“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ไสยอาสัญ“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวไปด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม ภาพ ติดตานั้นจึงกลายเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนทำให้เด็กชายเมื่อโตเข้าสู่วัยกำดัดต้องเดินเข้าสู่วังวนของไสยศาสตร์อวิชาเพื่อจะแก้แค้นให้ครอบครัวและต้องคอยช่วยเหลือแก้วตาดวงใจให้พ้นจากอันตรายไปด้วย บทสรุปความรักของคนปากหนักจุดจบของการแก้แค้นจะเป็นอย่างไร
บทที่ ๑๐ เปลี่ยน
บรรยากาศรอบตัวเหมือนยืนท่ามกลางห้องมืดมิดถูกรัตติกาลคลุมทั่วตัวไม่มีแสงสว่างใดเล็ดลอดส่องผ่านให้เห็นแม้เพียงสักสาย
“สร เป็นไงบ้างลูก” แรงเขย่าหนัก ๆ รวมถึงเสียงอันคุ้นเคยดังกระทบเข้าหู เปลือกตาหนักอึ้งลืมขึ้นแล้วกรอกตาไปมาปรับม่านตาเข้ากับแสงที่ส่องมองตาม เสียงเรียกก็เห็นพ่อและพี่ฤหัสที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“พ่อ…พี่” ปภัสสรกะพริบตาถี่ ๆ มองหน้าคนทั้งสอง รู้สึกปวดระบมตามตัวแต่ไม่มากจึงหลับตาขมวดคิ้วขยับไปมาอย่างไม่สบายตัวนัก ลำคอแห้งผากเจ็บจนต้องกลั้นหายใจพลางกัดกรามไว้
เหมือนว่าเธอจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงลืมตาโพลงขึ้นมาอีกครั้งมองหน้าพ่อที่ยืนห่างเพียงแค่เอื้อมแววตาฉายความตื่นตระหนกออกมา
“พ่อ ไม่เป็นอะไรใช่ไหมจ๊ะ แล้วผี…”
“ผี เผอ อะไรที่ไหน ลูกเป็นไข้ไม่สบายแล้วฝันนะสิ”
“ฝัน…เหรอ ไม่น่าใช่นะจ๊ะ แค่ก ๆ ” คิ้วเรียวงามขมวดเป็นปมอย่างครุ่นคิด หากเป็นความฝันทำไมทั้งตัวถึงเจ็บแต่หากเป็นความจริงเหตุใดเธอถึงยังไม่ตาย
“ลุกมากินยาก่อน อย่ามัวแต่คิดเพ้อเจ้อ” เสียงเข้มเอ็ดขึ้นพร้อมกับขยับเข้ามาดันแผ่นหลังลูกสาวให้นั่ง
ปภัสสรใช้มือยันพยุงตัวนั่งแล้วรับถ้วยยาอุ่นมาประคองถือไว้ เหมือนจะมีส่วนผสมของสมุนไพรต้มรวมอยู่ด้วยหลายอย่างกลิ่นแรงชวนคลื่นเหียนอาเจียนอยู่ไม่น้อย
“อี้…พ่อกลิ่นแรงจัง”
“กินเข้าไปให้หมดถ้วย” แววตาดุแกมตักเตือนเพ่งมองมายังถ้วยยาสรจำใจต้องกลั้นหายใจอีกครั้งแล้วยกดื่มจนหมด รสขมปร่าติดลิ้นทั้งฝาดเฝื่อนนรวมกัน อย่างอธิบายได้คำเดียวว่า ไม่อร่อยอยากอ้วกทิ้งเสียทันที
“แหวะ…ไม่อร่อยเลย อยากอ้วก”
“ยาไม่ใช่ขนม” คราวนี้เป็นเสียงของคนที่ยืนเงียบตั้งแต่ต้นเพิ่งสัมฤทธิ์วิชาเปล่งเสียงได้เมื่อกี้นี่เองแถมหัวคิ้วเข้มย่นเข้าหากันแทบหนีบเปลือกถั่วแตก
