เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
รัก,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยาย,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวาย,นิยายวายพีเรียด,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah)เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
....หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah) ...
°•. มายาน้ำค้างในม่านหมอก แด่เธอผู้เป็นที่รัก สุดแสน ประจักษ์ นับอนันต์. •°
เกริ่นนำ
เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา (ศิศิระ) ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ ฉางอันเมืองที่หมอกปกคลุมในรุ่งสาง
อู๋ หลิงซาง คือหมอที่คนทั้งเมืองพูดถึงด้วยความเคารพและหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน มือของเขารักษาได้ทุกโรค แต่ใจของเขาไม่รู้จักรับ เขาเติบโตมาในโลกที่หมอต้องแข็งแกร่ง ต้องให้โดยไม่ต้องการรับ ต้องรักษาโดยไม่ต้องการการรักษากลับ จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนเดินเข้ามาพร้อมบาดแผลที่รักษาไม่หายสักที
เย่ เซิ่นอวี๋ คือนักสืบลับที่ทุกคนเข้าใจผิดว่าเป็นโจร เขายิ้มให้โลกทั้งใบ แต่ไม่เคยยิ้มให้ตัวเอง เพราะรู้ดีว่าโลกนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีแค่หมอเย็นชาคนหนึ่งที่เห็นสิ่งที่แท้จริงอยู่ข้างใน และนั่นอันตรายกว่าดาบที่เขาพกติดตัวมาก
“หมอที่รักษาทุกอย่างได้ เว้นแต่หัวใจตัวเอง นักสืบที่รู้ทุกอย่างได้ เว้นแต่ว่าตัวเองก็คือคนสำคัญ
ชาแก้วหนึ่งในตอนเช้า สวนสมุนไพรที่ดูแลด้วยกัน บาดแผลที่กลับมาให้รักษาเสมอ และความเงียบที่รู้ว่าหมายถึงอะไร
บางครั้งความรักไม่ได้ดังก้อง มันแค่อยู่ที่นั่น ทุกวัน จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยที่ไม่รู้ตัว”
""สองวิญญาณ ทุกชาติร้อยสร้อยสายหนึ่ง ทุกชาติลูกปัดมีสีต่างกัน แต่วิธีร้อยเหมือนกัน คือทีละเม็ด ช้าๆ
รู้จักจังหวะของกันและกัน สร้อยนั้น คือกันและกันในทุกชาติ""
..สุสาส์นราคะ..
มีรายตอนทั้งหมด 61 ตอน (ติดเหรียญตอนที่22)
EBOOK [ [ (<พิเศษท้ายตอนทุกตอน>) ] ]: MEB/PINTO/DEKDEE (ลดราคา44% 07.07-09.09)
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTI2MDkwNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ1NTU2NiI7fQ
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
เว่ยหยางในหมอก เมื่อเมืองที่หนีจากมีคำตอบที่ไม่เคยถาม
หรือ รอยเท้าในหิมะไม่เคยหาย มันแค่รอให้เจ้าของกลับมาเหยียบซ้ำ
