เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
รัก,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยาย,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวาย,นิยายวายพีเรียด,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah)เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
....หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah) ...
°•. มายาน้ำค้างในม่านหมอก แด่เธอผู้เป็นที่รัก สุดแสน ประจักษ์ นับอนันต์. •°
เกริ่นนำ
เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา (ศิศิระ) ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ ฉางอันเมืองที่หมอกปกคลุมในรุ่งสาง
อู๋ หลิงซาง คือหมอที่คนทั้งเมืองพูดถึงด้วยความเคารพและหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน มือของเขารักษาได้ทุกโรค แต่ใจของเขาไม่รู้จักรับ เขาเติบโตมาในโลกที่หมอต้องแข็งแกร่ง ต้องให้โดยไม่ต้องการรับ ต้องรักษาโดยไม่ต้องการการรักษากลับ จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนเดินเข้ามาพร้อมบาดแผลที่รักษาไม่หายสักที
เย่ เซิ่นอวี๋ คือนักสืบลับที่ทุกคนเข้าใจผิดว่าเป็นโจร เขายิ้มให้โลกทั้งใบ แต่ไม่เคยยิ้มให้ตัวเอง เพราะรู้ดีว่าโลกนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีแค่หมอเย็นชาคนหนึ่งที่เห็นสิ่งที่แท้จริงอยู่ข้างใน และนั่นอันตรายกว่าดาบที่เขาพกติดตัวมาก
“หมอที่รักษาทุกอย่างได้ เว้นแต่หัวใจตัวเอง นักสืบที่รู้ทุกอย่างได้ เว้นแต่ว่าตัวเองก็คือคนสำคัญ
ชาแก้วหนึ่งในตอนเช้า สวนสมุนไพรที่ดูแลด้วยกัน บาดแผลที่กลับมาให้รักษาเสมอ และความเงียบที่รู้ว่าหมายถึงอะไร
บางครั้งความรักไม่ได้ดังก้อง มันแค่อยู่ที่นั่น ทุกวัน จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยที่ไม่รู้ตัว”
""สองวิญญาณ ทุกชาติร้อยสร้อยสายหนึ่ง ทุกชาติลูกปัดมีสีต่างกัน แต่วิธีร้อยเหมือนกัน คือทีละเม็ด ช้าๆ
รู้จักจังหวะของกันและกัน สร้อยนั้น คือกันและกันในทุกชาติ""
..สุสาส์นราคะ..
มีรายตอนทั้งหมด 61 ตอน (ติดเหรียญตอนที่22)
EBOOK [ [ (<พิเศษท้ายตอนทุกตอน>) ] ]: MEB/PINTO/DEKDEE (ลดราคา44% 07.07-09.09)
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTI2MDkwNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ1NTU2NiI7fQ
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
"น้ำค้างจำทุกสิ่งในรุ่งเช้า จำน้ำหนักของใบไม้ จำอุณหภูมิที่อยู่ที่นั่น ก่อนที่มันจะก่อตัวขึ้น
ความรักของพวกเขาเหมือนน้ำค้าง ไม่ใช่เพราะสั้น แต่เพราะมันก่อตัวขึ้นใหม่ทุกวัน ทุกวันคือครั้งแรก ทุกวันจำน้ำหนักของเมื่อวาน
ความรักแบบนั้นหายากที่สุด ไม่ใช่ยิ่งใหญ่ครั้งเดียว แต่คือทุกรุ่งเช้า ยังยินดีเลือกใหม่อีกครั้ง"
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กลางดึกและสิ่งที่ถ้วยหยกบอก........
