“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ไสยอาสัญ“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวไปด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม ภาพ ติดตานั้นจึงกลายเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนทำให้เด็กชายเมื่อโตเข้าสู่วัยกำดัดต้องเดินเข้าสู่วังวนของไสยศาสตร์อวิชาเพื่อจะแก้แค้นให้ครอบครัวและต้องคอยช่วยเหลือแก้วตาดวงใจให้พ้นจากอันตรายไปด้วย บทสรุปความรักของคนปากหนักจุดจบของการแก้แค้นจะเป็นอย่างไร
บทที่ ๔ แต่งงาน
และแล้วก็มาถึงวันมงคลฤกษ์แต่งงานที่ทุกคนต่างรอคอย
๒๒ เมษายน ๒๕๕๕
เสียงอึกทึกครึกโครมของเครื่องเสียงและเครื่องดนตรีเตหน่ากูหรือพิณกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชนิดมีหกสายถึงแปดสายนำมาบรร เลงใช้ในงานบุญ อาทิ พิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ พิธีผูกข้อมือในสมัยก่อน จะบรรเลงเพลงเกี่ยวกับประวัติชนเผ่าบรรยายถึงธรรมชาติ ประเพณี สัจธรรมคำทำนาย ความรัก และที่มาของชาวกะเหรี่ยง
หน้าบ้านไม้สองชั้นมีเต้นท์จั่วกางตั้งอยู่สามหลังใหญ่เพื่อรองรับแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแต่งงานของพ่อหมอฤหัสหนุ่มเนื้อหอมของ หมู่บ้านนี้ สาวน้อยสาวใหญ่ต่างอิจฉาเจ้าสาวผู้โชคดีที่ได้ครอบครองหัวใจของหนุ่มหล่อที่พ่วงตำแหน่งพ่อหมอคุณไสยในวัยเข้าเลขสามต้น
สถานที่จัดงานแต่งเป็นบ้านเรือนหอของเจ้าบ้านเตรียมไว้ ชาวบ้านต่างพากันมาช่วยจัดสถานที่กันล่วงหน้าก่อนถึงวันงานหนึ่งอาทิตย์เต็ม ด้วยผู้เฒ่าผู้แก่ต่างเอ็นดูเจ้าบ่าวและว่าที่เจ้าสาว และเหล่าลุงป้าน้าอาและชาวบ้านในต่างจังหวัดเวลามีงานต่างก็ร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มที่เช่นนี้
ส่วนเจ้าสาวปณิตาก็เป็นหญิงสาวในหมู่บ้านที่เติบโตต่างเห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออก เป็นเด็กสาวที่นิสัยดีจิตใจโอบอ้อมอารี หน้าตา น่ารักมาแต่เด็กโตขึ้นมาก็สวยอย่างหาที่ติไม่ได้เลย เสียแต่อาภัพเพราะเสียพ่อแม่ไปพร้อมกันเมื่อสี่ปีที่แล้วเท่านั้นเอง
ว่ากันว่าเสียเพราะถูกทำของใส่เนื่องด้วยความสวยของลูกสาวเป็นเหตุ และประจวบเหมาะเป็นช่วงที่ฤหัสย้ายกลับมาอยู่ในหมู่บ้าน จึงได้ช่วยชีวิตปณิตาจากการถูกคุณไสยไว้ได้และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ทั้งสองได้คบหาดูใจกัน
ตอนนี้เจ้าบ่าวอยู่ในชุดสีขาวกางเกงขายาวเสื้อเชิ้ตแขนยาวคลุมทับด้วยเสื้อกะเหรี่ยงสีขาวอีกชั้น ผมยาวประบ่าถูกรวบเก็บครึ่งหัวหวีเซ็ตอย่างดีเจ้าตัวมีรอยยิ้มประดับมุมปากตลอดซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นคนพูดน้อยยิ้มยากเป็นบุคลิกประจำตัว
