เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
รัก,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยาย,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวาย,นิยายวายพีเรียด,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah)เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
....หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah) ...
°•. มายาน้ำค้างในม่านหมอก แด่เธอผู้เป็นที่รัก สุดแสน ประจักษ์ นับอนันต์. •°
เกริ่นนำ
เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา (ศิศิระ) ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ ฉางอันเมืองที่หมอกปกคลุมในรุ่งสาง
อู๋ หลิงซาง คือหมอที่คนทั้งเมืองพูดถึงด้วยความเคารพและหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน มือของเขารักษาได้ทุกโรค แต่ใจของเขาไม่รู้จักรับ เขาเติบโตมาในโลกที่หมอต้องแข็งแกร่ง ต้องให้โดยไม่ต้องการรับ ต้องรักษาโดยไม่ต้องการการรักษากลับ จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนเดินเข้ามาพร้อมบาดแผลที่รักษาไม่หายสักที
เย่ เซิ่นอวี๋ คือนักสืบลับที่ทุกคนเข้าใจผิดว่าเป็นโจร เขายิ้มให้โลกทั้งใบ แต่ไม่เคยยิ้มให้ตัวเอง เพราะรู้ดีว่าโลกนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีแค่หมอเย็นชาคนหนึ่งที่เห็นสิ่งที่แท้จริงอยู่ข้างใน และนั่นอันตรายกว่าดาบที่เขาพกติดตัวมาก
“หมอที่รักษาทุกอย่างได้ เว้นแต่หัวใจตัวเอง นักสืบที่รู้ทุกอย่างได้ เว้นแต่ว่าตัวเองก็คือคนสำคัญ
ชาแก้วหนึ่งในตอนเช้า สวนสมุนไพรที่ดูแลด้วยกัน บาดแผลที่กลับมาให้รักษาเสมอ และความเงียบที่รู้ว่าหมายถึงอะไร
บางครั้งความรักไม่ได้ดังก้อง มันแค่อยู่ที่นั่น ทุกวัน จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยที่ไม่รู้ตัว”
""สองวิญญาณ ทุกชาติร้อยสร้อยสายหนึ่ง ทุกชาติลูกปัดมีสีต่างกัน แต่วิธีร้อยเหมือนกัน คือทีละเม็ด ช้าๆ
รู้จักจังหวะของกันและกัน สร้อยนั้น คือกันและกันในทุกชาติ""
..สุสาส์นราคะ..
มีรายตอนทั้งหมด 61 ตอน (ติดเหรียญตอนที่22)
EBOOK [ [ (<พิเศษท้ายตอนทุกตอน>) ] ]: MEB/PINTO/DEKDEE (ลดราคา44% 07.07-09.09)
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTI2MDkwNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ1NTU2NiI7fQ
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
