“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”

ไสยอาสัญ - บทที่ ๑๔ ระบายอารมณ์ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ไสยอาสัญ

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า

รายละเอียด

ไสยอาสัญ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”

ผู้แต่ง

หยกลายกุหลาบ

เรื่องย่อ

เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวไปด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม ภาพ ติดตานั้นจึงกลายเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนทำให้เด็กชายเมื่อโตเข้าสู่วัยกำดัดต้องเดินเข้าสู่วังวนของไสยศาสตร์อวิชาเพื่อจะแก้แค้นให้ครอบครัวและต้องคอยช่วยเหลือแก้วตาดวงใจให้พ้นจากอันตรายไปด้วย บทสรุปความรักของคนปากหนักจุดจบของการแก้แค้นจะเป็นอย่างไร

สารบัญ

ไสยอาสัญ-# คำเตือน,ไสยอาสัญ-# บทนำ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑ บ้านเดิม,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒ ยาสั่ง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓ แม่สื่อ,ไสยอาสัญ-บทที่๔ แต่งงาน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๕ ข่าวดี,ไสยอาสัญ-บทที่ ๖ เรื่องแปลก,ไสยอาสัญ-บทที่ ๗ เงาดำ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๘ โดนของ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๙ ถอนของ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๐ เปลี่ยน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๑ ฝากฝัง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๒ แทงใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๓ สาหัส,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๔ ระบายอารมณ์,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๕ แฟน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๖ เสน่ห์ดอกรัก,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๗ คนแปลกหน้า,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๘ ยังไม่ใช่ตัวการ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๙ ส่งไปตาย,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๐ ย้ายบ้าน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๑ สั่งห้าม,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๒ รอไม่ไหว,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๓ ดูแล,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๔ อาจารย์,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๕ ไม่มั่นใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๖ พ่อ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๗ หวั่นใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๘ รู้เรื่อง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๙ ไม่พูดไม่จด,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๐ ปรับความเข้าใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๑ ช่วยเหลือ (เพื่อน),ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๒ รวมสาย (เพื่อน),ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๓ สะสาง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๔ อ้อมกอด,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๕ วันคลอด,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๖ อธิฐาน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๗ เฝ้ามองดู,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๘ สิ้นสุดตลอดไป,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๙ อันวาดลูกพ่อลูกแม่,ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวาด (ธีม : สายลม),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวาด ๑ (ธีม : หิมะ),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวาด ๒ (ธีม : หิมะ),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวา (ธีม : เพื่อนรัก),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวา ๑ (ธีม : ไออุ่น),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวา ๒ (ธีม : ไออุ่น)

เนื้อหา

บทที่ ๑๔ ระบายอารมณ์

บทที่ ๑๔ ระบายอารมณ์

“พี่ฤกษ์ สรขอโทษ ฮือ…” น้ำตาไหลอาบนองสองข้างแก้ม ภาพเลือดตรงหน้าร่างไร้วิญญาณของพี่ณิตาเสียงสบถกล่าวโทษที่เอ่ยดังก้องทั่วบ้าน ความรู้สึกผิดทำให้ร่างเล็กสั่นเทาสะอื้นไห้ไม่หยุด

“คำขอโทษมันเอาลูกฉันคืนมาได้ไหม อย่าพูดอะไรที่มันไร้ประโยชน์”

“พี่ฤกษ์…อึก…ฮือ” สะอึกสะอื้นในลำคอสะท้อนดังออกมา น้ำตาบังเป็นม่านมองไม่เห็นเบื้องหน้าทำได้แต่นั่งจมจ่อมอยู่กับที่นิ่งอยู่อย่างนั้น

“ไป…ออกไปก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน” ฤหัสตะเบ็งเสียงไล่มองร่างเล็กที่นั่งสะอื้นตัวสั่นด้วยแววตาว่างเปล่า

“สรผิดที่ไม่ฟังพี่ แต่ถึงสรอยู่สรจะช่วยอะไรได้” หญิงสาวตัดพ้อสายตามองหน้าคนที่กำลังโมโห