หลังเที่ยงคืน
หลิงซางนั่งอยู่ในห้องทำงาน ถ้วยหยกที่เซิ่นอวี๋นำมาวางอยู่ตรงหน้า เขาสวมถุงมือผ้าที่ทำจากสมุนไพรป้องกันพิษก่อน จากนั้นจึงหยิบถ้วยขึ้นมา
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่อีกด้านของโต๊ะ มองดู ไม่พูด
หลิงซางนำปลายนิ้วมือ ที่มีถุงมือ สัมผัสขอบด้านในของถ้วยอย่างระมัดระวัง จากนั้นวางถ้วยลงและนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"พิษไม่ได้อยู่ในตัวหยก" เขาพูดในที่สุด
"แต่ท่านบอกว่าซึมผ่านหยก" เซิ่นอวี๋กล่าว
"ใช่ แต่กระบวนการต้องใช้สูตรเคลือบพิเศษ" หลิงซางพลิกถ้วยดูด้านนอก "ดูตรงนี้"
เซิ่นอวี๋เอนตัวมองใกล้ขึ้น
ที่ก้นถ้วยด้านนอก มีลวดลายแกะสลักเล็กๆ ที่ดูเหมือนตกแต่งปกติ แต่เมื่อมองให้ดี ลวดลายนั้นซับซ้อนกว่าที่ควร และในนั้นมีรูเล็กๆ หลายรูที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
"รูพรุน" เซิ่นอวี๋พูดเบา
"สูตรพิษถูกฉีดเข้าไปในตัวหยกผ่านรูเหล่านี้ หลังจากนั้นรูถูกปิดด้วยสารเดิม ทำให้มองไม่เห็น" หลิงซางวางถ้วยลง "นี่ไม่ใช่งานทั่วไป ต้องการช่างฝีมือเฉพาะทาง และต้องการคนที่รู้สูตรพิษหยวนปิง"
"หยวนปิง มาจากที่ไหน"
"ทางเหนือ" หลิงซางพูด "จากแคว้นเหนือ พืชที่ขึ้นอยู่เฉพาะในพื้นที่สูงที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี นำมาใช้เป็นพิษในวงแคบมากในหมู่นักรบบางกลุ่ม"
"แคว้นเหนือ" เซิ่นอวี๋พูดซ้ำ นิ่วคิ้วเล็กน้อย "และตำราสูตรพิษนั้นมีสำเนาสามแห่ง ท่านบอกว่าหนึ่งอยู่ที่ตระกูลอู๋"
"อีกสองแห่งคือห้องสมุดหลวงในราชสำนัก และสำนักวิชาแพทย์กลางเหนือ" หลิงซางพูด "ซึ่งตั้งอยู่ที่—"
"เมืองเว่ยหยาง" เซิ่นอวี๋พูดต่อ เสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ห้องเงียบ
หลิงซางมองหน้าเซิ่นอวี๋ สังเกตเห็นบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในดวงตาของเขา บางสิ่งที่ซ่อนอยู่ แต่ไม่ได้ซ่อนไว้ดีเท่าปกติ
"ท่านรู้จักเมืองนั้น" หลิงซางพูด ไม่ใช่คำถาม
"รู้จัก" เซิ่นอวี๋ตอบสั้น
"ท่านมาจากที่นั่น"
ครั้งนี้เซิ่นอวี๋ไม่ตอบทันที เขามองออกไปที่หน้าต่างที่มืดสนิท แสงเทียนเดียวที่จุดอยู่ในห้องทำให้เงาของเขาทอดยาวบนผนัง
"ข้าจากมาสิบปีแล้ว" เขาพูดในที่สุด
"และตอนนี้คดีชี้ไปที่นั่น" หลิงซางพูดต่อ เสียงไม่มีสีสัน แค่บอกข้อเท็จจริง
"ดูเหมือนอย่างนั้น"
"ท่านจะไปไหม"
เซิ่นอวี๋หันมามองหลิงซาง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองตรงๆ ไม่หลบ
"ท่านหมอถามเพราะอยากรู้ว่าข้าจะไปไหม หรือเพราะอยากรู้ว่าท่านควรไปด้วยไหม"
หลิงซางไม่ตอบทันที ซึ่งสำหรับเซิ่นอวี๋นั้นก็คือคำตอบหนึ่ง
"ถ้าสำเนาตำราที่เว่ยหยางถูกใช้" หลิงซางพูดในที่สุด "ข้าต้องการยืนยันว่าสำเนาของตระกูลข้าไม่ได้ถูกนำไปใช้ด้วย นั่นหมายความว่าข้าต้องไปที่นั่นด้วยตัวเอง"
"งั้นเราไปด้วยกัน"
"ท่านพูดราวกับว่าตัดสินใจไปแล้ว"
"ข้าตัดสินใจไปแล้วตั้งแต่รู้ว่าคดีชี้ไปที่เว่ยหยาง" เซิ่นอวี๋พูดตรงๆ "บางอย่างในเมืองนั้นยังค้างอยู่ และข้าต้องกลับไปเผชิญไม่ว่าจะกลัวแค่ไหน"
คำว่า "กลัว" ออกมาโดยที่ดูเหมือนเซิ่นอวี๋ไม่ได้ตั้งใจจะพูด
แต่เมื่อพูดออกไปแล้ว เขาก็ไม่เอาคืน
หลิงซางมองหน้าเขา มองนานพอที่จะเห็นสิ่งที่รอยยิ้มปกติซ่อนไว้
"ออกเดินทางวันไหน" หลิงซางถาม
"หลังจากท่านหมอจัดการเรื่องที่นี่เสร็จ"
"สองวัน"
"สองวัน" เซิ่นอวี๋พยักหน้า
สิ่งที่หยูหลานพูดก่อนออกเดินทาง..........
