ยังมีความชื้นของฤดูใบไม้ผลิที่ยังไม่จากไปทั้งหมด ต้นไม้ที่เขียวสดในทุกซอยทุกถนน
หลิงซางและเซิ่นอวี๋ขับม้าออกจากฉางอันโดยไม่มีแผนที่ ไม่มีเส้นทางที่กำหนด ไม่มีชื่อเมืองที่ต้องไปถึงภายในวันนั้นหรือวันไหน
มีแค่ทิศทาง ทิศใต้ เพราะเซิ่นอวี๋บอกว่าทางใต้มีทะเลสาบที่เขาเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก และอยากเห็นสักครั้ง
"ท่านเคยไปไหม" หลิงซางถาม
"ไม่เคย" เซิ่นอวี๋ตอบ "แค่ได้ยินว่างาม"
"และถ้าไปแล้วไม่งาม"
"งั้นก็ได้รู้ว่าข่าวลือนั้นเกินจริง" เซิ่นอวี๋พูด "ก็ยังคุ้มที่ได้รู้"
หลิงซางคิดกับคำนั้นสักครู่ จากนั้นก็พยักหน้า
"สมเหตุสมผล"
ชั่วยามแรกของการเดินทางผ่านไปเงียบๆ
ไม่ใช่ความเงียบที่ตึงเครียดหรือน่าอึดอัด แต่เป็นความเงียบของคนสองคนที่สบายใจพอที่จะไม่ต้องเติมทุกพื้นที่ว่างด้วยคำพูด
ฉางอันจางหายไปเบื้องหลัง ถนนหินกว้างแคบลงกลายเป็นทางดินที่นุ่ม ต้นไม้ริมทางสูงขึ้น ร่มเงาเยอะขึ้น
ลมพัดพาความเย็นของที่ร่มมาแตะผิวหน้า
"เป็นยังไงบ้าง" เซิ่นอวี๋ถามเบาๆ
"อะไร"
"ความรู้สึกที่ออกเดินทางโดยไม่มีจุดหมาย"
หลิงซางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอบในแบบที่ตรงและซื่อสัตย์ในแบบของเขา
"แปลก" เขาพูด "มือข้ายังอยากหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนว่าจะไปไหนและทำอะไร"
"แต่ยังไม่ได้หยิบ"
"ยังไม่ได้หยิบ"
"นั่นก็ถือว่าก้าวหน้าแล้ว" เซิ่นอวี๋พูด มุมปากขยับขึ้น
หลิงซางมองหน้าเขา จากนั้นก็หันกลับมองทางข้างหน้า
แต่มุมปากของเขาก็ขยับขึ้นเล็กน้อยด้วย
🌿หมู่บ้านระหว่างทางและขนมที่ไม่ได้วางแผน 🌿
วันที่สองของการเดินทาง หมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำ
พวกเขาหยุดพักที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อในแผนที่ใดๆ ที่หลิงซางเคยเห็น
หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายเล็ก มีสะพานไม้ที่ดูเหมือนอาจพังได้ตลอดเวลาแต่ก็ยังอยู่มาหลายสิบปี บ้านสองสามสิบหลังที่มีผักสวนครัวปลูกหน้าบ้านทุกหลัง กลิ่นข้าวหุงลอยมาจากทุกทิศ
ตลาดเช้าที่ยังเปิดอยู่แม้จะเป็นบ่ายแก่ เพราะในหมู่บ้านนี้ตลาดเปิดตามใจเจ้าของแผง ไม่มีเวลากำหนด
"ข้าอยากชิมขนมนั้น" เซิ่นอวี๋พูดชี้ไปที่แผงขนมเล็กๆ ที่วางถาดสีเหลืองทองไว้เต็มแผง
"ท่านชี้ไปที่สิบอย่างแล้ว" หลิงซางพูด
"ทั้งหมดดูน่ากิน" เซิ่นอวี๋พูดอย่างจริงจัง
"เราไม่มีถุงใหญ่พอที่จะใส่ขนมสิบอย่าง"
"งั้นก็เลือกสามอย่าง"
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋ที่กำลังมองขนมด้วยดวงตาที่เขาไม่ค่อยเห็นในเวลาอื่น ดวงตาที่เปิดเผยและสนุกสนานในแบบของเด็กที่ไม่ต้องระวังตัว
เขาเดินเข้าไปที่แผงขนม
"สามอย่าง" เขาบอกเจ้าของแผง
"อยากได้อะไรบ้าง"
หลิงซางมองขนมที่เรียงอยู่ ทั้งหมดที่เขารู้จักสูตรยาแต่ไม่ค่อยได้กิน
"ท่านเลือกเอง" เขาหันไปบอกเซิ่นอวี๋
เซิ่นอวี๋มองเขา
"ท่านหมอให้ข้าเลือก?"