“อย่าอยู่ที่นี่ให้ฉันเห็นหน้าอีก” ร่างเล็กถูกกระชากตัวลอย ลากมาทิ้งไว้หน้าบ้านจากนั้นเจ้าของบ้านก็ปิดประตูดังปังไม่แยแสคนที่นั่งตัวสั่นเทิ้มเนื้อตัวคลุกพื้นเปียก

“พี่ฤกษ์” เสียงเครือเอ่ยเรียกเล็ดลอดผ่านลำคอแผ่วเบา ร่างเล็กไม่ขยับไหวติงเพียงทิ้งตัวเองให้จมอยู่กับความรู้สึกทั้งหลายในใจ และปล่อยน้ำตาให้ไหลทำหน้าที่ระบายแทนสิ่งที่ไม่สามารถพูดออกมาได้

พระพรหมณ์สำแดงเดชโปรยฝนกระทบร่างบางที่สะอื้นไห้อยู่กับที่ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมกดทับทั้งสมองและหัวใจ

เสียงฟ้าคำรามเปรี้ยงส่งผลให้หญิงสาวสะดุ้งกรีดร้องเนื่องด้วยกลัวจับใจ ดวงตาพร่าด้วยม่านน้ำตาความเย็นชื้นกระทบร่างกระแสฝน โหมขึ้นและกระหน่ำแรง ความเยือกเย็นของพิรุณทำให้ร่างบางสั่นเทิ้มแต่ความเย็นชาของคนที่ขับไล่ใสส่งเธอกลับทำให้หนาวสิ้นเรี่ยวแรงยิ่งกว่า 

ร่างเล็กหมายยันตัวแต่กลับล้มกองลงกับพื้นอีกครั้ง กลืนน้ำตาจนจุกอกดวงตาพร่าเลือนเวียนหัวราวพื้นกำลังเอียงโยกพาให้ร่างเปียกโชกล้มตึงลงพื้น

เวียนหัวหนักอึ้งนัยน์ตาลางคล้ายจะเป็นลมจำได้เพียงสัมผัสสุดท้ายที่แตะร่างเปียกปอนของตนนั้นถูกมือใหญ่ของใครเข้ามาประคองกอดไว้แน่น หน้าผากคล้ายมีความอุ่นทาบทับ เสียงพึมพำเบา ๆ ‘ขอโทษ’ 

‘กึก กึก กึก’ เสียงกึกที่ดังเข้ามาในหูปลุกให้คนที่กำลังหลับใหลได้สติคืนมาอีกครั้ง เปลือกตาหนัก ๆ มันกดทับให้ลืมเกือบไม่ขึ้น ขณะพยายามเปิดเปลือกตาก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังขึ้นไกล ๆ สมองก็กำลังประมวลผลไปด้วย

‘เฮ้อ…น่าสงสารพ่อหมอเขานะ อีกไม่กี่วันจะได้เห็นหน้าลูกแล้วแท้ ๆ ไม่น่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย’ 

‘นั่นสิ ฉันว่านะ ต้องเป็นพวกหมอผีเหมือนกับพ่อหมอฤหัสแน่เลย’

‘เฮ้อ…ไม่รู้สิ สมัยนี้มันน่ากลัวขึ้นทุกวัน ฆ่าแกงกันง่าย ๆ เลย’

‘เห็นว่าตำรวจสงสัยพ่อหมอด้วยนะ เสร็จจากงานเผาวันนี้ต้องไปให้ปากคำต่อที่โรงพักด้วย พวกตำรวจก็มาเฝ้าที่วัดตลอดเลย’

‘มันก็น่าคิดอยู่นะ เห็นว่าเด็กพวกนี้เอาไปทำลูกกรอกกุมารได้ ราคาดีด้วย หรือไม่ก็ผัวเมียทะเลาะกันหรือเปล่า’

‘แกจะบ้าเหรอ พ่อหมอฤหัสเขาจะเอาลูกตัวเองมาทำ…บึ้ย…ขนลุก’

