เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
รัก,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยาย,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวาย,นิยายวายพีเรียด,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah)เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
....หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah) ...
°•. มายาน้ำค้างในม่านหมอก แด่เธอผู้เป็นที่รัก สุดแสน ประจักษ์ นับอนันต์. •°
เกริ่นนำ
เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา (ศิศิระ) ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ ฉางอันเมืองที่หมอกปกคลุมในรุ่งสาง
อู๋ หลิงซาง คือหมอที่คนทั้งเมืองพูดถึงด้วยความเคารพและหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน มือของเขารักษาได้ทุกโรค แต่ใจของเขาไม่รู้จักรับ เขาเติบโตมาในโลกที่หมอต้องแข็งแกร่ง ต้องให้โดยไม่ต้องการรับ ต้องรักษาโดยไม่ต้องการการรักษากลับ จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนเดินเข้ามาพร้อมบาดแผลที่รักษาไม่หายสักที
เย่ เซิ่นอวี๋ คือนักสืบลับที่ทุกคนเข้าใจผิดว่าเป็นโจร เขายิ้มให้โลกทั้งใบ แต่ไม่เคยยิ้มให้ตัวเอง เพราะรู้ดีว่าโลกนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีแค่หมอเย็นชาคนหนึ่งที่เห็นสิ่งที่แท้จริงอยู่ข้างใน และนั่นอันตรายกว่าดาบที่เขาพกติดตัวมาก
“หมอที่รักษาทุกอย่างได้ เว้นแต่หัวใจตัวเอง นักสืบที่รู้ทุกอย่างได้ เว้นแต่ว่าตัวเองก็คือคนสำคัญ
ชาแก้วหนึ่งในตอนเช้า สวนสมุนไพรที่ดูแลด้วยกัน บาดแผลที่กลับมาให้รักษาเสมอ และความเงียบที่รู้ว่าหมายถึงอะไร
บางครั้งความรักไม่ได้ดังก้อง มันแค่อยู่ที่นั่น ทุกวัน จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยที่ไม่รู้ตัว”
""สองวิญญาณ ทุกชาติร้อยสร้อยสายหนึ่ง ทุกชาติลูกปัดมีสีต่างกัน แต่วิธีร้อยเหมือนกัน คือทีละเม็ด ช้าๆ
รู้จักจังหวะของกันและกัน สร้อยนั้น คือกันและกันในทุกชาติ""
..สุสาส์นราคะ..
มีรายตอนทั้งหมด 61 ตอน (ติดเหรียญตอนที่22)
EBOOK [ [ (<พิเศษท้ายตอนทุกตอน>) ] ]: MEB/PINTO/DEKDEE (ลดราคา44% 07.07-09.09)
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTI2MDkwNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ1NTU2NiI7fQ
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
งานเลี้ยงที่ไม่มีแสงเทียนส่องถึงกัน และเกมส์ที่คนเล่นไม่รู้ว่าตัวเองเป็นหมาก หรือ เมื่อดอกไม้ในถ้วยพิษยังงามอยู่ จงระวังว่าความงามนั้นไว้ใจใครได้บ้าง
