เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
รัก,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยาย,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวาย,นิยายวายพีเรียด,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah)เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
....หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah) ...
°•. มายาน้ำค้างในม่านหมอก แด่เธอผู้เป็นที่รัก สุดแสน ประจักษ์ นับอนันต์. •°
เกริ่นนำ
เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา (ศิศิระ) ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ ฉางอันเมืองที่หมอกปกคลุมในรุ่งสาง
อู๋ หลิงซาง คือหมอที่คนทั้งเมืองพูดถึงด้วยความเคารพและหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน มือของเขารักษาได้ทุกโรค แต่ใจของเขาไม่รู้จักรับ เขาเติบโตมาในโลกที่หมอต้องแข็งแกร่ง ต้องให้โดยไม่ต้องการรับ ต้องรักษาโดยไม่ต้องการการรักษากลับ จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนเดินเข้ามาพร้อมบาดแผลที่รักษาไม่หายสักที
เย่ เซิ่นอวี๋ คือนักสืบลับที่ทุกคนเข้าใจผิดว่าเป็นโจร เขายิ้มให้โลกทั้งใบ แต่ไม่เคยยิ้มให้ตัวเอง เพราะรู้ดีว่าโลกนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีแค่หมอเย็นชาคนหนึ่งที่เห็นสิ่งที่แท้จริงอยู่ข้างใน และนั่นอันตรายกว่าดาบที่เขาพกติดตัวมาก
“หมอที่รักษาทุกอย่างได้ เว้นแต่หัวใจตัวเอง นักสืบที่รู้ทุกอย่างได้ เว้นแต่ว่าตัวเองก็คือคนสำคัญ
ชาแก้วหนึ่งในตอนเช้า สวนสมุนไพรที่ดูแลด้วยกัน บาดแผลที่กลับมาให้รักษาเสมอ และความเงียบที่รู้ว่าหมายถึงอะไร
บางครั้งความรักไม่ได้ดังก้อง มันแค่อยู่ที่นั่น ทุกวัน จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยที่ไม่รู้ตัว”
""สองวิญญาณ ทุกชาติร้อยสร้อยสายหนึ่ง ทุกชาติลูกปัดมีสีต่างกัน แต่วิธีร้อยเหมือนกัน คือทีละเม็ด ช้าๆ
รู้จักจังหวะของกันและกัน สร้อยนั้น คือกันและกันในทุกชาติ""
..สุสาส์นราคะ..
มีรายตอนทั้งหมด 61 ตอน (ติดเหรียญตอนที่22)
EBOOK [ [ (<พิเศษท้ายตอนทุกตอน>) ] ]: MEB/PINTO/DEKDEE (ลดราคา44% 07.07-09.09)
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTI2MDkwNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ1NTU2NiI7fQ
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
"นานมาแล้วมีตำนานหนึ่ง ในตำนานมีสองคน เรื่องของคนหนึ่งถูกจำไว้ เรื่องของอีกคนซึมเข้าไปในเรื่องของคนแรก
