“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ไสยอาสัญ“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวไปด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม ภาพ ติดตานั้นจึงกลายเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนทำให้เด็กชายเมื่อโตเข้าสู่วัยกำดัดต้องเดินเข้าสู่วังวนของไสยศาสตร์อวิชาเพื่อจะแก้แค้นให้ครอบครัวและต้องคอยช่วยเหลือแก้วตาดวงใจให้พ้นจากอันตรายไปด้วย บทสรุปความรักของคนปากหนักจุดจบของการแก้แค้นจะเป็นอย่างไร
บทที่ ๒๐ ย้ายบ้าน
หลังผ่านพ้นเหตุการณ์ได้เกือบสองอาทิตย์ ฤหัสพาสรย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในตัวเมืองเป็นบ้านที่เขาซื้อเตรียมไว้ ช่วงก่อนหน้าที่เขายุ่งก็เพราะเรื่องซื้อบ้านซื้อที่ของตกแต่งพวกสวนเพื่อให้ถูกใจคนที่จะมาอยู่ด้วย
“สรเข้าไปในบ้านเลย เดี๋ยวพี่ขนกระเป๋าเอง” ฤหัสยกกระเป๋าลงจากรถแล้วพาสรเข้าไปนั่งในบ้านก่อน
“สรช่วยยกจ้ะ”
“ไม่ต้อง อย่าดื้อเดินเข้าบ้านไป” สั่งห้ามเสียงเข้มเบี่ยงกระเป๋าหลบมือเล็กที่ยื่นมาหมายจะช่วย
“จ้ะ” ร่างเล็กถอนหายใจแล้วเดินตามคนตัวโตที่ก้าวยาว ๆ นำเข้าบ้านไปก่อน
ตัวบ้านสองชั้นรูปแบบสมัยใหม่ห้องนั่งเล่นใหญ่ห้องครัวอยู่ชั้นล่างมีหนึ่งห้องน้ำส่วนชั้นบนมีสามห้องนอนสองห้องน้ำ ซึ่งห้องหนึ่งพี่ฤกษ์ได้เปลี่ยนเป็นห้องพระแต่ปิดล็อกเอาไว้ตลอด
ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมงกว่าจะมาถึงก็ค่ำ ดีที่ระหว่างทางแวะซื้อกับข้าวมาด้วย อุปกรณ์ในครัวมีครบครันแค่อุ่นอาหารก็กินได้ แล้ว
“ชอบบ้านหรือเปล่า” เสียงถามราบเรียบแต่แววตามีความคาดหวังในคำตอบก่อนจะเริ่มกินข้าวกัน
“จ๊ะ…อ่อ ชอบจ้ะ”
“พรุ่งนี้ค่อยเดินดูรอบ ๆ ”
“จ้ะ” สรยิ้มหยักหน้ารับ ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่าว่าบ้านนี้รูปทรงเหมือนบ้านที่เธอเคยวาดใส่กระดาษไว้ มันสวยมากถ้าหากว่าหน้าบ้านมีสวนดอกไม้หลังบ้านมีสวนผักก็ใช่เลยคือบ้านในฝันของเธอเลย
“กินข้าวเยอะ ๆ ” เสียงทุ้มอ่อนลงกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้ามีรอยยิ้มเผยออกมาแล้ว เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องหญิงสาวก็ไม่ร่าเริงเหมือนเดิม