ว่ากันว่า "มีสิ่งหนึ่งที่น่ากลัวกว่าศัตรูที่ถือดาบ นั่นคือศัตรูที่ถือถ้วยชาและยิ้มให้เจ้า เพราะดาบนั้นเห็นได้ด้วยตา แต่พิษในถ้วยนั้น เห็นได้ก็ต่อเมื่อสายเกินแก้
แต่ถ้าเจ้าโชคดีพอ ที่จะมีคนยืนข้างๆ ที่รู้กลิ่นพิษก่อนใคร บางทีความงามของดอกไม้ก็ยังดูได้ โดยไม่ต้องดื่ม"
⚔ คืนก่อนงานเลี้ยง🌙
คืนก่อนงานเลี้ยงหนึ่งคืน
หลิงซางและเซิ่นอวี๋นั่งอยู่ในห้องทำงาน โต๊ะเต็มไปด้วยแผนการสุดท้าย แผนที่คฤหาสน์ตระกูลเว่ย เส้นทางออก ตำแหน่งที่ตัวหมิงส่งมาว่าจะมีคนของตระกูลเว่ยคอยอยู่ที่ไหนบ้าง
ชาร้อนสองถ้วย หมดลงสองรอบแล้ว
"สรุปแผน" เซิ่นอวี๋พูด "หลิงซางเข้าไปในงานเลี้ยงในฐานะแขกที่ได้รับเชิญ ข้าเข้าไปในฐานะผู้ช่วย เป้าหมายหลักคือพิสูจน์ว่าขุนนางเว่ยมีตำราที่ขโมยมา และมีหลักฐานการวางพิษ ไม่ใช่การเผชิญหน้าโดยตรง"
"หยูเฟยจะนำบิดาของเธอมาพบกับพยานที่เตรียมไว้" หลิงซางพูดต่อ "ตัวหมิงส่งคนมาช่วยอยู่แล้วสองคน"
"และถ้าแผนเสียไป" เซิ่นอวี๋พูด มองหน้าหลิงซางตรงๆ
"ก็แก้ปัญหาตามสถานการณ์" หลิงซางตอบ
"ท่านหมอพูดราวกับว่าง่ายมาก"
"ไม่ง่าย" หลิงซางมองกลับ "แต่ถ้าคิดล่วงหน้าทุกอย่างไม่ได้ก็ต้องเชื่อว่าในสถานการณ์นั้นจะหาทางได้"
"หรือเชื่อคนที่อยู่ข้างๆ" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ
หลิงซางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"หรือเชื่อคนที่อยู่ข้างๆ" เขาพูดซ้ำ ยืนยัน
ความเงียบสั้นๆ ที่ไม่ต้องการอะไรเพิ่ม
เซิ่นอวี๋มองลงที่โต๊ะ มองกระดาษที่เต็มไปด้วยแผนการ จากนั้นพูดสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับแผนการ—
"ถ้าพรุ่งนี้มีอะไรเกิดขึ้น..."
"อย่าพูดแบบนั้น" หลิงซางตัดบท เสียงไม่แข็ง แต่ชัดเจน
"ต้องพูดบ้าง ท่านหมอเป็นแพทย์ ท่านรู้ว่าบางครั้งต้องเตรียมใจ—"
"ข้าเป็นแพทย์" หลิงซางพูด "ข้ารู้ว่าต้องเตรียมใจสำหรับทุกผลลัพธ์ แต่ข้าก็รู้ว่าถ้าพูดถึงสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นก่อนที่มันจะเกิด บางครั้งมันทำให้ใจอ่อนในจังหวะที่ต้องการความแข็งแกร่ง"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา
"ท่านหมอกังวลไหม" เขาถาม
"ใช่" หลิงซางตอบตรงๆ ไม่ลังเล "แต่ข้าจัดการความกังวลด้วยการเตรียมตัวให้ดีที่สุด ไม่ใช่ด้วยการจินตนาการถึงสิ่งที่แย่ที่สุด"
"แล้วตอนนี้ท่านเตรียมตัวดีที่สุดหรือยัง"
"ยัง" หลิงซางพูดเงียบๆ
"ขาดอะไร"
หลิงซางมองหน้าเซิ่นอวี๋ ในแสงเทียนของห้องทำงาน ดวงตาสีเทาอมน้ำตาลของเขามีบางสิ่งที่ปกติไม่ค่อยปรากฏ ความอ่อนโยนที่ไม่ได้ถูกควบคุม
"ขาดการนอนหลับที่ดี" เขาพูด
เซิ่นอวี๋หัวเราะเบาๆ เสียงที่จริงและอบอุ่น