มีคนหนึ่งที่สวมชุดขาว ขาวเหมือนหิมะ ขาวราวกับเธอเกิดมาจากหิมะ ที่ที่เธอเดินผ่าน บาดแผลหาย คนป่วยฟื้น คนร้องไห้หยุดร้อง
คนที่ซึมเข้าไปคือคนที่ทำให้แสงยังสว่างต่อได้ ถ้าไม่มีเขา แสงของเธอดับนานแล้ว ถ้าไม่มีเธอ การมีอยู่ของเขาไม่มีทิศทาง
ตำนานเล่าถึงเจ้าหญิงหิมะ แต่สิ่งที่ตำนานเล่าจริงๆ คือรูปร่างของสองคนที่รวมกัน รูปร่างนั้นไม่มีชื่อ แต่ทุกคนที่เคยฟังเรื่องนี้ ล้วนรู้จักรูปร่างนั้นในใจ
รูปร่างนั้นชื่อว่า 'มีเจ้าข้าจึงดำเนินต่อไปได้'"
⚔กับดักที่รอไว้ ⚔
พวกเขาออกจากสำนักวิชาแพทย์ด้วยข้อมูลใหม่ แต่ยังไม่ทันที่จะประมวลผลทั้งหมด เซิ่นอวี๋สังเกตเห็นก่อน
ชายสามคนยืนอยู่ที่หัวมุมถนน ไม่ใช่คนเว่ยหยาง ท่าทางและเสื้อผ้าบ่งบอกว่ามาจากที่อื่น สายตาที่ดูเหมือนไม่ดูแต่ดูอยู่ตลอดเวลา
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ โดยไม่เปลี่ยนทิศทางการมอง "เดินเข้าไปในตลาด อย่ารีบ"
"มีคน"
"สามคนที่เห็น อาจมีมากกว่านั้น" เซิ่นอวี๋พูด "ของตระกูลเว่ย น่าจะรอตั้งแต่เมื่อวาน"
พวกเขาเดินเข้าไปในตลาดตามปกติ ผสมเข้ากับฝูงชน
แต่ฝูงชนในตลาดก็ไม่ช่วยได้มากนักเมื่อคนที่ตามมาทำงานเป็น
ตรอกแคบๆ ด้านหลังแผงขายผ้า ชายสองคนพุ่งออกมาจากสองทิศทาง
เซิ่นอวี๋รับมือคนแรกได้อย่างคล่องแคล่ว ถอยหลังหนึ่งก้าว หมุนตัว ใช้การเหวี่ยงพุ่งตัวของคนที่พุ่งมาหันเขาให้เสียหลัก
แต่คนที่สองมาจากทิศที่เขาไม่ได้ระวัง
และในมือของคนที่สองนั้นมีอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ดาบ
เป็นเข็มเล็กๆ ที่จุ่มยา
เซิ่นอวี๋หลบได้แต่ไม่ทัน เข็มนั้นปักลงที่แขนซ้ายก่อนที่เขาจะดึงออก
"เซิ่นอวี๋—"
หลิงซางเคลื่อนไหวพร้อมกัน ในมือของเขาไม่มีอาวุธ แต่เมื่อคนที่สองหันมาหาเขา อุณหภูมิรอบตัวหลิงซางดิ่งลงสิบองศาในทันที
ลมหายใจของคนนั้นกลายเป็นไอขาว
น้ำแข็งบางๆ เริ่มก่อตัวที่พื้นหินรอบเท้าของหลิงซางเป็นวงกลม
คนสองคนนั้นหยุดนิ่ง ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะสัญชาตญาณบางอย่างในร่างกายบอกว่า อย่าเข้าไปใกล้สิ่งนั้น
ในวินาทีที่ทั้งคู่ชะงัก
เซิ่นอวี๋จัดการคนแรกที่เขาทิ้งค้างไว้ให้เสร็จ และหลิงซางก้าวเข้าหาคนที่สองด้วยท่าทางที่เย็นชาราวก้อนน้ำแข็ง
คนที่สองนั้นถอยหลังสองก้าว แล้วก็วิ่งหนี
ตรอกนั้นเงียบลง
เซิ่นอวี๋พิงกำแพงอยู่ มือซ้ายกดที่แขนที่ถูกเข็มแทง หายใจช้าๆ
หลิงซางเดินเข้าไปทันที คุกเข่าลง หยิบแขนของเซิ่นอวี๋ขึ้นตรวจ
"เจ็บไหม"
