“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”

ไสยอาสัญ - บทที่ ๑๑ ฝากฝัง โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ไสยอาสัญ

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า

รายละเอียด

ไสยอาสัญ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”

ผู้แต่ง

หยกลายกุหลาบ

เรื่องย่อ

เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวไปด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม ภาพ ติดตานั้นจึงกลายเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนทำให้เด็กชายเมื่อโตเข้าสู่วัยกำดัดต้องเดินเข้าสู่วังวนของไสยศาสตร์อวิชาเพื่อจะแก้แค้นให้ครอบครัวและต้องคอยช่วยเหลือแก้วตาดวงใจให้พ้นจากอันตรายไปด้วย บทสรุปความรักของคนปากหนักจุดจบของการแก้แค้นจะเป็นอย่างไร

สารบัญ

ไสยอาสัญ-# คำเตือน,ไสยอาสัญ-# บทนำ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑ บ้านเดิม,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒ ยาสั่ง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓ แม่สื่อ,ไสยอาสัญ-บทที่๔ แต่งงาน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๕ ข่าวดี,ไสยอาสัญ-บทที่ ๖ เรื่องแปลก,ไสยอาสัญ-บทที่ ๗ เงาดำ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๘ โดนของ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๙ ถอนของ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๐ เปลี่ยน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๑ ฝากฝัง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๒ แทงใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๓ สาหัส,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๔ ระบายอารมณ์,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๕ แฟน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๖ เสน่ห์ดอกรัก,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๗ คนแปลกหน้า,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๘ ยังไม่ใช่ตัวการ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๙ ส่งไปตาย,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๐ ย้ายบ้าน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๑ สั่งห้าม,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๒ รอไม่ไหว,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๓ ดูแล,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๔ อาจารย์,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๕ ไม่มั่นใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๖ พ่อ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๗ หวั่นใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๘ รู้เรื่อง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๙ ไม่พูดไม่จด,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๐ ปรับความเข้าใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๑ ช่วยเหลือ (เพื่อน),ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๒ รวมสาย (เพื่อน),ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๓ สะสาง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๔ อ้อมกอด,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๕ วันคลอด,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๖ อธิฐาน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๗ เฝ้ามองดู,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๘ สิ้นสุดตลอดไป,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๙ อันวาดลูกพ่อลูกแม่,ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวาด (ธีม : สายลม),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวาด ๑ (ธีม : หิมะ),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวาด ๒ (ธีม : หิมะ),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวา (ธีม : เพื่อนรัก),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวา ๑ (ธีม : ไออุ่น),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวา ๒ (ธีม : ไออุ่น)

เนื้อหา

บทที่ ๑๑ ฝากฝัง

บทที่ ๑๑ ฝากฝัง

“พ่อ!!!!!!” เสียงสั่นเครืออุทานเรียกพร้อมก้าวเท้าเร็วเข้าไปหาพ่อที่นอนราบอยู่บนเสื่อหน้าหิ้งพระอย่างนิ่งสงบ

“พ่อ…พ่อจ๊ะ พ่อ” มือสัมผัสแตะแขนเขย่าเบา ๆ แต่ดวงตาของทินอูก็ยังหลับสนิท หน้าอกสะท้อนขึ้นลงช้า ๆ ทำให้รู้ว่ายังมีลมหายใจแต่โรยรินมากแล้ว

“กลับมา…ทำไม ทำไมถึงไม่อยู่…บ้านฤกษ์” เสียงหอบหายใจต่ำ ๆ แหบพร่าถามขึ้นดวงตายังหลับสนิทไม่ลืมขึ้นมองคู่สนทนา 

“หนูจะกลับมาอยู่กับพ่อจ้ะ พ่อเป็นอะไร ไม่สบายเหรอ”

“ไม่ได้ ลูกต้องไปอยู่กับฤกษ์…” 

“ไม่เอาจ้ะ สรจะอยู่กับพ่อ”

“ฤกษ์จะดูแลลูกได้ เชื่อพ่อ ลูกเป็น…”

“พ่อ สรจะอยู่กับพ่อ พี่ฤกษ์เขาไม่อยากให้สรอยู่ด้วยพ่ออย่าไล่สรเลยนะ พี่ฤกษ์เขารังเกียจสร” น้ำเสียงของปภัสสรอ้อนวอนทั้งยังสะอื้นให้อย่างน่าเวทนา ฝ่ามือเรียวกุมมือใหญ่แห้งสากไว้มั่น มือนี้ที่อุ้มชูเลี้ยงดูเธอมาผ่านกาลเวลา ตรากตรำงานมาหลายปี