"เอาแบบนั้นก็ได้" เขาพูด ลุกขึ้น เก็บกระดาษบนโต๊ะ "งั้นนอนก่อน ทั้งสองคน"
"เซิ่นอวี๋"
ชื่อนั้นออกมาโดยไม่มีคำนำหน้า ครั้งแรกที่หลิงซางเรียกชื่อเขาตรงๆ โดยไม่มี "ท่าน"
เซิ่นอวี๋หยุด หันมา
"อะไร"
หลิงซางมองหน้าเขา ดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็เลือกพูดสิ่งที่สั้นกว่า
"ระวังตัวด้วย"
เซิ่นอวี๋มองหน้าหลิงซาง รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นนั้นเบาและชัดเจน
"ท่านหมอก็เช่นกัน"
🌸งานเลี้ยงที่ซ่อนพายุ🌸
คฤหาสน์ตระกูลเว่ย วันงานเลี้ยง ค่ำ
คฤหาสน์ตระกูลเว่ยในยามค่ำที่มีงานเลี้ยงนั้นสว่างไสวราวกับเศษชิ้นส่วนของดาวที่ใครบางคนนำลงมาวางไว้บนพื้นดิน โคมระย้าในโถงใหญ่ส่องแสงอบอุ่น ดอกไม้สดที่จัดไว้ตามจุดต่างๆ ส่งกลิ่นหวานบางๆ อาหารที่วางเรียงบนโต๊ะยาวดูน่ากินและดูเป็นงานศิลปะในเวลาเดียวกัน
แต่สำหรับหลิงซางที่ก้าวเข้ามาในโถงนั้น
ทุกอย่างที่สวยงามเป็นแค่พื้นหน้า
สายตาของเขาสอดส่ายดูรอบห้องอย่างละเอียด มองหาตำแหน่งของคนที่ตัวหมิงบอก มองหาทางออก มองหาสิ่งที่ผิดปกติ
เซิ่นอวี๋ตามหลังเขาหนึ่งก้าว บนใบหน้ามีรอยยิ้มแบบผู้ช่วยที่สุภาพและไม่สร้างความสนใจ แต่ดวงตาของเขาทำงานเต็มที่
เซิ่นอวี๋พึมพำในใจ "เข้าถ้ำเสือถึงจะได้ลูกเสือ"
ขุนนางเว่ย เส้าหลิน ยืนรับแขกที่ปลายห้อง
ชายวัยห้าสิบกว่าปีที่ดูแลตัวเองดี ผมที่มีหงอกเล็กน้อยที่ขมับทำให้ดูน่าเชื่อถือมากกว่าน่าระแวง รอยยิ้มที่ฝึกมาดีพอที่จะดูจริงใจจากระยะห่าง เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มลายมังกรทองที่บอกถานะโดยไม่ต้องพูด
เขาเห็นหลิงซางเดินเข้ามา
รอยยิ้มนั้นกว้างขึ้นเล็กน้อย
"ท่านหมออู๋" เขาพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ก้าวเข้ามาต้อนรับ "เชิญมาเลย ข้าดีใจที่ท่านมา"
"ขอบคุณที่เชิญ" หลิงซางตอบ น้ำเสียงปกติ ก้มศีรษะแสดงความเคารพ
"ผู้ช่วยของท่านก็มาด้วย" ขุนนางเว่ยมองเซิ่นอวี๋ มองนานกว่าที่ควรสำหรับการมองผู้ช่วย "เชิญทั้งสองท่านเลย"
เซิ่นอวี๋ก้มศีรษะสุภาพ รอยยิ้มนั้นสมบูรณ์แบบ
แต่ในใจ รู้สึกถึงบางอย่างในดวงตาของขุนนางเว่ยที่มองเขา สิ่งที่ไม่ใช่การมองผู้ช่วยทั่วไป
เขารู้ว่าข้าเป็นใคร
งานเลี้ยงดำเนินไปในจังหวะที่ปกติสำหรับทุกคนนอกจากสองคน
หลิงซางพูดคุยกับขุนนางคนอื่นๆ ด้วยความสุภาพที่ฝึกมาดีตั้งแต่เด็ก ตอบคำถามเรื่องการแพทย์ด้วยความรู้ที่ทุกคนเคารพ ดื่มชาจากถ้วยแก้วที่เสิร์ฟมา
ถ้วยแก้ว ไม่ใช่ถ้วยหยก
แต่ที่สุราองุ่นในโถสีแดงตรงกลางโต๊ะ
หลิงซางไม่ดื่ม
และเมื่อคนรับใช้เสิร์ฟสุรานั้นในถ้วยเงินให้เขา เขาถือไว้แต่ไม่นำเข้าปาก