"ยังไม่" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆ "แต่น่าจะเริ่มเร็วๆ นี้"
หลิงซางมองรอยเข็มบนแขน เล็กมาก แดงเล็กน้อยรอบๆ ไม่มีเลือดออก แต่ผิวหนังรอบรอยนั้นเริ่มเปลี่ยนสีเล็กน้อย
"ยาชาหรือยาสลบ" เขาพูดเหมือนกำลังคิดออกเสียง "ถ้าเป็นยาสลบต้องรีบ"
"ท่านหมอรักษาได้ไหม"
"ได้" หลิงซางตอบ ไม่ลังเล
แล้วก็วางมือทั้งสองลงบนแขนของเซิ่นอวี๋
แสงสีขาวเรืองออกมา
ในตรอกแคบๆ กลางตลาดเว่ยหยาง ท่ามกลางกลิ่นปลาแห้งและผ้าฝ้าย แสงนั้นดูผิดที่ผิดทาง แต่ก็ดูงดงามในแบบที่อธิบายไม่ได้
เซิ่นอวี๋มองมือนั้น มองแสงนั้น
และจำบางสิ่งได้ จำในแบบที่ไม่ใช่ความทรงจำจากชาตินี้ แต่ลึกกว่านั้น เก่ากว่านั้น
มือเย็น แสงขาว
ข้าเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน
ไม่ใช่ในชาตินี้
ยาในเข็มถูกดึงออกจากร่างกายในเวลาไม่ถึงสองนาที หลิงซางถอนมือออก หายใจออกเบาๆ ความเหนื่อยล้าจางๆ ผ่านมาบนใบหน้าก่อนจะหายไป
"หาย" เขาบอก
เซิ่นอวี๋มองมือของตัวเอง รอยแดงที่เคยเริ่มขยายออกหายไปเรียบร้อย
"ท่านหมอ" เขาพูดช้าๆ
"อะไร"
"สิ่งที่ท่านทำได้นี้—" เขาหยุด "มันไม่ใช่แค่ความสามารถที่ฝึกมา ใช่ไหม"
หลิงซางมองเขา
"ท่านถามแบบนั้นมาครั้งหนึ่งแล้ว"
"คราวนี้ข้าถามในแบบที่ต่างออกไป" เซิ่นอวี๋พูด ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองตรงๆ "ข้าไม่ได้ถามว่ามันคืออะไร ข้าถามว่า ท่านหมอเป็นคนเดียวที่มีมันหรือเปล่า"
หลิงซางนิ่งอยู่นาน
"ทำไมถึงถาม"
"เพราะมีบางอย่างในตัวข้าที่รู้สึกถึงมัน" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆ "ไม่ใช่รู้สึกว่ากลัว แต่รู้สึกว่า... จำได้ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลที่จะจำ"
ความเงียบในตรอกนั้นหนักขึ้น
"เราไปก่อนได้ไหม" หลิงซางพูดในที่สุด เสียงเงียบลง "ออกจากตรงนี้ให้ได้ก่อน แล้วค่อยคุยกัน"
เซิ่นอวี๋มองเขาอีกครู่ แล้วก็พยักหน้า
ลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากเสื้อ
ก้าวแรกที่จะเดินออกไป เขาสะดุดเท้าตัวเองเล็กน้อย ฤทธิ์ยาที่ถูกดึงออกไปแล้วแต่ร่างกายยังต้องใช้เวลาปรับ
หลิงซางยื่นมือออกมาก่อนที่เซิ่นอวี๋จะล้ม จับแขนของเขาไว้
ทั้งสองหยุด
ระยะห่างระหว่างสองคนนั้นน้อยกว่าปกติ
เซิ่นอวี๋มองลงที่มือที่จับแขนของเขา มือที่เพิ่งเรืองแสงไปเมื่อสักครู่ ตอนนี้ธรรมดาแล้ว แต่ยังเย็นอยู่
เย็นในแบบที่เขาจำได้
"ขอบคุณ" เขาพูดเบาๆ
หลิงซางปล่อยมือออก แต่ยังเดินเคียงกันเมื่อออกจากตรอก
🌿คืนที่หลิงซางเล่าความจริง🌿
คืนนั้น