“หมู่บ้านในม่านหมอก ที่คนเป็นและคนตายแตกต่างกันแค่ที่อุณหภูมิ เมื่อหมอกหนาพอ แสงสว่างก็แยกแยะระหว่างคนเป็นและคนตายไม่ออก”
ว่ากันว่า "ความรักมีราคา คนส่วนใหญ่รู้ แต่คนส่วนใหญ่คิดว่าราคานั้นคือเวลา คือพลังงาน คือการประนีประนอม
ไม่มีใครบอกพวกเขาว่า ราคาที่แพงที่สุด คือทุกวันหลังจากที่คนนั้นจากไป ที่ยังต้องมีชีวิตต่อ
การมีชีวิตยากกว่าการตาย ไม่ใช่เพราะการมีชีวิตทุกข์ แต่เพราะการมีชีวิตต้องจำ จำความรู้สึกที่คนนั้นอยู่ แล้วก็เดินเข้าสู่วันที่ไม่มีความรู้สึกนั้นต่อไป
นั่นคือราคาแท้จริงของความรัก ไม่มีใครพูด แต่ทุกคนที่เคยรักรู้"
☽ อารัมภบท สิ่งที่เดินทางนำมา ☽
เส้นทางจากฉางอันสู่ภาคตะวันตกนั้นยาวกว่าที่แผนที่แสดง
ไม่ใช่เพราะระยะทาง แต่เพราะธรรมชาติของดินแดนนั้น ภูเขาซ้อนกันเป็นชั้นๆ ราวกับใครบางคนพับแผ่นดินทับกันโดยไม่ระวัง หุบเขาแคบที่แสงแดดลงมาถึงก้นได้แค่เที่ยงวัน ลำธารที่ไหลผิดทิศผิดทางจากที่คาด
และหมอก
หมอกที่นี่ไม่เหมือนหมอกในหมู่บ้านหมอกที่พวกเขาเคยเผชิญ มันไม่หนา ไม่ลึกลับ เพียงแต่ลอยอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าอากาศในที่นี้ไม่แน่ใจว่าควรจะชัดเจนหรือไม่
อู๋หลิงซางสังเกตสิ่งเหล่านี้ระหว่างทาง จดบันทึกในสมุดขนาดเล็กที่ผูกไว้กับอานม้า ลมหายใจ อุณหภูมิ ลักษณะของพืชพรรณ
เย่เซิ่นอวี๋สังเกตสิ่งที่ต่างออกไปคนที่พวกเขาพบตามทาง ท่าทางของคนเลี้ยงแกะที่หยุดดูพวกเขาแล้วรีบเดินหนี รอยทางที่เบี่ยงหลีกแทนที่จะตัดตรง กลิ่นสมุนไพรบางชนิดที่ไม่ควรมีในที่นี้แต่มี
หยูหลานสังเกตทั้งสองคน และสังเกตว่าตลอดสี่วันที่เดินทาง เมื่อพวกเขาขี่ม้าเคียงกัน ระยะห่างระหว่างสองคนนั้นค่อยๆ แคบลงทีละน้อย จนถึงวันที่สี่ที่ม้าสองตัวเดินชิดกันจนขาเกือบจะแตะกัน และทั้งสองก็ไม่แยกออกจากกัน
เธอไม่พูดอะไร เก็บข้อสังเกตนี้ไว้กับตัวเองพร้อมกับรอยยิ้มเบาๆ ที่ไม่ได้ซ่อน
☁ หมู่บ้านที่ไม่มีในแผนที่ ☁
หมู่บ้านจื้อฉวน วันที่ห้าของการเดินทาง บ่าย
หมู่บ้านจื้อฉวนปรากฏขึ้นหลังโค้งของเขาลูกเล็กในแบบที่ทำให้รู้สึกว่ามันซ่อนตัวอยู่ไม่ใช่เพราะตั้งใจ แต่เพราะมันไม่ต้องการให้ใครพบ
บ้านสิบแปดหลัง บ่อน้ำตรงกลาง ต้นกระถินยักษ์สี่ต้นที่กางกิ่งก้านปกคลุมลานกว้างอย่างที่ต้องปลูกมาหลายสิบปี ทุ่งนาด้านหลังที่ยังมีข้าวเขียวอยู่แต่ดูเหมือนไม่มีใครมาดูแล
และความเงียบ