“ถึงเวลาของพ่อแล้ว ลูกไปอยู่กับฤกษ์ ฤกษ์จะดูแลลูกได้ จำไว้” มือใหญ่พลิกมาตบหลังมือลูกสาวเบา ๆ อย่างอ่อนโยน ลืมตาขึ้นเพื่อจะมองหน้าเด็กหญิงตัวน้อยที่ตนเลี้ยงแต่น้อยจนตอนนี้เติบใหญ่แล้ว

“พ่อ อย่าพูดแบบนี้ สรไม่ให้พ่อไปไหน พ่อต้องอยู่กับสร บนโลกนี้ไม่มีใครต้องการสรเลย พ่ออย่าทิ้งสรไปนะจ๊ะพ่อ”

“คนเราเมื่อถึงเวลาก็ต้องลาลับจากไปทั้งนั้นลูกเอ้ย…”

“ฮึก…พ่อ ไม่เอาพ่ออย่าทิ้งสรไปอีกคน สรไม่มีใครแล้ว สรมีแค่พ่อคนเดียวแล้ว” น้ำตาไหลอาบสองข้างแก้มนวลสบตาบิดาที่ตอนนี้เพียงดูก็รู้ว่าคงอยู่กับเธออีกไม่นานแล้ว 

“ฮือ…พ่อจ๋า พ่ออยู่กับสรก่อนนะ อย่าทิ้งสรไปอีกคน สรไม่อยากอยู่คนเดียว ฮือ….” 

เสียงร้องไห้ครวญเรียกร้องวอนขอให้พ่ออย่าจากไปเพราะตอนนี้เธอรู้แล้วว่าความอบอุ่นเดียวในชีวิตที่ผ่านมาคือความอบอุ่นที่ได้รับจากบิดาผู้เก็บเธอมาเลี้ยงคนนี้

“ต่อไป เชื่อฟังพี่ฤกษ์ อย่าดื้อ อย่าซน เข้าใจไหม”

“ไม่เอา พ่อ…ฮึกพ่อจ๋า อยู่กับสรเถอะนะ อย่าไป อย่าทิ้งสรเลย หนูขอร้อง” ปภัสสรซบหน้าลงกับมือผู้เป็นบิดาร้องสะอื้นอยู่อย่างนั้น ส่ายศีรษะไปมาไม่ยอมรับสิ่งที่บิดากำลังเอ่ย

“เชื่อพ่อ เชื่อฤกษ์ รับปากพ่อสิ”

“ฮือ…พ่อไม่เอา ไม่เอา..หนูจะอยู่กับพ่อหนูจะเชื่อพ่อ หนูรักพ่อ หนูจะอยู่กับพ่อ” 

“พ่อจะอยู่กับลูกตลอด จำไว้” มือใหญ่อีกข้างค่อย ๆ เอื้อมลูบศีรษะของหญิงสาวที่ยังซบหน้าร้องอยู่ด้านข้าง ตาพร่าเลือนเพ่งมองผ่านเลยไปด้านหลังของหญิงสาว

“พ่อ…พี่ฤกษ์ใช่ไหมจ๊ะ ที่…อึก” ปภัสสรต้องหยุดคำถามไว้เพียงเท่านั้นเพราะแรงบีบจากมือของพ่อเสมือนเป็นการปรามเธอไว้ไม่ให้พูดต่อ 

“ต่อไปอยู่กับฤกษ์ เขาจะดูแลลูกต่อจากพ่อ”

“พ่อจ๋า….ฮึก” ปภัสสรเงยหน้าขึ้นมองบิดา หลังจากมือใหญ่ของพ่อลูบหัวเธอแล้วก็เห็นสายตาของพ่อมองเลยเธอเมื่อหันไปมองตามสายตาพ่อก็เห็นบุคคลที่สามที่เธอและบิดาพูดถึงก่อนหน้าคือฤหัสยืนอยู่แล้วมองทั้งคู่ด้วยสายตาเรียบนิ่ง

“พี่ฤกษ์ พี่ช่วยพ่อด้วยจ้ะ พี่ช่วยพ่อด้วย” หญิงสาวใช้มือปาดน้ำตาหันมาพูดละล่ำละลักแม้รู้ดีว่าไม่มีใครช่วยพ่อได้เมื่อถึงวาระแต่เธอก็ยังเอ่ยปากเพราะอยากยืดเวลาให้ได้มากที่สุด มันเร็วและกะทันหันเกินไปที่พ่อจะจากเธอไปเร็วขนาดนี้

