เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
รัก,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยาย,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวาย,นิยายวายพีเรียด,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah)เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
....หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah) ...
°•. มายาน้ำค้างในม่านหมอก แด่เธอผู้เป็นที่รัก สุดแสน ประจักษ์ นับอนันต์. •°
เกริ่นนำ
เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา (ศิศิระ) ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ ฉางอันเมืองที่หมอกปกคลุมในรุ่งสาง
อู๋ หลิงซาง คือหมอที่คนทั้งเมืองพูดถึงด้วยความเคารพและหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน มือของเขารักษาได้ทุกโรค แต่ใจของเขาไม่รู้จักรับ เขาเติบโตมาในโลกที่หมอต้องแข็งแกร่ง ต้องให้โดยไม่ต้องการรับ ต้องรักษาโดยไม่ต้องการการรักษากลับ จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนเดินเข้ามาพร้อมบาดแผลที่รักษาไม่หายสักที
เย่ เซิ่นอวี๋ คือนักสืบลับที่ทุกคนเข้าใจผิดว่าเป็นโจร เขายิ้มให้โลกทั้งใบ แต่ไม่เคยยิ้มให้ตัวเอง เพราะรู้ดีว่าโลกนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีแค่หมอเย็นชาคนหนึ่งที่เห็นสิ่งที่แท้จริงอยู่ข้างใน และนั่นอันตรายกว่าดาบที่เขาพกติดตัวมาก
“หมอที่รักษาทุกอย่างได้ เว้นแต่หัวใจตัวเอง นักสืบที่รู้ทุกอย่างได้ เว้นแต่ว่าตัวเองก็คือคนสำคัญ
ชาแก้วหนึ่งในตอนเช้า สวนสมุนไพรที่ดูแลด้วยกัน บาดแผลที่กลับมาให้รักษาเสมอ และความเงียบที่รู้ว่าหมายถึงอะไร
บางครั้งความรักไม่ได้ดังก้อง มันแค่อยู่ที่นั่น ทุกวัน จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยที่ไม่รู้ตัว”
""สองวิญญาณ ทุกชาติร้อยสร้อยสายหนึ่ง ทุกชาติลูกปัดมีสีต่างกัน แต่วิธีร้อยเหมือนกัน คือทีละเม็ด ช้าๆ
รู้จักจังหวะของกันและกัน สร้อยนั้น คือกันและกันในทุกชาติ""
..สุสาส์นราคะ..
มีรายตอนทั้งหมด 61 ตอน (ติดเหรียญตอนที่22)
EBOOK [ [ (<พิเศษท้ายตอนทุกตอน>) ] ]: MEB/PINTO/DEKDEE (ลดราคา44% 07.07-09.09)
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTI2MDkwNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ1NTU2NiI7fQ
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
คดีที่ไม่มีศพ หรือศพที่โลกไม่รู้ว่าตายแล้ว หรือเมื่อพิษที่ไม่มีชื่อพาสองคนออกนอกกำแพงเมือง สู่ทางที่ไม่มีแผนที่
ว่ากันว่า "มีสองสิ่งในโลกนี้ที่หาทางออกไม่ได้ด้วยตัวเอง
หนึ่งคือคนที่จมอยู่ในความมืดของตัวเอง สองคือความจริงที่ถูกฝังไว้ลึกเกินไป
แต่ทั้งสองสิ่งนั้น ต้องการแค่คนที่กล้าลงไปหา ไม่ใช่คนที่ยื่นมือลงไปจากขอบ แต่คนที่ยอมกระโดดลงไปด้วยกัน"
