เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
รัก,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยาย,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวาย,นิยายวายพีเรียด,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah)เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา(ศิศิระ)ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ เมืองฉางอัน
....หยาดน้ำค้างในม่านหมอก (The ILLusion of Shishirah) ...
°•. มายาน้ำค้างในม่านหมอก แด่เธอผู้เป็นที่รัก สุดแสน ประจักษ์ นับอนันต์. •°
เกริ่นนำ
เรื่องราวการรักษาผู้คนที่งดงามด้วยหัตถ์ชิชิรา (ศิศิระ) ของหมอเทวดาอู๋หลิงซาง และ ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งเจ้าหญิงหิมะเย่เซิ่นอวี๋ ท่ามกลางเรื่องเหนือธรรมชาติและความรักในโรงหมอเล็กๆ ณ ฉางอันเมืองที่หมอกปกคลุมในรุ่งสาง
อู๋ หลิงซาง คือหมอที่คนทั้งเมืองพูดถึงด้วยความเคารพและหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน มือของเขารักษาได้ทุกโรค แต่ใจของเขาไม่รู้จักรับ เขาเติบโตมาในโลกที่หมอต้องแข็งแกร่ง ต้องให้โดยไม่ต้องการรับ ต้องรักษาโดยไม่ต้องการการรักษากลับ จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนเดินเข้ามาพร้อมบาดแผลที่รักษาไม่หายสักที
เย่ เซิ่นอวี๋ คือนักสืบลับที่ทุกคนเข้าใจผิดว่าเป็นโจร เขายิ้มให้โลกทั้งใบ แต่ไม่เคยยิ้มให้ตัวเอง เพราะรู้ดีว่าโลกนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีแค่หมอเย็นชาคนหนึ่งที่เห็นสิ่งที่แท้จริงอยู่ข้างใน และนั่นอันตรายกว่าดาบที่เขาพกติดตัวมาก
“หมอที่รักษาทุกอย่างได้ เว้นแต่หัวใจตัวเอง นักสืบที่รู้ทุกอย่างได้ เว้นแต่ว่าตัวเองก็คือคนสำคัญ
ชาแก้วหนึ่งในตอนเช้า สวนสมุนไพรที่ดูแลด้วยกัน บาดแผลที่กลับมาให้รักษาเสมอ และความเงียบที่รู้ว่าหมายถึงอะไร
บางครั้งความรักไม่ได้ดังก้อง มันแค่อยู่ที่นั่น ทุกวัน จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยที่ไม่รู้ตัว”
""สองวิญญาณ ทุกชาติร้อยสร้อยสายหนึ่ง ทุกชาติลูกปัดมีสีต่างกัน แต่วิธีร้อยเหมือนกัน คือทีละเม็ด ช้าๆ
รู้จักจังหวะของกันและกัน สร้อยนั้น คือกันและกันในทุกชาติ""
..สุสาส์นราคะ..
มีรายตอนทั้งหมด 61 ตอน (ติดเหรียญตอนที่22)
EBOOK [ [ (<พิเศษท้ายตอนทุกตอน>) ] ]: MEB/PINTO/DEKDEE (ลดราคา44% 07.07-09.09)
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTI2MDkwNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ1NTU2NiI7fQ
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
"ในโลกมีการพบกันชนิดหนึ่ง ไม่ใช่การพบกันครั้งแรก แต่ก็ไม่ใช่การพบกันอีกครั้ง แต่คือสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง บอกไม่ถูกว่ารู้จักกันหรือเปล่า”
"ใบหน้าบางหน้าไม่เคยเห็น แต่พอเห็นแล้วรู้สึกเหมือนเคยเห็น ความรู้สึกนั้นบอกไม่ถูก สิ่งที่บอกไม่ถูกคือสิ่งที่เพิกเฉยได้ยากที่สุด
เขาไม่รู้จักคนนั้น เขามั่นใจว่าไม่รู้จัก แต่แผลเป็นบนข้อมือของคนนั้น เขารู้จัก
ไม่ใช่รู้จักแผลเป็นนั้น แต่รู้จักรูปร่างของแผลเป็นนั้น รูปร่างนั้นอาศัยอยู่ในความทรงจำของเขาที่ไหนสักที่ ที่ซึ่งเขาหาไม่พบ แต่รูปร่างนั้นพบเขาแล้ว"
กลางดึกวันที่สอง และความลับที่ถูกเห็น....