มันเป็นเรื่องสะเทือนใจและมันก็ฝังใจเธอจนบางทีเก็บไปฝันและบางทีก็ยังละเมอบ้าง หลังกินข้าวกันแล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายกลับห้องอาบน้ำเข้านอน
เช้าวันต่อมาเสียงรถวิ่งปลุกหญิงสาวที่นอนหลับบนเตียงให้ตื่น ที่นี่ไม่มีเสียงไก่ขันยามเช้าเช่นบ้านเดิมเมื่อมองไปทางหน้าต่างที่ถูกเปิดแง้มไว้ก็ตกใจ เนื่องจากจำได้ว่าเมื่อคืนเธอปิดหน้าต่างทุกบาน
สรเดินลงจากเตียงก็ได้ยินเสียงประตูถูกเปิดเข้ามา
“พี่ฤกษ์ หน้าต่างมันถูกเปิดเมื่อ…”
“ใจเย็น ๆ พี่เข้ามาเปิดเองเมื่อเช้า” มือใหญ่จับแขนเล็กไว้บอกให้อีกฝ่ายใจเย็น
“พี่เข้ามาเหรอ แล้วทำไมไม่ปลุกสร”
“เห็นว่าเมื่อวานนั่งรถเหนื่อย ไปล้างหน้าแต่งตัวเดี๋ยวออกไปซื้อของกัน” ตอบพลางเสหลบตาหญิงสาวไปอีกทาง
“ซื้ออะไรจ๊ะ”
“พวกกับข้าว พี่จะรอข้างล่าง” เขาตอบสั้น ๆ แล้วเดินลงไปรอข้างล่างปล่อยให้หญิงสาวจัดการตัวเอง
เดินเลือกซื้อของหลายอย่างหลังจากซื้อพวกกับข้าวแล้วฤหัสก็ถามว่าหญิงสาวต้องการอะไรเพิ่มหรือไม่
“สรจะซื้อของอะไรเพิ่มไหม พวกของใช้ส่วนตัวอยากได้อะไรหรือเปล่า”
“ไม่จ้ะ…เอิ่ม…จ้ะซื้อจ้ะ”
“งั้นไปกัน”
“เอิ่ม…มันเป็นของใช้ผู้หญิง สรขอไปซื้อคนเดียวดีกว่าจ้ะ”
“อืม…เดี๋ยวพี่ไปรอที่เคาน์เตอร์คิดเงิน” เขาพยักหน้ารับรู้แล้วเข็นรถเข็นไปรอที่จุดชำระเงิน
แต่รออยู่พักใหญ่ก็ไม่เห็นหญิงสาวเดินกลับมาจึงตั้งใจจะเดินไปดูแต่เมื่อเดินไปก็เห็นคนยืนมุงอะไรอยู่ได้ยินคนพูดกันว่ามีคนเป็นลม เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นร่างเล็กคุ้นตานอนกองอยู่กับพื้น
“สร!!! หลบหน่อยครับ” เขาเดินแทรกคนเข้าไปประคองร่างบางที่หลับตาสนิทไร้สติ สีหน้าซีดขาวช้อนอุ้มตัวสรขึ้นมาหางตาเหมือนเห็นร่างคุ้น ๆ เดินห่างออกไปแต่ไม่มีเวลาตามไป ต้องสนใจรีบพาสรออกมาก่อน
เขาไม่ได้พาแวะหาหมอแต่พากลับบ้านเลยเพราะสาเหตุที่หญิงสาวสลบไปไม่ใช่เพราะป่วยแต่เป็นผลของการถูกทำเสน่ห์ทั้งจากที่เขาทำใส่สรและที่คนอื่นทำด้วย
สรตัวร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงรีบกรอกน้ำมนต์ให้เธอกินแต่ก็สำสักออกมาหมดบีบคางก็แล้วยังไม่เป็นผล