“สรสร้อยลูกหายไปไหน”
“ไม่รู้จ้ะ สรไม่รู้ตัวเลยว่าหายไปตอนไหน พ่อทำไมหน้าซีดจัง ไม่สบายหรือเปล่าจ๊ะ”
“พ่อไม่เป็นไร งั้นเดี๋ยวพ่อจะลองกลับไปหาสร้อยที่บ้านให้อีกที”
“จ้ะ…อุ๊บ…” ไม่ทันไรลมก็ตีมวนท้องจนอยากอ้วกขึ้นมาจริง ๆ เสียแล้ว ดีที่ใช้มือปิดทันพร้อมกับที่พ่อยื่นกระโถนส่งมาตรงหน้า
“แอวะ…แอวะ” หลังจากอ้วกออกมาหมดไส้หมดพุงเพราะฤทธิ์ยาต้มครึ่งถ้วยทีนี่พ่อก็ส่งน้ำอุ่นธรรมดาให้ล้างปาก
“ข้าวได้แล้วจ้ะ อ่าว…ตื่นแล้วเหรอสร พอดีเลย”
“พี่ณิตา..” หญิงสาวยิ้มมองคนที่เดินเข้ามาพร้อมทั้งถือชามข้าวเข้ามาด้วย กลิ่นหอมมีควันลอยกรุ่นคงเพิ่งเสร็จแล้วนำมาทันทีแน่
“อ่ะ กินข้าวต้มก่อนนะอาจไม่อร่อยเท่าสรทำนะบอกไว้ก่อน”
“ขอบคุณมากจ้ะ ต้องอร่อยอยู่แล้วหอมมากด้วย” เพียงได้กลิ่นข้าวต้มในชามน้ำย่อยในกระเพาะก็ทำงานแล้ว
“กินข้าวไป เดี๋ยวพ่อกลับบ้านก่อน” พูดจบทินอูก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับฤหัส
“จ้ะ” หญิงสาวรับคำยังไม่ทันได้สนใจอะไรนอกจากข้าวต้มตรงหน้าเป่าจนมันอุ่น ๆ สรก็ตักเข้าปากคำแล้วคำเล่าเหมือนคนหิวโซอดข้าวมาหลายวัน
“ค่อย ๆ กินเดี๋ยวสำลัก นั่นไง” ปณิตายังเอ่ยเตือนไม่ทันจบประโยคคนที่ตักข้าวต้มเข้าปากไม่หยุดพักหายใจก็สำลักออกมาก่อน
“แค่ก…แค่ก” ปภัสสรใช้มือหนึ่งถือชามส่วนอีกข้างป้องปากตนเองไว้ เมื่อหยุดไอก็เห็นลิ่มเลือดสีดำปะปนออกมาติดบนฝ่ามือเล็กน้อย ส่วนปณิตาก็หันไปหยิบแก้วน้ำอุ่นมาส่งให้จึงไม่ทันเห็นว่าสรเอามือเช็ดกับต้นขาตนเองเพื่อปิดบังไม่ให้ใครเห็น
“กินน้ำก่อน”
“ขอบคุณจ้ะ เอ๊ะ ท้องพี่” ปภัสสรจ้องท้องที่นูนขึ้นน้อย ๆ ของปณิตาแล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัยก็เมื่อวานท้องของพี่ณิตายังไม่นูนเลย แต่ทำไมตอนนี้มันเห็นชัดขึ้นมาก
ปณิตาเข้าใจความสงสัยที่ฉายในดวงตาของปภัสสรจึงไขข้อสงสัยให้กระจ่าง
“น้องสรนอนจับไข้เกือบหนึ่งเดือนเต็ม ท้องพี่มันก็ใหญขึ้นเป็นธรรมดา”
“หนึ่งเดือน!!! เหรอจ๊ะ เป็นไปได้ยังไง ไม่จริงมั้งพี่…” ยังกล่าวประโยคค้านไม่จบสายตาที่มองไปรอบ ๆ ก็เห็นสิ่งผิดปกติ คือห้องที่เธอนอนอยู่ไม่ใช่ห้องของเธอต้องไม่ใช่ห้องเธอแน่ เพราะนี่ไม่ใช่บ้านของพ่อทินอูกับเธอแต่เป็นบ้านของพี่ฤกษ์
“ใช่จ้ะ อาจารย์ย้ายสรมาอยู่ที่บ้านจะได้มีคนดูแลตอนไม่สบาย” สรพยักหน้าเข้าใจในเรื่องนี้เธอไม่ใช่เด็กแต่โตแล้ว พ่อเป็นผู้ชายคงไม่สะดวกจะดูแลเธอนัก