"ท่านรู้จักรสชาติที่ชอบ ข้าไม่รู้จัก" หลิงซางพูดตรง "เลือกสิ่งที่ท่านคิดว่าข้าจะชอบ"
ความท้าทายนั้นเบาๆ แต่เซิ่นอวี๋รับมันอย่างจริงจัง เขามองขนมทั้งแผง พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เลือก
ขนมเปี๊ยะไส้งาดำ หวานน้อย กลิ่นหอม
ขนมถั่วกวนที่กรอบนอกนุ่มใน
และขนมผิงที่มีลวดลายดอกบ๊วยแกะสลักบนหน้า
พวกเขานั่งที่ขอบสะพานไม้ ขาห้อยลงมาเหนือน้ำที่ไหลเบาๆ กินขนมในตอนบ่าย
"ท่านหมอชอบไหม" เซิ่นอวี๋ถามเมื่อเห็นหลิงซางกินขนมเปี๊ยะงาดำ
"ดี" หลิงซางพูด แล้วก็หยุด แล้วก็พูดต่อ "ดีกว่าที่คิด"
"ข้ารู้ว่าท่านหมอไม่ชอบหวานมาก นั่นคือเหตุผลที่เลือกอันนั้น"
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋ มองในแบบที่เขามองเมื่อประเมินบางสิ่ง
"ท่านสังเกตจากอะไร"
"ข้าสังเกตมาตลอดที่รู้จักกัน" เซิ่นอวี๋พูดเรียบๆ "ท่านไม่ค่อยหยิบขนมหวาน กินชาโดยไม่ใส่น้ำตาล เลือกของคาวก่อนของหวานเสมอ"
"ท่านสังเกตเรื่องที่ข้าไม่ได้พูดถึงเลย"
"ข้าสังเกตเรื่องที่ท่านไม่ได้พูดถึงมาตลอด" เซิ่นอวี๋พูด เสียงที่เบาลงเล็กน้อยจากคำพูดก่อนหน้า
หลิงซางนั่งกับคำนั้น มองลงไปที่น้ำที่ไหลผ่านใต้สะพาน
เขาคิดในใจ "คนนี้"
แล้วก็ยื่นขนมถั่วกวนให้เซิ่นอวี๋
"ชิม" เขาพูด
เซิ่นอวี๋รับมา กัดชิม ดวงตาขยายออกเล็กน้อย
"อร่อยมาก"
"ข้ารู้" หลิงซางพูด
"ท่านหมอรู้ได้ยังไง ท่านบอกว่าไม่รู้รสชาติที่ชอบ"
"ข้าดูจากสีและเนื้อสัมผัส" หลิงซางพูด "ถั่วดี น้ำตาลสมดุล เนื้อแน่นพอดี"
เซิ่นอวี๋มองเขา
"ท่านหมอวิเคราะห์ขนม"
"ข้าวิเคราะห์ทุกอย่าง" หลิงซางพูดตรง "นั่นเป็นนิสัยที่เปลี่ยนยาก"
"ข้าชอบนิสัยนั้น" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ
พวกเขานั่งอยู่ที่สะพานนานกว่าที่คิด
ไม่มีเหตุผลจะรีบไป ไม่มีที่ต้องถึงก่อนค่ำ เพียงแค่นั่ง ดูน้ำไหล ฟังเสียงเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ไกลๆ กลิ่นอาหารเย็นที่เริ่มปรุงในบ้านใกล้ๆ
หลิงซางสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งในตัวเอง ความคิดที่ปกติวิ่งเร็วตลอดเวลาในหัว วางแผน ประเมิน จดจำ เตรียมการ วันนี้มันช้าลง
ไม่ได้หยุด แต่ช้าลง
เหมือนเครื่องยนต์ที่ยังทำงานอยู่แต่ไม่ต้องเร่งเต็มกำลัง
เขาคิดในใจ
"อ้อ อย่างนั้นเองหรือ"
นี่คือความรู้สึกที่เซิ่นอวี๋พูดถึง สิ่งที่ได้จากการเดินทางโดยไม่มีจุดหมาย
ไม่ใช่การหยุดคิด แต่เป็นการคิดโดยไม่ต้องรีบ
🌊วันที่สามและทะเลสาบที่ตามหา🌊
วันที่สามของการเดินทาง ทะเลสาบจิ้งหลง