‘พวกหมอสายดำมันก็ทำกันได้หมดแหละ ผีสางเข้าเพราะฝึกไสยสกปรกจนใจแยกแยะชั่วดีไม่ได้ขึ้นมาหน่ะ ของพวกนี้ไม่เข้าใครออกใครหรอก’

‘บ้าเหรอ แกก็หาพูดส่งเดช เดี๋ยวก็โดนของหรอก ปากหมา’

‘ไม่แน่นะ ฉันเคยได้ยินณิตามันเปรยตอนไปเจอกันที่ตลาดว่าพ่อหมอเหมือนจะชอบใครไม่รู้’

‘เออ ๆ ฉันก็เคยได้ยิน เฮ้อ…ดูภายนอกก็….’ เสียงห่างออกไปเรื่อย ๆ ร่างเล็กค่อย ๆ ลืมตาโพลงมองเพดานอยู่ครู่ใหญ่ สำรวจรอบห้องก็พบว่าตนนอนอยู่ที่ห้องพักของสถานีอนามัย เมื่อสมองเรียกภาพเหตุการณ์ทุกอย่างกลับมาและจำได้ทั้งหมดน้ำตาก็เอ่อล้นไหลออกมาอีกครั้ง 

ทุกอย่างไม่ใช่ฝันทุกเรื่องเป็นความจริง เธอทิ้งให้พี่ณิตาอยู่บ้านคนเดียวจนเกิดเรื่อง พี่ณิตาตายพร้อมกับลูกมือสั่นเทาทั้งสองข้างยกขึ้นมาปิดใบหน้าสะอื้นไห้ โสตได้ยินเสียงของพี่ฤกษ์ในวันนั้นอีกครั้งแล้วได้ยินเสียงประตูห้องถูกเปิดเข้ามา

“ตื่นแล้วเหรอ สรเป็นไงบ้าง หิวไหม” 

“อาทิตย์ พี่ฤกษ์เป็นไงบ้าง” เมื่อเปล่งเสียงถึงได้รู้ว่าเสียงตัวเองแหบพร่าเจ็บลำคอน้อย ๆ 

“สบายดี เป็นห่วงตัวเองเถอะ ตากฝนนอนจับไข้ตั้งหลายวัน” เสียงอาทิตย์ติงเนิบ ๆ พร้อมกับใช้มืออังหน้าผากที่ยังมีอุณหภูมิร้อน ๆ อยู่บ่งบอกว่าคนบนเตียงยังมีไข้

“วันนั้น…อาทิตย์เราหลับไปกี่วัน” สรพึมพำเบา ๆ ร่างเล็กพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งอาทิตย์จึงช่วยประคองอีกแรง

“สามวัน เดี๋ยวไปเอาข้าวให้ กินข้าวจะได้กินยานะ” 

“เราไม่หิวเลย” เอ่ยตอบเสียงแผ่วหลังจากเสียพ่อคนที่พอจะทำให้สรได้ยิ้มออกมาบ้างและอยู่เป็นเพื่อนคอยแอบมาหาก็มีอาทิตย์นี่แหละ

“ไม่หิวก็ต้องกินนะ สรต้องกินยา” อาทิตย์ผละเดินออกมาจากห้อง ไม่ฟังคำค้านของหญิงสาว ส่วนคนที่นั่งก็ถอนหายใจยาวออกมา

หลังหายไปสักพักอาทิตย์ก็ถือกล่องข้าวกับน้ำเปล่ากลับมาด้วย แต่เมื่อเข้ามาก็เห็นว่าคนบนเตียงกำลังวางจานข้าวแล้วหยิบยาขึ้นมากิน 

“อ่าวสร ได้ข้าวมาแล้วเหรอใครเอามาให้” 

“พี่พยาบาลเอามาให้”

“อิ่มหรือเปล่า ถ้าไม่อิ่มกินนี่ด้วยก็ได้” อาทิตย์ยื่นกล่องข้าวส่งให้ถึงมือหญิงสาว

“เราอิ่มแล้ว อาทิตย์ล่ะกินข้าวยัง” 