“งั้น ตอนสรไม่สบายพี่ณิตาก็ต้องดูแลสรตลอดเลยเหรอจ๊ะ”
“อะ…เอิ่ม…ใช่จ้ะ กินข้าวต่ออีกหน่อยสิ มัวแต่ตกใจ” ปณิตาขยับชามเป็นการกระตุ้นให้ปภัสสรกินข้าว อาการที่พี่ณิตาเป็นนั้นอยู่ในสายตาของสรที่แอบสังเกตอยู่เพราะอาการชะงักของอีกฝ่ายไม่แนบเนียนอย่างที่เจ้าตัวคิดจะเก็บซ่อน
“อ่อ…จ้ะ” ขณะที่กระจ่างและก็เหมือนยังมึนงงปภัสสรก็พยักหน้าแล้วตักข้าวเข้าปากเคี้ยว พลางสมองก็นึกถึงเรื่องที่คนอื่นบอกว่าเป็นฝันไป ด้วยในใจขัดแย้งว่ามันไม่ใช่ฝันแต่อีกใจก็บอกว่าเป็นฝันและมีบางอย่างที่เธอคลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะได้ยินขณะกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่
ถึงจะคิดไม่ตกแต่มือก็ยังตักข้าวกินเรื่อย ๆ จนหมดชามแล้วคิดจะลงจากเตียงเพื่อไปเก็บชามแต่ปณิตาก็ปรามไว้ก่อน ยั้งไม่ให้คนที่เพิ่งหายป่วยลุกขึ้น
“เดี๋ยวพี่เก็บเอง สรนอนพักเถอะ จะได้หายไว ๆ ”
“แต่สรหายแล้วนะจ๊ะ”
“อย่าดื้อ…ไม่งั้นพี่จะบอกพี่ฤกษ์นะ”
“ก็ได้จ้ะ” สรหดคอชักเท้ากลับขึ้นเตียงอย่างว่าง่าย หน้ามุ่ยปากขมุบขมิบเหมือนบ่นอะไรพึมพำ ปณิตาส่ายหน้ายิ้ม ๆ ขำที่สรกลัวพี่ฤกษ์ยิ่งกว่าอาจารย์ทินอูที่เป็นพ่อ
และสรก็ต้องนอนพักอยู่อย่างนั้นอีกเกือบอาทิตย์หลังจากนั้น และไม่ว่าจะพูดยังไงพี่ณิตาก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้เธอได้ช่วยงานบ้านเลยแม้กระทั่งเสื้อผ้าเธอพี่ณิตาก็นำไปซักให้
และหลังจากวันที่เธอตื่นมาก็ไม่ได้เจอพ่อเลย เย็นนั้นพ่อบอกต้องกลับบ้านไปต้มยาก่อนและทำธุระแต่เธอก็เห็นว่ายาที่เธอกินก็ต้มที่บ้านพี่ฤกษ์ แต่เพราะไม่อยากเซ้าซี้ถามให้มากความจึงคิดว่าพ่อคงติดธุระสำคัญถึงไม่ได้มาหาเธอ
และแล้วก็ถึงวันที่ปภัสสรได้รับอนุญาตให้ก้าวออกจากห้องได้ แต่ก็ต้องตกละลึงกับภาพที่เห็นด้านนอกบ้านนั้นคือ รอบบ้านมีสายสิญจน์ล้อมทั้งประตูหน้าบ้านก็มีขนเม่นถูกมัดเป็นรูปดอกจันแขวนห้อยอยู่หน้าประตูทางเข้า เธอรู้ว่าสำหรับชาวกะเหรี่ยงมันเอาไว้กันภูตผี
สายตางุนงงที่กำลังพินิจบริเวณบ้านหยุดอยู่ที่ร่างหนึ่งที่กำลังเดินตรงเข้ามา นั่นคือเจ้าของบ้านสีหน้าของพี่ฤกษ์ดูออกจะซีดเซียว กว่าปกติ อีกทั้งหัวคิ้วนั้นก็ขมวดยุ่งในมือถือหัวไพลหัวว่านหลายชนิดมาด้วยแล้วยังมีบางอย่างในถุงผ้าที่พี่เขาขยับถือหลบสร
“พี่ฤกษ์”