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
☽อารัมภบท ก่อนที่หมอกจะพาทางแก่คนที่ยอมหลง☽
มีสิ่งหนึ่งที่ อู๋หลิงซาง รู้มาตั้งแต่เด็ก
ว่าพลังที่อยู่ในตัวเขานั้นไม่ใช่ของที่ควรโอ้อวด
บิดาสอนเขาไว้ตั้งแต่ครั้งแรกที่มือเขาเรืองแสงโดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนอายุห้าขวบ เมื่อแมวของเขาถูกเกวียนทับขาและเขาร้องไห้ไม่หยุด มือที่กดลงบนขาแมวนั้นเย็นลงก่อน จากนั้นก็มีแสงสีขาวจางๆ และกระดูกที่หักก็ค่อยๆ กลับเข้าที่
แมวลุกขึ้นเดินได้ในวันรุ่งขึ้น
บิดายืนอยู่ที่ประตูห้อง มองเขาด้วยดวงตาที่มีทั้งความภาคภูมิใจและความหวาดกลัวปนกัน
"หลิงซาง" เขาพูดเบาๆ "สิ่งที่เจ้าทำได้ อย่าให้ใครรู้"
"ทำไม พ่อ"
"เพราะคนที่รักษาทุกอย่างได้ จะกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ และสิ่งที่ทุกคนต้องการ มักไม่ได้รับการปกป้อง"
หลิงซางจำคำนั้นได้มาตลอด และปฏิบัติตามมาตลอด
แต่บางครั้ง ความลับที่ใหญ่เกินไปก็มีน้ำหนักที่แบกคนเดียวยาก
และบางครั้ง คนที่เห็นความลับนั้นโดยบังเอิญ กลับไม่ทำให้รู้สึกว่าน้ำหนักนั้นเพิ่มขึ้น
แต่เบาลง
คดีในย่านตะวันตก.............
ย่านตะวันตกของฉางอัน บ้านพักชั่วคราวของเย่เซิ่นอวี๋ เจ็ดวันหลังจากตอนที่แล้ว บ่ายแก่
ห้องที่เซิ่นอวี๋เช่าอยู่นั้นเล็กกว่าที่หลิงซางคาด
ไม่ใช่เล็กแบบยากจน แต่เล็กแบบคนที่ไม่ได้วางแผนจะอยู่นานและไม่ต้องการของสะสม โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้สอง ชั้นวางของที่มีหนังสือเพียงสามเล่มและกล่องไม้ขนาดเล็กสองใบ หน้าต่างบานกว้างที่มองออกไปเห็นหลังคาอาคารข้างเคียงซ้อนกันไปจนสุดตา
บนโต๊ะ มีกระดาษกางออกหลายแผ่น เขียนเต็มทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่ตรงข้ามหลิงซาง ชาที่เตรียมไว้ยังร้อนอยู่ในกา ไอน้ำลอยขึ้นในอากาศเย็นของบ่ายวันนั้น
"คดีแรก" เซิ่นอวี๋เริ่ม นิ้วแตะที่กระดาษแผ่นซ้ายสุด "ขุนนางเว่ย เจิ้งคัง อายุห้าสิบสี่ปี ล้มป่วยกะทันหันเมื่อสองเดือนก่อน อาการคือแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด และตาพร่ามัว แพทย์หลวงวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมปัจจุบัน"
"แต่ไม่ใช่" หลิงซางพูดก่อนที่เซิ่นอวี๋จะพูดต่อ
เซิ่นอวี๋หยุด มองหน้าเขา
"ท่านหมอรู้แล้วหรือ?"
"อาการที่ท่านบอกมาไม่ตรงกับลมปัจจุบัน" หลิงซางยกถ้วยชาขึ้น "ลมปัจจุบันแท้จริงนั้นอาการมักเกิดข้างเดียวก่อน ไม่เกิดพร้อมกันทั้งสองข้าง และตาพร่ามัวในระยะแรกนั้นพบน้อยมาก แต่ถ้าเป็นพิษ โดยเฉพาะพิษที่โจมตีระบบประสาท อาการจะเกิดทั้งตัวพร้อมกัน"
"ข้าก็คิดแบบนั้น" เซิ่นอวี๋พยักหน้า "คดีที่สอง ขุนนางจางเว่ยหมิง อายุสี่สิบแปดปี อาการเดิมทุกประการ เกิดขึ้นสามสัปดาห์หลังจากเว่ย เจิ้งคัง แพทย์หลวงวินิจฉัยเหมือนกัน"
"ทั้งสองคนยังมีชีวิตอยู่?"