“อย่าพูดไม่คิด ออกไปรอข้างนอก” เสียงทุ้มเย็นชาเอ่ยติเตียนสีหน้าเรียบเฉยไม่แม้แต่จะมองหน้าหญิงสาวเพียงแต่ก้าวเข้ามาด้านข้างของผู้ที่นอนอยู่

“พ่อ…”

“ออกไปก่อนลูก” เสียงแหบเปล่งจากลำคอของผู้ใกล้ถึงวาระสุดท้ายพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ลูกสาวทำตาม

“จ้ะ” แม้ใจไม่ยินยอมแต่ไม่อยากขัดคำสั่งพ่อปภัสสรจึงพยักหน้ารับฝืนทำใจเดินออกไปด้านนอก แต่ฝีเท้ายังอิดออดอยู่บ้างรวมถึงสายตาที่ยังอาวรณ์อยู่กับร่างของพ่อที่นอนอยู่ 

ฤหัสเดินไปลงกลอนห้องแล้วกลับมานั่งด้านข้างอาจารย์ทินอูถอนหายใจยาวเสมือนตัดสินใจต้องทำบางอย่างแม้จะไม่อยากทำก็ ตาม

“เอ็งได้รู้แล้วว่าใครฆ่าแม่ ย่ามที่อยากได้ข้าก็ให้แล้วเพราะฉะนั้นเอ็งต้องดูแลสรตามที่สัญญาไว้” ทินอูเสียงแหบอ่อนบอกฤหัสที่ยังนั่งนิ่งอยู่

“อาจารย์ยังให้คำตอบไม่หมด ยังเหลืออีกเรื่องคือต้องครองอะไรบ้าง” ฤหัสสายตาราบเรียบผสานนัยน์ตาฝ้าฟางของอาจารย์

“ของพวกนี้ถ้ามันจะเป็นของเอ็ง ถึงเวลามันก็จะเป็นของเอ็งเอง” 

“ถ้าวันนี้อาจารย์ไม่ให้ ไม่เป็นไร ยังไงสรก็ยังอยู่กับผม” น้ำเสียงและสายตานิ่งของฤหัสจ้องหน้าอาจารย์ทินอูมุมปากยกน้อย ๆ คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

“สรไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ถ้าเอ็งยังไม่หยุด วัน หน้าเอ็งจะต้องเสียใจ” เสียงแหบต่ำของอาจารย์ทินอูพูดกับฤหัสคิ้วเข้มมุ่นข่มความเจ็บภายในเอาไว้  

“เรื่องผมต้องเสียใจมันเป็นวันหน้า แต่อาจารย์ต้องเสียใจมันเป็นเรื่องของวันนี้ ถ้าผมไม่ได้ในสิ่งที่อยากได้” ฤหัสจ้องตาอาจารย์ทินอูนิ่งมุมปากยกยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม 

“ได้…ข้าจะให้ทุกอย่างที่เอ็งอยากได้ แต่เอ็งต้องยอมสาบานว่าวันข้างหน้าต้องดูแลสรจนกว่าเอ็งจะตาย” ทินอูขยับนั่งทรงตัวให้มั่นคงไม่ให้เอนเอียง

“ได้ ผมจะดูแลสรเอง อาจารย์ไม่ต้องห่วง” เสียงราบเรียบเอ่ยตอบพยุงร่างของอาจารย์ขึ้นมานั่งขัดสมาธิยื่นหน้าตนเองให้อาจารย์ทินอูเขียนอักขระลงบนหน้าผากตนเอง เพื่อยืนยันคำสาบานแล้วทั้งคู่ต่างยกมือขึ้นประนมและเริ่มบริกรรมท่องมนต์คาถา

จากนั้นมือสั่นเทาของอาจารย์ทินอูเอื้อมหยิบกระดาษสาแผ่นบางเก่าคร่ำคร่าขึ้นมาประนมไว้กลางฝ่ามือทั้งสอง ท่องคาถาจบบทแล้วเป่าลงบนกระดาษที่ก่อนหน้านี้ไม่มีอักขระทว่าตอนนี้มีอักษรปรากฏขึ้นแล้ว 

ฤหัสหยิบขันและเทน้ำจากกาน้ำชายกด้วยสองมือยื่นส่งตรงหน้าอาจารย์ทินอูนำแผ่นกระดาษสาจุ่มวนลงขันพร้อมทั้งบริกรรมคาถาจนบทสวดจบ อักขระบนกระดาษได้ซึมละลายลงน้ำแล้วจึงพยักหน้าช้า ๆ ให้กับฤหัส 