พวกเขากลับมาที่โรงเตี๊ยม กินอาหารเย็นในความเงียบที่ทั้งสองรู้ว่ามีคำถามค้างอยู่ แต่ไม่รีบถาม
หลังอาหาร เซิ่นอวี๋พูดขึ้นก่อน
"ท่านหมอบอกว่าค่อยคุยกัน"
หลิงซางวางตะเกียบลง มองออกไปที่หน้าต่าง ท้องฟ้าคืนนั้นมีดาวมาก เมืองเล็กๆ ที่ไม่มีโคมระย้าในทุกถนนทำให้ดาวชัดกว่าในฉางอัน
"บิดาข้าบอกว่ามีตำนานเก่าแก่" หลิงซางเริ่ม เสียงเงียบและช้า ราวกับกำลังเลือกคำทุกคำ "เรื่องเจ้าหญิงในชุดขาวที่เกิดมาพร้อมกับหิมะแห่งการเยียวยา บิดาบอกว่านั่นไม่ใช่ตำนาน แต่เป็นบันทึกที่ถูกปลอมแปลงให้กลายเป็นตำนาน"
เซิ่นอวี๋ฟังโดยไม่ขัด
"บิดาบอกว่าในทุกรุ่นของตระกูลอู๋ จะมีคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับร่องรอยของพลังนั้น ไม่มากเท่าเดิม เพราะมันผ่านการเวียนเกิดมาหลายชาติ แต่ยังมีอยู่" หลิงซางหันมามองเซิ่นอวี๋ "ชาตินี้ มันอยู่ที่ข้า"
"พลังเยียวยา"
"ใช่ แต่ไม่ใช่แค่นั้น" หลิงซางพูดต่อ "มันเชื่อมกับอุณหภูมิ เชื่อมกับหิมะ เชื่อมกับความเย็นที่ข้าควบคุมไม่ค่อยได้ตอนอารมณ์รุนแรง"
"น้ำแข็งที่ปลายนิ้ว"
"ใช่"
เซิ่นอวี๋นิ่งอยู่นาน
"แล้วข้า" เขาพูดในที่สุด เสียงเงียบแต่ชัดเจน "ท่านหมอคิดว่าข้าเกี่ยวข้องกับตำนานนั้นอย่างไร"
หลิงซางมองหน้าเขา
"ในตำนานนั้นมีวิญญาณที่ปกป้องเจ้าหญิง" เขาพูดช้าๆ "บิดาบอกว่าในทุกชาติที่ตระกูลอู๋มีผู้สืบทอดพลัง จะมีวิญญาณนั้นปรากฏขึ้นด้วย"
เซิ่นอวี๋นิ่งนานมาก
นานมากจนหลิงซางเกือบจะพูดว่าลืมที่พูดไป
"รอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้าย" เซิ่นอวี๋พูดขึ้น เสียงต่ำมาก
"ท่านรู้เรื่องนั้นด้วย?"
"รู้แค่ว่าข้ามีมันตั้งแต่เด็ก" เซิ่นอวี๋มองลงที่ข้อมือซ้ายของตัวเอง ผ้าพันแขนที่มักสวมทับอยู่เสมอ ไม่ใช่เพราะอาย แต่เพราะ...."เมื่อไหร่ที่ข้าใช้พลังร่างกายมากๆ รอยนี้จะเจ็บ ราวกับมันจำบางสิ่ง"
"ท่านมีพลังด้วย" หลิงซางพูด ไม่ใช่คำถาม
"ข้าไม่รู้จะเรียกมันว่าพลัง" เซิ่นอวี๋พูดช้าๆ "มันแค่... รู้สึกทิศทาง รู้สึกว่าคนที่อยู่รอบข้างปลอดภัยหรือเปล่า รู้สึกว่าควรอยู่หรือควรไป บางครั้งในการต่อสู้ร่างกายของข้าเคลื่อนไหวก่อนที่หัวสมองจะสั่ง"
"สัญชาตญาณที่เฉียบคม"
"มากกว่าสัญชาตญาณ" เซิ่นอวี๋พูด "มันเหมือนกับว่าร่างกายจำสิ่งที่จิตใจลืม"
ห้องเงียบ
แสงเทียนสั่นไหวในลมที่ไม่มีที่มา
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูด เสียงเบาลงอีก "ถ้าสิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริง ถ้าเราเป็นสิ่งที่บิดาท่านบอกมา..."