ว่ากันว่า "มีเมืองบางแห่งในโลกนี้ที่ไม่ยอมลืมคนที่จากไป มันเก็บทุกอย่างไว้ เสียงก้าวเท้า กลิ่นอาหาร รอยยิ้มข้างถนน และเมื่อคนนั้นกลับมา เมืองก็บอกว่า ข้ารู้ว่าเจ้าจะกลับมา ข้าแค่รอให้เจ้าพร้อม"
☽อารัมภบท ก่อนที่หมอกเว่ยหยางจะเล่าความจริง ☽
เย่เซิ่นอวี๋ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นเว่ยหยางนั้นเป็นรุ่งเช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง
เขาอายุสิบห้าปี เท้าเปล่า เสื้อผ้าที่ขาดตรงไหล่ขวา ถุงผ้าที่ใส่ทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกแขวนอยู่บ่าข้างเดียว
เขาหันหลังให้เมืองและเดินออกไป ไม่หันกลับ สาบานว่าจะไม่หัน
และเขาก็ไม่หัน มาสิบปี
แต่ตอนนี้
เมื่อม้าทั้งสองตัวเดินขึ้นเนินเล็กๆ และเว่ยหยางปรากฏอยู่เบื้องหน้า กลางหมอกจางๆ ของเช้าฤดูหนาว เมืองที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก กำแพงหินสีเทาที่มีคราบฝนเก่าๆ ประตูเมืองสีน้ำตาลแดงที่ทาสีใหม่แต่ยังจำรูปทรงได้
เซิ่นอวี๋หันมองมัน
และมันก็มองกลับมา
☁ประตูเมืองและตลาดเก่า ☁
เว่ยหยาง เช้าวันที่ห้าของการเดินทาง
ประตูเมืองเว่ยหยางเปิดตั้งแต่ไก่โห่ ทหารยามสองคนยืนอยู่สองข้างในท่าทางที่บอกว่างานนี้ทำมาหลายปีแล้วและไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกต่อไป
จนกระทั่งม้าสองตัวเดินผ่านเข้ามา
ทหารคนหนึ่งมองเซิ่นอวี๋ แค่มองผ่านๆ แบบที่มองคนแปลกหน้าทั่วไป
แต่ทหารอีกคนมองนานกว่านั้น
เซิ่นอวี๋สังเกตเห็น แต่ไม่แสดงว่าสังเกตเห็น
"มีคนจำท่านได้" หลิงซางพูดเบาๆ เมื่อขี่ม้าเลยประตูไปแล้วพอสมควร
"ข้ารู้" เซิ่นอวี๋ตอบ เสียงราบเรียบ "ในเมืองเล็กๆ คนไม่ลืมหน้ากัน โดยเฉพาะหน้าที่เคยเป็นข่าว"
"ข่าวอะไร"
เซิ่นอวี๋หยุดม้าตรงหัวมุมถนน มองทิวทัศน์ของตลาดเช้าที่กำลังเริ่มคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าที่กำลังกางแผงของ กลิ่นโจ๊กร้อนและขนมจีบลอยออกมาจากร้านข้างถนน เสียงเด็กๆ ที่วิ่งเล่นก่อนที่พ่อแม่จะตื่นขึ้นมาตามตัว
"ตอนข้าอายุสิบสาม" เขาพูดช้าๆ "ข้าพยายามนำหลักฐานพิสูจน์แม่ไปให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พวกเขาไม่รับฟัง ข้าก็..." รอยยิ้มข้างมุมปากปรากฏขึ้น แต่ไม่ใช่รอยยิ้มที่ถึงตา "ข้าทำสิ่งที่เด็กอายุสิบสามที่โกรธและสิ้นหวังจะทำ"
"อะไร"
"ลักหลักฐานออกมา เผยแพร่ให้คนในตลาดรู้ เขียนชื่อเจ้าหน้าที่บนผนังศาลากลาง" เขาพูดเรียบๆ ราวกับเล่าเรื่องของคนอื่น "พวกเขาจับข้าไม่ได้เพราะข้าวิ่งเร็วกว่า แต่ตั้งแต่นั้นคนในเว่ยหยางก็รู้จักชื่อเย่เซิ่นอวี๋ในฐานะ..."
