“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ไสยอาสัญ“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวไปด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม ภาพ ติดตานั้นจึงกลายเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนทำให้เด็กชายเมื่อโตเข้าสู่วัยกำดัดต้องเดินเข้าสู่วังวนของไสยศาสตร์อวิชาเพื่อจะแก้แค้นให้ครอบครัวและต้องคอยช่วยเหลือแก้วตาดวงใจให้พ้นจากอันตรายไปด้วย บทสรุปความรักของคนปากหนักจุดจบของการแก้แค้นจะเป็นอย่างไร
บทที่ ๒๑ สั่งห้าม
เสียงแตรรถดังเมื่อสรมองก็เห็นว่าเป็นรถพี่ฤกษ์ที่ตอนนี้ลดกระจกเพ่งมองมาทางตนกับปอ
“พี่ฤกษ์มาแล้ว ขอบคุณมากนะปอที่นั่งรอเป็นเพื่อน”
“เดี๋ยว อ่ะนี่ปอซื้อมาเผื่อ” มือปอคว้ามือเรียวของสรแล้วยื่นถุงขนมให้
“อ่อ…ขอบคุณมากแต่ไม่…” สรไม่ทันที่จะปฏิเสธจบก็ได้ยินเสียงพูดดังมาจากด้านหลัง
“ไปขึ้นรถ” พี่ฤกษ์ที่ตอนนี้เดินมาถึงตัวสรแล้วสายตาจับอยู่ที่มือของหญิงสาวที่ถูกกุมด้วยมือของปอ
“สวัสดีครับพี่ฤกษ์ ผมปอครับเป็นเพื่อนสร” ปอปล่อยมือจากสรแล้วยกมือขึ้นไหว้พี่ชายของสรด้วยหมายจะฝากเนื้อฝากตัวกับพี่ชายของหญิงสาวที่ตนชอบ
“ฉันไม่เคยมีน้อง ขึ้นรถ” เสียงตัดบทห้าวเข้มเอ่ยขึ้นจากนั้นก็ดึงข้อมือเล็กของสรไปอย่างแรง
“จ้ะ เรากลับก่อนนะปอ ขอบคุณมากนะที่อยู่เป็นเพื่อนวันจันทร์เจอกัน” สรยิ้มแหยให้ปอที่ยังยืนตัวแข็งอยู่กับที่ทั้งสายตาของเขาก็จับมองมือของฤหัสที่บีบข้อมือเล็กของสรอยู่ จนทั้งคู่ขึ้นรถตัวรถเคลื่อนออกห่างไปเรื่อย ๆ ก็ยังไม่ได้สติ ‘ไม่เคยมีน้องคือยังไงสรไม่ใช่น้องหรือไง’
คำถามในใจของปอนั้นก็เป็นคำถามเดียวกันกับสรที่เอ่ยถามฤหัสหลังจากเข้ามานั่งในรถเรียบร้อย
“พี่ฤกษ์บอกไม่เคยมีน้อง สรล่ะจ๊ะ ไม่ใช่น้องพี่ฤกษ์เหรอ” ในคำถามนั้นมีน้ำเสียงของความน้อยใจปนอยู่ด้วย
“ไม่ใช่…เธอเป็น…ต่อไปฉันไม่อนุญาตให้ติวกับมัน” หลังรถแล่นออกมาเสียงเข้มดุก็เอ่ยขึ้น พ่นลมหายใจหนัก ๆ ออกมาทางจมูก
“สรไม่ได้ติวกับปอสองคนนะจ๊ะ หลังติวเพื่อนคนอื่น ๆ แยกย้ายกลับก่อนปอเลยอยู่เป็นเพื่อนสร”
สรหันอธิบายหากไม่ได้รับอนุญาตให้ติวเธอกลัวว่าตัวเองจะเรียนตามไม่ทันเพราะบางอย่างเธอก็ไม่เข้าใจ
“หึ” เสียงเค้นสั้น ๆ ในลำคอไม่ได้ช่วยให้สรเข้าใจมากขึ้นได้แต่หันมองหน้าด้านข้างของพี่ฤกษ์แต่เธอก็ยังไม่เซ้าซี้ถามอะไรต่อ เพราะเห็นได้ชัดว่าพี่เขาอารมณ์ไม่ดีถึงบ้านไว้ค่อยคุยก็แล้วกัน