"เราก็ไม่ได้พบกันโดยบังเอิญ" หลิงซางพูดต่อ
"ไม่ได้พบกันโดยบังเอิญ" เซิ่นอวี๋ทวน เสียงนั้นมีบางอย่างที่หลิงซางไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าอะไร ระหว่างความโล่งใจกับความกลัว
"ท่านรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้" หลิงซางถาม — ถามจริงๆ ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบ
เซิ่นอวี๋คิดอยู่นาน
"ข้าไม่รู้" เขาตอบตรงๆ "แต่ข้ารู้ว่า... ตั้งแต่พบท่านหมอ มีบางอย่างในข้าที่หยุดนิ่ง สิ่งที่ปกติวุ่นวายอยู่เสมอมันสงบลง ข้าไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดได้"
หลิงซางฟัง
"ท่านหมอล่ะ" เซิ่นอวี๋ถามคืน
หลิงซางมองออกไปที่หน้าต่าง มองดาวที่เห็นได้ชัดเจนในท้องฟ้าเว่ยหยาง
"ข้าฝันเห็นเจ้ามาก่อนที่จะพบเจ้า" เขาพูดช้าๆ ราวกับเอาคำออกมาทีละคำ "ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่รู้สึกถึงการมีอยู่ มาทุกคืนหลายปีแล้ว และเมื่อเจ้าเดินเข้ามาในโรงหมอ—"
เขาหยุด
"รู้สึกว่าความฝันนั้นจบ" เขาพูด เสียงเงียบที่สุดที่เคยพูดมา
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา มองนานมาก
แสงเทียนระหว่างสองคนส่องให้เห็นสิ่งที่ปกติซ่อนอยู่ ในดวงตาสีเทาอมน้ำตาลของหมอที่ไม่เคยพูดเกินความจำเป็น มีบางสิ่งที่อ่อนโยนและเปิดเผยกว่าปกติ
และในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของนักสืบที่ยิ้มให้โลกทั้งใบแต่ไม่เคยยิ้มให้ตัวเอง—
มีรอยยิ้มที่เขาไม่ได้ตั้งใจ
เป็นรอยยิ้มที่ถึงตา
💧สิ่งที่พบในร้านเก่าและชื่อที่ตามมา💧
วันที่สาม
ตัวหมิงนำพวกเขาไปยังร้านค้าเก่าแห่งหนึ่งในย่านตะวันตกของเว่ยหยาง ร้านที่ปิดมาหลายเดือนแล้วแต่ยังไม่มีเจ้าของใหม่มาเช่า
ข้างในฝุ่นเกาะหนา แต่เมื่อเซิ่นอวี๋กวาดฝุ่นออกจากพื้นบางส่วน เขาพบรอยที่น้ำหนักของกล่องหนักๆ ทิ้งไว้ รอยสี่เหลี่ยมหลายอัน ขนาดที่พอๆ กัน
"เก็บของไว้ที่นี่" เซิ่นอวี๋พูด "ก่อนจะขนออกไป"
"ขนไปทางไหน" หลิงซางถาม
ตัวหมิงชี้ออกไปทางหน้าต่างด้านหลัง ซึ่งมองเห็นแม่น้ำสายเล็กที่ไหลผ่านเมือง
"ทางน้ำ" เขาพูด "เรือเล็กที่ออกกลางดึก มีคนเห็นอยู่คืนเดียว หลังจากนั้นไม่มีอีก"
"ไปถึงที่ไหน" เซิ่นอวี๋ถาม
"แม่น้ำนี้ไหลลงไปทางใต้ ผ่านสองเมืองก่อนจะถึงฉางอัน"
หลิงซางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"หมายความว่าตำราอยู่ในฉางอันแล้ว" เขาพูดเงียบๆ
"อยู่ในมือของขุนนางเว่ย เส้าหลิน" เซิ่นอวี๋แก้ไข
"ซึ่งหมายความว่าเราต้องกลับ"