“ออกไป” เสียงเข้มบอกโหงพรายดวงตาแดงก่ำที่ยืนอยู่ข้างเตียง นับวันโหงพรายใต้อาณัติตนนี้ก็ยิ่งดื้อแพ่งขึ้นไม่รู้เพราะกำลังเขาอ่อนลงหรือยังไงแม้กระทั่งเสน่ห์ที่เป่าใส่คนตัวเล็กทุกวันมันก็ไม่แสดงผลอย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อทั้งห้องเหลือเพียงสองคนเขาก็บีบคางหญิงสาวป้อนน้ำมนต์เข้าปากเธอผ่านปากเขาเอง หญิงสาวที่หลับยาวกว่าจะตื่นมาก็ล่วงเข้าช่วงค่ำ
“พี่ฤกษ์สรเป็นอะไร เรากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ” สรถามคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้าฉงน
“สรเป็นลม จำไม่ได้เหรอ”
“เป็นลมเหรอจ๊ะ”
“จำเรื่องก่อนเป็นลมได้บ้างไหม”
“สรจำได้ว่าเดินไปหยิบของแล้วกำลังเดินกลับมาต่อจากนั้นก็จำไม่ได้” สรมุ่นคิ้วคิดแต่ก็จำได้เพียงเท่านี้
“แล้วสรนึกอะไรอย่างเรื่องเก่าหรือตอนเด็กอาจารย์เคยเล่าเรื่องพ่อแม่ให้ฟังบ้างหรือเปล่า”
“ไม่จ้ะ พ่อไม่เคยเล่าเลย”
“ไม่เป็นไร ลุกไปอาบน้ำเถอะเดี๋ยวลงไปกินข้าวกัน” เป็นความสงสัยของเขาว่าพวกมันต้องการอะไรจากสร ทำไมจ้องแต่คอยตามสรอยู่ตลอด
“จ้ะ” สรหยักหน้าแล้วไปอาบน้ำแล้วจึงตามลงไปข้างล่างเมื่อทั้งคู่กินข้าวเสร็จก็แยกย้ายกลับห้องของตนเอง
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
“มีอะไร” เสียงทุ้มเดินมาเปิดประตูแล้วถามคนที่มาเคาะห้องตน
“พี่ฤกษ์ คืนนี้สรขอนอนในห้องพระได้ไหมจ๊ะ”
“เป็นอะไร รู้สึกไม่สบายตรงไหน”
“เปล่าจ้ะ สรแค่อยากนอนในห้องพระมันจะได้อุ่นใจ”
“งั้นเดี๋ยวพี่ไปนอนเป็นเพื่อนในห้อง”
“เอ่อ…ไม่ต้องก็ได้จ้ะ” เสียงตอบเบา ๆ รู้สึกเกรงใจพี่ฤกษ์ไม่อยากรบกวน
“กลับห้อง ไปนอน” เขาเดินหอบหมอนกับผ้าห่มตัวเองออกมาจากห้องแล้วเดินนำหน้าสรแทน
เมื่อเข้ามาในห้องฤกษ์ก็เดินไปวางหมอนอยู่บนโซฟาแล้วล้มตัวนอน
“พี่ฤกษ์ พี่มานอนเตียงก็ได้ เดี๋ยวสรนอนโซฟาเอง” สรบอกฤกษ์เพราะว่าโซฟามันอยู่เยื้องไปทางปลายเตียง
“ไม่เป็นไร นอนเถอะ” ร่างเล็กยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่เมื่อเห็นว่าอีกคนหลับตาลงแล้วเธอจึงขึ้นไปนอนบนเตียงแล้วจัดหมอนหันทิศปลายเท้าไปทางเดียวกับฤกษ์
หลังจากพลิกตัวกระสับกระส่ายอยู่สักพักทั้งที่ก่อนหน้านี้อยากหลับแต่ตอนนี้กลับไม่ง่วง จึงได้แต่นอนมองร่างคนที่นอนอยู่บนโซฟาเห็นว่าเขานอนกอดอกตัวเหยียดตรง