“อืม เรากินแล้ว สรจะไปไหน” อาทิตย์รั้งไหล่บางที่กำลังก้าวลงจากเตียงด้วยใบหน้าซีดเซียว

“เราอยากไปงานศพพี่ณิตา” 

“อย่าไปเลย สรยังไม่หายไข้” 

“แต่จะเผาวันนี้แล้วไม่ใช่เหรอ เราอยากไปส่งพี่ณิตา”

“แต่…”

“อาทิตย์อย่าห้ามเราเลย เราอยากไป” เสียงเครืออ่อน แววตาหม่นเศร้าของคนตรงหน้าพาให้คนห้ามใจอ่อน อาทิตย์อ่อนใจกับความรั้นของสรเป็นต้องยอมอยู่เรื่อย

“แน่ใจเหรอสร พี่ฤกษ์เขาเฮ้อ…งั้นอาทิตย์พาไปเอง” เนื่องด้วยสถานีอนามัยและวัดห่างกันไม่กี่กิโลทั้งสองจึงเดินไปแต่ด้วยหญิงสาวยังมีไข้อ่อน ๆ ด้วย ต้องเดินตากแดดไข้จึงกลับสูงขึ้นมาอีกครั้ง มาถึงวัดใบหน้าของหญิงสาวก็แดงก่ำมีเหงื่อกาฬไหลย้อย

“เป็นยังไงบ้าง ไหวไหม นั่งพักก่อนเราจะหยิบน้ำให้” อาทิตย์ยื่นมือประคองให้สรนั่งพักตรงเก้าอี้ไม้ด้านนอกศาลาวัด 

ชาวบ้านนั่งอยู่ในศาลาวัดบ้างประปรายมีตำรวจสวมเครื่องแบบอีกสองสามนายอยู่ในงานด้วย เมื่อมองไปสรก็เห็นร่างคุ้นเคยที่นั่งอยู่หน้าโลง สภาพฤหัสในตอนนี้ผิดไปจากเดิม หนวดเคราขึ้นเป็นตอเขียวใบหน้าซูบตอบใต้ตาดำคล้ำ เส้นผมยาวปรกหน้า

หญิงสาวกำลังจะเดินเข้าไปในศาลาเพื่อจะเข้าไปจุดธูปเคารพผู้ล่วงลับ แต่ร่างใหญ่ที่นั่งอยู่กลับเงยขึ้นมาเสียก่อนดวงตาที่จ้องผู้เข้ามานั้นราวโกรธและแค้นเคือง ฝีเท้าเล็กชะงักกึกเมื่อเห็นสายตานั้น

“มาทำไม” เสียงเย็นชาห้วนห่าวเอ่ยถามขึ้น

“พี่ฤกษ์…คือสรมาไหว้พี่ณิตาจ้ะ” 

“กลับไป”

“คือ…สร…ขอโทษจ้ะ” 

“กลับไป” ถูกเอ่ยไล่อีกครั้ง ทั้งยังเยียบเย็นกว่าเดิม

“จ้ะ” เสียงเล็กกลั้นสะอื้นก้าวถอยหลังช้า ๆ ขบริมฝีปากแน่นหัวใจบีบรัดด้วยความรู้สึกผิด ทั้งน้อยใจที่ถูกไล่เหมือนหมูหมาจากคนตรงหน้า

“สร มานี่สิ” มือของอาทิตย์ประคองร่างเล็กที่กำลังถอยหลังจะเซล้มพามานั่งด้านหน้าแล้วเอื้อมจุดธูปส่งให้หญิงสาว 

ร่างเล็กเบนสายตามองคนที่ยังจ้องตามร่างคนทั้งสองแล้วรีบหลบนัยน์ตาคม รับธูปมาแล้วสรจึงกราบขออโหสิกับผู้ล่วงลับ ดวงหน้าเรียว หม่นหมองเงยมองภาพตั้งหน้าศพของพี่ณิตามีรอยยิ้มงดงามที่ตอนนี้ไม่มีลมหายใจเสียแล้ว อาทิตย์รับธูปไปปักในกระถางแล้วหันมา ประคองร่างเล็กให้ยืนขึ้น