เซิ่นอวี๋สังเกตเห็นว่าถ้วยของขุนนางเว่ยนั้นไม่มีสุราองุ่น มีแต่ชา
ชั่วยามแรกผ่านไป
เซิ่นอวี๋แยกตัวออกมาในจังหวะที่ดูเป็นธรรมชาติ ไปหยิบอาหารให้หลิงซาง ผ่านโต๊ะอาหาร ผ่านคนรับใช้ที่ยุ่งอยู่ เดินเข้าไปในส่วนด้านในของคฤหาสน์ราวกับหาห้องน้ำ
แต่แทนที่จะหยุดที่ห้องน้ำ
เขาเดินต่อไปตามแผนที่ที่ท่องจำไว้ในหัว
โถงกลาง เลี้ยวซ้าย บันไดขึ้นชั้นสอง ผ่านห้องที่สาม ห้องที่สี่คือ
ห้องทำงานส่วนตัวของขุนนางเว่ย
ประตูปิดแต่ไม่ล็อค
เซิ่นอวี๋เปิดเข้าไปในความมืด หยิบโคมเล็กๆ ที่ซุกไว้ในแขนเสื้อออกมา จุดขึ้น
ห้องทำงาน โต๊ะใหญ่ ชั้นหนังสือ ตู้กระดาษ
เขาเดินตรงไปที่ตู้ที่ตัวหมิงบอกว่าน่าจะเก็บของสำคัญ ตู้ไม้มะเกลือที่มีลายฉลุเป็นดอกเบญจมาศ
ล็อคด้วยกุญแจสองดอก
เซิ่นอวี๋ควักเครื่องมือออกมา
สองก้านธูป
ตู้เปิด
ข้างในมีกล่องหนังสองใบ เขาเปิดใบแรก กระดาษทางการ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ เปิดใบที่สอง—
ตำราสูตรพิษ ปกหนังสีน้ำตาล ตราประทับตระกูลอู๋ที่มุมล่างขวา
และข้างๆ ตำรา มีสิ่งที่ไม่ได้คาดว่าจะพบ
บันทึกส่วนตัวของขุนนางเว่ย เขียนด้วยลายมือละเอียด บันทึกชื่อของขุนนางที่วางแผนจะเป็นเหยื่อต่อไปในงานเลี้ยงครั้งนี้ รายการของในถ้วยหยกที่เตรียมไว้ และที่ทำให้เซิ่นอวี๋หยุดอ่าน
ชื่อของคนที่วางแผนจะจับเป็นตัวประกันในคืนนี้
อู๋ เจิ้งหยวน
บิดาของหลิงซาง
และถัดจากนั้น
อู๋หลิงซาง ต้องมีชีวิต ห้ามทำร้าย จนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ
เซิ่นอวี๋ปิดบันทึก หยิบทั้งสองสิ่งออกมา ซุกไว้ใต้เสื้อคลุม
ปิดตู้
หันออกมา
และเจอกับชายสองคนที่ยืนอยู่ที่ประตูห้อง
ไม่ใช่คนรับใช้
"เจ้ามาจากไหน" เซิ่นอวี๋ถาม น้ำเสียงราบเรียบราวกับถามเรื่องสภาพอากาศ
ชายคนหนึ่งหัวเราะ
"จากข้างหลัง" เขาพูด หยิบดาบขึ้น "ท่านขุนนางบอกให้เราดูแลแขกที่หลงทางเข้ามาในส่วนในของบ้าน"
"ขอบคุณที่เป็นห่วง" เซิ่นอวี๋พูด รอยยิ้มยังอยู่ "แต่ข้าหาทางออกเองได้"
มือขวาของเขาเลื่อนไปที่ด้ามดาบ หยินซา
ในทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสด้ามดาบ รอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้ายเรืองแสงขึ้น ไม่มาก แต่พอรู้สึกได้ ราวกับพลังบางอย่างที่หลับอยู่ตื่นขึ้น
ชายสองคนนั้นพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
ที่โถงงานเลี้ยงชั้นล่าง
หลิงซางที่กำลังพูดคุยอยู่กับขุนนางสูงอายุคนหนึ่งรู้สึกบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้
ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น แต่เป็นบางสิ่งที่เย็นลงในอก ราวกับส่วนหนึ่งของตัวเขารับรู้ว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้น
เขาขอโทษขุนนางที่กำลังคุยด้วย หันออกไปจากการสนทนาในท่าทางที่ดูเหมือนแค่ขอตัว
แต่ก้าวที่เดินนั้นตรงและชัดเจน
ไปทางบันไดชั้นสอง
เสียงดาบปะทะกันดังขึ้นในห้องทำงานแต่ไม่ดังพอที่จะทะลุผ่านประตูหนาลงไปถึงชั้นล่าง
เซิ่นอวี๋สู้กับชายสองคนในพื้นที่แคบที่ไม่เอื้อต่อการสู้แบบเปิด แต่เขาไม่ได้ต้องการพื้นที่กว้าง ดาบ หยินซา เคลื่อนไหวในแบบที่พอดีกับพื้นที่นั้นราวกับรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
ฟาดป้องกัน หมุน ดึงคนแรกเข้ามาโดยใช้โมเมนตัมของเขาเอง ล้มลง
คนที่สองฉลาดกว่า รอจังหวะ พุ่งเข้ามาในช่วงที่เซิ่นอวี๋หันหลัง
แต่ในจังหวะนั้น
ประตูห้องเปิดออก
ความเย็นแผ่เข้ามาก่อนคนเดียวกัน
ชายที่พุ่งเข้ามาหยุดกะทันหัน เท้าของเขาติดกับน้ำแข็งบางๆ ที่ก่อตัวบนพื้นไม้ในวินาทีเดียว เสียหลัก ล้มลง
หลิงซางเดินเข้ามาในห้อง มือข้างหนึ่งยังเรืองแสงจางๆ อยู่ สีหน้าเรียบ แต่ดวงตาสีเทาสแกนห้องอย่างรวดเร็ว
เซิ่นอวี๋หันมา
ทั้งสองมองหน้ากัน
"ช้าไปหน่อย" เซิ่นอวี๋พูด
"ข้าอยู่ชั้นล่าง" หลิงซางตอบ
"รู้ได้ยังไงว่าต้องขึ้นมา"
หลิงซางไม่ตอบทันที เดินเข้ามาตรวจดูสองชายที่ล้มอยู่ ไม่สาหัส แค่หมดสติ
"รู้สึกได้" เขาพูดในที่สุด เสียงเงียบ ราวกับพูดกับตัวเอง
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา
ไม่ถามว่าหมายความว่าอะไร
แต่รอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้ายของเขาเรืองขึ้นอีกครั้งในความมืด เบาๆ เหมือนจะยืนยันบางสิ่งที่ไม่มีคำพูดใดอธิบายได้พอ
💧เผชิญหน้าและการเปิดเผย💧
พวกเขาไม่มีเวลาหยุดพัก
หลิงซางหยิบสิ่งที่เซิ่นอวี๋เก็บมาจากตู้ ดูอย่างรวดเร็ว
"หลักฐานครบ" เขาพูด
"แต่ยังไม่พอ" เซิ่นอวี๋พูด "เราต้องให้เขายอมรับต่อหน้าพยาน ถ้าแค่นำหลักฐานไปให้ราชสำนักโดยไม่มีคำให้การ เขาอาจปฏิเสธได้ว่าถูกใส่ร้าย"
"งั้นก็ต้องทำให้เขาพูด"
"ในงานเลี้ยงที่มีขุนนางสิบกว่าคนเป็นพยาน" เซิ่นอวี๋พูด "ใช่"
ทั้งสองออกจากห้องทำงาน กลับลงมาชั้นล่างในจังหวะที่ดูเหมือนกลับมาจากเดินเที่ยวชมบ้าน
แต่ครั้งนี้
ซ่งหยูเฟยยืนรออยู่ที่บันไดพร้อมกับบิดาของเธอ ในดวงตาของเธอมีความพร้อมที่เย็นและแน่วแน่
"มาถึงแล้ว" เธอพูดเบาๆ "พยานอีกสามคนอยู่ในห้องรับแขกด้านใน รอคำสัญญาณ"
"สัญญาณอะไร" หลิงซางถาม
"เสียงแก้วแตก" เซิ่นอวี๋พูดก่อนหยูเฟยจะพูด "ข้ากำหนดไว้กับตัวหมิง"
หยูเฟยพยักหน้า
บิดาของเธอ ซ่ง เจิ้งชุน ชายวัยหกสิบที่ดูซีดลงจากความกังวลหลายเดือน ยืนอยู่ข้างหลังลูกสาวด้วยหน้าตาของคนที่รู้ว่าวันนี้จะเปลี่ยนชีวิตเขาไม่ว่าจะไปทิศทางไหน