"ใช่" เซิ่นอวี๋พูด แต่ไม่ขยับ "แต่ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำที่นี่ก่อน"
หลิงซางมองหน้าเขา
รู้ว่าเซิ่นอวี๋หมายถึงอะไร ไม่ถาม
"ข้าจะรอ" เขาพูด
ตัวหมิงมองทั้งสองคน ปากเกือบจะพูดอะไร แต่ก็หุบไว้ เดินออกไปข้างนอกอย่างเงียบๆ ด้วยท่าทางของคนที่รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาของตัวเอง
เย็นวันนั้น เซิ่นอวี๋ไปที่สุสานคนเดียว
หลิงซางไม่ตามไปครั้งนี้ แต่เมื่อเซิ่นอวี๋กลับมา หลิงซางนั่งรออยู่ที่ห้องโถงของโรงเตี๊ยมพร้อมชาร้อนสองถ้วย
เซิ่นอวี๋นั่งลงตรงข้าม รับถ้วยชา
ดวงตาของเขาไม่ร้องไห้ แต่มีบางสิ่งในนั้นที่ล้างออกแล้ว สะอาดขึ้น เบาขึ้น
"ข้าบอกเธอแล้ว" เขาพูดเบาๆ
"บอกอะไร"
"บอกว่าข้าหาความจริงเจอแล้ว ยังไม่ครบ แต่เจอแล้ว" เซิ่นอวี๋ดื่มชา "และบอกว่าข้าพบคนที่ข้าไม่รู้จะอธิบายให้เธอฟังว่าเป็นใคร"
หลิงซางมองหน้าเขา
"เธอคิดว่าอย่างไร"
เซิ่นอวี๋ยิ้ม รอยยิ้มที่ถึงตา รอยยิ้มที่หลิงซางชินแล้ว และรู้แล้วว่าจริงหรือไม่จริง
"เธอบอกว่า ถ้าทำให้เจ้าของรอยมือเย็นนั้นยิ้มได้บ้าง ก็นับว่าโชคดีมาก"
หลิงซางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"มือข้าไม่ได้เย็นตลอดเวลา" เขาพูด
"เย็นกว่าคนปกติอยู่ดี" เซิ่นอวี๋ยิ้ม
"และข้าไม่ได้ไม่ยิ้ม ข้าแค่ไม่ยิ้มบ่อย"
"รู้" เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา "แต่ตอนที่ยิ้ม มันคุ้มค่ากว่า"
หลิงซางจ้องหน้าเซิ่นอวี๋
และมุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย
เล็กมาก แทบมองไม่เห็น
แต่เซิ่นอวี๋เห็น
✨ รุ่งเช้าก่อนกลับและสิ่งที่ค้างไว้ ✨
เช้าวันสุดท้ายในเว่ยหยาง
ตัวหมิงมาส่งที่ประตูเมืองพร้อมกับข้อมูลเพิ่มเติมที่เครือข่ายของเขาหามาได้คืนก่อน ชื่อของคนกลางที่ใช้ลำเลียงตำรา เส้นทางที่ใช้ และ
"ขุนนางเว่ย เส้าหลิน กำลังจัดงานเลี้ยงใหญ่ที่ฉางอันในอีกสิบวัน" ตัวหมิงพูด "งานเลี้ยงที่เชิญขุนนางชั้นสูงหลายสิบคน"
เซิ่นอวี๋และหลิงซางมองหน้ากัน
"เขาจะใช้ถ้วยอีก" หลิงซางพูดเงียบๆ
"และครั้งนี้คงไม่ใช่แค่ทำให้ป่วย" เซิ่นอวี๋พูดต่อ
"สิบวัน" หลิงซางคำนวณ "ถ้าเราออกเดินทางวันนี้—"
"ถึงได้พอดี"
ตัวหมิงมองทั้งสองคน แล้วก็มองเซิ่นอวี๋โดยเฉพาะ
"ระวังตัวด้วย" เขาพูด เสียงที่ปกติแข็งๆ อ่อนลงเล็กน้อย "สิบปีที่ผ่านมา เว่ยหยางรอเจ้า ครั้งหน้าถ้ากลับมาอีก... ไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นก็ได้"
เซิ่นอวี๋มองตัวหมิง แล้วก็ทำสิ่งที่ตัวหมิงน่าจะไม่คาด เดินเข้าไปกอด สั้นๆ แต่จริงใจ