ทะเลสาบที่เซิ่นอวี๋ได้ยินมาตั้งแต่เด็กนั้น ปรากฏขึ้นหลังเนินเขาเล็กๆ ในตอนบ่ายของวันที่สาม
ทะเลสาบจิ้งหลง
ชื่อที่แปลว่า "มังกรใส" ตั้งชื่อตามสีของน้ำที่ใสจนเห็นก้นลึกหลายวา และในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส น้ำนั้นสะท้อนสีฟ้าครามจนดูเหมือนมีท้องฟ้าอยู่ใต้พื้นน้ำ
เซิ่นอวี๋หยุดม้าเมื่อเห็นทะเลสาบ
นั่งนิ่งอยู่สักครู่ มองสิ่งที่จินตนาการมาตลอดแต่ไม่เคยเห็น
"งามไหม" หลิงซางถามเบาๆ
"งามกว่าที่คิด" เซิ่นอวี๋พูด เสียงที่แปลกออกไปเล็กน้อย
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋ ไม่ใช่ทะเลสาบ
สังเกตเห็นบางสิ่งในใบหน้าที่ปกติอ่านยากนั้น ความสุขเล็กๆ ที่เรียบง่าย ที่ได้เห็นสิ่งที่อยากเห็นมานาน ที่ความจริงสวยงามกว่าความฝัน
หลิงซางคิดในใจโดยไม่รู้ตัว
"ขณะนี้ดีมาก"
พวกเขาตั้งค่ายที่ขอบทะเลสาบ ห่างจากน้ำพอที่จะมองเห็น ใต้ต้นไม้ที่กางกิ่งก้านเป็นหลังคาธรรมชาติ
เซิ่นอวี๋ผูกม้า เก็บอุปกรณ์ เตรียมไฟสำหรับทำอาหาร
หลิงซางออกไปหาน้ำจากลำธารเล็กๆ ที่ไหลลงทะเลสาบ
เมื่อกลับมา เซิ่นอวี๋กำลังจุดไฟอยู่ แสงส้มอ่อนๆ ของไฟกระทบใบหน้าของเขา ผมที่ปกติมัดเรียบตอนนี้พลิ้วเล็กน้อยตามลม ท่าทางสงบในแบบที่หลิงซางสังเกตเห็นว่าเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ทุกอย่างจบลง
"ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง" หลิงซางถาม วางหม้อลง
"อะไรนะ"
"กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น" หลิงซางพูด เสียงที่ตรงแต่อ่อนโยน "อสูร ร่องรอย จิ้วเซียน ทั้งหมด ท่านรู้สึกอย่างไรตอนนี้"
เซิ่นอวี๋มองไฟที่กำลังติด
"เบาขึ้น" เขาตอบหลังจากคิด "เหมือนวางบางสิ่งที่แบกมานานลง ข้าไม่รู้ว่ามันหนักขนาดไหนจนกระทั่งไม่ต้องแบกมันอีกแล้ว"
"มีสิ่งที่ยังหนักอยู่ไหม"
เซิ่นอวี๋หันมามองเขา
"บางสิ่ง" เขาพูด "แต่เป็นความหนักที่ต่างออกไป หนักในแบบที่ไม่อยากวาง"
"หนักอะไร"
"ความห่วงใย" เซิ่นอวี๋พูดตรงๆ มองหลิงซาง "ห่วงใยคนที่ข้าใส่ใจ เป็นความหนักที่ต่างจากความกลัว มันไม่ทำให้อ่อนแอ มันทำให้ระวังมากขึ้น"
หลิงซางฟัง
"ข้ารู้สึกแบบนั้นด้วย" เขาพูดเงียบๆ
ไฟที่กำลังลุกนั้นสว่างขึ้นเล็กน้อยเมื่อลมพัดเข้ามา ทำให้แสงส้มอบอุ่นแผ่ออกไปรอบๆ ทั้งสองคน
🌙คืนริมทะเลสาบและดาวที่เต็มฟ้า🌙
คืนแรกที่ทะเลสาบจิ้งหลง
ท้องฟ้าโปร่งใสจนเห็นดาวได้ทุกดวง ไม่มีเมฆ ไม่มีหมอก แสงจันทร์เสี้ยวที่ไม่สว่างพอที่จะบดบังดาว
น้ำในทะเลสาบสะท้อนท้องฟ้าจนดูเหมือนมีจักรวาลสองใบอยู่ในที่เดียว ใบหนึ่งเบื้องบน ใบหนึ่งเบื้องล่าง และระหว่างสองจักรวาลนั้นมีคนสองคนนั่งอยู่ริมน้ำ