"ใช่ แต่ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ นอนพักอยู่ที่บ้าน สภาพแย่ลงทุกวัน"
หลิงซางวางถ้วยชาลง "ท่านได้พูดคุยกับพวกเขาไหม"
"ได้กับเว่ย เจิ้งคัง" เซิ่นอวี๋พูด "แต่ตอนนั้นเขาพูดได้น้อยมากแล้ว บอกข้าได้เพียงว่าอาการเริ่มหลังจากงานเลี้ยงที่ตระกูลซ่งจัดขึ้น"
"ตระกูลซ่ง" หลิงซางพูดซ้ำ น้ำเสียงไม่เปลี่ยน แต่มีบางอย่างที่ขยับอยู่เบื้องหลังดวงตาสีเทา
"ท่านหมอรู้จักตระกูลนั้น?"
"ทุกคนในฉางอันรู้จัก" หลิงซางตอบ "ตระกูลซ่งมีบุตรสาวที่หมั้นหมายกับข้ามาสิบปี"
ห้องเงียบลงเป็นเวลาหนึ่งวินาที
เซิ่นอวี๋มองหน้าหลิงซางอย่างตั้งใจ แต่ใบหน้านั้นไม่แสดงอารมณ์ใดๆ มากกว่าปกติ
"ท่านหมอบอกข้าเรื่องนี้เพื่ออะไร"
"เพื่อให้ท่านรู้ว่าข้ามีความสัมพันธ์กับตระกูลที่เกี่ยวข้อง" หลิงซางตอบตรงๆ "ถ้าท่านคิดว่านั่นทำให้ข้าไม่น่าเชื่อถือ บอกได้เดี๋ยวนี้"
เซิ่นอวี๋พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง พิจารณาทั้งคำพูดและคนที่พูด
"ตรงกันข้าม" เขาพูดในที่สุด "คนที่บอกความสัมพันธ์ที่อาจทำให้ตัวเองเสียเปรียบก่อนที่ข้าจะถาม คือคนที่น่าเชื่อถือกว่า"
มุมปากของหลิงซางขยับเล็กน้อย ซึ่งสำหรับเซิ่นอวี๋ที่เริ่มอ่านใบหน้าของคนคนนี้ได้บ้างแล้ว นั่นเท่ากับรอยยิ้ม
"ต่อไป" หลิงซางพูด
"งานเลี้ยงที่ตระกูลซ่งจัดนั้น" เซิ่นอวี๋กลับมาที่กระดาษ "มีขุนนางระดับสูงมาร่วมสิบสี่คน ในนั้นมีเว่ย เจิ้งคัง และจาง เว่ยหมิง สองคนที่ล้มป่วย ข้าพยายามตรวจสอบอีกสิบสองคนที่เหลือ แต่ยังหาข้อมูลได้ไม่ครบ"
"และท่านต้องการให้ข้าทำอะไร"
"สองอย่าง" เซิ่นอวี๋ยกนิ้ว "หนึ่ง ตรวจร่างกายคนไข้ทั้งสองเพื่อยืนยันว่าเป็นพิษจริง และหาว่าพิษนั้นคืออะไรกันแน่ สอง ช่วยข้าเข้าถึงข้อมูลงานเลี้ยงนั้น เพราะท่านหมอมีสายสัมพันธ์กับตระกูลซ่งที่ข้าไม่มี"
หลิงซางนิ่งอยู่สักครู่
"ท่านต้องการให้ข้าใช้การหมั้นหมายเป็นช่องทาง"
"ข้าต้องการให้ท่านใช้สิ่งที่มีอยู่" เซิ่นอวี๋ตอบ เสียงไม่เปลี่ยน "ท่านหมอมีสิ่งที่ข้าไม่มี และข้ามีสิ่งที่ท่านหมอไม่มี ถ้าร่วมมือกัน—"
"ข้าจะตรวจคนไข้" หลิงซางตัดบท ลุกขึ้น "พรุ่งนี้เช้า ท่านนำทาง"
"และเรื่องตระกูลซ่ง?"
