“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ไสยอาสัญ“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวไปด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม ภาพ ติดตานั้นจึงกลายเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนทำให้เด็กชายเมื่อโตเข้าสู่วัยกำดัดต้องเดินเข้าสู่วังวนของไสยศาสตร์อวิชาเพื่อจะแก้แค้นให้ครอบครัวและต้องคอยช่วยเหลือแก้วตาดวงใจให้พ้นจากอันตรายไปด้วย บทสรุปความรักของคนปากหนักจุดจบของการแก้แค้นจะเป็นอย่างไร
บทที่ ๑๗ คนแปลกหน้า
บ้านหลังเล็กที่ตั้งห่างจากหมู่บ้านออกมาไกล มีเพียงไม่กี่คนที่จะเห็นและมาที่นี่ได้ หากเรียกว่าที่นี่เป็นบ้านก็แลดูจะไม่เหมือนนักให้คำจำกัดความว่าเป็นที่เก็บกระดูกและเศษซากจะเหมาะสมกว่า
ทั่วห้องสี่เหลี่ยมถูกปิดทึบไม่มีหน้าต่าง ทางเข้าออกมีเพียงทางเดียวคือประตู แสงสว่างภายในเกิดจากแสงเทียนที่ส่องเปลวเทียนหลายเล่มวูบไหวไปมาไร้รูปทรงฉายกระทบข้าวของที่ตั้งเรียงรายอยู่ในห้องยิ่งส่งผลให้ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น
ศีรษะโชกเลือดที่ตอนนี้กำลังถูกกล้อนผมเหลือเพียงครึ่งหัวมือที่ถือมีดพร้าอยู่นั้นหยุดลงเสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้นเพื่อให้คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกเข้ามา
“เข้ามา” ชายร่างผอมคนหนึ่งเดินเข้ามาในมือมีถุงสีดำมาด้วย เขาย่นจมูกเล็กน้อยเพราะกลิ่นคาวคละคลุ้งทั่วห้องไปหมดแต่เพียงไม่นานก็ปรับตัวได้
“ได้มาแล้วครับอาจารย์” เสียงชายมาใหม่พูดขึ้นพร้อมกับวางถุงลงกับพื้นจากนั้นเปิดปากถุงเลื่อนไปตรงหน้าชายที่ตนเรียกว่าอาจารย์
‘เคล้ง’ เสียงมีดพร้าในมือกระทบพื้นมือย่นเหี่ยววางศีรษะในมือลงจนตอนนี้มันกลิ้งเผยดวงตาเบิกโพลงนัยน์สีขุ่นแดงก่ำเหลือกขึ้นแลน่าสยอง
หันมามองของในถุงดึงร่างทารกอาบของเหลวสีแดงทั่วตัวเพ่งมองทุกส่วนแน่ใจว่าอวัยวะทุกชิ้นส่วนยังครบสมบูรณ์ก็หยักหน้าเผยยิ้มเกรียมออกมา
“ดี ครั้งนี้ทำได้ดี ที่นี้ก็เหลือแค่อย่างละหนึ่ง”
“อาจารย์ครับ…เรื่องที่”
“กูไม่ลืมมึงกลับถึงบ้าน อีนั่นก็จะกลับไปหามึงทันที ส่วนชู้มันก็จะเน่าอยู่ในบ้านมันอย่างที่มึงต้องการ”
“ขอบคุณครับอาจารย์ แล้วเรื่องของเด็กกับหัวสุดท้ายล่ะครับ”
“ต้องรออีกหน่อยยังไม่ถึงฤกษ์งามยามดี”
“อาจารย์ ปล่อยนานขึ้นผมกลัวว่ามันจะยิ่งเก่งขึ้นนะครับ ครั้งที่แล้วกว่าจะได้ลูกมันมาผมถ่วงเวลามันไว้เกือบตาย”
“หึ…เก่งขึ้นกูไม่กลัวกลัวมันจะไม่เก่งพอเท่านั้น มึงกลับไปได้แล้วถึงเวลากูจะบอกมึงเอง”
“ครับอาจารย์” กล่าวจบชายร่างผอมก็เดินออกไปจากบ้านหลังเล็ก
มือย่น ๆ วางทารกในมือใส่พานไว้จากนั้นก็หันกลับมากล้อนผมศีรษะนั้นต่อ ปากมุบมิบท่องคาถาไปด้วยใช้น้ำในขันราดลงเส้นผมทั้งหมดก็ล่วงหล่นกองบนพื้น แล้วยกไปวางบนพานรอทำพิธีขั้นต่อไป
หยิบผ้ายันสีแดงผืนหนึ่งวางบนพานเปล่าจากนั้นยกร่างทารกแล้วใช้นิ้วจุ่มของเหลวสีแดงมาวาดสะกดไว้บนร่างของทารกไปวางเรียงบนชั้นต่อจากอีกเจ็ดพานซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งเดียวกัน
“ถึงเวลาแล้วเจอกันลูกพ่อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า….” เสียงหัวเราะสะท้อนก้องทั่วห้องสี่เหลี่ยมฟังแล้วช่างชวนขวัญผวา
+++