วันก่อนออกเดินทาง
หลิงซางบอกหยูหลานเรื่องการเดินทาง ซึ่งหยูหลานรับฟังโดยไม่แสดงความตกใจ เธอฟังจนจบ พยักหน้า แล้วก็พูดว่า
"ข้าจะดูแลโรงหมอระหว่างที่ท่านไม่อยู่"
"ข้ารู้ว่าท่านจะทำ"
"แต่ข้าต้องพูดอะไรบางอย่างก่อน" หยูหลานวางถ้วยชาที่ถือลงบนโต๊ะ มองหลิงซางตรงๆ แบบที่เธอทำได้ไม่กี่คนในโลก "ท่านซาง ข้ารู้จักท่านมาตั้งแต่เด็ก รู้ว่าท่านเป็นคนอย่างไร รู้ว่าท่านแบกรับทุกอย่างคนเดียวและคิดว่านั่นถูกต้อง"
"หยูหลาน—"
"ให้ข้าพูดจนจบ" เธอพูดไม่ยอม "ชายหนุ่มที่ท่านพาไปด้วย เย่เซิ่นอวี๋ ข้าดูเขามาสามวัน เขาเป็นคนที่น่าสนใจมาก เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ข้าเห็นแล้วรู้ว่าเขาเห็นท่านซางในแบบที่คนอื่นไม่เห็น"
หลิงซางนิ่ง
"ข้าไม่รู้ว่าท่านรู้สึกอะไรหรือเปล่า และข้าไม่ได้บอกให้ท่านทำอะไร" หยูหลานพูดต่อ "ข้าแค่บอกว่า ถ้ามีครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านจะเลิกควบคุมทุกอย่างและปล่อยให้ตัวเองรู้สึกบางสิ่ง... ครั้งนั้นไม่ต้องรอให้มันสมบูรณ์แบบ"
ความเงียบยาว
"ท่านพูดเหมือนรู้อะไรบางอย่าง" หลิงซางพูดในที่สุด
"ข้าแค่ดูคน" หยูหลานยิ้ม "ท่านสอนข้าเอง"
หลิงซางมองเธอ แล้วก็หันออกไปมองหน้าต่าง
"ดูแลโรงหมอด้วย"
"รู้แล้ว" หยูหลานหยิบถ้วยชาขึ้น "และท่านซาง—"
"อะไร"
"ระวังตัวด้วย ทั้งสองคน"
💧เส้นทางสู่เว่ยหยาง และสิ่งที่พบในหุบเขา💧
วันที่สามของการเดินทาง หุบเขากลางทางระหว่างฉางอันและเว่ยหยาง
เส้นทางสู่เว่ยหยางผ่านภูเขาสองลูกและแม่น้ำสายใหญ่หนึ่งสาย
หลิงซางและเซิ่นอวี๋เดินทางด้วยม้าสองตัว บรรทุกเสบียงและอุปกรณ์ที่จำเป็น ไม่ได้เช่าเกวียนเพราะเส้นทางบางช่วงแคบเกินไปและเพราะเซิ่นอวี๋บอกว่าม้าหนีเร็วกว่าเกวียนถ้าจำเป็น
ซึ่งหลิงซางไม่ได้ถามว่าจำเป็นต้องหนีจากอะไร
สองวันแรกผ่านไปในความเงียบสบายๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มคุ้นเคยกัน ไม่ใช่เงียบแบบอึดอัด แต่เงียบแบบคนที่รู้สึกว่าไม่ต้องพูดเพื่อเติมความว่างเปล่า