หลิงซางหยิบเสื้อคลุมขึ้น "ข้ารับคำเชิญงานเลี้ยงของพวกเขามาสองเดือนแล้ว" เขาพูดเงียบๆ "ถึงเวลาที่จะตอบรับ"
บ้านขุนนางและพิษที่พิสูจน์ได้...........
เช้าวันรุ่งขึ้น
บ้านของขุนนางเว่ย เจิ้งคังตั้งอยู่ในย่านขุนนางทางเหนือ กำแพงสูงสีขาวปูนปั้น ประตูไม้แกะสลักหนัก ลายมังกรคู่ที่ทอดตัวตามขอบประตูดูเก่าแก่แต่ยังคมชัด
เซิ่นอวี๋แต่งตัวแตกต่างจากปกติอย่างเห็นได้ชัด เสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มที่สะอาดและเรียบร้อยกว่าปกติ ผมมัดสูงเรียบ ท่าทางที่ปกติดูเป็นกันเองปรับไปสู่ความสุภาพที่คำนวณมาแล้ว
หลิงซางมองเขาโดยไม่แสดงความเห็น
"ท่านหมอมองอะไรอยู่" เซิ่นอวี๋ถามโดยไม่หัน
"มองว่าท่านปรับตัวได้เร็ว"
"ข้าทำสิ่งนี้มานาน" เซิ่นอวี๋ยิ้มแต่ไม่ได้อธิบายเพิ่ม
คนรับใช้นำพวกเขาเข้าไปในห้องรับแขกและไปตามภรรยาของขุนนางเว่ยมา หญิงวัยกลางคนที่มีรอยกังวลบนใบหน้าชัดเจน ตาบวมเล็กน้อยจากการร้องไห้ที่พยายามซ่อน
"ท่านหมออู๋" เธอก้มศีรษะ "ขอบพระคุณที่มา สามีข้าแย่ลงทุกวัน แพทย์หลวงบอกว่ารักษาแล้วแต่ยาไม่ออกฤทธิ์"
"ข้าขอตรวจดูก่อนได้ไหม" หลิงซางพูดเบาๆ
ห้องนอนขุนนางเว่ยมืดกว่าห้องอื่นในบ้าน ม่านหนาปิดทุกหน้าต่าง กลิ่นยาต้มและเทียนที่จุดไว้เพื่อไล่ความชื้นลอยเบาๆ ในอากาศ
เว่ย เจิ้งคัง นอนอยู่บนเตียงไม้แกะสลัก ร่างที่เคยน่าจะสง่าของขุนนางวัยกลางคนตอนนี้ดูหดเล็กลงอย่างน่าเป็นห่วง ผิวสีซีดเหลือง นิ้วมือที่วางอยู่บนผ้าห่มขยับเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงก้าวเท้า
"ท่านมาใหม่" เขาพูดเสียงแหบแห้ง สายตามองหลิงซาง
"อู๋หลิงซาง" หลิงซางเดินเข้าไป คุกเข่าลงข้างเตียงในระดับที่สายตาอยู่กับขุนนางเว่ยพอดี ไม่มองลงหรือมองขึ้น "ข้าน้อยขอตรวจชีพจร"
ขุนนางเว่ยยื่นมือออกมา
หลิงซางวางนิ้วสองนิ้วลงที่ข้อมือ หลับตา
ห้องเงียบสนิท
เซิ่นอวี๋ยืนอยู่ที่มุมห้อง สังเกตทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ดูหลิงซาง ดูคนไข้ ดูภรรยาที่ยืนรอ ดูคนรับใช้ที่ยืนอยู่ที่ประตู
และสังเกตเห็นสิ่งที่คนอื่นอาจมองข้าม
ที่ขอบถ้วยยาบนโต๊ะข้างเตียง มีคราบสีดำจางๆ ที่ขอบด้านในซึ่งยาต้มปกติไม่ทิ้งไว้แบบนั้น
หลิงซางเปิดตา
เขาไม่พูดทันที หยิบกระดาษจากกระเป๋า จดบางอย่างสั้นๆ แล้วพับส่งให้เซิ่นอวี๋อย่างเงียบๆ ราวกับแค่ส่งบันทึก
เซิ่นอวี๋รับไปอ่าน
ในกระดาษนั้นเขียนว่า
"พิษหยวนปิง มาจากทางเหนือ ยาธรรมดาแก้ไม่ได้ ต้องใช้วิธีพิเศษ ผู้รู้มีสองวิธี"
เซิ่นอวี๋พับกระดาษกลับ สบตากับหลิงซาง
สื่อสารกันด้วยสายตาในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา
"ท่านหมออู๋" ภรรยาขุนนางเว่ยเดินเข้ามา เสียงสั่นเล็กน้อย "สามีข้าจะ..."