ไม่ใช่ความเงียบแบบหมู่บ้านหมอก ความเงียบที่นั่นเป็นความเงียบที่ตั้งใจ ที่นี่เงียบในแบบที่บอกว่า คนยังอยู่ แต่ไม่มีแรงจะส่งเสียง
"มีคนที่นี่" เซิ่นอวี๋พูดเบา รอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้ายเรืองขึ้นจางๆ ไม่ใช่แดงเหมือนตอนมีอันตราย แต่เป็นสีเงินอ่อนๆ ที่บอกว่ามีพลังงานผิดปกติในพื้นที่
"แต่ไม่ออกมา" หลิงซางพูด มองรอบๆ หมู่บ้าน
"รู้สึกถึงอะไรไหม" เซิ่นอวี๋ถาม
หลิงซางวางมือบนกุ้ยหยูดอกหิมะ ปล่อยให้พลังออกมาเบาๆ เพื่อสำรวจ
"มีชีวิต" เขาพูด "หลายชีวิต แต่..." เขาหยุด "บางชีวิตรู้สึกเหนื่อยมาก ราวกับแบกอะไรบางสิ่งที่หนักเกินไปมานาน"
"โรค?" หยูหลานถาม
"ไม่ใช่โรคธรรมดา" หลิงซางพูด "ข้าต้องดูใกล้ๆ"
พวกเขาขับม้าเข้าไปในลานกว้าง
ประตูบ้านหลังแรกเปิดออก
ชายวัยกลางคนที่ใบหน้าดูเหนื่อยล้ามากกว่าอายุจริงยืนอยู่ที่กรอบประตู มองพวกเขาด้วยสายตาที่ไม่แสดงความประหลาดใจ เหมือนรู้มาก่อนแล้วว่าจะมีแขก
"มาถึงแล้ว" เขาพูด เสียงแห้งและเบา
"ท่านส่งจดหมายมาที่ฉางอัน?" หลิงซางถาม
"ไม่ใช่ข้า" ชายนั้นส่ายหัว "แต่ข้ารู้ว่าจะมีคนมา ฝันเห็น"
เซิ่นอวี๋มองหน้าหลิงซาง สื่อสารด้วยสายตาว่า น่าสนใจ
"ข้าชื่อเว่ย ซงเหนียน" ชายนั้นพูด "เชิญเข้ามา ข้าจะเล่าให้ฟัง"
บ้านของเว่ย ซงเหนียนสะอาดแต่ดูเหมือนไม่มีใครอยู่มานาน โต๊ะที่มีถ้วยชาวางไว้แล้วสี่ใบ ราวกับรู้ว่าจะมีแขกสามคน
"ภรรยาของท่าน?" หยูหลานถามอย่างระมัดระวัง มองถ้วยชาสี่ใบ
"จากไปหกเดือนก่อน" เว่ย ซงเหนียนพูด เสียงที่ไม่ร้องไห้ แต่ก็ไม่สงบ "แต่ยังอยู่ที่นี่"
ความเงียบ
"อธิบายให้ฟังได้ไหม" หลิงซางถาม เสียงนุ่มกว่าปกติในแบบที่เขาใช้กับคนไข้ที่เพิ่งสูญเสียบางสิ่ง
เว่ย ซงเหนียนก้มหน้า มือสองข้างกำถ้วยชา
"หกเดือนก่อน หมู่บ้านนี้มีโรคระบาด" เขาเริ่มเล่า "ไม่รุนแรงนัก ไข้ ปวดหัว ส่วนใหญ่หายในสามสี่วัน แต่มีสามคนที่ไม่หาย พวกเขาอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็..."
"จากไป"
"จากไป" เขาพูดซ้ำ เสียงที่พิสูจน์ว่าคำนี้ยังเจ็บอยู่ "แต่หลังจากนั้น ผู้ที่รักพวกเขาเริ่มป่วยด้วยอาการแปลก ไม่ใช่ไข้ ไม่ใช่ปวด แต่เป็นความ...ลืม"
"ลืมอะไร" เซิ่นอวี๋ถาม
"ลืมเวลา" เว่ย ซงเหนียนพูด "ลืมว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ ลืมว่าผ่านมากี่เดือนแล้ว บางคนตื่นขึ้นมาคิดว่าวันที่คนที่รักยังมีชีวิตอยู่ ทำทุกอย่างราวกับว่าคนนั้นยังอยู ทำอาหาร เตรียมเสื้อผ้า รอคนกลับบ้าน"