เสียงบริกรรมคาถาดังจากลำคอของฤหัสจากนั้นยกน้ำในขันดื่มจนหมดคนทั้งสองก็เริ่มบริกรรมคาถาบทที่สอง สามและสี่จนในที่สุดร่างของอาจารย์ทินอูก็โงนเงนสีหน้าไร้สีเลือดกระทั่งริมฝีปากก็ไร้เลือดฝาด สิ้นเรี่ยวแรงทั้งร่างสั่นเทิ้มราวกับไข้ป่าจับ 

หลังรับมุขปาฐะและคุณธรรมรหัสนัยจากอาจารย์ทินอู ฤหัสสีหน้าแดงก่ำราวเส้นเลือดทุกส่วนในกายกำลังจะปริแตกพ่อหมอที่เคยรับเอาดิรัจฉานวิธีมาไว้กับตัวครั้นต้องมารับอิทธิวิธีมารวมอยู่ในตัวหากจิตไม่มั่นคงพอก็อาจเป็นผลร้ายและไสยเวททั้งหมดอาจย้อนทำลายตัวเองให้ชีวิตจบสิ้นได้ในคราวเดียว

แสงเทียนวูบไหวสาดแสงสว่างสะท้อนเงาร่างทั้งสองเคลื่อนไหวไร้รูปทรง ทั่วห้องไร้คลื่นลมหน้าต่างประตูปิดสนิทไม่ให้คนหรือสิ่งใดเข้ามารบกวนพิธีกรรมได้

ใช้เวลานับชั่วโมงกว่าเสียงสวดบริกรรมคาถาจะสงบลงผู้ที่ยืนกระสับกระส่ายอยู่นอกห้องอย่างปภัสสรร้อนใจแทบอยากตะโกนเรียก เข้าไปในห้อง แต่ก็รู้ดีว่าไม่ควรจึงทำได้เพียงเดินไปมาเช่นนี้

“พี่ฤกษ์ พ่อเป็นยังไงบ้างจ๊ะ” หญิงสาวก้าวพรวดเข้าไปหาคนที่เปิดประตูแต่เมื่อเห็นสีหน้านิ่งเฉยของคนตรงหน้า ดวงตาที่แดงระเรื่อกลับคลอหยาดน้ำอีกครั้งพาเท้าเดินผ่านร่างที่เบี่ยงตัวหลบข้างประตูเข้าไปหาผู้เป็นพ่อทันที

“พ่อจ๊ะ…พ่อ!!!!!!” ร่างอรชรเดินมาทรุดตัวข้างร่างที่นอนแน่นิ่งผิวซีดเผือดไร้สีเลือด เส้นชีพจรที่คอไร้การขยับแผงอกไม่มีแรงกระเพื่อมเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความจริงว่าคนตรงหน้าตอนนี้ไร้ลมหายใจเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณเสียแล้ว

มือสั่นเทาราวเป็นสันนิบาตลูกนกเคลื่อนไปจับแขนสีผิวกรำแดดช้า ๆ สัมผัสที่รู้สึกบนฝ่ามือนั้นเย็นแต่ไม่รู้ว่าความเย็นนี้เกิดจากฝ่ามือตนเองหรือแขนของพ่อกันแน่

“สร กลับบ้านไปก่อน เดี๋ยวพี่จัดการงานศพอาจารย์เอง” 

“…” หูได้ยินเสียงบอกที่ดังอยู่ด้านข้างแต่ทว่าไม่สามารถบังคับให้ร่างกายขยับเขยื้อนหรือตอบออกไปได้ ปภัสสรยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติงมือทั้งสองจับแขนพ่อแน่นและกระชับมั่นยิ่งขึ้นทุกขณะ

“สร กลับบ้านไปก่อน ไปอยู่เป็นเพื่อนณิตาที่บ้าน”

“…” หญิงสาวไม่รู้ว่าเธอจะอธิบายความรู้สึกตอนนี้เช่นไร เสียใจ น้อยใจ เจ็บ หรือมันคืออะไร รู้เพียงว่าเธอไม่อยากปล่อยมือเธออยากยึดเหนี่ยวพ่อเอาไว้ให้อยู่กับเธอไปอีกนานแสนนาน ไม่อยากสูญเสียความอบอุ่นสุดท้ายของตัวเองไม่อยากสูญเสียคนที่รักเธอเพียงคนเดียวไป