เซิ่นอวี๋พูดเมื่อมีอะไรน่าพูด หลิงซางตอบเมื่อมีคำตอบที่มีค่า ทั้งสองกินอาหารด้วยกันในตอนเช้าและเย็น แวะหมู่บ้านตามทางเพื่อขอน้ำและถามข่าว
เซิ่นอวี๋ถามข่าวชาวบ้านเก่งมาก เปลี่ยนน้ำเสียงและท่าทีได้ตามคนที่คุยด้วย สนิทกับคนแก่ เล่นกับเด็ก คุยการค้ากับพ่อค้า และได้ข้อมูลที่มีประโยชน์จากทุกบทสนทนา
หลิงซางมองเขาทำอยู่โดยไม่แสดงความเห็น แต่สังเกตทุกอย่าง
"ท่านทำแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่" เขาถามในตอนเย็นวันที่สอง ขณะที่พวกเขาหยุดพักข้างทางและหลิงซางกำลังตรวจดูสมุนไพรในย่ามยา
"ทำแบบไหน" เซิ่นอวี๋ถามคืน กำลังกินขนมจากร้านชาวบ้านที่ซื้อมา
"ปรับตัวตามคนที่คุยด้วย"
เซิ่นอวี๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ตั้งแต่เด็ก" เขาตอบ "ตอนนั้นข้าไม่มีสถานะใดๆ ไม่มีแซ่ ไม่มีอาจารย์ ไม่มีตระกูล ถ้าอยากได้อาหาร ต้องรู้ว่าพ่อค้าคนนั้นชอบได้ยินอะไร ถ้าอยากได้ข้อมูล ต้องรู้ว่าชาวบ้านคนนั้นอยากเล่าเรื่องไหน"
"มันเหนื่อยไหม" หลิงซางถาม
เซิ่นอวี๋หันมามองเขา เหมือนไม่ได้คาดว่าจะถูกถามอย่างนั้น
"เหนื่อยบ้าง" เขาตอบตรงๆ ครั้งแรก "แต่ข้าทำมานานจนชิน"
"ชินกับการไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร"
คำนั้นออกมาตรงไปตรงมาจนเซิ่นอวี๋ไม่ตอบเป็นเวลาหนึ่งลมหายใจ
"ท่านหมอพูดตรงเสมอ" เขาพูดในที่สุด
"ข้าเป็นแพทย์" หลิงซางตอบ "บอกความจริงคือหน้าที่"
"บางทีความจริงก็เจ็บ"
"บางทีสิ่งที่เจ็บกว่าคือการไม่ได้ยิน" หลิงซางพูดเงียบๆ แล้วก็หันกลับไปที่ย่ามยาของตัวเอง
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขาอยู่นานกว่าที่จะรู้ตัว
วันที่สามของการเดินทาง เหตุการณ์เกิดขึ้น
พวกเขากำลังผ่านหุบเขาแคบที่ต้นไม้สูงทั้งสองข้างทอดกิ่งก้านเหนือหัวจนแสงแดดบ่ายลอดลงมาเป็นเส้นทองบางๆ ม้าเดินช้าเพราะทางขรุขระ
เซิ่นอวี๋ที่นำหน้าอยู่หนึ่งม้าหยุดกะทันหัน
มือขวายกขึ้น สัญญาณหยุด
หลิงซางชะลอม้าลงทันที มือเคลื่อนไปที่ถุงยาข้างอาน ไม่ใช่อาวุธ แต่มันคือสัญชาตญาณ
"มีคนในต้นไม้" เซิ่นอวี๋พูดเบาแทบไม่ได้ยิน ปากแทบไม่ขยับ "สามคน ทางซ้าย หนึ่งคนทางขวา"
"ท่านมองเห็น?"