"พร้อมไหม" เซิ่นอวี๋ถามเขาตรงๆ
ชายชราสูดลมหายใจเข้า
"พร้อม"
พวกเขาเดินกลับเข้าไปในโถงงานเลี้ยง ห้าคน ในจังหวะที่ขุนนางเว่ยกำลังยืนพูดอยู่กลางห้อง เสียงของเขาดังพอที่ทุกคนได้ยิน
และเมื่อเขาเห็นหลิงซาง
รอยยิ้มที่ขอบปากนั้นกว้างขึ้น ราวกับเตรียมรับแขกที่รอมานาน
"ท่านหมออู๋" เขาพูดดังพอที่ทุกคนในห้องได้ยิน "ข้าต้องการพูดคุยกับท่านเป็นส่วนตัวสักครู่"
"ไม่จำเป็น" หลิงซางตอบ เสียงดังเท่ากัน "สิ่งที่ท่านต้องการพูดกับข้า คงเหมาะสมที่จะพูดต่อหน้าทุกคนในห้องนี้"
ขุนนางเว่ยชะลอลง
ห้องเงียบลงเล็กน้อย
"ท่านพูดอะไรอยู่" เขาถาม น้ำเสียงยังอบอุ่นแต่มีขอบที่แหลมขึ้น
เซิ่นอวี๋ก้าวออกมาข้างๆ หลิงซาง หยิบตำราออกมาจากใต้เสื้อคลุม ยกขึ้นให้ทุกคนเห็น
"นี่คือตำราสูตรพิษโบราณของตระกูลอู๋" เขาพูด เสียงชัดเจนและมั่นคง "ที่ถูกขโมยออกจากสำนักวิชาแพทย์กลางเหนือที่เว่ยหยาง และที่ข้าพบอยู่ในตู้ส่วนตัวของท่านขุนนางในคืนนี้"
เสียงกระซิบดังขึ้นในห้อง
"นั่นเป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรง" ขุนนางเว่ยพูด เสียงเย็นลง
"ข้ายังมีอีก" เซิ่นอวี๋หยิบบันทึกส่วนตัวออกมา "บันทึกของท่านเองที่ระบุชื่อเหยื่อที่วางแผนจะวางพิษในคืนนี้ รายการถ้วยที่เตรียมไว้ และแผนการที่จะจับท่านหมออาวุโสอู๋ เจิ้งหยวนเป็นตัวประกัน"
ห้องเงียบสนิท
จากนั้น
ซ่ง เจิ้งชุนก้าวออกมา
"ข้ายืนยันว่าถ้วยหยกที่ข้าใช้ในงานเลี้ยงมาจากท่านขุนนางเว่ย" เขาพูด เสียงสั่นเล็กน้อยแต่ชัดเจน "ข้าได้รับมาโดยไม่รู้ว่ามีพิษ และข้าพร้อมให้การต่อหน้าราชสำนัก"
ขุนนางเว่ยมองทุกคนในห้อง มองพยานสามคนที่หยูเฟยเตรียมมา มองขุนนางคนอื่นๆ ที่กำลังเริ่มถอยห่างออกจากเขา
ในดวงตาสีเข้มนั้น ความเย็นชาแทนที่รอยยิ้ม
"ท่านคิดว่าท่านชนะหรือ" เขาพูดเบาๆ ถามตรงที่หลิงซาง
"ข้าไม่ได้มาเพื่อชนะ" หลิงซางตอบเสียงเดิม "ข้ามาเพื่อหยุด"
"หยุดสิ่งที่ดำเนินมาหลายชั่วอายุคน?" ขุนนางเว่ยหัวเราะเบาๆ "ท่านคิดว่าเรื่องนี้จบที่นี่หรือ"
"จบในคืนนี้" เซิ่นอวี๋พูดขึ้น เดินเข้ามายืนข้างหลิงซาง เสียงของเขาเงียบแต่มีน้ำหนักที่ห้องได้ยินทั่วกัน "และถ้ายังมีครั้งต่อไป เราก็จะหยุดครั้งนั้นด้วย"
ขุนนางเว่ยมองเซิ่นอวี๋
ในดวงตานั้นมีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อมองเขา ไม่ใช่กลัว แต่เป็นบางสิ่งที่ลึกกว่า บางสิ่งที่ดูเหมือนการจดจำ
"วิญญาณเก่า" ขุนนางเว่ยพูดเบาๆ "ยังวนอยู่"
แล้วเขาก็หันออกไป
แต่ไม่ทันที่จะก้าวอีกก้าว เสียงแก้วแตกดังขึ้นจากมุมห้อง
สัญญาณที่ตัวหมิงรอ