“กลับเลยไหมสร ไข้ขึ้นอีกแล้วตัวร้อนมากเลย” 

“ยัง เราอยากอยู่เผาก่อน”

“ได้ งั้นไปนั่งทางโน้นก่อน เดี๋ยวเราไปหายาลดไข้มาให้” 

“อืม” สรพยักหน้ารับช้าๆ รู้ตัวเองเช่นกันว่าไข้กำลังขึ้นสูงร้อน ๆ หนาว ๆ ทั้งยังมึนหัวขึ้นเรื่อย ๆ ขณะหลับตากุมขมับก็สัมผัสถึงผ้าอุ่น ๆ คลุมกาย หญิงสาวคิดว่าเป็นอาทิตย์แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าเป็นอีกคนที่เธอไม่คาดคิด

“พี่ฤกษ์…ขอบคุณจ้ะ” 

“ยังไม่หายยังจะดื้อ บอกให้กลับยังไม่ฟัง เอานี่ใส่ไว้ห้ามถอด” มือใหญ่จับผ้าคลุมไว้บนไหล่บางลวก ๆ พร้อมกับคล้องสายสิญจน์ที่ถักเมื่อครู่ลงที่ศีรษะเล็กแล้วเดินหันหลังกลับไปนั่งประจำที่เดิม

“จ้ะ…” กว่าจะรับคำแผ่นหลังกว้างก็ห่างออกไปแล้ว ในใจกลับรู้สึกอุ่นขึ้นเสียยิ่งกว่าร่างกายที่ได้ผ้าห่มเสียอีก ไม่ผิดอ้อมกอดอุ่นก่อนสลบไปวันนั้นเป็นพี่ฤกษ์แน่

กว่าพิธีเผาจะเสร็จเรียบร้อยก็ล่วงเข้าเวลาสี่โมงเย็น แต่เมื่อจัดการงานเผาเรียบร้อยทางเจ้าภาพงานศพซึ่งก็คือสามีผู้เสียชีวิตก็ต้องเดินทางไปโรงพักเพื่อให้ปากคำรวมถึงปภัสสรผู้ร่วมเหตุการณ์ด้วย

การให้ปากคำกินเวลาถึงสองชั่วโมงเมื่อรวมเวลาในการเดินทางไปกลับด้วยกว่าจะถึงบ้านก็เกือบสองทุ่มโดยมีรถของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาส่งถึงบ้านของฤหัส

หลังลงจากรถเจ้าของบ้านก็หันหลังเดินเข้าบ้านส่วนร่างเล็กยังยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิม ภาพความทรงจำย้อนกลับมาร่างไร้วิญญาณ เลือด และคำขับไล่มันก้องขึ้นมาในหูอีกครั้ง

ฝีเท้าเล็กก้าวห่างจากบ้านช้า ๆ ที่หมายคือบ้านหลังที่เธออาศัยอยู่กับพ่อ ความมืดปกคลุมรอบด้านลมเย็นพัดโชยเบื้องหน้ามีเพียงความว่างเปล่าเสมือนกับชีวิตในตอนนี้ของเธอที่มืดและเดียวดายกว่าเดิม

“จะไปไหน เข้าบ้าน” เสียงเข้มดังมาจากด้านหลังเสียงสวบสาบเดินเข้ามาใกล้แล้วลากแขนเรียวให้เดินตามหลังโดยไม่ชะลอฝีเท้าลง เลย

“โอ้ย…” แรงจับที่ไม่อ่อนโยนนักโดนเข้ากับต้นแขนที่ช้ำเพราะก่อนหน้านี้ทั้งถูกบีบและกระชาก แม้จะกลั้นเสียงแต่ก็ยังหลุดให้คนที่ลากได้ยินมือใหญ่จึงผ่อนแรงลงทั้งยังผ่อนความเร็วในการก้าวเดินให้ช้าลงเพื่อรอคนขาสั้นที่เดินเยื้องหลังตน