"โจรเด็กที่สร้างปัญหา" หลิงซางพูดต่อให้
"และสิบปีที่ผ่านมา ข้าไม่ได้กลับมาแก้ภาพนั้น" เซิ่นอวี๋ขยับม้าต่อ "ดังนั้นภาพนั้นยังอยู่"
หลิงซางขี่ม้าตามเงียบๆ
"ท่านต้องการแก้ภาพนั้นไหม" เขาถามหลังจากผ่านไปสักพัก
"ไม่ใช่สิ่งที่ข้ามาทำ" เซิ่นอวี๋ตอบ "ข้ามาหาความจริง ถ้าความจริงที่ได้มาเปลี่ยนภาพนั้นด้วย ก็ดี ถ้าไม่ ก็ไม่เป็นไร"
"ท่านพูดราวกับว่าชื่อเสียงไม่สำคัญ"
"ชื่อเสียงสำคัญกับคนที่ต้องการอยู่ในสังคมนั้น" เซิ่นอวี๋มองไปข้างหน้า "ข้าไม่ได้อยู่ในสังคมไหนนานพอที่จะต้องกังวล"
หลิงซางนิ่งอยู่กับคำนั้น
ได้ยินสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้น ความเดียวดายที่พูดออกมาโดยไม่รู้ตัว
พวกเขาหาที่พักที่โรงเตี๊ยมริมแม่น้ำชื่อ "หมอกเงิน" ซึ่งเซิ่นอวี๋รู้จักจากเดิม เจ้าของเป็นหญิงชราที่มองเซิ่นอวี๋เมื่อเข้ามาด้วยแววตาที่จำได้ แต่ไม่พูดอะไร เพียงแต่รับเงินค่าห้องและบอกว่าอาหารเช้าพร้อมเมื่อไก่โห่
ห้องสองห้องติดกัน หน้าต่างมองออกไปยังแม่น้ำที่มีหมอกลอยอยู่ผิวน้ำในตอนเช้า
เมื่อจัดของเรียบร้อยแล้ว เซิ่นอวี๋เคาะประตูห้องหลิงซาง
"ข้าจะพาท่านหมอไปดูสถานที่ก่อน"
"สถานที่ไหน"
"สถานที่ที่ข้าต้องไปถ้าจะเริ่มสืบ" เซิ่นอวี๋พูด "ตลาดเก่า"
🌿 ตลาดเก่าและสิ่งที่ทั้งสองจำได้คนละแบบ 🌿
ตลาดเก่าของเว่ยหยางตั้งอยู่ใจกลางเมือง ล้อมรอบด้วยอาคารเก่าแก่ที่บางหลังน่าจะสร้างมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นทวด กระเบื้องหลังคาสีเขียวที่มีตะไคร่ขึ้นตามขอบ เสาไม้ที่แกะสลักลายดอกไม้จนลึกเข้าไปในเนื้อไม้
แต่ในตอนเช้าของวันตลาด มันยังคึกคักเหมือนเดิม
พ่อค้าขายผ้า พ่อค้าขายยา แม่ค้าขายขนมพื้นเมือง เสียงต่อรองราคาที่ดังชัดเจนกว่าเสียงอื่นทั้งหมด กลิ่นปลาแห้งและดอกไม้สดที่อยู่ข้างกันโดยไม่ได้สนใจว่าจะเข้ากันหรือไม่
เซิ่นอวี๋เดินในตลาดด้วยก้าวช้าๆ
ไม่ใช่เพราะระวัง แต่เพราะสายตาของเขากำลังมองหาบางสิ่ง มองหาในแบบที่คนอื่นจะเห็นว่าเขาแค่เดินเที่ยว แต่หลิงซางที่เดินเคียงกันรู้ว่าไม่ใช่
"ท่านกำลังมองหาอะไร" หลิงซางถามเบาๆ
"คนที่รู้จักข้า" เซิ่นอวี๋ตอบ "ในตลาดแบบนี้มักมีคนที่รู้ทุกเรื่องแต่ไม่พูดจนกว่าจะไว้ใจ ถ้าข้าหาคนนั้นเจอก่อนที่ข่าวการมาของข้าจะแพร่ออกไปมากกว่านี้—"
เขาหยุด
เพราะมีเสียงดังขึ้นจากร้านขายของเล่นไม้ข้างทาง
"เซิ่น!"
เสียงนั้นเป็นของเด็กชายอายุราวสิบขวบที่แว่นออกมาจากหลังแผงของ มองเซิ่นอวี๋ด้วยตาเบิก
เซิ่นอวี๋หยุด หันมอง
เด็กชายนั้นวิ่งกลับเข้าไปในร้าน เสียงร้องเรียกดังขึ้น
"พ่อ! พ่อ! คนนั้นที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง! เขากลับมาแล้ว!"