“มาทำอะไรตรงนี้” น้ำเสียงที่ฟังเหมือนคนกรุ่นโกรธทั้งสีหน้าบึ้งตึงไม่รับแขกทำเอาสรอ้ำอึ้งไม่รู้จะพูดอะไรดีแววตาพี่ฤกษ์มองมาเหมือนตนเองขวางหูขวางตาหรือทำอะไรผิดมหันต์อย่างไรอย่างนั้น
“เออ…” ฝีเท้าหนักก้าวผ่านตัวไปโดยไม่รอฟังเธอพูดสิ่งใด อยู่ ๆ ดวงตาคู่เล็กที่มองตามแผ่นหลังใหญ่ก็เหมือนมีม่านหมอกบังไม่ สามารถมองเบื้องหน้าได้ชัด ปลายจมูกแสบร้อนน้ำอุ่นสองสายก็ไหลลงสองข้างแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
เมื่อรู้สึกตัวปภัสสรก็รีบใช้มือปาดน้ำตาไม่รู้ว่าทำไมน้ำตาเธอถึงไหล เธอไม่ได้อยากร้องไห้เสียหน่อยแต่แค่ไม่เข้าใจว่าเธอทำอะไรผิดพี่ฤกษ์ถึงต้องใช้น้ำเสียงและแววตาเช่นนั้นมองเธอ
อยากถามให้รู้แล้วรู้รอดแต่ความขี้ขลาดก็ฉุดให้เธอต้องก้มหน้าเงียบเพราะแต่ไหนแต่ไรเธอก็กลัวพี่ฤกษ์อยู่แล้ว ทั้งไม่กล้าทำตัววุ่นวายในใจคิดไปต่าง ๆ นานา หรือว่าเพราะเธอมาเป็นภาระที่บ้านนานเกินไปสร้างความลำบากให้กับพี่ฤกษ์และพี่ณิตาจึงทำให้พี่เขาไม่พอใจตนใช่หรือไม่
คิดถึงสิ่งน่าจะเป็นเรื่องอื่นไม่ออกปภัสสรก็คิดว่าคงเป็นเหตุผลนี้กระมัง เนื่องจากปกติแล้วพี่ฤกษ์รักถนอมพี่ณิตามาก แต่นี่เมื่อเธอมาอยู่พี่ณิตาก็ต้องทำงานหลายอย่าง
เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ตกลงใจแล้วว่าในเมื่อตนหายดีแล้วก็จะกลับบ้านไม่ควรอยู่รบกวนสองสามีภรรยาต่ออีกกลับมันวันนี้เลย เมื่อตัดสินใจได้ขาเรียวจึงก้าวขึ้นชั้นบนเพื่อไปหาพี่ณิตา
ขณะเดินผ่านห้องพระตาเหลือบไปเห็นกระเป๋าผ้ารูปทรงแบบเดียวกับย่ามประจำกายของพ่อทินอูผ่านประตูที่ปิดไม่สนิท แม้จะคุ้นตาแต่กระเป๋าย่ามแบบเดียวกันคงมีคล้ายหรือเหมือนกันอยู่มากจึงไม่ได้ให้ความสนใจอะไรต่อ
สาวเท้าใกล้ถึงหน้าห้องก็ได้ยินเสียงของพี่ณิตาคุยอยู่กับพี่ฤกษ์เบา ๆ จึงหันหลังจะกลับห้องตัวเองก่อน แต่ต้องชะงักเท้าเมื่อได้ยินเสียงพี่ฤกษ์เอ่ยประโยคที่ดังขึ้นกว่าปกติ
“แต่พี่ไม่อยากให้สรมาอยู่บ้านเรา”
“แต่อาจารย์ฝากน้องสรไว้กับเรานะจ๊ะพี่ฤกษ์ น้องตัวคนเดียวถ้าพี่ไม่ให้อยู่บ้านเราแล้วจะให้น้องสรจะไปอยู่ไหนล่ะจ๊ะ สงสารน้องเถอะ”
“แต่พี่ไม่อยากได้คนอื่นมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเราสองคน”
“ณิตาเข้าใจจ้ะพี่ฤกษ์ แต่ณิตาก็สงสารน้องสรเหมือนกัน”
“งั้นเดี๋ยวพี่จะทำบ้านแยกต่างหากให้สรไปอยู่ แบบนี้ได้ไหม”
“พี่ฤกษ์จ๊ะ ให้น้องสรอยู่บ้านเดียวกับเราเถอะจ้ะ ณิตาไม่ถือหรอกมันเป็นเรื่องที่พี่ต้องช่วยน้องสร ณิตาไม่คิดมาก”