"จะหาย" หลิงซางพูด ชัดเจนและไม่ลังเล
ห้องเงียบ ราวกับคำพูดนั้นตกลงไปในน้ำนิ่ง
"แต่ต้องใช้เวลา" เขาพูดต่อ "และต้องเปลี่ยนยา ยาที่แพทย์หลวงสั่งอยู่นั้นไม่ผิด แต่ไม่ตรงกับอาการจริง" เขาหยิบกระดาษอีกแผ่น เริ่มเขียนสูตรยา "ข้าจะเขียนสูตรให้ ส่งคนไปซื้อที่ร้านยาตระกูลเฉินในย่านกลาง พวกเขาจะรู้จักสมุนไพรที่ระบุไว้"
"แต่ค่าใช้จ่าย—"
"ไม่มีค่าใช้จ่าย" หลิงซางตัดบท "ข้าขอแค่อย่างเดียว"
"อะไรท่านหมอ?"
"ให้บอกข้าว่าสามีท่านกินอะไรในงานเลี้ยงที่ตระกูลซ่ง และดื่มจากภาชนะใด"
ภรรยาขุนนางเว่ยจำได้ดีกว่าที่คาด
เธอเล่าว่าในงานเลี้ยงนั้นมีสุราองุ่นสีแดงที่นำมาจากทางตะวันตก เสิร์ฟในถ้วยหยกขาวที่ตระกูลซ่งภาคภูมิใจนักหนา สามีของเธอดื่มไปสามถ้วย และสองวันหลังจากนั้นอาการก็เริ่มปรากฏ
"ถ้วยหยกขาว" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ เมื่อพวกเขาออกมาจากบ้านขุนนางเว่ยแล้ว "ไม่ใช่สุรา"
"ไม่ใช่สุรา" หลิงซางยืนยัน เดินเคียงกันบนถนนกว้าง "หยวนปิงเป็นพิษที่ละลายน้ำไม่ได้ แต่ซึมผ่านหยกได้ถ้าหยกนั้นผ่านการเคลือบสูตรพิเศษ เมื่อสุราหรือของเหลวใส่ในถ้วยนั้นนานพอ พิษจะซึมออกมาในปริมาณที่คำนวณมาแล้ว"
"ช้า ค่อยๆ สะสม ยากที่จะตรวจพบ" เซิ่นอวี๋พูดต่อ เสียงเบาลง "และแต่ละถ้วยอาจมีปริมาณพิษต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเจตนาต้องการให้ใครป่วยหนักแค่ไหน"
"หรือต้องการให้ใครตาย"
ทั้งสองเดินต่อไปในความเงียบสั้นๆ
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดในที่สุด "ท่านบอกว่ามีสองวิธีแก้พิษ แต่บอกแค่วิธีใช้ยา ยังมีวิธีอื่นอีก"
หลิงซางไม่ตอบทันที
"มี" เขาพูดในที่สุด เสียงเงียบลง "แต่ใช้เวลาน้อยกว่าและเจ็บปวดน้อยกว่า"
"แล้วทำไมท่านไม่ใช้วิธีนั้นตอนนี้"
"เพราะต้องใช้พลังงานของข้าเอง และถ้าใช้กับคนไข้ที่เจ็บหนักสองคนพร้อมกัน ข้าจะพักฟื้นสองสามวัน" หลิงซางมองไปข้างหน้า "ซึ่งท่านต้องการข้าระหว่างนั้น"
เซิ่นอวี๋หยุดเดิน
หลิงซางเดินไปอีกสองก้าวก่อนจะสังเกตว่าคนตามหลังหยุด ก็หยุดตามและหันมา
"ท่านหมอคำนวณตลอดเลยใช่ไหม" เซิ่นอวี๋พูดด้วยน้ำเสียงที่แปลกออกไป
"ข้าเป็นหมอ" หลิงซางตอบ "คำนวณคือหน้าที่"