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่สรจ้องมองคนที่นอนอยู่บนโซฟาแต่มารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นว่าคนที่ตนจ้องหันหน้ามามองเธออยู่นัยน์ตาสีอ่อนคู่นั้นไม่มีทีท่าว่าหลับเลย
“ทำไมไม่นอน”
“สรยังไม่ง่วง มีเรื่องอยากถามด้วยจ้ะ” สรยันตัวลุกนั่งบนเตียง แล้วหันหน้าถามคนที่นอนบนโซฟา
“อะไร” เขาถามขึ้นพร้อมกับหันหน้าหลบหลับตาลง
“เรื่องที่พ่อกับพี่เคยบอกว่าสรฝัน มันไม่ใช่ฝันใช่ไหมจ๊ะ”
“นอนได้แล้ว” ฤหัสออกคำสั่งแทนการให้คำตอบ
“จ้ะ” ร่างเล็กไม่กล้าเซ้าซี้ล้มตัวลงนอนหดคอเข้าใต้ผ้าห่มเพราะเสียงดุ ๆ ของอีกฝ่าย
ลืมตามองเพดานห้องปริบ ๆ เนื่องจากนอนไม่หลับพรูลมหายใจ เสียงถอนหายใจยังถูกเปล่งออกมาเป็นระยะจากหญิงสาว
“ไม่ใช่ฝัน ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง” เมื่อทนฟังเสียงถอนหายใจต่อไปไม่ไหวจึงให้คำตอบแก่หญิงสาว
“มันมีบางช่วงที่สรลืมแล้วก็…เหมือนลืมบางเรื่องมันเป็นเพราะอะไรจ๊ะ”
“เป็นเพราะถูกเสน่ห์ดอกรัก ถ้าพี่ไม่กันให้ จะไม่ใช่แค่หลงลืมแต่จะจำใครไม่ได้เลยนอกจากคนที่ทำใส่” วิธีถอนนั้นมีสองอย่าง อย่างแรกล้างอาคมซึ่งเขาล้างไม่ได้ เพราะคนทำแก่วิชามากและมันมีคาถาเฉพาะในตอนแรกเขาคิดว่าเป็นอาจารย์ทองดีแต่ไม่ใช่ แล้วตอนนี้เขามั่นใจว่าเป็นฝีมือใครต้องเป็นคนเดียวกับคนที่ฆ่าแม่และลูกเขา
แต่มันต้องการอะไรจากสรเขายังไม่เข้าใจหรือมันจะเกี่ยวกับการครองอวัยวะเพื่อการอยู่ยงคงกระพันอย่างที่อาจารย์ทินอูเคยบอก
ตำราในย่ามของอาจารย์ทินอูหน้าที่บันทึกว่าต้องครองอวัยวะใดบ้างเพื่อจะสำเร็จวิชาขั้นสุดของหมอคุณไสยเขาทำยังไงก็ไม่ปรากฏให้เห็น คงเป็นอย่างที่อาจารย์ทินอูบอกของพวกนี้ถ้ามันจะเป็นของตนมันจะมาเอง
ส่วนอีกวิธีง่ายนิดเดียวคือถ้าคนถูกทำไม่บริสุทธิ์ก่อนจะถูกทำซ้ำครั้งที่สามเท่านี้ก็ได้แล้วและข้อนี้สรเองก็พอจะรู้ยกมือมากุมหน้าที่รู้สึกร้อนช้า ๆ แม้ไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเองนักแต่อาการใจสั่นของตัวเองมันก็พอเดาได้สัมปชัญญะเสี้ยวเล็กของตัวเองยังอยู่นั้นคือไม่อาจรู้สึกเกินเลยได้
“พี่ยังโกรธสรเรื่องพี่ณิตาอยู่หรือเปล่าจ๊ะ” คำถามนั้นมีความสั่นเครือในลำคอแม้จะเบาแต่เพราะความเงียบยามค่ำคืนทำให้ได้ยินชัดเจน