"ได้ยิน" เซิ่นอวี๋ตอบ "ลมหายใจ"
ก่อนที่หลิงซางจะพูดอะไร สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นพร้อมกัน
สามร่างกระโดดลงจากต้นไม้ทางซ้าย ถือดาบและไม้กระบองสั้น ร่างที่สี่จากทางขวาพุ่งตรงมาที่ม้าของหลิงซางเพื่อดึงเขาลง
เซิ่นอวี๋เคลื่อนไหวก่อนที่ฝุ่นจากการกระโดดจะตกลงพื้น
เขากระโดดลงจากม้า หมุนตัว และสิ่งที่ออกมาจากแขนเสื้อของเขาคือเชือกบางๆ ที่มีน้ำหนักที่ปลาย ม้วนออกไปในอากาศและพันรอบข้อมือของคนแรกที่วิ่งเข้ามาอย่างแม่นยำ
ดึง คนนั้นเสียหลักล้มลง
คนที่สองมาพร้อมดาบ เซิ่นอวี๋หลบด้วยก้าวเดียว เอียงตัวเพียงเล็กน้อย คมดาบผ่านข้างหน้าห่างกันไม่ถึงนิ้ว แต่เขาไม่ถอย ตรงกันข้าม เขาก้าวเข้าไปหา ล็อคแขนดาบจากด้านใน หักข้อมือเบาๆ ในจังหวะที่ทำให้ดาบร่วงลงโดยไม่ต้องออกแรงมาก
คนที่สามหยุดชะงัก เห็นว่าเพื่อนสองคนเสียหลักในไม่กี่วินาที
และในตอนนั้น เขาเห็นหลิงซาง
หลิงซางยังนั่งอยู่บนม้า ไม่ได้ขยับหนี ไม่ได้หยิบอาวุธ แค่มองร่างที่สี่ที่พุ่งมาจากทางขวาด้วยดวงตาที่เย็นชาราวก้อนหิน
ร่างที่สี่ทำสิ่งที่น่าประหลาดใจ
หยุดนิ่ง ห่างจากม้าของหลิงซางไม่ถึงสองก้าว
ราวกับมีอะไรหยุดเขาไว้
อากาศรอบตัวหลิงซางเย็นลงอย่างผิดปกติ ไม่มากพอให้เห็น แต่มากพอให้รู้สึก มากพอให้ร่างที่สี่นั้นได้กลิ่นบางอย่างที่สัญชาตญาณบอกว่า อย่าเข้าไปใกล้
เซิ่นอวี๋จัดการคนที่สามได้ภายในหกวินาที เชือกพันข้อเท้า ล้มลง ก่อนที่จะลุกขึ้นได้ก็ถูกจัดท่าตรึงข้อมือไว้กับพื้น
ร่างที่สี่เห็นว่าสถานการณ์เสียแล้ว หันหนีวิ่งเข้าป่า
เซิ่นอวี๋ไม่ไล่
เขายืนหายใจปกติ มองไปตามทิศที่ร่างนั้นหายไป จากนั้นหันมาที่หลิงซาง
"ท่านหมอไม่เป็นอะไรใช่ไหม"
"ไม่เป็นอะไร" หลิงซางตอบ ลงจากม้า เดินมาดูคนสามคนที่ล้มอยู่
คนหนึ่งมีข้อมือถลอกจากเชือก อีกคนข้อมือแพลง คนที่สามข้อเท้าบวม
ไม่มีใครบาดเจ็บสาหัส
"ท่านควบคุมแรงได้แม่นยำ" หลิงซางพูดขณะก้มลงตรวจข้อมือที่แพลง
"ข้าไม่ต้องการฆ่าใคร" เซิ่นอวี๋ตอบ "แค่หยุดพวกเขา"
"ทำไม?" หลิงซางมองขึ้น "พวกเขาโจมตีก่อน"
"เพราะถ้าข้าฆ่า ข้าจะไม่ได้ถามว่าใครส่งพวกเขามา"
หลิงซางมองเขา มองคนที่สามที่ยังถูกตรึงอยู่กับพื้น
ลุกขึ้น เดินเข้าไป
คุกเข่าลงข้างๆ ชายคนนั้น เอื้อมมือไปวางที่หน้าอกของเขา
แสงสีขาวจางๆ เรืองออกมาจากฝ่ามือ
ชายคนนั้นตาเบิก ความเจ็บปวดจากข้อเท้าบวมลดลงทันที
"ตอบคำถาม" หลิงซางพูดเย็นชา "และข้าจะรักษาข้อเท้าท่านให้"
ชายนั้นมองแสงที่ออกมาจากมือหลิงซาง กลืนน้ำลาย
"ใครส่งมา" เซิ่นอวี๋นั่งลงข้างๆ ถามด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากตอนสู้กัน เป็นกันเอง เหมือนเพื่อนคุยกัน
ชายนั้นตอบในที่สุด
และคำตอบที่ได้ ทำให้ทั้งสองนิ่งอยู่สักครู่
"ขุนนางเว่ย เส้าหลิน"
ชื่อที่ทั้งสองไม่เคยได้ยินก่อน
แต่รู้ทันทีว่าจะต้องได้ยินอีก
🌸 กลางคืนที่หุบเขาและสิ่งที่เซิ่นอวี๋เล่า 🌸