"ข้าหมายถึงว่า ท่านคำนวณว่าตัวเองจะเหนื่อยแค่ไหน แล้วยังคำนวณด้วยว่าคนอื่นต้องการท่านอยู่แค่ไหน" เซิ่นอวี๋พูดช้าๆ "คนส่วนใหญ่ไม่คำนวณแบบนั้น พวกเขาแค่ทำตามที่สะดวกตัวเอง"
หลิงซางมองหน้าเขา
"ท่านจะพูดว่าอะไร"
"ไม่มีอะไร" เซิ่นอวี๋เดินต่อ แต่รอยยิ้มที่มุมปากครั้งนี้เป็นแบบที่หลิงซางเห็นแล้วรู้ว่าไม่ใช่หน้ากาก "แค่รู้สึกว่าท่านหมออู๋นั้น น่าสนใจกว่าที่เห็น"
งานเลี้ยงและถ้วยหยก🌿
สามวันต่อมา คฤหาสน์ตระกูลซ่ง
งานเลี้ยงตระกูลซ่งในฤดูหนาวเป็นงานที่ฉางอันรู้จักกันดี
คฤหาสน์หลังใหญ่ในย่านขุนนางชั้นสูง ไฟโคมระย้าที่ห้อยต่ำจนดูเหมือนจับท้องฟ้ามาใส่ในห้องโถงใหญ่ โต๊ะยาวที่มีอาหารเรียงเป็นระเบียบสวยงามราวกับงานศิลปะ และขุนนางหลายสิบคนที่สวมเสื้อผ้าอย่างดีนั่งและยืนคุยกันในบรรยากาศที่อบอุ่นแต่มีการวัดตวงใต้พื้นผิวเสมอ
หลิงซางมาในฐานะที่เขาเคยมา คู่หมั้นของบุตรสาวตระกูลซ่ง
แต่คืนนี้เขามาพร้อมกับ "ผู้ช่วยส่วนตัว" คนหนึ่ง
เย่เซิ่นอวี๋ ในคืนนี้แต่งตัวด้วยเสื้อคลุมสีเทาลายละเอียดที่ดูเป็นขุนนางชั้นกลางพอที่จะไม่น่าสงสัย แต่ดูไม่ยิ่งใหญ่พอที่จะดึงความสนใจ เขาเดินหลังหลิงซางหนึ่งก้าว ท่าทางสุภาพและเรียบร้อยราวกับเป็นผู้ช่วยมาทั้งชีวิต
แต่ดวงตาของเขาสแกนทุกมุมของห้องในทุกวินาที
ซ่ง หยูเฟย บุตรสาวของตระกูลซ่งเดินมาต้อนรับหลิงซาง
หญิงสาวอายุยี่สิบหกปี รูปงาม ผมมัดสูงประดับปิ่นทอง เสื้อคลุมสีแดงชาดที่เลือกมาอย่างดี มีท่าทางที่บ่งบอกว่าได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดีในทุกอากัปกิริยา
แต่เมื่อเธอมองหลิงซาง สายตาในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นมีบางสิ่งที่ไม่ใช่ความสุข
"ท่านอู๋มาแล้ว" เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ซ้อมมาดี "ข้ารอนานแล้ว"
"ขอโทษที่ล่าช้า" หลิงซางก้มศีรษะ "งานโรงหมอยุ่ง"
"เสมอ" เธอพูด เสียงไม่ได้มีความขมขื่น เพียงแต่มีความเข้าใจที่เหนื่อย "ท่านมีผู้ติดตามมาด้วยคืนนี้"
"ผู้ช่วยใหม่" หลิงซางพูด "เย่เซิ่นอวี๋"
เซิ่นอวี๋โค้งคำนับอย่างสุภาพ
หยูเฟยมองเขาสักครู่ ดวงตาที่ฉลาดนั้นประเมินอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลัง แต่เธอก็แค่พยักหน้ายอมรับ
"เชิญข้างใน"