“ไม่…” เป็นคำตอบสั้น ๆ ห้วน ๆ เขาไม่ได้โกรธสรแต่เขาโกรธตัวเองที่ปกป้องลูกไม่ได้รวมถึงสรด้วย ส่วนณิตานั้นช่างมันเถอะ
“สรขอโทษ…อึก” สรเอ่ยคำขอโทษปนกลั้นสะอื้นความรู้สึกผิดนี้มันยากจะลบออกได้
“ไม่ต้องร้อง ไม่ใช่ความผิดของสรเลย”
“อีกอย่างจ้ะพี่ฤกษ์ เวลากลางคืนสรรู้สึกคล้ายเหมือนมีคนมานอนด้วยมันเป็นเพราะถูกทำเสน่ห์ด้วยหรือเปล่าจ๊ะ” สรถามคำถามคาใจอีกอย่างแล้วเหม่อลอยไปด้วย ดวงตาทอดมองเพดานห้องตอนนี้มันพร่ามองแสงไฟได้ไม่ชัดช่วงหลัง ๆ มาพี่ฤกษ์ไม่ใช้คำรุนแรงหรือเย็นชาเหมือนเดิมกลับกันบางทีอ่อนโยนกว่าปกติด้วยซ้ำ
“อืม…คงจะใช่ นอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องไปเรียน” ใบหน้าคมหันมองร่างเล็กที่ใช้มือเช็ดดวงหน้าหายใจสะดุดเล็กน้อยแล้วถอนหายใจช้า ๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติใด แล้วเบนหน้ากลับมามองเพดานห้องด้วยเช่นกัน
รุ่งเช้าวันต่อมาฤหัสขับรถไปส่งสรที่มหาลัยรอบด้านมีนักศึกษาที่เรียนต่างคณะ บ้างนั่งคุยจับกลุ่มบ้างเดินไปยังตึกเรียนของตนเองดูคึกคักตื่นเต้นกันมาก
“สร” ขณะก้าวไปยังตึกเรียนก็ได้ยินเสียงเรียกมาจากด้านหลัง
“อ่าว…ยุ มาเรียนที่นี่ด้วยเหรอคิดว่าไปเรียนกรุงเทพซะอีก” เมื่อหันไปก็เห็นเป็นยุ เพื่อนที่เรียนด้วยกันตอนมัธยม
“เราสอบไม่ติดอะสิ ว่าแต่สรสอบติดในกรุงเทพไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเรียนที่นี่ล่ะ” ยุถามขึ้นแล้วหันไปมองทางรถพี่ฤกษ์ที่จอดอยู่
“พี่ฤกษ์ไม่ให้ไป” สรตอบแล้วมองตามสายตาของยุก็ยังเห็นรถพี่ฤกษ์จอดอยู่ที่เดิม
“อ่อ…แล้วนี่แฟนสรล่ะ ตะกี้เหมือนยุเห็นอาทิตย์ด้วยนะอยู่คนละคณะเหรอ” ยุหันมาถามยิ้มกรุ้มกริ่มมองหน้าสรอย่างล้อเลียน
“หื้ม? อาทิตย์เหรอ เราไม่ได้เป็นแฟนกับอาทิตย์นะยุ” สรแก้ข่าวไม่รู้ว่ายุรู้มาได้ยังไงแล้วเจออาทิตย์ที่ไหน ตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งนั้นก็ไม่ได้เจออาทิตย์อีกเลยและดีแล้วที่ไม่เจอ
“อ่าว ก่อนหน้านี้เคยเจออาทิตย์ที่ร้านกาแฟ อาทิตย์บอกว่าเป็นแฟนกับสร” ยุทำหน้าเหรอหร่า
“อืม…มันซับซ้อน แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นแล้ว” สรจะบอกถึงความจริงก็ไม่รู้จะพูดยังไงประจวบกับมาถึงตึกเรียนของตัวเองแล้วด้วย ส่วนยุก็แยกไปยังตึกเรียนตัวเอง