ประตูด้านข้างของโถงเปิดออก คนสี่คนในชุดที่บ่งบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ราชสำนักเดินเข้ามา นำโดยชายที่หลิงซางจำหน้าได้
คนที่หยูเฟยเตรียมไว้ ผู้ช่วยราชสำนักที่รับจดหมายร้องเรียนจากสองขุนนางที่ป่วยเป็นเดือน
งานเลี้ยงของขุนนางเว่ยในคืนนั้น
จบลงในแบบที่เขาไม่ได้วางแผนไว้
✨หลังพายุสงบ✨
ดึกคืนนั้น
คฤหาสน์ตระกูลเว่ยถูกปิดล้อมด้วยเจ้าหน้าที่ราชสำนัก ขุนนางเว่ย เส้าหลินถูกนำตัวออกไป ยังคงมีรอยยิ้มที่มุมปากอยู่ รอยยิ้มที่ทำให้หลิงซางรู้ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยคืนนี้มันหยุดได้
แขกในงานเลี้ยงสลายตัวออกไปในความวุ่นวาย ซ่งเจิ้งชุนถูกนำตัวไปให้การกับเจ้าหน้าที่ หยูเฟยเดินเคียงข้างบิดา ใบหน้าของเธอมีทั้งความเหนื่อยและความโล่งใจ
ก่อนที่เธอจะออกไป เธอหยุดหน้าหลิงซาง
"คืนนี้จบได้เพราะท่านและท่านเซิ่น" เธอพูด
"คืนนี้จบได้เพราะท่านกล้าพูดความจริง" หลิงซางตอบ
หยูเฟยพยักหน้า มองเซิ่นอวี๋สักครู่
"ดูแลท่านหมออู๋ด้วยนะ" เธอพูด เสียงมีรอยยิ้มซ่อนอยู่ "เขาไม่ค่อยดูแลตัวเอง"
เซิ่นอวี๋ยิ้มกลับ "รู้แล้ว"
ลานหน้าคฤหาสน์เงียบลงเมื่อทุกคนออกไปแล้ว
หลิงซางและเซิ่นอวี๋ยืนอยู่ในลานนั้น อากาศหนาวของคืนฤดูหนาวเย็นจัด ลมพัดอ่อนๆ นำกลิ่นหิมะที่ยังอยู่ตามมุมอาคารลอยมา
ดาวเต็มฟ้า เมืองหลวงในยามดึกเงียบกว่าที่ควร ราวกับรู้ว่าคืนนี้มีบางสิ่งเสร็จสมบูรณ์
"เจ็บไหม" หลิงซางถามโดยไม่มองเซิ่นอวี๋ มองออกไปที่ท้องฟ้าแทน
"นิดหน่อย" เซิ่นอวี๋ตอบ "แขนซ้ายตึงหน่อยจากการสู้ในห้องแคบ"
"ข้าดูให้เมื่อกลับถึงโรงหมอ"
"ไม่จำเป็น—"
"ข้าดูให้" หลิงซางพูดซ้ำ เสียงเดิม ไม่เพิ่ม ไม่ลด
เซิ่นอวี๋หยุดเถียง
ทั้งสองยืนอยู่ในความเงียบสักครู่
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดขึ้น
"อะไร"
"คืนนี้ ตอนที่ท่านขึ้นมาชั้นสอง" เขาพูดช้าๆ "ท่านบอกว่ารู้สึกได้ ว่ารู้ว่าต้องขึ้นมา"
"ใช่"
"มันรู้สึกแบบไหน"
หลิงซางนิ่งอยู่นาน ราวกับกำลังหาคำที่ถูกต้อง
"รู้สึกราวกับว่า..." เขาพูดช้าๆ "มีอะไรบางอย่างในอกที่บอกว่าไปเถิด ไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่สัญชาตญาณแพทย์ แต่เป็นบางสิ่งที่ลึกกว่านั้น บางสิ่งที่รู้ทิศทางโดยไม่ต้องคิด"
เซิ่นอวี๋ฟัง
"ข้ารู้สึกแบบนั้นเกี่ยวกับท่านหมอมาตั้งแต่วันแรกที่พบกัน" เขาพูด เสียงเบาที่สุด "บางสิ่งที่รู้ทิศทางโดยไม่ต้องคิด"
ลมพัดผ่านระหว่างสองคน
หลิงซางหันมามองเซิ่นอวี๋
ในแสงดาวที่ไม่มีโคมระย้าบดบัง ใบหน้าของทั้งสองคนชัดเจนและเรียบง่ายกว่าในทุกที่ที่ผ่านมา
"เซิ่นอวี๋"
"อะไร"