เสี่ยว ตัวหมิง อายุสี่สิบกว่าปี ผมหยิก ตาเล็กแต่คม ร่างกลมกลึงแบบพ่อค้าที่กินข้าวดีและนอนหลับสบาย เดินออกมาจากร้านด้วยท่าทางที่ไม่รีบ
มองเซิ่นอวี๋
จากนั้นก็ทำหน้าที่แปลกออกไป ครึ่งหน้าอยากยิ้ม ครึ่งหน้าอยากตำหนิ
"สิบปี" ชายชื่อตัวหมิงพูด เสียงหนักๆ "เจ้าหายไปสิบปีโดยไม่ส่งข่าว"
"ข้าส่งข่าว" เซิ่นอวี๋ตอบ "ส่งทางนกพิราบสองครั้ง"
"นกพิราบ" ชายนั้นทำหน้าไม่พอใจ "สองครั้งในสิบปี นั่นไม่นับ"
"ตัวหมิง"
"อะไร"
"ข้ากลับมาแล้ว" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆ
ชายชื่อตัวหมิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็บ่นพรึมพรำออกมา เสียงที่บ่งบอกว่าโกรธอยู่ไม่ได้จริงๆ
"เข้ามาในร้าน" เขาบอก "ทั้งสองคน" สายตาเลื่อนมาที่หลิงซาง ประเมินในวินาทีเดียว จากนั้นก็พยักหน้า "เพื่อนท่านดูเป็นที่พึ่งได้"
หลิงซางไม่รู้ว่านั่นเป็นคำชมหรือเปล่า แต่เดินตามเข้าไป
ร้านขายของเล่นไม้ของตัวหมิงใหญ่กว่าที่เห็นจากด้านนอก ของวางเรียงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ตุ๊กตาไม้ ม้าหมุน กล่องดนตรีเล็กๆ สัตว์แกะสลักชนิดต่างๆ และที่มุมหนึ่ง มีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับ "นั่งคุยงาน" ซึ่งน่าจะถูกใช้บ่อยกว่าการขายของเล่น
"เจ้ากลับมาเพราะอะไร" ตัวหมิงเทชาให้ทั้งสองคน พูดตรงๆ แบบที่รู้ว่าวนไปก็ได้คำตอบเดิม
"คดี" เซิ่นอวี๋ตอบ "พิษที่ใช้โจมตีขุนนางในฉางอัน แหล่งที่มาน่าจะอยู่ที่นี่"
"สำนักวิชาแพทย์กลางเหนือ"
"ท่านรู้แล้ว"
"ข้าอยู่ที่นี่สิบปีที่เจ้าไม่อยู่" ตัวหมิงพูด "ข้าได้ยินทุกอย่าง" เขาหยุด น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย "รวมถึงเรื่องที่มีคนเข้าไปในสำนักวิชาแพทย์และขโมยบันทึกเมื่อเดือนที่แล้ว"
หลิงซางวางถ้วยชาลง "ขโมยบันทึกอะไร"
"บันทึกสูตรยาโบราณ" ตัวหมิงมองหลิงซาง "และท่านคือ...?"