พวกเขาปล่อยชายสามคนไป หลังจากหลิงซางรักษาบาดเจ็บเล็กน้อยให้ทั้งสามตามที่สัญญา และเซิ่นอวี๋ส่งข้อความที่ซ่อนอยู่ในรอยฝีเท้าม้าข้างทางเพื่อให้เครือข่ายของเขาติดตามชื่อที่ได้มา
พวกเขาเดินทางต่อจนถึงหมู่บ้านเล็กๆ ก่อนพระอาทิตย์ตก และค้างคืนที่โรงเตี๊ยมริมทางที่มีห้องว่างสองห้อง
กลางดึก
หลิงซางนอนไม่หลับ ไม่ใช่ครั้งแรก เขานั่งขึ้น หยิบสมุดบันทึกขึ้นมา จุดเทียนเล็กๆ
เสียงเคาะประตูเบาๆ สามครั้ง
"ข้า" เสียงเซิ่นอวี๋
หลิงซางเปิดประตู เซิ่นอวี๋ยืนอยู่ที่ทางเดิน มือถือชาสองถ้วย ใบหน้าเรียบแต่ดวงตาของเขาบอกว่าเขาก็นอนไม่หลับเช่นกัน
"ชาร้อน" เขายื่นให้
หลิงซางรับโดยไม่ถาม ขยับออกไปให้มีที่เข้ามา
เซิ่นอวี๋เดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ข้างหน้าต่าง มองออกไปยังความมืดข้างนอกที่มีแค่เสียงลมพัดผ่านต้นไม้
"ข้าอยากบอกท่านบางอย่าง" เขาพูดโดยไม่มองมา "เกี่ยวกับเว่ยหยาง"
หลิงซางนั่งลงบนเตียง ถือถ้วยชา ฟัง
"แม่ข้าตายในคุกของเว่ยหยาง" เซิ่นอวี๋พูดตรงๆ ไม่มีการปูพื้น ไม่มีการเตรียมคำ "ข้าอายุสิบสองตอนนั้น ถูกใส่ร้ายว่าขโมยของจากแขกในโรงเตี๊ยมที่เธอทำงาน ข้าใช้เวลาสามปีพยายามหาหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเธอ แต่ตอนที่พบหลักฐานว่าคนที่ใส่ร้ายคือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น—" เขาหยุด "เธอไม่อยู่แล้ว"
ห้องเงียบ
"ข้าออกจากเว่ยหยางตอนอายุสิบห้า สาบานว่าจะไม่กลับ" เซิ่นอวี๋พูดต่อ "และข้าไม่เคยกลับมาสิบปี จนกระทั่งตอนนี้"
หลิงซางไม่พูดอะไรเป็นเวลาหนึ่งนาที
"ชื่อเจ้าหน้าที่คนนั้น" เขาถามในที่สุด
เซิ่นอวี๋หันมามองเขา เหมือนไม่ได้คาดว่านั่นจะเป็นคำถามแรก
"เหว่ยหมิง" เขาตอบ
"เกี่ยวข้องกับขุนนางเว่ย เส้าหลิน ที่ส่งคนมาโจมตีเราไหม"
ครั้งนี้เซิ่นอวี๋หยุดนาน
"เว่ยหมิงเป็นลูกน้องของตระกูลเว่ย" เขาพูดช้าๆ "ข้าไม่เคยคิดว่าเรื่องของแม่จะเชื่อมกับคดีนี้"
"บางทีมันก็เชื่อกัน" หลิงซางพูด "และบางทีเหตุผลที่ท่านถูกส่งมาพบคดีนี้ก็เพราะท่านคือคนที่ต้องเชื่อมมัน"
เซิ่นอวี๋มองหน้าหลิงซาง
"ท่านพูดเหมือนเชื่อเรื่องชะตากรรม"
"ข้าเชื่อหลักฐาน" หลิงซางตอบ "และหลักฐานบอกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสองอาทิตย์ที่ผ่านมาชี้ไปที่ทิศทางเดียวกัน"
"เว่ยหยาง"
"เว่ยหยาง"
ทั้งสองนั่งอยู่กับชาที่เริ่มเย็นลง ในห้องเล็กๆ ของโรงเตี๊ยมริมทาง ขณะที่ลมหนาวพัดเบาๆ ผ่านช่องประตูที่ปิดไม่สนิท
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดในที่สุด
"อะไร"
"ขอบคุณที่ฟัง"
หลิงซางมองถ้วยชาในมือ
"ข้าเป็นหมอ" เขาพูดเงียบๆ "การฟังก็เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา"
เซิ่นอวี๋หัวเราะเบาๆ "ท่านพูดทุกอย่างในฐานะหมอเสมอ"
"ไม่ใช่ทุกอย่าง" หลิงซางพูด เสียงเงียบลงกว่าปกติ
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา
แต่หลิงซางไม่ขยายความ และเซิ่นอวี๋ก็ไม่ถาม
บางสิ่งไม่จำเป็นต้องพูดออกมาเพื่อให้รับรู้