"มีสิ่งที่ข้าอยากพูดมาสักพักแล้ว" หลิงซางพูด เสียงที่ปกติเรียบราบมีบางอย่างที่ไม่เรียบอยู่ข้างใน ราวกับน้ำนิ่งที่มีกระแสใต้พื้นผิว
"พูดได้"
"ข้าไม่ค่อยพูดสิ่งที่ไม่แน่ใจ" หลิงซางพูด "แต่ครั้งนี้ข้าแน่ใจพอที่จะพูด ถึงแม้ว่าเวลาอาจยังไม่ถูกต้อง"
"เวลาไหนจะถูกต้องสำหรับสิ่งที่แน่ใจแล้ว" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ
หลิงซางมองหน้าเขา มองนานพอที่จะเห็นทุกอย่างที่เขาต้องการเห็น
"ตั้งแต่คืนที่เจ้าถูกหามมาที่โรงหมอ" เขาพูดช้าๆ ทุกคำชัดเจน "มีบางสิ่งที่ข้าไม่เคยรู้สึกมาก่อนเกิดขึ้น และในทุกวันที่ผ่านมาตั้งแต่นั้น มันไม่ได้หายไป มันเพิ่มขึ้น"
ความเงียบ
"ข้าไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร" หลิงซางพูดต่อ "ข้าเป็นหมอ ข้าเรียกทุกอย่างด้วยชื่อที่ถูกต้อง แต่สิ่งนี้—"
"บางทีสิ่งบางอย่างก็มีชื่ออยู่แล้ว" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ ก้าวเข้ามาใกล้กว่าเดิมหนึ่งก้าว "ท่านหมอแค่ไม่ต้องการใช้ชื่อนั้นเพราะมันฟังดูใหญ่เกินไป"
"ใหญ่แค่ไหน"
"ใหญ่แบบที่ถ้าพูดออกมาแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยน"
หลิงซางมองหน้าเซิ่นอวี๋
"ข้าไม่กลัวการเปลี่ยน" เขาพูด ประโยคที่สั้นที่สุดที่พูดมาในคืนนั้น
เซิ่นอวี๋หยุดนิ่ง
จากนั้นก็ยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ใช่หน้ากาก ไม่ใช่เครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งที่ฝึกมา แต่เป็นสิ่งที่ออกมาจากข้างใน จากที่ที่เขาไม่ให้ใครเข้าถึงบ่อยนัก
มือของเขายกขึ้น ช้าๆ และวางลงบนมือของหลิงซางที่อยู่ข้างตัว
ไม่กุมมือ ไม่กด เพียงแค่วางทับไว้
"ข้าก็ไม่กลัวเช่นกัน" เขาพูดเงียบๆ
ลมที่พัดผ่านในคืนนั้นเย็น แต่ระหว่างสองคนที่ยืนอยู่ในลานกว้างของคฤหาสน์ที่เพิ่งผ่านพายุไป อุ่นกว่า
♥️น้ำค้างที่รู้ว่าตัวเองละลายแล้ว "มีสองสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในคืนหลังพายุ ♥️
หนึ่ง หิมะที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ทั้งคืน เมื่อลมสงบและอากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย มันก็หล่นลงพื้น ไม่ใช่เพราะมันอ่อนแอลง แต่เพราะมันไม่ต้องเกาะอยู่คนเดียวอีกต่อไป
สอง ดาวที่เคยสว่างคนละดวง ในคืนที่ไม่มีเมฆบดบัง จึงได้เห็นว่าแสงของตัวเองนั้น สว่างขึ้นเมื่ออยู่ใกล้กัน
ทั้งสองสิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันโดยบังเอิญ มันเกิดขึ้นเพราะคืนนั้น โลกพร้อมแล้วที่จะเห็น"
♥️"จับมือเจ้า แก่เฒ่าไปด้วยกัน นี่ไม่ใช่คำสาบาน แต่เป็นที่ที่หัวใจกลับบ้าน" ♥️
..สุสาส์นราคะ...