หลังจากทำความรู้จักเพื่อนใหม่และเรียนตลอดวันทั้งวันเพื่อน ๆ ต่างพากันมาทำความรู้จักซึ่งกันและกันพูดคุยเฮฮาเจี๊ยวจ๊าวกันมากและได้รับตารางเรียนและการทำกิจกรรมนอกสถานที่มาด้วย เมื่อถึงเวลากลับบ้านก็โทรบอกพี่ฤกษ์ให้มารับ
เมื่อถึงบ้านสรยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าแต่เดินไปรดน้ำสวนดอกไม้หน้าบ้านก่อน ตกเย็นก็เข้าครัวทำอาหารส่วนพี่ฤกษ์ไม่รู้ทำอะไรคลุกอยู่แต่ในห้องนอนไม่ก็ห้องพระถึงเวลากินข้าวเย็นพอลงมาก็เห็นเนื้อตัวมีแต่เหงื่อบางครั้งก็สีหน้าซีดเซียว
หลังจากอยู่กันมาสักพักก็เหมือนทุกอย่างปกติไม่มีเหตุหรือเรื่องอะไร จากวันเป็นสัปดาห์จากสัปดาห์เป็นเดือนทุกอย่างเรียบร้อยสงบดี แต่ที่เปลี่ยนมากขึ้นเรื่อย ๆ กลับเป็นพี่ฤกษ์บางทีก็ไม่กินข้าวกินปลาหมกตัวจนบางวันแทบไม่เจอหน้า ที่แปลกอีกอย่างคือตัวเธอกลางคืนมักจะรู้สึกว่ามีใครมานอนกอดพอตื่นเช้าในใจเธอมักจะคิดไปว่าเป็นพี่ฤกษ์ถึงขั้นขนาดบางวันก็เอาแต่คิดถึงพี่ฤกษ์อยู่ตลอด
“พี่ฤกษ์ พี่เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” เธอถามสารถีที่ขับรถเงียบ ๆ ขณะมาส่งเธอเรียน ใต้ตาพี่ฤกษ์คล้ำเหมือนคนอดหลับอดนอน
“ไม่…” คำตอบทุ้มต่ำจากลำคอหนาสายตามองตรงเบื้องหน้ามือทั้งสองกำพวงมาลัยรถนิ่ง
“เย็นนี้ สรมีนัดติวกับเพื่อนนะจ๊ะ กลับค่ำ”
“อืม…จะกลับก็โทรบอกพี่” มือใหญ่หักพวงมาลัยเลี้ยวเทียบฟุตบาทหน้ามหาลัยมองแผ่นหลังบางเดินเข้าไปอยู่ครู่ก็ขับรถออก
ช่วงเย็นหลังเลิกเรียนสรกับเพื่อนอีกสี่คนก็ไปติวกันที่คาเฟ่ ร้านห่างจากมหาลัยไม่มาก ซึ่งหนึ่งในนั้นมี‘ปอ’คนที่ตามจีบสรอยู่ด้วย
หลังติวเสร็จถึงเวลาที่ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับเป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้วสรยังนั่งรอพี่ฤกษ์อยู่หน้าคาเฟ่แต่ไม่รู้ว่าปอที่ก่อนหน้านี้แยกกลับไปพร้อมเพื่อนคนอื่นกลับมาเมื่อไหร่
“สร พี่ชายยังไม่มารับเหรอ”
“กำลังมา ปอยังไม่กลับเหรอ” สรถามปอที่ตอนนี้มานั่งอยู่ข้าง ๆ แต่ไม่ถึงกับชิด
“ปอไปซื้อของกินในเซเว่นมา เดี๋ยวปอนั่งรอเป็นเพื่อนดีกว่า สรนั่งคนเดียวมันอันตราย มืดค่ำ”
“ขอบคุณนะ แต่เดี๋ยวพี่เราก็มาถึงแล้ว ปอจะกลับเลยก็ได้”
“ไม่เป็นไรคือสร…ปอมีเรื่องจะ….”
‘ปิ๊ด…ปิ๊ด’
“พี่ฤกษ์!!!”