หลังทั้งคู่ถึงบ้านฤหัสลงจากรถปิดประตูรถกระแทกเสียงดังจนสรสะดุ้ง จากนั้นเธอก็ลงแล้วเอ่ยถามคนตัวสูงที่ก้าวขึ้นชั้นสองไม่เร็วไม่ช้าว่าได้กินข้าวมื้อเย็นหรือยัง
“พี่ฤกษ์ พี่กินข้าวเย็นหรือยังจ๊ะ”
“ยัง” เสียงตอบกระแทกกระทั้นพร้อมกับฝ่าเท้าที่ก้าวไม่หยุดขึ้นห้องชั้นสอง
“เฮ้อ…เป็นอะไรอีก ผีเข้าหรือไง” สรพึมพำส่ายหัวกับตัวเองเดินเข้าครัวเพื่อทำกับข้าว เธอเองก็ยังไม่ได้กินมื้อเย็นจึงเลือกทำเมนูง่าย ๆ สองสามอย่างใช้เวลาเกือบจะชั่วโมง ทุกอย่างเสร็จสรรพก็เดินขึ้นไปเรียกพี่ฤกษ์ที่ชั้นสองพี่เขาคลุกตัวอยู่ในห้องพระอีกแล้วและหลังเวลาที่พี่ฤกษ์ออกมาก็จะล็อกห้องเอาไว้ตลอด
“พี่ฤกษ์ กับข้าวเสร็จแล้วจ้ะ ไปกินข้าวกัน” ตั้งใจจะเคาะประตูก็ได้ยินเสียงไอหนัก ๆ ดังมาจากในห้องเธอจึงผลักประตูเข้าไปก็เห็นพี่ฤกษ์นั่งขัดสมาธิเบื้องหน้ามีธูปเทียนที่จุดส่องสว่างอยู่ ในมือมือสมุดเก่า ๆ ที่เหมือนจะทำจากกระดาษสาสีคล้ำที่เหมือนเธอเคยเห็นอยู่ในย่ามของพ่อทินอู มุมปากพี่ฤกษ์มีเลือดซึมไหลออกมาไอโขลก ๆ อยู่
“แค่ก…แค่ก…ออกไป…”
“เลือด…พี่ฤกษ์ เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” สาวเท้าเข้าไปใกล้ ๆ นั่งชันเข่ามองร่างใหญ่ที่ตอนนี้ยังหลับตาแน่นนิ่วหน้าราวเจ็บปวดเหลือแสนทำให้เธอนึกย้อนไปถึงอาการของพ่อทินอูก็ใจหาย
ร่างเล็กเข้าประชิดกายใหญ่มือเรียวแตะแขนก็สัมผัสได้ว่าตัวร้อนกว่าปกติ อารามตกใจและกลัวจึงเอื้อมมือไปกุมหน้าพี่ฤกษ์ที่มีแต่ เหงื่อกาฬผุดเต็มหน้า
“อย่า…ออกไป” เสียงตะคอกพร้อมกับสะบัดแขนออกไปทำให้ร่างเล็กหงายนั่งกับพื้นอย่างแรงจนต้องร้องอุทานออกมา
“โอ้ย…”
“ออกไป…ออกไปก่อนอย่าจับ” เสียงเข้มหันมาสั่งใบหน้าแดงก่ำมองร่างเล็กที่นิ่วหน้าจับข้อมือตัวเองอยู่
“จ้ะ” สรรีบยันตัวเองลุกแล้วออกไปจากห้องทันที ในห้องนั้นไม่มีพระเลยช่วงที่ผ่านมาเพิ่งได้เข้ามาในนี้ทั้งห้องเป็นเหมือนห้องทำพิธี ไปแล้ว
เธอไม่ได้ลงไปชั้นล่างแล้วแต่กลับเข้าห้องตัวเอง มันมีทั้งความรู้สึกกลัวแต่ก็รู้สึกดีถ้ามีพี่ฤกษ์อยู่ด้วย ตอนนี้เธอไม่มีความหิวแล้วอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนแทน ส่วนอาหารอยู่ในตู้กับข้าวถ้าพี่ฤกษ์หิวก็คงลงไปกินเอง
ใจหนึ่งอยากย้ายไปอยู่หอเองคนเดียวเนื่องด้วยไม่อยากอยู่ใกล้ชิดพี่ฤกษ์มากเกินไป แต่อีกใจก็อยากอยู่เคียงข้างคิดอะไรเพลิน ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง
‘ก๊อก ก๊อก’
“พี่ฤกษ์เหรอ” เธอดึงผ้าห่มออกลงจากเตียงหยุดอยู่หน้าประตูยังไม่เปิดแต่ถามขึ้นก่อน
“อืม”