ตัวหมิงงงอยู่วินาทีหนึ่งก่อนจะกอดกลับ
"กลับมาเร็วๆ" ตัวหมิงบอก
"จะพยายาม"
พวกเขาออกจากเว่ยหยางเมื่อแดดขึ้นสูง
ผ่านประตูเมืองที่เซิ่นอวี๋หันหลังออกไปครั้งสุดท้ายด้วยสีหน้าที่แน่วแน่เมื่อสิบปีก่อน
ครั้งนี้เขาหัน
หันกลับมามองเมืองที่กำแพงหินสีเทาและประตูน้ำตาลแดงนั้นอีกครั้ง มองอยู่สักครู่
แล้วก็หันหน้ากลับมาในทิศทางที่ต้องไป
หลิงซางที่ขี่ม้าเคียงกันไม่พูดอะไร แต่สังเกตทุกอย่าง
"ดีขึ้นไหม" เขาถามหลังจากออกเดินทางได้สักพัก
เซิ่นอวี๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง คิดจริงๆ ไม่ใช่หาคำตอบสำเร็จรูป
"ดีขึ้น" เขาพูดในที่สุด เสียงเงียบแต่มั่นคง "ยังไม่เสร็จ แต่ดีขึ้น"
"นั่นก็พอแล้ว" หลิงซางพูด
ม้าทั้งสองตัวเดินคู่กันบนถนนหินที่นำกลับสู่ฉางอัน แสงเที่ยงวันส่องลงมาบนหิมะที่เหลืออยู่ตามข้างทาง ทำให้แต่ละก้อนเรืองแสงขาวจางๆ
เซิ่นอวี๋มองแสงนั้น
แล้วมองมือของหลิงซางที่จับบังเหียนอยู่ข้างๆ
"ท่านหมอ"
"อะไร"
"ข้าอยากถามสิ่งที่ไม่ได้ถามคืนที่แล้ว"
หลิงซางหันมามอง ไม่ขัด
"ฝันที่ท่านบอกว่าจบลงเมื่อพบข้า" เซิ่นอวี๋พูดช้าๆ "จบในแบบไหน"
หลิงซางมองออกไปข้างหน้า ถนนยาวที่นำกลับสู่ฉางอัน แสงและเงาสลับกันตามต้นไม้ข้างทาง
"จบในแบบที่รู้สึกว่า" เขาพูดเงียบๆ "ไม่ต้องมองหาอีกต่อไป"
เซิ่นอวี๋ฟัง
ไม่พูดอะไรอีกนาน
แต่ระยะห่างระหว่างม้าสองตัวที่เดินอยู่ด้วยกันนั้น ค่อยๆ แคบลงจนไหล่ของทั้งสองเกือบจะชนกัน
และไม่มีใครขยับออกไป
♥️"บรรทัดสุดท้ายของตำนาน ไม่มีใครเขียนลงไป แต่ทุกคนที่เคยฟังรู้ว่าบรรทัดนั้นเขียนว่าอะไร♥️
บรรทัดนั้นเขียนว่า 'เธอเยียวยาบาดแผลทั้งหมดในแผ่นดิน และมือของเขา คือที่เดียวที่เธอยินดีให้ใครสัมผัส
เธอให้แสงออกไปทั้งหมด และสิ่งเดียวที่เธอเก็บไว้ให้ตัวเองคือวิธีที่เขาเรียกชื่อของเธอ
เธอไม่รู้ว่าตัวเองสว่างแค่ไหน แต่จากดวงตาของเขา เธอเห็น
เขาไม่รู้ว่าตัวเองสำคัญแค่ไหน แต่จากวิธีที่เธอหาเขาทุกครั้งเขารู้สึกได้แล้ว
ตำนานจบลงแบบนั้น ไม่ใช่เพราะเรื่องจบแล้ว แต่เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ต้องการตอนจบ มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เสมอตั้งแต่แรก'"
♥️ "ในตำนานของเจ้าหญิงหิมะ มีคนถามว่า 'ผู้พิทักษ์ได้รับอะไรตอบแทน' คนนั้นบอกว่า 'ได้เธอ' 'แต่เธอเป็นเจ้าหญิงของผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก' 'เธอเป็นเจ้าหญิงของแผ่นดิน แต่จิตวิญญาณของเธอเป็นของข้า'" ♥️
..สุสาส์นราคะ...