“พูดให้มันรู้เรื่อง พี่บอกให้กลับบ้าน…”

“บ้านสรอยู่ที่นี่ สรจะอยู่กับพ่อ สรจะจัดงานศพของพ่อเอง พี่ไม่ต้องมายุ่งให้เสียเวลาหรอก พี่กลับบ้านไปอยู่กับเมียพี่เถอะ” 

เสียงแหบเครือสั่นพร่าตอบกลับเน้นหนักทั้งที่ไม่หันสบตาอีกคนที่นั่งชันเข่าด้านข้าง มือเล็กปาดน้ำตาที่กำลังไหลอาบแก้มพยายามทำตัวให้เข้มแข็งเพราะต่อจากนี้เธอเหลือตัวคนเดียวจะอ่อนแอเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

“พ่อสั่งไว้ยังไงลืมแล้วเหรอ อยากเป็นลูกอกตัญญูหรือไง” เสียงเข้มกล่าวสอนด้วยน้ำเสียงดุย้ำเตือนจี้จุดให้ร่างเล็กที่นั่งก้มหน้างุดน้ำตาร่วงผล็อยไม่ขาดสายอีกครั้ง

จะมีสักครั้งหรือไม่ที่ตนจะเข้มแข็งไม่เสียน้ำตาอีกทั้ง ๆ ที่ห้ามแล้วแต่น้ำตาเจ้ากรรมมันกลับไม่ยอมหยุด มันสะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมาและตอนนี้เธอเป็นคนที่อ่อนต่อโลกและอ่อนแอแค่ไหน

“สรขออยู่จัดงานศพพ่อก่อนได้ไหมจ๊ะ” 

“เลิกทำตัวเป็นเด็กพูดไม่รู้เรื่องได้แล้ว พี่บอกให้กลับบ้านไปอยู่เป็นเพื่อนณิตา”

“พี่ฤกษ์อย่าคิดนะว่า!!!…ได้จ้ะ” หญิงสาวก้มหน้ารับคำใช้มือเช็ดหยาดน้ำอุ่นที่รินไหลอย่างขอไปที เม้มปากแน่นเดินออกนอกห้องโดยไม่สบตาคนที่ออกคำสั่ง เท้าก้าวพ้นธรณีประตูบ้านน้ำตาก็ไหลอีกครั้งแต่ยังคงก้าวต่อโดยไม่หันมองเบื้องหลังอีก

“อย่าร้อง” พึมพำบอกตัวเองส่วนฟันขาวเรียงสวยกัดเม้มริมฝีปากล่างแน่น ข่มน้ำตาให้หยุดกลั้นความเจ็บทุกอย่างไว้ในอก อย่าแสดงออกมาให้ใครเห็นถึงความอ่อนแอ เส้นทางข้างหน้าของชีวิตเธอต้องเดินเพียงลำพังแล้ว

สาวเท้ามุ่งเดินหน้าเรื่อย ๆ แต่จุดมุ่งหมายนั้นมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่จะรู้ได้ว่าจะไปทางไหนเธอจะมีหน้ากลับไปยังบ้านที่เจ้าของไม่ต้อนรับได้ยังไง

บุญกรรมอะไรถึงได้ส่งเธอมาเกิดทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครต้องการสักคน ในเมื่อไม่ต้องการใยต้องให้กำเนิดออกมาด้วย ทำไมต้องให้เกิดมาแล้ว ทิ้งขว้างเหมือนเธอเป็นสิ่งของไม่มีชีวิต 

เมื่อก่อนเคยรู้สึกไร้ค่าแต่ไม่เคยรู้สึกได้ชัดเจนเท่านี้มาก่อน เพราะเคยคิดว่าอย่างน้อยก็มีพ่อทินอูและพี่ฤกษ์คนที่เธอเห็นเป็นครอบครัวมาโดยตลอดแท้จริงแล้วมีเพียงพ่อทินอูเท่านั้นที่รักและเอ็นดูเธอ

‘แค่ก แค่ก’ อาการไอกำเริบขึ้นอีกครั้งพร้อมกันเธอกุมหน้าอกไว้ มีลิ่มเลือดสีดำปนออกมาจากนั้นก็ล้วงกระเป๋ากางเกงตนเองหยิบขวดยาน้ำเล็ก ๆ ที่พ่อแอบส่งให้ตอนกุมมือเธอไว้ขึ้นมากินทีเดียวหมดขวด 