✨ความฝันที่ห้าและสิ่งที่ชัดขึ้น ✨
คืนนั้น หลิงซางฝัน
ครั้งนี้ชัดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
หิมะยังตกอยู่ แต่ไม่มืดอีกต่อไป มีแสงจางๆ ราวกับรุ่งเช้าเพิ่งจะเริ่ม และในแสงนั้น
เขาเห็นตัวเอง
แต่ไม่ใช่ตัวเองในชาตินี้
ร่างในฝันนั้นสวมเสื้อสีขาว ยืนอยู่กลางลานกว้างที่หิมะปกคลุมทุกพื้นผิว มือทั้งสองยกขึ้น แสงสีขาวออกมาจากฝ่ามือสว่างกว่าที่เขาเคยทำได้ในชาตินี้มาก รอบตัวมีคนนอนอยู่หลายคน บาดเจ็บ ป่วย ล้มลง และแสงจากมือของร่างนั้นไหลออกไปสู่ทุกคนพร้อมกัน
เยียวยาทุกคนพร้อมกัน
แต่ร่างนั้นสั่น ร่างที่กำลังเอาพลังชีวิตของตัวเองออกไปให้คนอื่นทีละน้อย
และอยู่หลังร่างนั้น มีเงาอีกร่างหนึ่ง
ยืนขวางระหว่างร่างในชุดขาวกับสิ่งมืดที่เคลื่อนมาจากอีกด้าน เงานั้นไม่มีอาวุธ แต่ยืนอยู่ด้วยท่าทีของคนที่ไม่ยอมให้อะไรผ่านไปได้
ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร
หลิงซางในฝันก้าวเข้าไปใกล้ ใกล้พอที่จะเห็นรอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือซ้ายของเงานั้น
และในขณะนั้น เงานั้นก็หันมา
หลิงซางตื่นขึ้น
ลมหายใจเร็วกว่าปกติ มือที่กำแน่นคลายออก
ห้องมืดสนิท เทียนดับไปแล้วระหว่างที่หลับ แต่แสงจันทร์บางๆ ลอดผ่านช่องประตูเข้ามา
เขานั่งนิ่งอยู่นาน รู้สึกถึงความเย็นที่ปลายนิ้วซึ่งเริ่มก่อตัวโดยอัตโนมัติเมื่อความฝันนั้นโหมขึ้นมา เขาสั่งให้หยุด และมันก็หยุด
แต่ความคิดที่ค้างอยู่
ไม่หยุด
เงาในฝันนั้นหันมา และก่อนที่เขาจะตื่น เขาเห็นใบหน้าของเงานั้นชัดเจนเป็นครั้งแรกในทุกฝัน
ใบหน้าที่เขาเพิ่งนั่งดื่มชาด้วยกันเมื่อสองชั่วยามก่อน
🌅รุ่งเช้าก่อนถึงเว่ยหยาง🌅
เช้าของวันที่สี่
หลิงซางออกมาที่ลานด้านหน้าโรงเตี๊ยมก่อนพระอาทิตย์ขึ้น อากาศเย็นจัดแบบที่ลมหายใจออกมาเป็นไอขาว
เซิ่นอวี๋ออกมาหลังจากนั้นไม่นาน มือถือขนมปังสองก้อนที่ซื้อจากเจ้าของโรงเตี๊ยม ยื่นให้หลิงซางอีกก้อน
ทั้งสองยืนอยู่เคียงกัน มองทิศทางที่ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้น
"อีกไม่กี่ชั่วยาม" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆ "ก็ถึงเว่ยหยางแล้ว"
"ท่านพร้อมไหม" หลิงซางถาม
"ไม่แน่ใจ" เซิ่นอวี๋ตอบตรงๆ "แต่ข้ามาแล้ว"
"บางครั้งนั้นก็พอแล้ว"
เซิ่นอวี๋หันมามองหลิงซาง มองแบบที่หลิงซางรู้ว่ากำลังถูกสังเกต
"ท่านหมอนอนหลับได้ไหมคืนนี้"
"ได้" หลิงซางพูด แต่ก็รู้ว่าเซิ่นอวี๋อาจอ่านออกว่าไม่ใช่คำตอบสมบูรณ์
"ข้าฝัน" เซิ่นอวี๋พูดขึ้นเองก่อน เสียงเบาลง "ฝันเห็นสิ่งที่ฝันมาตลอดชีวิตแต่จำไม่ได้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นหิมะ เห็นแสงขาว เห็นคนกำลังจะล้มแต่มีใครบางคนยืนขวางอยู่"
หลิงซางหยุดกินขนมปัง
"ท่านฝันแบบนั้นมานานแค่ไหน" เขาถาม เสียงเบากว่าปกติ
"จำไม่ได้ว่าเริ่มเมื่อไหร่" เซิ่นอวี๋ตอบ "มีมาก่อนที่ข้าจะรู้ว่าตัวเองจำฝันได้" เขาหยุด "ท่านหมอถามเพราะอะไร?"