วันที่สองในโรงหมอ กลางดึก
เซิ่นอวี๋นอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะมีเสียงบางอย่างจากห้องถัดไป
เสียงก้าวเท้าเบาๆ ที่ไม่หยุด
เดิน หยุด เดิน หยุด เหมือนคนที่กำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่และไม่อาจนิ่ง
เซิ่นอวี๋นั่งขึ้นช้าๆ ทดสอบแผลด้วยการขยับตัว ตึง แต่พอทนได้ เขาลุกขึ้น เดินไปที่ประตูที่เปิดแง้มอยู่
ห้องถัดไปเป็นห้องทำงานของหลิงซาง และหลิงซางกำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะที่มีกระดาษวางเต็ม แต่เขาไม่ได้อ่านกระดาษ
เขากำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง มองท้องฟ้ากลางดึกที่เต็มไปด้วยดาว
และที่มือของเขา มีน้ำแข็งบางๆ ก่อตัวขึ้นที่ปลายนิ้ว โดยที่เขาดูเหมือนจะไม่รู้ตัว มันเติบโตช้าๆ เป็นรูปทรงที่ไม่มีรูปแบบ ราวกับความคิดที่หาทางออกมาทางมือ
เซิ่นอวี๋ยืนนิ่งอยู่ที่กรอบประตู
เขาเห็นแล้ว แต่ไม่พูด
แล้วพื้นไม้เก่าก็ดังขึ้นเบาๆ ใต้น้ำหนักของเขา
หลิงซางหันมาทันที มือที่มีน้ำแข็งก่อตัวดึงกลับมาหาตัวอย่างรวดเร็ว น้ำแข็งนั้นละลายหายไปในทันที ดวงตาสีเทาตีบแคบลง
"ท่านควรนอน"
"นอนไม่หลับ" เซิ่นอวี๋พูดตรงๆ ก้าวเข้ามาในห้อง "ข้าเห็นแล้วนะ ท่านหมอ"
"ท่านเห็นอะไร" เสียงเรียบราบจนน่าประหลาด
"น้ำแข็งที่ปลายนิ้ว" เซิ่นอวี๋นั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะโดยไม่ได้รับเชิญ "และเมื่อคืนก็เห็นแสงขาว ห้องเย็นลง ข้าอยากรู้ว่ามันคืออะไร"
"ท่านไม่ควรถาม"
"แต่ข้าอยากถาม"
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋นาน มองแบบที่ประเมินว่าคนตรงหน้าเชื่อถือได้ระดับไหน ซึ่งเซิ่นอวี๋คาดเดาได้เพราะเขาทำแบบเดียวกันเมื่อพบคนใหม่
"ท่านเป็นใคร" หลิงซางถามในที่สุด "จริงๆ"
"นักสืบสวนอิสระ" เซิ่นอวี๋ตอบ "รับคดีที่คนอื่นไม่รับ"
"และคืนนั้น ท่านสืบสวนอะไรอยู่"
"คดีวางยาพิษขุนนางในราชสำนัก"
ห้องเงียบลง
หลิงซางดึงเก้าอี้ออกมานั่งตรงข้ามเซิ่นอวี๋ มือสองข้างวางบนโต๊ะ มองเขาอยู่โดยไม่พูด
"พิษที่ท่านถูกยิง" หลิงซางพูดช้าๆ "เป็นสูตรเดียวกับที่ใช้วางพวกขุนนาง"
เซิ่นอวี๋ไม่แสดงความประหลาดใจ แต่หยุดนิ่งเล็กน้อย
"ท่านรู้สูตรนั้น"
"ข้าเป็นแพทย์" หลิงซางตอบ "ข้ารู้พิษทุกชนิดที่มีในแผ่นดินนี้ รวมถึงสูตรที่ไม่ควรมีคนรู้ด้วย"
"แล้วสูตรนั้น..."