"และสามคนที่ตายในช่วงเดือนที่ผ่านมา" หลิงซางพูด "คือคนที่ป่วยแบบนี้"
เว่ย ซงเหนียนพยักหน้าช้าๆ
"พวกเขาไม่กิน ไม่นอน ไม่ดูแลตัวเอง เพราะพวกเขาคิดว่าเวลายังไม่ผ่านไปถึงวันนั้น คิดว่าคนที่รักยังอยู่ คนที่ตายไปก่อนแล้วในเดือนที่แล้ว ตอนนี้ร่างกายของเขาตายตามไปด้วย" เขาหยุด
"ข้าก็เริ่มรู้สึกแบบนั้นแล้ว บางเช้าตื่นขึ้นมาและได้ยินเสียงภรรยาในครัว ได้กลิ่นที่เธอทำอาหาร และข้าก็ลืม ลืมว่า
“เธอไม่ได้อยู่แล้ว"
เขายกถ้วยชาที่สี่ขึ้นมา
"ข้าวางถ้วยนี้ไว้ทุกเช้า" เขาพูดเงียบมาก "เพราะมือข้ามันหยิบออกมาก่อนที่หัวจะทันคิด"
🌿โรคที่ไม่มีในตำรา🌿
หลิงซางขอพบคนป่วยในหมู่บ้าน
มีห้าคนที่มีอาการหนัก ลืมเวลา ลืมว่าคนที่รักจากไปแล้ว ใช้ชีวิตในวันที่ค้างไว้ในความทรงจำ
เขาตรวจทีละคนอย่างละเอียด ในขณะที่เซิ่นอวี๋และหยูหลานคุยกับคนในหมู่บ้านที่ยังปกติดีเพื่อเก็บข้อมูล
คนแรก ชายชราที่นั่งอยู่หน้าบ้าน ถือเสื้อผ้าสีแดงไว้ในอก พูดถึงลูกชายที่จากไปสามเดือนก่อนในแบบที่บอกว่าลูกแค่ไปตลาดและจะกลับมาเย็น
คนที่สอง หญิงวัยกลางคนที่กำลังทำขนมที่สามีชอบ ปฏิเสธว่าสามีตายโดยสิ้นเชิง บอกว่าเขาแค่ไปธุระและยังไม่กลับมา
คนที่สาม คนที่สี่ คนที่ห้า แตกต่างกันในรายละเอียดแต่เหมือนกันในแก่นแท้ พวกเขาทั้งหมดติดอยู่ในวันที่สูญเสีย ไม่ยอมให้เวลาเดินต่อ
หลิงซางกลับมาหาเซิ่นอวี๋ที่บ่อน้ำกลางหมู่บ้าน
ในมือเซิ่นอวี๋มีสมุดที่จดบันทึกไว้ หน้าแรกๆ เป็นข้อมูลจากคนในหมู่บ้าน
"หมู่บ้านนี้มีคนสี่สิบสองคน" เซิ่นอวี๋รายงาน "สามคนตายในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ห้าคนมีอาการหนัก ที่เหลืออีกกว่าสิบคนเริ่มมีอาการเล็กน้อย"
"ข้าตรวจแล้ว" หลิงซางพูด นั่งลงที่ขอบบ่อน้ำ เซิ่นอวี๋นั่งลงข้างๆ "ร่างกายของพวกเขาปกติ ไม่มีพิษ ไม่มีโรค ไม่มีสิ่งแปลกปลอม"
"แต่จิตใจ" เซิ่นอวี๋พูดต่อ
"จิตใจมีบางสิ่งที่ข้าไม่เคยเห็น" หลิงซางพูด เสียงที่คนรู้จักเขาดีจะรู้ว่ากำลังตั้งใจเลือกคำอย่างระมัดระวัง "เหมือนกับว่ามีรอยในจิตใจของพวกเขา รอยที่เวลาทิ้งไว้ แต่รอยนั้นถูกดึงกลับ ราวกับมีอะไรบางสิ่งดึงเวลาของพวกเขาย้อนกลับไปที่จุดที่เจ็บปวดที่สุด"
"ดึงย้อนกลับ" เซิ่นอวี๋พูดซ้ำ "หมายความว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเอง มีตัวกระทำ"
"ข้าก็คิดแบบนั้น" หลิงซางพูด "แต่ข้าไม่รู้ว่าตัวกระทำนั้นคืออะไร มันไม่ใช่อสูรแบบที่เราเผชิญมาก่อน มันเบากว่า เล็กกว่า แต่ก็เป็นระบบมากกว่า ราวกับว่ามีใครออกแบบมันขึ้น"