เพราะกิเลสในใจคนมันมีมากไม่ว่าวิธีไหนเพื่อสิ่งที่อยากได้พี่ฤกษ์ก็ยอมทำสินะ เรื่องที่สงสัยว่าทำไมตัวเองถึงไอแล้วมีเลือดออกมา ด้วยทั้งยังหอบเหนื่อยง่ายกว่าปกติก็แน่ใจแล้วว่าพี่ฤกษ์คงใส่อะไรให้กิน 

ไม่แปลกเธอในสายตาของพี่ฤกษ์เป็นแค่คนอื่นที่เขาไม่เคยนับญาติ ไม่ใช่สิ เขาไม่เคยเห็นเธอเป็นตัวอะไรเลยด้วยซ้ำ เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทั้งหัวใจก็เจ็บและเหน็บหนาวน้ำตาพาลหล่นอาบหน้าอีกครั้ง 

“ฮึก…ฮือ..” เท้าหยุดก้าวทรุดนั่งก้มหน้ากอดเข่าสะอื้นไห้อย่างกลั้นไม่อยู่ ความน้อยเนื้อต่ำใจล้นอกต้องเดินทางไหนต้องไปต่อยังไง จากนี้เธอต้องทำยังไงต่อไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่นั่งร้องอยู่อย่างนั้น

แต่คงนานพอสมควรเพราะทั้งสองขาชาดิกบริเวณโดยรอบสลัวลางใกล้เข้ายามพลบค่ำกวาดตามองรอบด้านตอนนี้น้ำตาแห้งเหือดหมด แล้ว แต่สมองกลับปวดหนึบแทนขมับสองข้างเต้นตุบตุบเหมือนจะแตกระเบิดออก

แขนสองข้างเย็นเฉียบเพราะอากาศโดยรอบที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้และเสื้อที่เธอสวมก็เป็นเสื้อแขนสั้นลมเย็นสายหนึ่งพัดปะทะมาจากด้านหลังจนขนลุกชันไปทั่วตัว เมื่อเบือนหน้ามองตรงก็เห็นเงาดำเบื้องหน้าเคลื่อนใกล้เข้ามาด้วยความเร็วจนเท้าผงะถอยหลังซวนเซเกือบล้มแต่เมื่อเงานั้นมาหยุดตรงหน้าปภัสสรก็ถอนหายใจยาวออกมาเมื่อพบว่าเป็นปณิตา

“พี่ณิตา!!!!!! มาได้ไงจ๊ะ”

“มาตามหาสรไงล่ะ พี่เป็นห่วง ใกล้มืดแล้วกลับบ้านกันเถอะ”

“จ้ะ…” ร่างเล็กเดินตามแรงฉุดของปณิตามือที่จับข้อมือเธอแน่นมากจนรู้สึกเจ็บ และมือพี่ณิตาก็เย็นมากด้วย

 “พี่ณิตา ทำไมมือพี่เย็นจัง” 

“….” คนที่จูงมือเธอเดินเบื้องหน้าไม่มีคำตอบใดให้ ทั้งปภัสสรรู้สึกว่าคนตรงหน้าเดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอก้าวตามแทบไม่ทัน โดยรอบมัวซัวมืดลงทุกขณะด้วยกลัวว่าพี่ณิตาที่ท้องอยู่หากเดินเร็วเกินไปอาจสะดุดหกล้มเธอจึงพยายามรั้งแขนให้พี่ณิตาเดินช้าลง

“พี่ณิตา พี่ท้องอยู่เดินช้าลงหน่อย เดี๋ยวพี่สะดุดล้มเอานะ” ยิ่งรั้งยิ่งปรามเหมือนยิ่งยุเพราะความเร็วของคนข้างหน้าเร็วจนเธอแทบจะต้องวิ่งตามสายตาที่สอดส่องมองพื้นที่เดินเพราะกลัวตนเองจะสะดุดล้ม กลับสังเกตสิ่งผิดปกตินั้นคือเท้าพี่ปณิตาไม่แตะพื้น มันลอยอยู่เหนือพื้นแม้จะสลัวแต่ในระยะแค่นี้เธอมองไม่ผิดแน่

“กรี๊ดดดดดดดดดด….กรี๊ดดดดดดดดดด” 

เสียงกรีดร้องลากยาวตะโกนสุดเสียงเพราะเบื้องหน้าหาใช่ปณิตา แต่เป็นเงาดำร่างหนึ่งที่มีรูปลักษณ์คล้ายคนหันมาแสยะยิ้มให้เธอ