"มาจากตำราโบราณที่มีสำเนาอยู่แค่สามแห่ง" หลิงซางพูด เสียงเรียบแต่ชัดเจน "หนึ่งในนั้นอยู่ในห้องสมุดของตระกูลข้า"
ความเงียบนั้นหนักกว่าก่อน
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดช้าๆ "ข้าไม่ได้คิดว่าท่านเป็นผู้กระทำผิด"
"ข้าไม่ได้กังวลว่าท่านจะคิดอะไร" หลิงซางตอบ "ข้ากังวลว่าใครบางคนกำลังใช้ชื่อตระกูลข้าเพื่อบดบังรอยของตัวเอง และถ้าคดีนี้ดำเนินต่อไปโดยที่ข้าไม่รู้ข้อมูล คนที่ถูกกล่าวโทษในที่สุดอาจเป็นตระกูลอู๋"
เซิ่นอวี๋มองหน้าหลิงซาง มองนานพอที่จะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความเรียบราบของใบหน้านั้น
ความกังวล
ไม่ใช่กังวลเพื่อตัวเอง แต่กังวลเพื่อตระกูล เพื่อชื่อที่บิดาสร้างมาห้าชั่วคน
"งั้นเราคุยกันได้" เซิ่นอวี๋พูด ยื่นมือออกมา "ข้ามีข้อมูลคดี ท่านมีความรู้เรื่องพิษ ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการกัน"
หลิงซางมองมือที่ยื่นออกมา
ไม่จับทันที
"เงื่อนไขของข้า" เขาพูด "ข้าจะไม่ทำสิ่งใดที่ผิดกฎหมาย ข้าจะไม่ให้ข้อมูลที่เป็นความลับของคนไข้ และถ้าพบว่าคนในตระกูลข้ามีส่วนเกี่ยวข้องจริง ข้าจะไม่ปกป้องพวกเขา"
เซิ่นอวี๋ฟังเงื่อนไขทุกข้อโดยไม่ขัด
"รับได้ทั้งหมด" เขาพูด "ข้ามีเงื่อนไขเดียว"
"อะไร"
"สิ่งที่ท่านใช้รักษาข้าเมื่อคืน" เซิ่นอวี๋พูดตรงๆ "ข้าจะไม่บอกใคร ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
หลิงซางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็จับมือที่ยื่นออกมา ไม่แน่น ไม่นาน แต่ชัดเจน
มือนั้นเย็นจริงๆ เซิ่นอวี๋รู้สึกได้
เย็นแบบเดิมกับที่เคยฝันถึง
สิ่งที่บิดาของหลิงซางรู้..........
วันที่สามของการพักรักษาตัว
ในตอนเช้า ประตูหน้าโรงหมอเปิดออกพร้อมกับก้าวเท้าที่หนักและมั่นคง
อู๋ เจิ้งหยวน แพทย์หลวงสูงสุดแห่งราชสำนัก บิดาของหลิงซาง เดินเข้ามาพร้อมกับรัศมีของคนที่ทุกห้องที่เขาเดินเข้าไปย่อมรู้สึกได้ทันทีว่ามีอำนาจมาถึงแล้ว
ชายชราผมขาวครึ่งศีรษะ ตาสีเข้มที่ยังคมอยู่ เสื้อคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินลึกที่สวมอย่างเรียบร้อยไม่มีรอยยับ
เขาเห็นเซิ่นอวี๋ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าต่าง ตอนนี้เซิ่นอวี๋กำลังอ่านกระดาษที่นำออกมาจากย่ามหนัง แต่เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงก้าวเท้า
ทั้งสองมองกัน
บิดาของหลิงซางไม่แสดงอาการแปลกใจ แต่เซิ่นอวี๋สังเกตเห็นบางอย่างที่ไหวอยู่ในดวงตาของชายชรา บางอย่างที่เขาไม่แน่ใจว่าจะตีความว่าอะไร
"ลูกชายของข้าบอกว่ามีคนไข้พิเศษ" เจิ้งหยวนพูดเสียงนุ่มนวลแต่มีน้ำหนัก
"ข้าคงเป็นคนที่ท่านพูดถึง" เซิ่นอวี๋ยืนขึ้นก้มศีรษะแสดงความเคารพ "เย่เซิ่นอวี๋ขอรับ ขอบพระคุณตระกูลอู๋ที่ให้ที่พักพิงรักษา"
เจิ้งหยวนมองเขาอยู่นาน ยาวกว่าการมองคนแปลกหน้าทั่วไป
"เย่" เขาพูดซ้ำ เหมือนลิ้มรสคำนั้น "แซ่ที่ไม่คุ้นเคย"
"เป็นแซ่ที่ข้าตั้งให้ตัวเอง" เซิ่นอวี๋ตอบตรงๆ "ข้าเป็นสามัญชนไม่มีแซ่"
บางอย่างในดวงตาของเจิ้งหยวนขยับอีกครั้ง แต่ชายชราก็แค่พยักหน้า
"หายดีแล้ว?"