"มีใครออกแบบ" หยูหลานพูดขึ้น เดินเข้ามาจากทิศที่เธอแยกไปเก็บข้อมูล "ข้าได้ยินเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ"
ทั้งสองหันมามอง
"สองเดือนก่อน ก่อนที่โรคระบาดจะเริ่ม" หยูหลานพูด "มีพระจรที่ผ่านมาพักในหมู่บ้านนี้หนึ่งคืน ทำพิธีบูชาให้คนที่เสียชีวิตก่อนหน้านั้นในหมู่บ้าน บอกว่าช่วยให้วิญญาณไปได้สงบ"
"แต่" เซิ่นอวี๋พูดต่อ ในน้ำเสียงของคนที่รู้ว่าต้องมี 'แต่'
"แต่หลังจากนั้นไม่นาน โรคก็เริ่ม" หยูหลานพูด "และพระจรนั้นไม่ได้แค่ผ่านมาโดยบังเอิญ เขาถามถามทุกคนในหมู่บ้านเรื่องคนที่เสียไป ถามอย่างละเอียด ว่าจากไปอย่างไร ใครเสียใจมากที่สุด ใครยังลืมไม่ได้"
หลิงซางนิ่ง
"เขาเก็บข้อมูลสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในหมู่บ้านนี้" เซิ่นอวี๋พูด เสียงเย็นลงอย่างมีนัยสำคัญ "แล้วใช้มันทำอะไรบางอย่าง"
"พระจรนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร" หลิงซางถามหยูหลาน
"ชายอายุห้าสิบกว่า ตาขุ่น ยิ้มเก่ง" หยูหลานพูด
ทั้งสองคนมองหน้ากัน
หลิงซางคิดในใจ
"คนเก่ากลับมาอีกแล้ว"
🌊ไอ้พระจรและร่องรอยในดิน🌊
เซิ่นอวี๋หายตัวออกไปสำรวจหมู่บ้านคนเดียวเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม
เมื่อกลับมา ใบหน้าของเขาแสดงสิ่งที่หลิงซางเรียนรู้ว่าหมายถึงอะไร ไม่ใช่รอยยิ้ม ไม่ใช่ท่าทางเป็นกันเองที่ใช้กับโลก แต่เป็นท่าทางที่เรียบและตรงที่เขาใช้เมื่อพบบางสิ่งที่สำคัญ
"ตามข้ามา" เขาบอกหลิงซาง
พวกเขาเดินไปยังขอบหมู่บ้านด้านตะวันออก ที่มีต้นไม้เล็กๆ ขึ้นบังอยู่และดินที่ดูแตกต่างจากดินรอบๆ เล็กน้อย สีเข้มกว่า ชื้นกว่าในแบบที่ไม่ใช่เพราะน้ำ
เซิ่นอวี๋คุกเข่าลง ชี้ที่พื้น
หลิงซางก้มลงดู
ในดินนั้นมีรูปแบบที่ไม่ใช่รอยเท้า ไม่ใช่รอยสัตว์ แต่เป็นลวดลายที่วาดด้วยบางสิ่ง ซับซ้อน เป็นระบบ และถ้ามองในมุมที่ถูกต้องจะเห็นว่ามันแผ่ออกไปครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมู่บ้าน
หลิงซางพูดออกมาโดยไม่ตั้งใจ
"ท่านหมอรู้จักมัน" เซิ่นอวี๋พูด
"รู้จักจากตำรา" หลิงซางพูด วางมือลงเหนือดิน ไม่สัมผัส แต่ให้พลังสำรวจ "วงผนึกเวลา เป็นสิ่งที่ถูกเขียนถึงในตำราโบราณว่าใช้เพื่อ 'ดึงพลังงานของความโศกเศร้า' มันทำงานโดยใช้ความเจ็บปวดของคนในพื้นที่เป็นเชื้อเพลิง ยิ่งเจ็บปวดมากยิ่งทรงพลัง"
"และพลังงานที่ดึงออกมานั้น" เซิ่นอวี๋พูดต่อ "ไปที่ไหน"