เซิ่นอวี๋ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามแรกในการเดินไปทั่วงานในฐานะผู้ช่วยที่ถือกระดาษและเดินรับอาหารมาวางให้หลิงซาง ระหว่างนั้นเขาจดจำใบหน้า จดจำชื่อที่ได้ยิน จดจำการวางตัวของคนแต่ละคน
และในระหว่างนั้น เขาก็มองหาถ้วยหยกขาว
ไม่มี
ในงานคืนนี้ใช้ถ้วยแก้วนำเข้าจากตะวันตกแทน
เปลี่ยนแล้ว เซิ่นอวี๋คิดในใจ รู้ว่ามีคนสงสัย หรือว่าทำเสร็จแล้วก็เลยเลิก
เขาเดินเข้าใกล้หลิงซางที่กำลังพูดคุยอยู่กับขุนนางคนอื่นๆ แล้วก้มลงราวกับจะพูดเรื่องงาน
"ถ้วยหยกไม่มีแล้ว" เขาพูดเบาๆ เกือบไม่ได้ยิน
หลิงซางพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ขัดการสนทนากับขุนนางคนอื่น
"แต่มีบางอย่างน่าสนใจ" เซิ่นอวี๋พูดต่อ "บ่าวรับใช้ที่ยกเครื่องดื่มคืนนี้ ข้าไม่เห็นหน้าพวกเขาในงานครั้งที่แล้ว คนรับใช้เก่าของตระกูลซ่งไปอยู่ที่ไหน"
โอกาสมาเมื่อขุนนางหลายคนออกไปชมสวนหลังงานเลี้ยง
เซิ่นอวี๋แยกออกมาจากกลุ่มอย่างเงียบๆ เดินเข้าไปในส่วนในของคฤหาสน์ที่แขกไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า แต่เขาเคลื่อนไหวในแบบที่คนเห็นแล้วคิดว่าเขามีเหตุผลที่จะอยู่ที่นั่น ไม่เร็ว ไม่ช้า ไม่หลบ ไม่มอง
เดินเหมือนคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน แม้ตอนนั้นยังไม่รู้
ห้องเก็บของด้านหลังครัว ประตูปิดแต่ไม่ล็อค
เขาเปิดเข้าไป
ชั้นวางของสูงเพดาน ของใช้ในงานเลี้ยงเรียงกันเป็นระเบียบ ผ้าปูโต๊ะ ชุดช้อนตะเกียบ กล่องเก็บภาชนะ
ถ้วยหยกขาว สิบสองใบ เรียงอยู่ในกล่องไม้ ไม่ได้ถูกทำลาย เพียงแต่ถูกเก็บไว้
เซิ่นอวี๋ห้ามตัวเองไม่ให้หยิบโดยตรง ถ้าพิษซึมผ่านหยกได้ มันอาจซึมผ่านผิวหนังได้ด้วย เขาใช้ผ้าพันมือก่อน หยิบถ้วยหนึ่งใบขึ้นมาตรวจในแสงน้อยๆ จากรอยแยกของประตู
ที่ขอบด้านในของถ้วย มีรอยสีดำจางๆ เหมือนที่เขาเห็นในถ้วยยาที่บ้านขุนนางเว่ย
เขาห่อถ้วยด้วยผ้าอย่างระมัดระวัง ใส่ไว้ใต้เสื้อคลุม
ก่อนจะออก เขาหยุดมองกล่องอีกครั้ง
สิบสองใบ ใช้ไปสองงานเลี้ยง เหยื่อสองคน
ยังมีถ้วยที่เหลืออีก หมายความว่ายังไม่จบ
เซิ่นอวี๋เดินกลับออกมาสู่งานเลี้ยงอย่างเงียบๆ ราวกับไม่เคยหายไปไหน เดินเข้าไปหาหลิงซางที่ยืนอยู่ที่ขอบห้องโถง
ก้มลงราวกับจะพูดเรื่องงาน
"ได้หลักฐาน"
หลิงซางสบตาเขาเพียงครึ่งวินาที