"ด้วยฝีมือของท่านหมอซาง ข้าหายเร็วกว่าที่คาด"
"ลูกชายข้าเก่ง" เจิ้งหยวนพูดอย่างมีความหมาย แล้วก็เดินต่อเข้าไปด้านใน
หลิงซางนั่งอยู่ในห้องทำงาน เมื่อบิดาเดินเข้ามาเขาก็ไม่แสดงความประหลาดใจ เพียงแต่วางปากกาลงและรอ
"ชายคนนั้น" เจิ้งหยวนพูดโดยตรง ปิดประตูห้องหลังตัวเอง "เจ้ารับเขาไว้รักษาเพราะอะไร"
"เพราะถูกพิษและจะตาย" หลิงซางตอบ
"เจ้ารู้ว่าเขาเป็นใคร?"
"นักสืบสวนอิสระ กำลังสืบคดีวางยาพิษในราชสำนัก"
เจิ้งหยวนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"เจ้ารู้ว่าพิษที่ใช้มาจากตำราของตระกูลเรา?"
"ข้าคือคนรักษาเขา ท่านพ่อ" หลิงซางมองบิดาตรงๆ "ข้าตรวจพิษได้เองตั้งแต่ต้น"
"แล้วเจ้าจะทำอะไร"
"ทำงานร่วมกับเขา เพื่อหาคนที่ใช้ตำราของเราทำสิ่งนี้"
เจิ้งหยวนหันไปมองออกนอกหน้าต่าง ใบหน้าของเขาอ่านไม่ออก
"ระวังตัวให้ดี" เขาพูดในที่สุด เสียงเบาลง "คดีนี้ลึกกว่าที่เห็น"
"ท่านพ่อรู้อะไรบางอย่างที่ข้าไม่รู้ไหม"
ชายชราหันมามองลูกชาย ในดวงตานั้นมีบางสิ่งที่หลิงซางเคยเห็นก่อนหน้านี้บ้าง ความลังเล ความกังวล และบางสิ่งที่เขาตีความไม่ได้ว่าเป็นอะไร
"พ่อแก่แล้ว" เจิ้งหยวนพูดแค่นั้น "ข้าแค่รู้ว่าโลกนี้ซับซ้อนกว่าตำราทุกเล่มที่เราอ่านรวมกัน"
เขาหันออกไป เปิดประตู
"งานเย็นนี้ที่ตระกูลเว่ย ไปด้วย" เขาบอกก่อนจะก้าวออกไป "เจ้าต้องปรากฏตัวให้คนเห็นบ้าง"
ประตูปิดลง
หลิงซางนั่งนิ่งอยู่ มองพื้นไม้ที่หลังเก้าอี้ว่างเปล่า
บิดาของเขาไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทำงานกับเซิ่นอวี๋
แต่ก็ไม่ได้บอกว่าให้ทำด้วย
และนั่นเองที่น่าคิดมากกว่า
วันที่ออกจากโรงหมอ...........