"ไปที่ผู้วางวง" หลิงซางตอบ "มันเป็นเหมือนบ่อที่ดูดพลังงาน ยิ่งคนในหมู่บ้านเจ็บปวดและติดอยู่กับความสูญเสีย พลังงานนั้นก็ยิ่งไหลออกไปเรื่อยๆ"
"และคนที่ดูดพลังงานนั้น คือผู้ที่ส่งร่องรอยของมันมาในตัวข้า" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆ
"ใช่"
หยูหลานที่ยืนอยู่ข้างๆ มองลวดลายในดินด้วยสายตาของนักเรียนแพทย์
"ทำลายวงนี้ได้ไหม"
"ได้" หลิงซางพูด "แต่ถ้าทำลายโดยไม่รักษาคนที่ป่วยก่อน วงจะแตกอย่างรวดเร็วและพลังงานที่สะสมไว้จะระเบิดกลับ ซึ่งอาจทำให้คนที่ป่วยอยู่แล้วแย่ลงไปอีก"
"รักษาก่อน แล้วค่อยทำลายวง"
"ใช่ แต่มีปัญหาหนึ่ง" หลิงซางพูด "การรักษาโรคนี้ไม่ใช่การรักษาร่างกาย ข้าไม่รู้ว่าจะรักษาได้ด้วยพลังของข้าอย่างเดียว"
เซิ่นอวี๋มองเขา
"ท่านหมอต้องการอะไร"
"ต้องการให้พวกเขาเผชิญกับสิ่งที่พวกเขาหนี" หลิงซางพูดช้าๆ "ต้องการให้พวกเขาพูดลาคนที่จากไป ยอมรับว่าจากไปแล้ว และก้าวออกจากวันนั้น แต่วิธีนั้น—"
"ต้องการคนที่สามารถพูดกับทั้งสองฝ่าย" เซิ่นอวี๋พูดต่อ เสียงเงียบ
"ทั้งคนเป็นและคนตาย"
🌙 สิ่งที่เซิ่นอวี๋เห็นในหมู่บ้าน 🌙
คืนแรกในหมู่บ้านจื้อฉวน
เว่ย ซงเหนียนให้พักที่บ้านว่างหลังหนึ่งที่ติดกัน หลิงซางและเซิ่นอวี๋แบ่งห้องกัน หยูหลานอยู่ห้องข้างๆ
แต่คืนนั้นไม่มีใครนอนหลับ
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่ที่ขอบหน้าต่าง มองออกไปยังลานกว้างที่มีแสงจันทร์ส่องลงมา
และในแสงจันทร์นั้น เขาเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
วิญญาณ
ไม่ใช่วิญญาณที่น่ากลัว ไม่ใช่สิ่งที่ตามหลอกหลอน แต่เป็นวิญญาณของคนธรรมดาที่จากไปแล้วแต่ยังไม่ไปสักที ยืนอยู่ตรงที่เดิมที่เคยยืนตอนมีชีวิต มองไปที่บ้านที่เคยอยู่ด้วยท่าทางของคนที่อยากกลับบ้านแต่รู้ว่ากลับไม่ได้
รอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้ายของเขาเรืองแสงเงินอ่อนๆ ในความมืด
"ท่านเห็นอะไร"
เสียงของหลิงซางดังขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง เซิ่นอวี๋หันมาเห็นหลิงซางยืนอยู่ที่ประตูห้อง ไม่รู้เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
"วิญญาณ" เซิ่นอวี๋ตอบตรงๆ "อย่างน้อยห้าหรือหกดวงในลานกว้างนั้น ยืนอยู่ตรงที่ที่เคยยืนตอนมีชีวิต"
หลิงซางเดินมาข้างๆ เขา มองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งเขาเห็นแค่ลานว่างเปล่าในแสงจันทร์
"พวกเขาต้องการอะไร"