“มีอะไรจ๊ะ” สรเปิดประตูมองหน้าคนที่ยืนอยู่หน้าห้องกะพริบตาปริบ ๆ
“ไม่กินข้าวเหรอ” สายตาราบเรียบมองดวงหน้าที่แสดงความหวาดออกมาแม้จะพยายามกลบเกลื่อน
“สร…สรไม่หิวจ้ะ พี่ฤกษ์กินเลย”
“มือยังเจ็บหรือเปล่า” ถามห้วน ๆ นัยน์ตาคมจ้องร่างบางที่ยืนหลุบตาต่ำมองปลายเท้าตัวเอง
“ไม่เจ็บแล้วจ้ะพี่ฤกษ์…” ส่ายหน้าเบา ๆ แล้วทำหน้าอึกอักคล้ายมีเรื่องอยากพูด
“มีอะไร”
“คือ…พี่เลิกได้ไหมจ๊ะ เลิกยุ่งเรื่องพวกนี้ เลิกคิดเลิกแค้น”
“เข้านอนได้แล้ว” ร่างสูงไม่ตอบแต่บอกให้เข้านอนจากนั้นก็หันหลังกลับไปยังห้องของตัวเอง
สรถอนหายใจกลับมาล้มตัวนอนบนเตียงฟังเสียงลมที่พัดแรงและมีเสียงฟ้าร้องดังเข้ามาฝนคงจะตกอีกแล้วเสียงสายฝนกระทบดังลอดเข้ามาให้ได้ยิน อากาศรอบด้านเย็นลงเรื่อย ๆ
‘คลืน…โคลม…เปรี้ยง…’
“กรี๊ด…” มือเรียวทั้งสองยกมาปิดหูปากกัดผ้าห่มแน่นพยายามไม่ให้เสียงร้องตัวเองดังออกไป ร่างเล็กคุดคู้ใต้ผ้าห่มเพราะกลัวเสียงฟ้าในหูยังอื้อจนไม่ทันได้ยินเสียงประตูห้องตนที่ถูกเปิดเข้ามา
เตียงด้านข้างตัวยวบลงนั้นเพราะฤกษ์นั่งลงข้าง ๆ มือใหญ่ดึงผ้าห่มที่คลุมศีรษะออกเห็นคนตัวเล็กนอนสั่นลืมตามองเขาอยู่ มุมปากยกโค้งขึ้นอย่างที่สรไม่ได้เห็นมานาน
“ทำไมยังไม่นอน” ถามทั้งที่รู้ว่าเพราะอะไรแต่เพื่อเบี่ยงเบนไม่ให้หญิงสาวจดจ่ออยู่กับเสียงฟ้าเท่านั้น
“เสียงฟ้ามันร้องดัง” เสียงตอบอู้อี้ในลำคอ
“หึ…ขี้แยไม่เลิก” กล่าวพลางก็ทิ้งตัวลงด้านข้างร่างเล็ก
“พะ…พี่” ดวงตาเล็กทั้งคู่เบิกกว้างมองคนที่ล้มตัวนอนทั้งยังโอบแขนใหญ่ทับลำตัวเธอด้วย
“หลับตานอน” เสียงเรียบทุ้มพูดอยู่เหนือศีรษะเธอเมื่อเงยขึ้นก็เห็นสายตาเขากดมองเธออยู่ มือใหญ่ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงปลายคาง หญิงสาวหันหน้าเข้าหาเธอแล้วใช้มือข้างหนึ่งตบหลังเธอเบา ๆ ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งยังเด็กตอนนั้นพี่ฤกษ์ก็ต้องกล่อมเธอนอน
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่มือที่ตบแผ่นหลังบางยังคงทำหน้าที่ต่อไป แต่คนถูกกล่อมแทนที่จะหลับกลับใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูกทำได้เพียงหลับตาปี๋อยู่อย่างนั้น เสียงลมฝนตอนนี้ก็ดังสู้หัวใจของเธอที่รัวเหมือนกลองไม่ได้เลย
หัวใจที่เต้นแรงแทบจะกระเด็นออกมาด้านนอกและกำลังกลั้นหายใจ แต่เมื่อกลั้นนานเข้าบวกกับหัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะพอทนไม่ไหวอีกต่อไปก็ลืมตาโพลงแล้วพ่นลมหายใจออกมาทางปาก