“สรอยากกลับไปอยู่บ้านเก่า” เสียงแผ่วตอบยังก้มหน้ามองปลายเท้าตนเอง

“อย่าดื้อ อยู่ที่นี่อาจารย์ฝากสรไว้ก่อนจากไป จำได้หรือเปล่า” จากก่อนหน้านี้สีหน้าที่อ่อนลงกลับมาขึงตึงขึ้นอีกครั้งรวมถึงเสียงเข้มขึ้นด้วย

“หึ…พี่ฤกษ์ พี่อย่าเอาพ่อมาอ้าง พี่ยังอยากได้อะไรอีกถึงให้สรอยู่ด้วย วันนั้นพี่ยังขับไล่ไสส่งสรอยู่เลย ตอนนั้นอย่าคิดว่าสรไม่รู้ว่าพี่ใส่อะไรให้สรกิน พี่ยังอยากได้อะไร” สายตาเพ่งมองมุมปากยกคล้ายยิ้มเย้ยหยันคนตรงหน้า แต่น้ำตากลับยังไหลทนอยู่ทนฟังคำพูดห้วน ๆ ของพี่ฤกษ์อีกไม่ไหวถึงได้โพล่งตวาดออกมา     

“วันนั้นพี่ขอโทษ ส่วนชะเอมเป็นณิตาใส่ให้สรกิน กว่าพี่จะรู้สรกินไปเป็นอาทิตย์แล้ว” ฤหัสน้ำเสียงอ่อนลงสายตาที่จับจ้องฉายความตระหนกที่ได้ยินอีกฝ่ายพูด

“คิดว่าสรจะเชื่อเหรอ พี่ณิตาจะทำทำไม”

“เพราะณิตารู้ว่าพี่…ช่างมันเถอะขึ้นห้องไปพัก” 

“เหอะ…พี่ฤกษ์ ถ้าพี่อยากได้อะไรแค่ถามมาตรง ๆ สรจะบอกถ้ารู้ เรื่องตำราสรไม่รู้อะไรเลย เพราะงั้นพี่ไม่จำเป็นต้องดูแลสรแล้ว”

“มันไม่ใช่อย่างที่สรคิด อีกอย่างพี่สาบานกับอาจารย์แล้วว่าจะดูแลสร” เสียงทุ้มอ่อนลง

“สรไม่อยากอยู่ที่นี่ วันนี้เราก็ได้คุยกันแล้วเมื่อไหร่พี่จะคุยเรื่องงานแต่งของสรกับอาทิตย์”

“สรยังต้องเด็กเรียนให้จบก่อน” ชายหนุ่มตอบคราวนี้น้ำเสียงกลับมาห้วนเข้มอีกครั้ง   

“สรไม่อยากเรียนต่อแล้วสร…”

“แต่อาจารย์สั่งพี่ไว้ว่าสรต้องเรียนให้จบ” 

“ได้ งั้นสรจะไปอยู่หอ”

“ไม่ได้ สรต้องอยู่กับพี่” 

“ไม่…สรอยากไปอยู่ไกล ๆ จากพี่ สรไม่อยากทนอยู่ทนฟังหรือเห็นพี่ทำตัวเย็นชากับสรแล้ว” คำพูดการกระทำที่ทำร้ายใจเธอไม่อยากทนกับมันอีก ถ้ายังต้องอยู่ใกล้กันด้วยความมึนตึงแบบนี้มันน่าอึดอัด ก่อนหน้านี้ยังมีพี่ณิตากับหลานก็ยังพอฝืนอยู่ร่วมกันได้บ้าง 

อีกอย่างอยู่บ้านนี้ภาพพี่ณิตาตอนยังอยู่กับภาพเหตุกาณ์ที่เห็นมันยิ่งย้ำเตือน หญิงสาวหันหน้าเดินออกไปทางหน้าบ้านเพียงสองก้าวก็ต้องชะงักเมื่อคนด้านหลังไอทั้งสำลักเลือดออกมาด้วย