บ่ายวันที่สาม
เซิ่นอวี๋สวมเสื้อคลุมกลับ เสื้อที่หยูหลานซักและซ่อมให้จนดูดีกว่าตอนที่มาเสียอีก เขาเดินออกมาที่ห้องรับแขกด้านหน้าพร้อมย่ามหนังที่สะพายบ่า
หลิงซางยืนอยู่ที่โต๊ะ กำลังเขียนใบสั่งยาให้คนไข้รายอื่น ไม่ได้หันมาดู
"ค่ารักษาเท่าไหร่" เซิ่นอวี๋ถาม
"สามสิบเหรียญเงิน"
"เฉพาะยาและที่พัก หรือรวมพลังที่ใช้ด้วย"
หลิงซางวางปากกาลง หันมามอง
"สามสิบเหรียญ" เขาพูดซ้ำ เสียงเดิม
เซิ่นอวี๋ควักถุงเงินออกมา นับเหรียญวางบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็วางสิ่งอีกอย่างลงข้างๆ
กระดาษพับสี่เท่า
"ที่อยู่ที่ข้าพักในฉางอัน" เซิ่นอวี๋พูด "ถ้าท่านหมอต้องการข้อมูลคดี หรือถ้าข้อมูลคดีต้องการท่านหมอ มาหาได้"
หลิงซางมองกระดาษนั้นโดยไม่หยิบขึ้น
"และถ้าท่านบาดเจ็บอีก?" เขาถาม
"ข้าก็จะกลับมาที่นี่" เซิ่นอวี๋ตอบ ยิ้มแบบที่หลิงซางเริ่มจำแนกได้ว่าเป็นรอยยิ้มจริงของเขา ไม่ใช่รอยยิ้มที่ใช้กับคนทั่วไป "เพราะท่านรักษาดีที่สุดที่ข้าเคยได้รับ"
"ข้าจะคิดราคาตามอาการ" หลิงซางพูดเรียบๆ
"แน่นอน"
เซิ่นอวี๋หันไปคำนับหยูหลานที่ยืนอยู่ที่ประตูด้วย
"ขอบคุณที่ดูแล คุณหมอผู้ช่วย"
"ระวังตัวด้วย" หยูหลานพูด "และกินยาตามที่ท่านหมอซางสั่ง"
"ข้าจำได้"
เขาก้าวออกไปในแสงบ่ายของฉางอัน หิมะบนพื้นถนนละลายเป็นน้ำในเวลากลางวัน แสงสีทองสะท้อนบนน้ำนั้นแวววับ
หลิงซางยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองเขาเดินออกไปจนลับตา
มือข้างหนึ่งยกขึ้นหยิบกระดาษพับนั้น
พับมันไว้ในกระเป๋าเสื้อโดยไม่เปิดอ่าน
ความฝันที่สี่.........
คืนนั้น หลิงซางฝัน
ฝันซ้ำเดิมอีกครั้ง หิมะ ความมืด เสียงที่เรียกชื่อที่ไม่รู้ว่าชื่อใคร
แต่คืนนี้ฝันยาวกว่าเดิม
ในความมืดที่เต็มไปด้วยหิมะนั้น มีร่างหนึ่งยืนอยู่ ไม่ชัดเจน เหมือนเงาที่ถูกวาดด้วยหมึกจางๆ แต่หลิงซางรู้ว่ามันมองมาที่เขา
"เจ้าจำข้าไม่ได้" เสียงนั้นพูด ไม่ใช่คำถาม
"จำไม่ได้" หลิงซางตอบในฝัน
"ไม่เป็นไร" เสียงนั้นมีรอยยิ้มอยู่ในนั้น แบบที่หลิงซางเพิ่งได้ยินไม่กี่วันก่อน "เจ้าจะจำในที่สุด"
"เจ้าคือใคร"
เงานั้นหันหลัง เดินออกไปในหิมะ
แต่ก่อนจะหายไป หันกลับมาครั้งสุดท้าย และในความมืดที่ไม่มีแสง หลิงซางเห็นสิ่งเดียวที่ชัดเจน
รอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือซ้าย
หลิงซางตื่นขึ้น
นั่งอยู่บนเตียงในความมืด หายใจปกติ มือทั้งสองกำแน่น
ความเย็นที่ปลายนิ้วเพิ่งเริ่มก่อตัว เขาสั่งมันให้หยุด และมันก็หยุด
แต่ความคิดที่ค้างอยู่ในหัว
ไม่หยุด
เขาลุกขึ้น จุดเทียน เดินไปที่โต๊ะ หยิบกระดาษพับออกมาจากกระเป๋าเสื้อที่แขวนไว้ที่ขอบเก้าอี้
กางมันออก
ที่อยู่ที่เขียนไว้นั้นเป็นร้านชาในย่านเมืองเก่า ไม่ไกล แต่ก็ไม่ใกล้
ด้านล่างมีบรรทัดเพิ่มเติมที่เขาไม่ได้สังเกตตั้งแต่แรก เขียนด้วยลายมือเรียวบางแต่ชัดเจน
"ในหมอกมีทาง ในทางมีคน"
หลิงซางอ่านบรรทัดนั้นสองครั้ง
ผนึกกระดาษกลับ วางบนโต๊ะ
แล้วก็นั่งลงเขียนบางอย่าง บันทึกที่เขาทำทุกคืนตั้งแต่เด็ก บันทึกเรื่องยา เรื่องคนไข้ เรื่องความคิด
และคืนนี้ บรรทัดสุดท้ายที่เขาเขียนไม่ใช่เรื่องยา
มันคือ "รอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ข้อมือซ้าย"
รุ่งเช้าและก้าวแรกของการเดินทาง.........