“เฮือก เฮ้อ…” เธอรีบสูดหายใจเข้าอย่างแรงหน้าแดงเพราะขาดอากาศเมื่อครู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าสายตาของพี่ฤกษ์มองอยู่เกิดอะไรขึ้นกับพี่ฤกษ์ผีเข้าหรือถูกทำของ
ดวงตาสีอ่อนทอแสงวาวเนื่องจากไฟหัวเตียงยังถูกเปิดไว้ จมูกโด่งรับริมฝีปากหยักหนาเข้ารูปเมื่อเลื่อนสายตาต่ำลงมาก็เห็นลูก กระเดือกที่ขยับขึ้นลงน้อย ๆ เสื้อนอนของพี่ฤกษ์เป็นเสื้อเชิ้ตแต่กระดุมสองเม็ดบนไม่ได้ติดทำให้เห็นแผงอกแกร่งที่มีลายสักด้วย
เหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอกเปลือยและรอยสักใต้ร่มผ้าของพี่ฤกษ์ยิ่งมองนานใจเธอยิ่งเต้นแรงขึ้น แรงขึ้นจนเหมือนอุณหภูมิในตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
“ไม่นอนเหรอ” มือใหญ่ที่ตบหลังในตอนนี้กลับเปลี่ยนจังหวะไป แล้วเสียงที่ถามก็ทุ้มกว่าเดิมตอนนี้มือใหญ่ลูบและไล้เบา ๆ ตามแผ่นหลังบางต่ำลงมาถึงเอวสัมผัสถูกเปลี่ยนอีกครั้งเป็นจับและบีบเอวคอดช้า ๆ
ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอยกมือขึ้นลูบแผงอกแกร่งของพี่ฤกษ์ แต่พอรู้ตัวอีกทีตอนนี้ตัวเธอเกยอยู่บนตัวของพี่ฤกษ์ครึ่งตัวแล้ว
“ขะ…ขอโทษจ้ะ” มือเล็กดันแผงอกกว้างเพื่อยันตัวแต่เธอลุกนั่งพร้อมกับร่างของพี่ฤกษ์ที่ยังคงประคองเธออยู่ฝ่ามืออุ่นร้อนจับเอวเธอไว้มั่นทั้งสองข้าง
“เป็นอะไร” เสียงทุ้มถามสายตาจับมองใบหน้าหญิงสาวตรงหน้าที่แดงระเรื่อขึ้นเรื่อย ๆ
“พี่ฤกษ์ ปล่อยก่อนจ้ะ พี่นอนตรงนี้สรนอนไม่หลับ”
“ทำไมถึงไม่หลับ เมื่อก่อนยังหลับเลย”
“นั้นมันตอนเด็ก แต่ตอนนี้สรโตแล้วแล้วจ้ะ”
“แล้วยังไง หรือจะไม่นอน” คำถามเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม
“ปะ…เปล่าจ้ะ เอ่อ…นอนจ้ะ ทำไมคืนนี้พี่ฤกษ์พูดมากจัง” ตอบตะกุกตะกักไม่รู้จะวางมือวางไม้ทางไหน
“งั้นก็นอน พี่จะไม่พูด” สีหน้าราบเรียบยังจ้องดวงหน้าหญิงสาวเช่นเดิมทั้งยังไม่ยอมปล่อยมือ
“จ้ะ พี่ปล่อยก่อน” ดวงหน้างามหยักหน้าเข้าใจ
“นอน” เสียงเรียบติดดุสั่งทว่ามือยังคงไม่ปล่อย
“จ้ะ…” เสียงเล็กหยักหน้าหลุบหน้าลงหมายจะพลิกตัวลงไปนอนแต่มือของอีกคนกลับกระชับแรงขึ้น ทำให้สองร่างแนบชิดกันโดยไม่ตั้งใจ ปลายจมูกเล็กชนเข้ากับปลายคางของพี่ฤกษ์
“พี่...ฤกษ์ ผีเข้าหรือเปล่า” น้ำเสียงเบาทั้งตกใจและตกประหม่าด้วย
“หึ ไม่นอนเหรอ หื้ม” เสียงทุ้มที่ถามพร้อมขยับเข้าใกล้จนลมร้อนถูกผิวหน้างามที่ขึ้นสีเลือดฝาดจนแทบจะแดงเป็นมะเขือเทศสุกอยู่แล้ว
“นอนจ้ะ พี่ฤกษ์ปล่อยก่อนสิ พี่กอดแบบนี้ สรจะนอนไม่หลับ” มือสาละวนจะแกะมือที่จับเอวแต่เธอยิ่งแกะเขายิ่งกระชับแน่น