‘แค่ก แค่ก พรวด’

“พี่ฤกษ์!!! พี่เป็นอะไร” มือเรียวเข้าไปประคองร่างใหญ่ที่ทรุดตัวนั่งลงอยู่กับพื้นใบหน้า ขาวซีด ถึงโกรธแต่ความเป็นห่วงในใจกลับมีมากกว่า

“ไม่เป็นไร สรอย่าไปไหนเลยนะ” เสียงอ่อนคล้ายคนเหนื่อย หมดกำลัง มือใหญ่กำมือเล็กที่เข้าประคองแน่นกระชับมองดวงหน้าที่ฉายแววกังวลนิ่ง ๆ

“พี่ฤกษ์” แววตาสีอ่อนที่ทอดมองมานั้นคล้ายคนขาดที่พึ่งกำลังอ้อนวอนให้ใครสักคนอยู่เคียงข้าง 

“สรขึ้นไปนอนเถอะ เดี๋ยวพี่ก็หาย” พูดจบก็จูงมือเล็กแล้วสายตาทั้งคู่ก็เบนไปยังจุดหัวบันไดพร้อมกัน ตอนนี้มันสะอาดไม่มีคราบเลือดแต่อย่างใด สรได้ยินเสียงขบกรามของคนเบื้องหน้าแล้วอดหวิวโหวงในใจขึ้นมาไม่ได้

“สรขอโทษจ้ะ ถ้าวันนั้น…” ความรู้สึกผิดมันจุกอกจนต้องพูดกับคนตรงหน้า

“เงียบ ขึ้นไปนอน” 

หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นอารมณ์บางอย่างมันก็อัดแน่นกลางอก ความสงสารก่อนหน้าเปลี่ยนเป็นโมโหอีกครั้ง ร่างบางเดินผ่านหน้าคนที่เค้นเสียงพูดลอดไรฟันก้าวขึ้นบันไดเข้าห้องที่ตนเคยอาศัยนอน

ปภัสสรอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยเปิดประตูห้องน้ำออกมาเพื่อเดินกลับขึ้นห้อง แต่แล้วก็หยุดชะงักตรงหัวบันไดอีกครั้งสายตาเพ่งจ้องมองพื้นตรงจุดที่ร่างพี่ณิตานอนวันนั้น กระบอกตาร้อนผ่าวน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นหยดล่วงลงพื้น

ไหล่บางสั่นสะอื้นมือปิดปากไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไป มือเล็กขยุ้มเหนืออกซ้ายเนื่องจากความรู้สึกผิดมันกำลังกัดเซาะหัวใจให้เจ็บ ถ้าเธออยู่บ้านวันนั้นเรื่องก็คงไม่เกิดใช่ไหม ครอบครัวที่อบอุ่นของพี่ฤกษ์กับพี่ณิตากำลังจะสมบูรณ์เพราะหลานตัวน้อยกำลังจะได้ลืมตาดู โลกในอีกไม่นาน แต่ทว่าทุกอย่างกลับพังเพราะเธอ เธอเป็นคนทำลายทุกอย่าง

“อึก สรขอโทษจ้ะพี่ณิตา พี่ฤกษ์” เสียงแหบเครือเอ่ยแผ่วนั่งยองซุกหน้ากอดเข่าตรงหัวบันไดชั้นล่าง

ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งอยู่ชั้นบนสายตาราบเรียบมองร่างเล็กที่นั่งสะอื้นเงียบ ๆ นัยน์สีอ่อนไร้แววใดปรากฏมือกำเป็นหมัดแน่นเส้นเลือดหลังมือโปนเขียวแทบปริ

“อย่าร้อง ไม่มีประโยชน์ เพราะงั้นต่อไปแค่ฟังที่พี่พูดก็พอ” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยกล่าวแล้วหันหลังเดินเข้าห้องตัวเอง คนหยาบกระด้างแบบเขาปลอบตัวเองยังไม่เป็นแล้วจะไปปลอบคนอื่นยังไง