สัปดาห์ต่อมา
หลิงซางได้รับจดหมายที่ไม่มีชื่อผู้ส่ง ส่งมาถึงโรงหมอโดยตรง เนื้อในสั้นมาก เขียนด้วยลายมือเดิม
"มีคดีใหม่ พิษชนิดเดิม เหยื่อสองคน อยู่ที่ย่านตะวันตก ท่านหมอมีเวลาไหม"
หลิงซางอ่านจดหมายนั้นสองครั้ง พับเก็บ แล้วก็บอกหยูหลานว่าเขาจะออกไปข้างนอก
"ไปงานเลี้ยงที่ตระกูลเว่ยในที่สุดหรือ?" หยูหลานถาม เสียงมีความหวัง
"ไม่"
"แล้วไปไหน"
"ย่านตะวันตก"
หยูหลานมองหลังเขาที่เดินออกไป แล้วก็พืมพรำยาวที่สุดของปี
ย่านตะวันตกของฉางอันในช่วงบ่ายเงียบกว่าย่านอื่น อาคารเก่าริมถนนหินที่กว้างพอให้เกวียนสองคันผ่านกันได้อย่างพอดี กลิ่นชาอบจากร้านชาสองสามร้านที่เปิดอยู่ลอยอ่อนๆ ในอากาศเย็น
หลิงซางหยุดหน้าบ้านที่อยู่ในจดหมาย
ก่อนที่จะเคาะประตู
ประตูเปิดออกจากข้างใน
และเย่เซิ่นอวี๋ยืนอยู่ในกรอบประตู มือหนึ่งถือถ้วยชา อีกมือจับกรอบประตู ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองหลิงซางอย่างไม่แปลกใจ
"ท่านหมอมาเร็ว"
"ท่านรู้ว่าข้าจะมา?" หลิงซางถามตรงๆ
"ข้าเดา" เซิ่นอวี๋ตอบ มุมปากขยับขึ้น "แต่เดาถูก"
หลิงซางมองหน้าเขา จากนั้นก็ก้าวเข้าไปในบ้าน
"บอกข้าเรื่องคดี"
เซิ่นอวี๋ยิ้ม ยิ้มแบบที่เขาไม่ได้ยิ้มให้ใครบ่อยนัก แบบที่ถึงตา ก่อนจะปิดประตูและเดินตาม
"แผลเป็นไม่ใช่แค่รอยบนร่างกาย มันคือเรื่องราวที่ร่างกายจำ แม้จิตใจจะลืมไปแล้ว
และรอยพระจันทร์เสี้ยวนั้น บอกเรื่องราวในแบบที่ แม้แต่คนที่มองเห็นก็ยังบอกไม่ถูก ว่าทำไมถึงรู้สึกว่ารู้จัก
บางที่ความคุ้นเคย ไม่ได้มาจากความทรงจำ แต่มาจากส่วนที่ลึกกว่าความทรงจำ ส่วนที่ไม่ลืม แม้ทุกอย่างอื่นจะลืมไปแล้ว"
“ถ้าคนนั้นมาอีกพรุ่งนี้ เขาจะไม่รู้สึกว่าแปลกหน้า และความไม่แปลกหน้านั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่พระจันทร์เสี้ยวนั้น"
..สุสาส์นราคะ...