ขณะนั่งอยู่ในโถงบ้านห้องกลางซึ่งไว้สำหรับรับแขกในยามปกติ ตอนนี้ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สดมีพานเงินพานทองที่เป็นสินสอดซึ่งเตรียมไว้ให้เจ้าสาววางอยู่ตรงกลาง
ผู้ใหญ่บ้านปรีชาและภรรยาเป็นตัวแทนฝ่ายผู้หลักผู้ใหญ่ของทางเจ้าสาว นั่งเคียงกับพ่อหมอทินอูชื่อที่ชาวบ้านต่างเรียกขานกัน ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้เจ้าบ่าวแต่เด็กด้วยล่วงเข้าวัยเกษียณจึงมีผมสีดอกเลาทั่วศีรษะหนวดเคราแซมสีขาวบ้างแล้วประปราย เลี้ยงและดูแลฤหัสมาแต่ครั้งยังอายุเพียงเจ็ดแปดขวบจนถึงวัยกำดัด
ระหว่างรอเจ้าสาวออกมาทำพิธีตามฤกษ์งามยามดีก็มีเสียงดนตรีพื้นบ้านบรรเลงคลอไปด้วยเรื่อย ๆ
เสียงพูดคุยสรวลเสเฮฮาเข้ากับงานมงคลดังไปทั่วบริเวณบ้างดื่มน้ำบ้างทานอาหาบ้างก็เต้น บ้างก็ร้องเพลงรักให้เข้ากับบรรยากาศโดยรอบของงานแต่ง
ในโถงกลางมีลุงที่บรรเลงเตหน่ากูป้าที่ขับขานเพลงเป็นทำนองสอดรับกันสร้างบรรยากาศให้บริเวณโดยรอบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความชื่นมื่นที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข
ผนังห้องรับรองผู้คนประดับด้วยชื่อเจ้าบ่าวฤหัสและเจ้าสาวปณิตา ซึ่งถักจากเชือกป่านย้อมสีธรรมชาติตกแต่งด้วยดอกกล้วยไม้สด เป็นงานฝีมือจากชาวบ้านร่วมด้วยช่วยกัน ตัวงานแต่งจัดผสมผสานกันระหว่างธรรมเนียมของชาวกะเหรี่ยงและประเพณีของชาวไทย เนื่องจากเจ้าบ่าวมีเชื้อสายกะเหรี่ยงส่วนเจ้าสาวเป็นคนไทยแท้ซึ่งในหมู่บ้านก็มีทั้งชาวไทยและชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ร่วมกันมาช้านาน
เนื่องจากหมู่บ้านติดชายแดนไทยพม่าจึงมีชนชาติอื่นอพยพเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะ พม่า กะเหรี่ยง กะหร่าง มอญ หรือแม้แต่ชาวแขกก็มีบ้างประปรายหมู่บ้านนี้จึงรวมผู้อาศัยหลายชาติพันธุ์อยู่ด้วยกัน
เสียงดนตรีบรรเลงเบาลงเมื่อหญิงสาวคนหนึ่งในชุดกะเหรี่ยงสีขาวมีแถบผ้าสีโอรสคาดผมเป็นสีเดียวกับผ้าผูกเอวเดินลงมาแจ้งว่าเจ้าสาวด้านบนเตรียมตัวพร้อมแล้ว รอเพียงถึงเวลาฤกษ์ดีก็จะลงมา
เจ้าบ่าวสายตาเบนไปจดจ่อเพียงขั้นบันไดเพื่อรอยลโฉมของเจ้าสาว ถึงแม้จะรู้จักเห็นหน้ากันมานานตกลงคบหากันเป็นปีแต่เมื่อมาถึงวันแต่งงานเจ้าบ่าวก็อดตื่นเต้นไม่ได้
“สร มานั่งนี่”
“จ้ะ พ่อ” ปภัสสรหรือชาวบ้านต่างเรียกกันว่าสรเป็นลูกสาวของอาจารย์ทินอูหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มสมวัยสาว เห็นบิดาพยักหน้าเรียกตนจึงไปนั่งกับพื้นเยื้องอยู่ด้านหลังของพ่อหมอทินอูผู้ที่รับเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายเจ้าบ่าวดวงตาคู่งามมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเจ้าบ่าว มุมปากปรากฏรอยยิ้มออกมาเต็มหน้ายินดีกับพี่ฤหัสที่เปรียบเสมือนพี่ชายของเธอก็ว่าได้