"อู๋หลิงซาง" หลิงซางตอบ "แพทย์จากฉางอัน"
ตัวหมิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"อู๋หลิงซาง" เขาพูดซ้ำ ราวกับลิ้มรสชื่อนั้น "ตระกูลอู๋จากฉางอัน" เขาหันมามองเซิ่นอวี๋ "เจ้าเลือกเพื่อนร่วมทางได้น่าสนใจ"
"หมายความว่าอะไร" เซิ่นอวี๋ถาม
ตัวหมิงยกถ้วยชาดื่ม ไม่ตอบทันที
"บันทึกที่ถูกขโมยไปนั้น" เขาพูดในที่สุด "ในรายการของที่หายไปมีอยู่รายการหนึ่งที่ผู้อำนวยการสำนักพยายามปิดเงียบไว้ เพราะถ้าข่าวออกไปจะอาย"
"อะไร" เซิ่นอวี๋ถาม
"สำเนาตำราสูตรพิษโบราณที่ตระกูลอู๋ฝากไว้" ตัวหมิงพูด มองหลิงซางตรงๆ "หายไปพร้อมกับบันทึกอื่นๆ"
ห้องเงียบสนิท
หลิงซางมือกำแน่นบนโต๊ะ ใบหน้าไม่เปลี่ยน แต่เซิ่นอวี๋ที่นั่งอยู่ข้างๆ รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในอากาศรอบตัวเขา อุณหภูมิลดลงเล็กน้อย ไม่มากพอให้คนอื่นสังเกต แต่มากพอให้รู้ว่า
นี่ไม่ใช่แค่คดีอีกต่อไป
🌊 หลุมฝังศพและคำพูดที่ไม่ต้องการ 🌊
บ่ายวันเดียวกัน
ตัวหมิงบอกพวกเขาอีกหลายอย่าง ชื่อของคนที่น่าสงสัยในสำนักวิชาแพทย์ เส้นทางที่ใช้ลำเลียงของออกจากเมือง และชื่อของขุนนางท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับตระกูลเว่ยในฉางอัน
แต่ก่อนที่พวกเขาจะออกจากร้าน ตัวหมิงเรียกเซิ่นอวี๋ไว้
"เซิ่น" เสียงเขาเงียบลง เด็กชายลูกชายถูกส่งออกไปข้างนอกก่อน "หลุมของแม่เจ้า ข้าดูแลไว้ให้ตลอด"
เซิ่นอวี๋หยุดนิ่ง
"ขอบคุณ" เขาพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบจนเกือบสมบูรณ์แบบ
"เจ้าจะไปดูไหม"
"...ยังไม่" เซิ่นอวี๋ตอบช้า "ข้าจะไปหลังจากทำงานเสร็จ"
ตัวหมิงพยักหน้า ไม่บังคับ
เย็นวันนั้น
หลิงซางกลับไปที่โรงเตี๊ยมก่อน มีกระดาษที่ต้องทบทวน มียาที่ต้องตรวจสอบสต็อก มีความคิดที่ต้องจัดเรียง
เซิ่นอวี๋บอกว่าจะมาทีหลัง
แต่เขาไม่ได้กลับมาทันทีหลังจากนั้น
หลิงซางนั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องของตัวเอง จดบันทึกสิ่งที่ได้รับรู้ในวันนี้ เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามโดยที่ยังไม่ได้ยินเสียงประตูห้องถัดไป เขาก็รู้ว่าเซิ่นอวี๋ไปที่ไหน
เขาลุกขึ้น สวมเสื้อคลุม ออกไป
สุสานชายแดนตั้งอยู่ที่ขอบตะวันออกของเว่ยหยาง ไม่ห่างมากนัก เดินเท้าสิบห้านาที
หลิงซางพบเซิ่นอวี๋ที่หน้าหลุมศพเก่าหลุมหนึ่ง แผ่นหินเล็กๆ ที่ตัวหมิงดูแลไว้ดีจริงๆ มีดอกไม้สดวางอยู่ตรงหน้าซึ่งเห็นได้ชัดว่าเพิ่งวางมาไม่นาน