ลมเช้าพัดผ่านระหว่างสองคน
หลิงซางมองออกไปยังขอบฟ้าที่เริ่มสว่างเป็นสีส้มอมทอง
"เพราะข้าก็ฝันแบบนั้น" เขาพูดในที่สุด "มาตลอดชีวิตเช่นกัน"
ครั้งนี้ เซิ่นอวี๋นิ่งอยู่นานมาก
ทั้งสองยืนอยู่เคียงกันในรุ่งเช้าของหมู่บ้านริมทาง มองดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ โผล่พ้นขอบเขา แสงทองแรกของวันตกลงมาบนหิมะที่ยังเหลืออยู่บ้างตามพื้นและหลังคา ทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกเคลือบด้วยทองคำเปลวบางๆ
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดเบามาก
"อะไร"
"ข้าไม่รู้ว่านั่นหมายความว่าอะไร แต่รู้สึกว่า..." เขาหยุด ราวกับกำลังเลือกคำ "รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี้ไม่ใช่ครั้งแรก"
หลิงซางไม่ตอบทันที
แต่มือข้างหนึ่งของเขาขยับเล็กน้อย โดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการยื่นออกไป แต่ก็หยุดอยู่ที่ข้างตัวเอง
"เราไปได้แล้ว" เขาพูดแทน "เว่ยหยางรอ"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขาครู่หนึ่ง แล้วก็พยักหน้า
พวกเขาเดินไปยังม้าของตัวเอง เตรียมออกเดินทาง
แต่ก่อนที่เซิ่นอวี๋จะขึ้นม้า
เขาหันมามองหลิงซางอีกครั้ง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มในแสงเช้าของวันที่สี่แห่งการเดินทาง
"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่เว่ยหยาง" เขาพูด "ข้าดีใจที่ท่านหมอมาด้วย"
หลิงซางมองเขา
จากนั้นก็ขึ้นม้า และพูดในแบบของเขา ไม่ตรงไม่อ้อม แต่เป็นสิ่งที่ตอบคำพูดนั้น
"ข้าก็เช่นกัน"
"หมอกจางแล้ว เส้นทางเดินเสร็จแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้จางไม่ได้เดินเสร็จ
สิ่งนั้นไม่ได้อยู่บนทาง แต่อยู่บนตัวสองคนหลังจากเดินเสร็จแล้ว
อยู่ในวิธีที่เดิน ตอนเดินชินแล้วที่จะเอนเข้าหาข้างๆอยู่ในจังหวะลมหายใจ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หายใจเข้าหายใจออกเป็นจังหวะเดียวกันกับคนข้างๆ
นั่นคือสิ่งที่การเดินทางทิ้งไว้ ไม่ใช่ของที่ระลึกแต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเดินกับใครนานพอ ร่างกายจำจังหวะของอีกคนได้แล้ว"
♥️ "คนที่รักกันมาหลายชาติ พูดแตกต่างออกไป เมื่อเขาพูดว่า 'ข้ารักเจ้า' มันฟังเหมือนการทบทวนสิ่งหนึ่ง ที่พูดมาแล้วหลายพันปี"♥️
..สุสาส์นราคะ...