๐๙.๐๙ น. ถึงเวลาฤกษ์ดีของพิธีเจ้าสาวได้ลงมาจากชั้นสองของบ้าน เมื่อเจ้าสาวปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนไม่ใช่เพียงเจ้าบ่าวที่ตกตะลึงในความสวยแต่รวมถึงคนในห้องโถงต่างก็อ้าปากค้างมีเพียงอาจารย์ทินอูเท่านั้นที่ไม่ได้มองไปทางเจ้าสาว แต่สายตาเบนมองลูกสาวของตนที่มีน้ำใสวาวคลอดวงตาเสียงร้องเพลงและเสียงเครื่องดนตรีต่างชะงักสะดุดไม่เป็นจังหวะเฉกเช่นลมหายใจของแต่ละคน
สรรู้สึกถึงสายตาของบิดาจึงเรียกสติตนเองให้หลุดออกจากภวังค์และกระแอมไอเรียกสติผู้คนที่อยู่ในงานกลับมาเพื่อไม่ให้เลยฤกษ์ทำพิธี เจ้าสาวได้นั่งย่อลงกับพื้นแล้วคลานเข่าเข้ามานั่งเคียงข้างเจ้าบ่าวของตน
ใบหน้างดงามหมดจดรอยยิ้มละไมประดับดวงหน้าชวนมองเป็นอย่างยิ่งอยู่ในชุดกะเหรี่ยงสีขาวแซมแดงสีเดียวกับผ้าคาดศีรษะและเอว สมกับเป็นหญิงสาวที่คู่ควรได้แต่งกับเจ้าบ่าวเป็นที่สุด หนุ่มก็หล่อหญิงก็งาม
ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวต่างประจำที่กล่าวขอบคุณผู้เป็นตัวแทนผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายตามพิธี เริ่มรับการผูกข้อมือและคำอวยพร
“ขอให้รักกันนาน ๆ มีลูกหลานเต็มบ้านนะพ่อหมอฤหัส”
“ถ้อยทีถ้อยอาศัย มีปัญหาอะไรก็พูดคุย อย่าใช้อารมณ์นะ”
“ขอบคุณผู้ใหญ่กับภรรยามากครับที่เสียเวลามาร่วมงานและเป็นผู้ใหญ่ให้กับภรรยาผม” คำว่าภรรยาที่ออกจากปากของเจ้าบ่าวพาให้เจ้าสาวอย่างปณิตาเขินอายจนแก้มนวลขึ้นสี
“ณิตาก็ขอบคุณลุงผู้ใหญ่และภรรยามากค่ะ” เจ้าสาวคนสวยที่มีกิริยามารยาทงามยกมือขึ้นประนมไหว้ขอบคุณผู้ใหญ่ที่มีพระคุณทั้งสองท่านตรงหน้าซึ่งส่งยิ้มใจดีตอบกลับมาให้ทั้งคู่
ผู้ใหญ่บ้านปรีชาและภรรยาอวยพรเสร็จสิ้นจากนั้นก็เดินออกไปนั่งบนแคร่ไม้ที่มีเบาะผ้ารองนั่งในส่วนของพื้นที่ไว้รับรองแขกอีกด้าน
“ใช้ชีวิตบนความไม่ประมาท ดูแลและถนอมกันให้มาก” อาจารย์ทินอูปากอวยพรส่วนมือที่กำลังผูกเชือกชะงักเล็กน้อยจนแทบจับสังเกตไม่ได้นอกจากคนถูกอวยพรอย่างฤหัสชายหนุ่มจึงเงยหน้าสบตาผู้เป็นอาจารย์ชั่วแวบแล้วยิ้มรับคำอวยพรต่อทำเหมือนไม่มีอะไร
“ขอบคุณครับอาจารย์” เจ้าบ่าวยกยิ้มจากใจให้กับอาจารย์
“ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเข้าใจ ให้อภัยซึ่งกันและกัน” อาจารย์ทินอูที่เดินมาอวยพรเจ้าสาวในลำดับถัดมาเมื่อเดินมาถึงหน้าเจ้าสาวก็วางเชือกบนศีรษะเจ้าสาวแล้วยิ้มอ่อนโยนให้ด้วยความเมตตา
“ขอบคุณค่ะ” เจ้าสาวยิ้มหวานราวดอกไม้ผลิให้กับอาจารย์ของผู้เป็นเจ้าบ่าวของตน
แล้วอาจารย์ทินอูก็เดินผละออกไปปล่อยให้แขกเหรื่อคนอื่น ๆ เข้ามาอวยพรกันต่อโดยมีสายตาของเจ้าบ่าวมองส่งอาจารย์ไปจนลับ สายตา
บ่าวสาวทั้งคู่ต่างนั่งพับเพียบเพื่อให้ทุกคนมาผูกข้อไม้ข้อมือให้กับบ่าวสาว พ่อแก่แม่เฒ่า ชาวบ้านทั้งหลายต่างทยอยกันเดินเข้ามารับเชือกผูกข้อมือซึ่งทำมาจากด้ายสีขาวและสีแดงปั่นเข้าด้วยกัน