“คืนอื่นกอดแน่นกว่านี้ยังนอนหลับ”
“ห๊ะ…พี่ฤกษ์พูดอะไร” สรนิ่งงันมองหน้าพี่ฤกษ์ที่กำลังยิ้มมุมปากอยู่
“ก็ที่สรรู้สึกว่ามีคนนอนกอด ก็เป็นพี่เองที่นอนกอดสร” ตอบด้วยสีหน้านิ่งแต่มุมปากยกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเห็นดวงตาเบิกกว้างของคนตัวเล็ก
“พะ…พี่ฤกษ์ ปล่อยสรก่อนจ้ะ สรจะไปเข้าห้องน้ำ” ใจเต้นไม่เป็นส่ำมันกำลังจะหลุดออกมาแล้ว รู้สึกว่าทั่วหน้าร้อนถึงใบหูลามลงคอแล้ว ไม่รู้ว่าแดงหรือเปล่าหมายความว่าที่ผ่านมาเธอนอนกับพี่ฤกษ์
“เป็นอะไรอยู่นิ่ง ๆ ” เสียงทุ้มที่ถามอยู่ใกล้ ๆ มีลมหายใจอุ่นร้อนพ่นออกมาปะทะจนทำให้คนถูกถามหายใจสะดุดไม่คุ้นชินกับความใกล้ชิดระหว่างยื้อขยับหนีอยู่ ๆ สายตาของสรก็พร่าคล้ายจะเป็นลมสรหน้าซีดตัวอ่อนพับลง
“สรเป็นอะไร”
“อาทิตย์ สรเป็นแฟนอาทิตย์” เสียงเครือของหญิงสาวตอบพลางสะบัดหน้าไปด้วย
“พี่ฤกษ์ อาทิตย์” มือเล็กกุมศีรษะตัวเองปากก็พึมพำอยู่สองชื่ออาทิตย์พี่ฤกษ์ มือใหญ่ยันตัวขึ้นมานั่งเพ่งมองหน้าหญิงสาวมือที่ยังที่นอนกดทับบางอย่าง เมื่อหยิบขึ้นมามันเป็นสร้อยคอหนังของสร
ไวเท่าความคิดเขาเลิกชายเสื้อของสรขึ้นก็เห็นรอยแดงคล้ายดอกไม้ปรากฏเพิ่มขึ้นเพื่อให้มั่นใจเขายังไม่สวมสร้อยกลับให้คอยดูปฏิกิริยาอยู่ข้างตัวของสร
“อาทิตย์…สรไม่ใช่…” สรยังคงพึมพำซ้ำเหมือนเดิมส่ายศีรษะคล้ายกำลังโต้แย้งกันเอง และตอนนี้รอยแดงก็ปรากฏมากขึ้นเรื่อย ๆ
พวกมันกำลังทำเสน่ห์ซ้ำ คงจะเป็นเพราะว่าสรมีของดีกันของเข้าตัวอยู่ด้วย นี่เองเสน่ห์ที่เขาทำใส่สรมันถึงไม่ส่งผลให้สรรักสรหลงอย่างที่ต้องการ แต่ทำให้สรแค่หลง ๆ ลืม ๆ นั่นก็รวมถึงเสน่ห์ดอกรักที่อาทิตย์ทำด้วย มุมปากยกยิ้มบางขึ้นจากนั้นก็สวมสร้อยคืนให้หญิงสาว
มือโอบประคองร่างบางไว้มั่นในขณะนี้สรยังคงกุมหัวสะบัดหน้าอย่างมึนงงอยู่ หางตามีน้ำตาคลอคล้ายสับสนวุ่นวายใจ
“พี่อยู่นี่แล้ว เด็กดี” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับประคองใบหน้าไว้ด้วยฝ่ามือใหญ่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้เขาจะแก้มันเลยแล้วกัน จะได้ไม่ต้องทนรอต่อไปแล้ว
“พี่…ฤกษ์จะทำอะไรจ้ะ…อือ” เสียงถูกกลืนหายเข้าลำคอเนื่องด้วยริมฝีปากหนาอุ่นร้อนทาบปิดสนิทดวงตาเล็กเบิกโพลงประสานดวงตาสีอ่อนที่จ้องเข้ามานัยน์ตา เธอ
‘เปรี้ยง’ แสงของฟ้าที่คำรามด้านนอกฉายวับเข้ามาในห้องแต่กลับไม่ได้ยินเสียงเพราะหูอื้อตาลายไปหมดกับการถูกจู่โจมประชิดตัว