จากนั้นก็หันไปพูดคุยกับขุนนางคนอื่นต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ก่อนที่งานจะจบ
ซ่ง หยูเฟย เดินมาหาหลิงซางขณะที่คนอื่นๆ ยังคุยกันอยู่ในฝูงชน เธอหยุดข้างๆ เขา ไม่หันหน้ามาตรงๆ มองออกไปยังห้องโถงในแบบเดียวกัน
"ท่านอู๋มาคืนนี้ไม่ใช่เพื่อข้า" เธอพูดเบาๆ เสียงไม่มีความเจ็บปวด เพียงแต่มีความรู้ว่าตัวเองรู้
"ขอโทษ" หลิงซางพูดตรงๆ
"ข้าไม่ได้โกรธ" หยูเฟยพูด "ข้าแค่อยากให้ท่านรู้ว่า ถ้าท่านต้องการข้อมูลเกี่ยวกับงานเลี้ยงในตระกูลนี้ ข้าช่วยได้"
หลิงซางหันมามองเธอครั้งแรกในคืนนั้น
ในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของหยูเฟยไม่มีความรักที่เขากลัวว่าจะต้องทำลาย มีแค่ความเฉลียวฉลาดและสิ่งที่อ่านได้ว่าเป็น ความต้องการทำสิ่งที่ถูกต้อง
"ท่านรู้อะไรบางอย่างไหม" เขาถาม เสียงเบาลง
"ข้ารู้ว่าบิดาข้าได้รับถ้วยหยกชุดนั้นมาจากที่ไม่ใช่ตระวันตก" เธอพูดช้าๆ "และข้ารู้ว่าผู้ที่ส่งมาให้ไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา แต่ข้าไม่รู้ว่าบิดาข้าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยรู้ตัวหรือไม่"
"ท่านกลัวว่าบิดาท่านจะ—"
"ข้ากลัวว่าบิดาข้าถูกใช้" เธอตัดบท ดวงตาไม่หวั่น "และถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าอยากให้เรื่องนี้ถูกเปิดเผยก่อนที่จะมีคนบาดเจ็บมากกว่านี้"
หลิงซางมองเธอนาน
"ข้าจะติดต่อท่านผ่านทางใด"
"ส่งจดหมายมาที่โรงหมอข้า" เธอพูด "ข้าเรียนแพทย์อยู่ที่สำนักอาจารย์เฉินทางตะวันออก ไม่ใช่ความลับ"
ก่อนที่หลิงซางจะพูดอะไร หยูเฟยเดินจากไปแล้ว
กลับเข้าไปในฝูงชนของงานเลี้ยงอย่างเรียบร้อย ราวกับไม่เคยเดินมาพูดคุยกัน
♥️หยาดน้ำค้างที่รู้จักชื่อตัวเอง♥️
"มีสองสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในคืนที่หมอกหนา
หนึ่ง น้ำค้างก่อตัวบนใบหญ้า เงียบ เบา ไม่มีเสียง
สอง ดาวที่เคยอยู่คนละทิศ เริ่มเห็นว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มดาวเดียวกัน
ทั้งสองสิ่งนั้นไม่รู้ตัว ว่ากำลังเริ่มต้นบางสิ่ง ที่มันไม่ใช่การเริ่มต้น แต่เป็นการกลับมา"
♥️ "ร่วมทางพันลี้ไม่ใช่บังเอิญ พบกันกลางหมอกเพราะมีเหตุแต่ปางก่อน" ♥️
..สุสาส์นราคะ...