"ข้าไม่ได้คุยกับพวกเขาคืนนี้" เซิ่นอวี๋พูด "แต่ข้ารู้สึกได้ พวกเขากังวล กังวลเกี่ยวกับคนที่ทิ้งไว้"
"และคนที่ทิ้งไว้ก็ไม่ยอมปล่อยพวกเขาไป" หลิงซางพูด
"วงผนึกเวลานั้นทำงานโดยใช้ความผูกพันระหว่างทั้งสองฝ่าย" เซิ่นอวี๋พูด "ยิ่งผูกพันมาก วงก็ยิ่งดึงพลังออกมาได้มาก และยิ่งดึงมาก ทั้งคนเป็นและวิญญาณก็ยิ่งติดอยู่กับที่ ไม่มีฝ่ายไหนก้าวไปได้"
"และผู้วางวงนั้นกินพลังงานของความผูกพันนั้น" หลิงซางพูด เสียงมีบางสิ่งที่หนักอยู่ข้างใน
ทั้งสองยืนอยู่ข้างหน้าต่างในความเงียบ
"เซิ่นอวี๋"
"อะไร"
"ท่านรับมือกับสิ่งเหล่านี้มาคนเดียวนานเท่าไหร่" หลิงซางถาม เสียงที่ไม่ใช่คำถามทางโรงหมอ
เซิ่นอวี๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง
"นานพอที่จะชิน" เขาตอบ "แต่ยังไม่นานพอที่จะสบายใจกับมัน"
"ตอนนี้ท่านไม่ต้องรับมือคนเดียว" หลิงซางพูด เรียบๆ ตรงๆ ในแบบของเขา
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มในแสงจันทร์
"ข้ารู้" เขาพูดเบาๆ "และข้าขอบคุณทุกวัน"
หลิงซางไม่ตอบ แต่ยืนใกล้ขึ้น ไหล่ชนกันเบาๆ
และทั้งสองก็ยืนอยู่ที่นั่น มองลานว่างที่หลิงซางเห็นว่างแต่รู้ว่าไม่ว่างสำหรับเซิ่นอวี๋ ในความเงียบของคืนที่ไม่มีเสียงอื่นนอกจากลมและความทรงจำของหมู่บ้านที่ยังแบกอยู่
♥️ในหุบเขาที่หมอกไม่เคยจาง คนที่หายไปยังอยู่ในม่านนั้น♥️
"ความเจ็บปวดที่ลึกที่สุด ไม่ใช่การสูญเสียคนนั้น แต่คือหลังจากสูญเสียแล้ว ยังคงอยู่ในที่ที่คนนั้นจากไป และเห็นรุ่งเช้า
และรุ่งเช้านั้น งดงามเหมือนตอนที่เขายังอยู่ ความ 'งดงามเหมือนเดิม' นั้น คือสิ่งที่ยากที่สุด"
"หมอกในหมู่บ้านนั้น วันนี้บางลงนิด ไม่ใช่เพราะลมมา
แต่เพราะน้ำหนักนั้น บางส่วนถูกพูดออกไปแล้ว
ไม่ได้พูดให้คนที่มีชีวิตฟัง แต่พูดให้วิญญาณที่ติดอยู่ข้างในฟัง บอกพวกมันว่า 'คนที่เจ้ารักยังดีอยู่ เจ้าวางใจได้แล้ว'
วิญญาณเหล่านั้นได้ยิน วิญญาณเหล่านั้นขยับ ไม่ใช่เพราะพวกมันไม่รักแล้ว แต่เพราะพวกมันรู้แล้วว่า
ความรักไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่กับที่ ความรักเดินได้ ความรักที่เดินได้ ถึงที่ที่มันควรไปได้
หมอกบางลง แสงเข้ามา ในหมู่บ้านนั้นมีคนหนึ่ง ที่เห็นวันที่ของวันนี้แล้ว"
♥️ "สองวิญญาณ พบกันในหมอก ไม่ใช่ครั้งแรกแล้ว ทุกชาติเริ่มต้นจากหมอก
หมอกคือที่ระหว่างสองโลก และพวกเขาพบกันที่นั้นทุกครั้ง เพราะที่นั้นคือที่ที่พวกเขาตกลงกันไว้"♥️
..สุสาส์นราคะ...