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่บนหินแบนข้างหลุม หัวเข่ากอดชิดอก มองหน้าหินที่จารึกชื่อที่ตัวหมิงคงเป็นคนสลักให้
ไม่รู้ว่าอยู่มานานแค่ไหนแล้ว
หลิงซางไม่ถาม ไม่พูด
เดินเข้าไปและนั่งลงบนหินข้างๆ เขา
ความเงียบของสุสานในยามเย็นนั้นต่างจากความเงียบอื่น มันเป็นความเงียบที่มีน้ำหนัก แต่ไม่ใช่น้ำหนักที่กดทับ มันเป็นน้ำหนักแบบที่ดินที่ดีมี มั่นคง และยอมรับทุกสิ่ง
พวกเขานั่งอยู่ด้วยกันนาน
"แม่ข้าชื่อเย่ อานหมิง" เซิ่นอวี๋พูดขึ้นในที่สุด เสียงเงียบมาก "เธอตั้งชื่อข้าว่าเซิ่นอวี๋ เพราะเธอบอกว่าวันที่ข้าเกิด ฝนตกหนักมากแต่ท้องฟ้ายังมีดวงอาทิตย์อยู่ด้วย เธอบอกว่านั่นหมายความว่าข้าจะเป็นคนที่หาทางออกได้แม้จะอยู่ในที่มืด"
หลิงซางฟัง
"ข้าไม่รู้ว่าเธอถูกไหม" เซิ่นอวี๋พูดต่อ "แต่ข้าพยายามทำให้เธอถูก"
"เธอถูก" หลิงซางพูด เสียงชัดเจน ไม่ลังเล
เซิ่นอวี๋หันมามอง
"ท่านไม่จำเป็นต้องพูดเพื่อปลอบใจ"
"ข้าไม่ได้ปลอบใจ" หลิงซางตอบ "ข้าบอกสิ่งที่เห็น ท่านหาทางออกในทุกสถานการณ์ที่ข้าเห็นมา ในป่าเมื่อวานก่อน ในตลาดวันนี้ ในทุกการสนทนาที่ดูเหมือนจะไปต่อไม่ได้ ท่านหาได้เสมอ"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขานาน
จากนั้นก็หันกลับไปมองหน้าหิน
"ข้าจะพิสูจน์ให้ได้ว่าเธอตายเพราะใคร" เขาพูดเบาๆ ราวกับพูดกับแผ่นหิน "ข้าสัญญา"
ลมเย็นพัดผ่าน
หลิงซางมองดอกไม้สดที่วางอยู่หน้าหลุม ไม่รู้ว่าตัวหมิงวางไว้หรือว่าเซิ่นอวี๋แวะซื้อมาระหว่างทาง แต่มันอยู่ที่นั่น สดและสะอาดในความเย็นของบ่ายฤดูหนาว
มือข้างหนึ่งของเขาขยับออกไปเล็กน้อย วางลงบนพื้นหินข้างเซิ่นอวี๋ ไม่สัมผัส ไม่ถึงกัน แค่วางอยู่ใกล้ๆ
ในแบบที่บอกว่า
ข้าอยู่ที่นี่
เซิ่นอวี๋มองมือนั้น ไม่พูดอะไร แต่ไหล่ของเขาหย่อนลงเล็กน้อย สิ่งที่เกร็งอยู่ตลอดวันคลายออก
ทั้งสองนั่งอยู่จนพระอาทิตย์ตก
🌙 สำนักวิชาแพทย์และร่องรอยที่หลงเหลือ 🌙
วันรุ่งขึ้น สำนักวิชาแพทย์กลางเหนือ
สำนักวิชาแพทย์กลางเหนือตั้งอยู่บนเนินเล็กๆ ทางเหนือของตลาด อาคารหลักเป็นอาคารไม้สองชั้นที่ดูเก่าแก่แต่ดูแลรักษาดี สวนสมุนไพรข้างหลังกว้างพอที่จะปลูกพืชนับร้อยชนิด
หลิงซางขอเข้าพบผู้อำนวยการในฐานะแพทย์จากฉางอัน ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดีเกินคาด
ผู้อำนวยการหมิง เจ้าหยิน ชายวัยหกสิบต้นๆ ผมขาวสะอาด ท่าทางอ่อนน้อมเกินความจำเป็น ซึ่งหลิงซางสังเกตเห็นทันทีว่าเป็นอาการของคนที่กำลังซ่อนบางสิ่งหรือกังวลบางสิ่ง