“แต่พี่ถือพี่อยากอยู่กับเมียพี่แค่สองคนและลูกเราในท้องแค่นี้”
“แต่…ฉันตามใจพี่ฤกษ์จ้ะ”
“เห้อ…เอาเถอะไม่ต้องร้องไห้ ท้องไส้อยู่เดี๋ยวจะไม่สบาย เอาเป็นว่าให้อยู่ก็ให้อยู่พี่ตามใจเมียพี่”
“จ้ะ”
ฝีเท้าเล็กที่กำลังก้าวสลับซ้ายขวาสับเร็วขึ้นจนแทบจะเป็นวิ่งไม่รู้แล้วว่าเดินออกมาไกลแค่ไหนห่างเท่าไหร่จากบ้านของคนที่ไม่ต้องการร่วมชายคากับเธอ
เมื่อนึกถึงสิ่งที่ได้ยินหัวใจก็บีบรัดทุกคราเจ็บเหมือนความฝันนั้น ฝันที่รู้สึกเหมือนใครเอามือมาบีบเข็มมาแทงอก เพิ่งรู้วันนี้ว่าตนไม่เป็นที่ต้องการของพี่ฤกษ์ขนาดแม้ร่วมชายคายังรังเกียจ
“ฮึก…ฮึก” เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นมันดังจากลำคอ น้ำตาที่ไหลแม้จะเช็ดเท่าไหร่ก็ไม่เหือดแห้งไปเสียทียิ่งเช็ดยิ่งไหลตามัวแทบมองเส้นทางเบื้องหน้าไม่เห็นแต่เพราะชำนาญเคยเดินมาเป็นเวลาสิบกว่าปีปลายทางที่มุ่งยังถูกทิศไม่หลงทาง
ความเสียใจความน้อยใจแล่นปราดขึ้นกลางอกทำไมทุกคนถึงไม่ต้องการเธอ พ่อ แม่ พี่ฤหัสแล้วพ่อทินอูล่ะไม่ต้องการเธอแล้วหรือเปล่าถึงได้ฝากฝังเธอไว้กับพี่ฤกษ์
ระยะทางที่ปกติปภัสสรใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะเดินถึงบ้าน ตอนนี้เธอไม่รู้ว่าใช้เวลาเท่าไหร่แต่รู้สึกว่าไม่นานเธอก็มาถึงแล้วถึง หน้าบ้านที่เธออาศัยอยู่ตั้งแต่จำความได้จนตอนนี้อายุยี่สิบแล้ว
ภายในบ้านเงียบสงบไม่มีเสียงใด หลังจากยืนเช็ดน้ำตาจนแห้งสักพักสูดหายใจเข้าเพื่อปรับลมหายใจและอารมณ์ฉีกยิ้มทำหน้าให้เป็นปกติที่สุด แล้วมือเรียวจึงเปิดประตูเข้าบ้าน
ไฟนีออนหลอดสั้นถูกเปิดให้ความสว่าง ก้าวยาว ๆ ไปทางห้องของพ่อหยุดเคาะประตูสองสามครั้งแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ กลับมา
“พ่อจ๊ะ สรกลับมาแล้วจ้ะ พ่อ…ได้ยินไหม” ยืนฟังรอเสียงขานรับชั่วครู่แล้วกลับไม่ได้ยินพ่อตอบกลับจึงลองเคาะประตูเรียกอีกครั้ง
“พ่อจ๊ะ…ได้ยินสรไหมพ่อ สรกลับมาแล้วจ้ะ” ยังคงเงียบสนิทราวกับไม่มีใครอยู่ด้านในแต่แสงไฟในห้องยังส่องลอดใต้ประตูออกมาให้เห็น ใจหนึ่งก็คิดว่าพ่ออาจนอนหลับแต่เท่าที่จำได้พ่อเป็นคนนอนไวแม้แต่เวลาเธอย่องออกบ้านพ่อยังได้ยิน เพราะฉะนั้นเรียกแบบนี้ไม่มีทางไม่ได้ยิน
“พ่อ สรเข้าไปนะจ๊ะ” มือเล็กดันมือจับประตูเข้าไป สายตากวาดมองหาร่างพ่อจากด้านข้างเลื่อนไปหยุดอยู่ที่มุมขวาหน้าหิ้งพระ “พ่อ!!!!!!”