เซิ่นอวี๋เอนหลังพิงหินแบนที่ขอบน้ำ มองดาวด้วยดวงตาที่ไม่กะพริบ
หลิงซางนั่งข้างๆ เข่ากอดชิดอก มือวางบนกุ้ยหยูดอกหิมะตามนิสัย แต่ครั้งนี้ไม่ได้ปล่อยพลังออกมาเพื่อสำรวจอะไร แค่สัมผัสมันไว้เพราะให้ความรู้สึกคุ้นเคย
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดขึ้นหลังจากความเงียบยาว
"อะไร"
"ถ้าข้าถามบางสิ่ง ท่านจะตอบตรงๆ ไหม"
"ข้าตอบทุกอย่างตรงๆ อยู่แล้ว" หลิงซางพูด
"จริง" เซิ่นอวี๋พูดยอมรับ "งั้นข้าถาม ท่านหมอคิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปไหมตั้งแต่พบข้า"
หลิงซางคิดอยู่นาน คิดจริงๆ ไม่ใช่แค่หาคำพูด
"เปลี่ยน" เขาพูดในที่สุด "ข้าเริ่มสังเกตสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับการแพทย์มากขึ้น สังเกตรสชาติขนม สังเกตว่าท้องฟ้าตอนนี้สวยงาม สังเกตว่าการนั่งเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรนั้นไม่ใช่การเสียเวลา"
"ก่อนหน้านั้นไม่สังเกต?"
"ก่อนหน้านั้น สิ่งเหล่านั้นไม่มีค่าพอที่จะสังเกต" หลิงซางพูด
"และตอนนี้มีค่า"
"ตอนนี้มีค่า" หลิงซางยืนยัน แล้วก็หันมามองเซิ่นอวี๋ "เพราะมีคนที่ทำให้รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมีค่า"
เซิ่นอวี๋มองเขา
ในแสงดาวที่ไม่มีแสงเทียนบดบัง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นชัดเจนและเปิดเผย
"ข้าดีใจที่ได้เป็นคนนั้น" เขาพูดเบาๆ
หลิงซางไม่ตอบ แต่มือที่วางบนกุ้ยหยูนั้นขยับออกมาเล็กน้อย วางลงบนหินระหว่างสองคน
เซิ่นอวี๋มองมือนั้น จากนั้นก็วางมือของตัวเองลงข้างๆ นิ้วมือแตะกันเบาๆ
ทั้งสองไม่พูดอะไรอีก
ดาวส่องแสง ทะเลสาบสะท้อน ลมพัดเบา
และในความเงียบที่สมบูรณ์นั้น มีบางสิ่งที่พูดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ต้องใช้คำ
💙รุ่งเช้าและสิ่งที่หลิงซางทำ💙
รุ่งเช้า
หลิงซางตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ตามนิสัย
เขาลุกขึ้นเงียบๆ ไม่ปลุกเซิ่นอวี๋ที่ยังนอนหลับอยู่ เดินไปที่ขอบน้ำ นั่งลงบนหินเดิมที่นั่งเมื่อคืน
ท้องฟ้าสีครามเข้มกำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีทองแดงที่ขอบฟ้า แสงแรกของวันที่ยังไม่สว่างเต็มที่ส่องลงมาบนน้ำทะเลสาบ ทำให้ผิวน้ำดูเหมือนโลหะเงินที่ใครบางคนทำให้เป็นคลื่นเบาๆ
หลิงซางนั่งดูสิ่งนี้
ไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ ไม่ได้วางแผน ไม่ได้จดบันทึก แค่นั่งดู
และรู้สึกว่ามันงาม