ผู้ที่ถือพานเชือกเป็นหญิงสาวชายหนุ่มหนึ่งคู่ยืนเคียงกัน ตามประเพณีแล้วผู้ทำหน้าที่นี้ต้องเป็นญาติฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของบ่าวสาว และทั้งคู่ต้องเป็นคู่หมายหรือพี่น้องกันซึ่งวันนี้เป็นประภัสสรและอาทิตย์ที่เป็นคนถือพาน
ท่ามกลางบรรยากาศมงคลรายล้อมจู่ ๆ ก็มีเสียงโวกเวกดังมาจากด้านนอกของบ้าน แม้จะมีเสียงเพลงดังกลบแต่ก็ยังเล็ดลอดเข้ามาให้คนภายในบ้านได้ยิน เมื่อจับใจความให้ดีเสียงโวกเวกนั้นกำลังสบถคำหยาบคายคำอัปมงคลขัดแย้งกับงานแต่งอย่างสิ้นเชิงออกมา
“เดี๋ยวมันก็ตาย ยังไงมันก็ตายแน่ ๆ อยู่กันไม่ยืดหรอก” หลายคนอาจได้ยินไม่ชัดเนื่องจากระยะค่อนข้างห่างแต่เจ้าบ่าวที่พยายามตั้งมั่นฟังเสียงนั้นกลับได้ยินชัดเจน แม้จะโมโหที่มีคนมากล่าวเรื่องไม่เจริญหูแบบนี้ก็ต้องอดทนอดกลั้นเพราะเจ้าสาวที่นั่งเคียงข้างตนตอนนี้
เจ้าสาวแม้จะฉงนถึงเสียงเอะอะหน้าบ้านก็ยังคงยิ้มให้กับแขกและหันมาส่งยิ้มหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้าให้เจ้าบ่าวอย่างไม่ถือสาติดใจเอาเรื่องอะไร ด้วยวันนี้เป็นวันมงคลไม่อยากให้เสียฤกษ์งามเพียงเพราะเรื่องคนโวยวายเท่านั้น
จากฟ้าโปร่งสดใสกลับมีเมฆดำคล้อยมาบดบังแทนที่ ลมพัดต้นไม้ไหวตัวเต้นท์กระพือเพราะถูกโหมด้วยแรงลมชาวบ้านต่างมองฟ้าแล้วอุทานบ่นกันเพราะกลัวฝนจะตกทำให้เสียบรรยากาศ
ปภัสสรที่ถือพานเชือกมองเห็นบิดาหน้าเข้มขรึมมุ่นคิ้วเร่งฝีเท้าเดินออกไปทางหลังบ้าน หลังหายไปได้สักพักก็เห็นพ่อเดินกลับมานั่งอยู่ที่แคร่ไม้สีหน้าปกติ เธอจึงไม่ได้สนใจอะไรอีก
ชาวบ้านที่ร่วมงานนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้านต่างก็ช่วยกันห้ามปรามชายพเนจรที่เมาหัวราน้ำกำลังพ่นวาจาอัปมงคงในงานแต่งของพ่อหมอฤหัส
“เดี๋ยวมันก็ตาย ยังไงมันก็ตายแน่ ๆ อยู่กันไม่ยืดหรอก” แต่ชายพเนจรก็ยังไม่วายเปล่งเสียงพูดประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาทั้งที่ทรงตัวเดินไม่มั่นคงเพราะเมามากจวนเจียนจะล้มในทุกก้าวที่ขยับเท้า
“ไป ๆ ช่วยกันลากมันไปไกล ๆ งานสิ เสียบรรยากาศหมด ไอบ้านี่” ชาวบ้านหลายคนจึงช่วยกันประคองและพาตัวให้เดินห่างออกไปให้ไกลจากบริเวณบ้านงานแต่งโดยจับให้นอนบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นไม้ที่ไว้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้าน
เมฆครึ้มลอยห่างไปไกล ท้องฟ้าเริ่มกลับมาสว่างแสงอาทิตย์ฉายปรับอากาศให้เข้ากับบรรยากาศอันน่าเฉลิมฉลองของงานแต่งอีกครั้ง
จากนั้นก็ไม่มีใครสนใจชายเมาที่ถูกลากมาหลับคอพับนอนกองกับพื้นอีก ชาวบ้านหันไปมองทางแคร่ร่างชายเมาก็ไม่อยู่แล้ว
ทว่าทุกคนต่างกลับมาฉลองกิน ดื่ม ร้องเล่นเต้นรำกันต่อ เพราะงานแต่งของพ่อหมอฤหัสถือว่าเป็นงานแต่งแรกในรอบหลายปีของหมู่บ้าน และจัดอย่างยิ่งใหญ่กว่างานแต่งคนอื่น ๆ ที่เคยมีมาซะอีก