เซิ่นอวี๋มาด้วยในฐานะผู้ช่วยอีกครั้ง
"ท่านหมออู๋มาเยี่ยมสำนักเพื่ออะไรหรือ" ผู้อำนวยการถามด้วยน้ำเสียงที่ฝึกมาดี
"ข้าต้องการตรวจสอบสำเนาตำราบางเล่มที่ตระกูลข้าฝากไว้" หลิงซางพูดตรงๆ "มีข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับการจัดการกระดาษ"
ผู้อำนวยการยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นแข็งเล็กน้อย
"แน่นอน ท่านหมอ เชิญทางนี้"
ห้องสมุดของสำนักอยู่ชั้นบน หนังสือเรียงเป็นระเบียบบนชั้นสูง มีกลิ่นกระดาษเก่าและหมึกที่หลิงซางชอบตั้งแต่เด็ก
ผู้อำนวยการพาเขาไปยังชั้นที่เก็บกระดาษที่ฝากไว้จากตระกูลต่างๆ
กล่องของตระกูลอู๋ยังอยู่ ผนึกยังครบ แต่เมื่อหลิงซางหยิบขึ้นมา
น้ำหนักเบากว่าที่ควร
เขาแกะผนึกออก เปิดฝา
ข้างในมีหนังสือสองเล่ม แต่ที่ควรมีทั้งหมดสามเล่ม
"ตำราเล่มที่สาม" หลิงซางพูดเงียบๆ มองผู้อำนวยการ
ชายชราซีดลงเล็กน้อย
"ท่านผู้อำนวยการ" เซิ่นอวี๋พูดขึ้นจากมุมห้อง เสียงเรียบแต่มีน้ำหนัก "ข้ารู้ว่ามีการขโมยบันทึกเมื่อเดือนที่แล้ว ข้าไม่ได้มาเพื่อตำหนิสำนัก ข้ามาเพื่อหาข้อมูลว่าใครขโมยและนำไปที่ไหน ถ้าท่านช่วยได้ เรื่องนี้จะจบอย่างเงียบๆ"
ผู้อำนวยการมองเซิ่นอวี๋ จากนั้นมองหลิงซาง
"ท่านผู้ช่วยนี้..."
"เชื่อถือได้" หลิงซางพูดสั้น
ผู้อำนวยการนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะ ดูเหนื่อยกว่าตอนต้น
"คืนนั้นมีคนเข้ามาในสำนักโดยไม่มีใครเห็น" เขาพูดช้าๆ "ข้าไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่รู้ว่าคนนั้นรู้ว่ากล่องของตระกูลอู๋อยู่ที่ไหนและมีอะไรในนั้น เพราะข้าของอื่นๆ ที่หายไปนั้นเป็นเพียงฉากบังตา สิ่งที่คนนั้นต้องการจริงๆ คือตำราของตระกูลอู๋"
"มีใครรู้ว่าตำรานั้นอยู่ที่นี่บ้าง" เซิ่นอวี๋ถาม
"นอกจากข้าและผู้ช่วยสองคนที่ไว้ใจ..." ผู้อำนวยการหยุด "มีคนมาถามเรื่องนี้เมื่อสามเดือนก่อน"
"ใคร"
"คนของขุนนางเว่ย เส้าหลิน"
♥️ น้ำค้างที่รู้ว่าตัวเองอยู่บนใบไม้ใด ♥️
"น้ำค้างในยามรุ่งสาง ไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้นานแค่ไหน รู้แค่ว่าตอนนี้อยู่ที่นี่ บนใบไม้ใบนี้ และนั่นก็คือทั้งหมดที่จำเป็น
ในเว่ยหยางที่พวกเขาจากมา มีบางสิ่งที่ถูกปล่อยวาง และในฉางอันที่กำลังจะกลับไป มีบางสิ่งที่รอเผชิญ
แต่ในระหว่างทางนั้น มีม้าสองตัวที่เดินเคียงกัน มีแสงบ่ายที่ตกลงบนหิมะ
♥️และมีความเงียบชนิดหนึ่ง ที่ทั้งสองรู้ว่าไม่ต้องเติมด้วยคำพูด" ♥️
..สุสาส์นราคะ...