ความรู้สึกนั้นเรียบง่ายมาก แต่ก็ล้ำลึกมากในเวลาเดียวกัน
เขาหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เปิดหน้าว่าง จับปากกา
แต่แทนที่จะเขียนแผนการหรือบันทึกทางการแพทย์ เขาเขียนสิ่งที่ไม่เคยเขียนมาก่อน
"แสงเช้าส่องทะเลสาบ ท้องฟ้าไร้เมฆพันลี้ ข้างกายมีคนหนึ่ง ในใจมีความอบอุ่น ขณะนี้ พอแล้ว"
เขาดูอยู่กับสิ่งที่เขียนไปนานสักครู่
จากนั้นก็ปิดสมุด วางลง
"อ้อ อย่างนี้เองหรือ"
"ท่านหมอตื่นเช้า"
เสียงของเซิ่นอวี๋ดังขึ้นจากข้างหลัง หลิงซางหันมา เห็นเซิ่นอวี๋เดินมาพร้อมเสื้อคลุมที่สวมรีบๆ ผมที่ยังไม่ได้มัด ถือถ้วยชาสองใบที่ชงมาจากอุปกรณ์ที่เก็บไว้ในกระเป๋า
"ตื่นตามปกติ" หลิงซางพูด
"ข้าตื่นแล้วท่านไม่อยู่" เซิ่นอวี๋นั่งลงข้างๆ ยื่นชาให้ "รู้ว่าต้องมาที่นี่"
"รู้ได้ยังไง"
"เพราะถ้าข้าตื่นแล้วท่านหมอไม่อยู่ ท่านต้องอยู่ที่ที่มองเห็นน้ำ" เซิ่นอวี๋พูดเรียบๆ
หลิงซางมองเขา
"ท่านสังเกตข้าเยอะมาก"
"ข้าสังเกตสิ่งที่สำคัญ" เซิ่นอวี๋พูด รับชาคืนมาดื่ม มองออกไปที่ทะเลสาบ "น้ำสวยมากตอนเช้า"
"ใช่"
"ท่านหมอรู้สึกอย่างไร ที่เห็นสิ่งนี้"
หลิงซางคิดอยู่ครู่ ตอบในแบบที่เขาเขียนไว้ในสมุดบันทึก
"พอ" เขาพูด
เซิ่นอวี๋หันมามองเขา
"พอในความหมายที่ว่า—"
"พอในความหมายที่ว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง ข้าก็ไม่รู้สึกว่าขาดอะไร" หลิงซางพูด "ข้าได้เห็นสิ่งที่งาม ได้นั่งอยู่ในที่ที่สงบ และมีคนที่ดีอยู่ข้างๆ นั่นพอ"
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่กับคำนั้น
เขาคิดในใจ เหมือนที่หลิงซางเคยพูดถึงคำพูดของเขา
แต่แทนที่จะพูดออกมา เซิ่นอวี๋แค่มองทะเลสาบต่อ ดื่มชา และนั่งเคียงกับหลิงซางในแสงเช้าที่ค่อยๆ สว่างขึ้น
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
♥️น้ำค้างในตอนเช้า ♥️
"น้ำค้างที่เกาะบนใบหญ้าในตอนเช้า ไม่ได้มาจากฟ้า ไม่ได้มาจากดิน
มันมาจากอากาศที่เย็นลงในตอนกลางคืน และอบอุ่นขึ้นในตอนเช้า มันเกิดขึ้นเพราะความแตกต่างสองอย่างพบกัน ในเวลาที่ถูกต้อง
ความรักที่แท้จริงก็เช่นกัน ไม่ได้มาจากโชคชะตาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มาจากความพยายามเพียงอย่างเดียว
มันมาจากคนสองคน ที่ต่างกันพอที่จะเรียนรู้จากกัน และเหมือนกันพอที่จะยืนอยู่ข้างๆ กัน ในเวลาที่ถูกต้อง
ซึ่งเวลาที่ถูกต้องนั้น ไม่ได้กำหนดโดยใคร นอกจากสองคนที่เลือกกัน"
♥️"ชาตินี้มีเธออยู่เคียงกาย จะกลัวอะไรพายุหิมะ ในใจมีรัก ทุกอุปสรรคก็เบาลง" ♥️
...สุสาส์นราคะ....