ไม้ถูพื้นในมือถูกนำเก็บเข้าที่ ทุกวันสรก็จะอยู่ทำงานบ้านส่วนพี่ฤกษ์ก็เช่นเคย ถ้าไม่อยู่ทำพิธีก็ออกจากบ้านไปทำธุระจัดการเรื่องคดีและเรื่องอะไรอีกก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้บอกให้สรรู้เลย
แต่ทุกครั้งที่ก่อนออกจากบ้านจะย้ำเตือนเธอทุกครั้งว่าห้ามคนแปลกหน้าเข้าบ้านและห้ามสรออกไปไหนเด็ดขาดให้อยู่แต่ในบ้านเท่านั้น
[จำไว้ อย่าให้คนแปลกหน้าเข้าบ้าน อยู่แต่ในบ้านห้ามออกไปไหนเด็ดขาด]
ผ่านพ้นมาเกือบเดือนจนเมื่อเช้าขณะนั่งกินข้าวกันเงียบ ๆ พี่ฤกษ์ก็บอกว่าจะย้ายบ้าน
“เดี๋ยวเราจะย้ายบ้าน”
“ทำไมต้องย้ายด้วยล่ะจ๊ะ”
“พี่มีธุระต้องไปทำ ส่วนสรก็ไปเรียนต่อที่นั่น”
“ถ้าพี่ต้องไปทำธุระพี่ก็ไปทำเลยจ้ะ สรเรียนต่อที่นี่ก็ได้จ้ะ”
“ไม่ได้ พี่จัดการเรื่องที่นี่เสร็จแล้วเราจะย้ายไปอยู่ด้วยกัน”
“แต่ว่าสรไม่อยากย้าย”
“เพราะอะไรถึงไม่อยากย้าย บอกเหตุผลมา”
“ก็สรโตมาที่นี่และที่นี่เป็นบ้านสร” หญิงสาวบอกตามความรู้สึกแท้จริงของตนเอง ที่นี่มีแต่ความทรงจำยามเด็กที่อยู่กับพ่อและได้โตขึ้นพร้อมกับพี่ฤกษ์เธอไม่อยากจากที่นี่ไปเลย
“ย้ายไปหลังทำบุญร้อยวันเสร็จนะ อย่าดื้อ” ฤหัสมองหน้าหญิงสาวแล้วพูดเสียงอ่อนลง
“จ้ะ” สรรับคำแล้วนิ่งเงียบคงไม่อาจปฏิเสธได้ มองปลายนิ้วตัวเองที่มีพลาสเตอร์ปิดไว้ก็นึกสงสัยว่าตนโดนอะไรมาถึงได้แผลแต่พยายามคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
เธอถอนหายใจยาวแล้วเก็บจานชามไปล้างจากนั้นก็ทำงานบ้านตามปกติ คิดแล้วใจหายอย่างบอกไม่ถูกอีกไม่นานก็ต้องย้ายไปจากที่นี่แล้ว
หลังทำงานบ้านเรียบร้อยสรกลับขึ้นมานั่งเล่นบนห้องนอน แต่อยู่ ๆ ลมเย็นสายหนึ่งก็พัดเข้ามาขนอ่อนทั่วตัวลุกซู่พอมองไปทางผ้าม่านก็ไม่เห็นขยับ
ขาเรียวลงจากเตียงจะไปทางหน้าต่างก็เหมือนถูกลมพัดปิดดัง ‘ปัง’ จนเธอสะดุ้งขึ้น แต่แล้วหน้าต่างอีกบานก็ปิดดัง ‘ปัง’ ด้วยเช่นกัน
หญิงสาวหยิบหนังสือสวดมนต์ขึ้นมาอ่านแล้วสวดไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกหนาวเย็นหายไปมีความอบอุ่นสายหนึ่งเข้ามาแทนอย่างน่าเหลือเชื่อ
แล้วทั้งสองก็ผ่านพ้นช่วงวันเวลาไปแบบนี้เอง ต่างคนต่างทำหน้าที่ตนเองพี่ฤกษ์ทำพิธีให้คนที่มาหาอยู่เนือง ๆ ส่วนสรก็เป็นลูกมือให้ ลูกมือในที่นี้แค่ยกน้ำยกท่าให้แขกเท่านั้น
นอกนั้นพี่ฤกษ์ไม่เคยให้สรทำและยุ่งพักหลังแม้กระทั่งน้ำก็ไม่ให้ยกให้ถ้าเป็นแขกผู้ชาย มีบางครั้งที่พี่ฤกษ์ให้เธออยู่ในห้องทำพิธีด้วยหากแขกผู้หญิงพวกนั้นมาทำเสน่ห์ที่ต้องเขียนหรือลงอักขระตามเนื้อตัวของหญิงสาวที่มาทำพิธี
เหมือนในขณะนี้สรกำลังมองใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังเหลียวหลังมองหน้าพี่ฤกษ์ด้วยสายตาวาวเยิ้ม เพราะตอนนี้นิ้วพี่ฤกษ์กำลังเขียนอักขระอยู่กลางหลังของหญิงสาว
ทั่วแผ่นหลังขาวเปลือยตอนนี้เต็มไปด้วยสีทองจากทองคำเปลวที่ผสมน้ำมันจันทร์และหัวว่านดอกทองบดละเอียดกำลังไล่เขียนหางของอักขระเส้นสุดท้ายลงมาถึงช่วงเอว เท่านี้เป็นอันจบพร้อมกับคาถาที่บริกรรมโดยไม่ออกเสียงเหตุใดพอมองนิ้วพี่ฤกษ์แล้วตนเองกลับรู้สึกคันยิบ ๆ กลางหลังตัวเองแปลก ๆ
หญิงสาวที่ทำพิธีสยิวกายคราหนึ่งแล้วสวมเสื้อที่ใช้ปิดอก เมื่อติดกระดุมครบจึงหันหน้าเข้าหาฤหัสยื่นมือรับตลับน้ำมันที่พ่อหมอหย่อนให้กลางฝ่ามือ
“ขอบคุณนะคะพ่อหมอ นี่ค่ะ” เสียงอ่อนเสียงหวานใบหน้าแดงระเรื่อเอาตลับน้ำมันใส่ กระเป๋าจากนั้นหยิบซองสีขาวยื่นวางไว้ตรงหน้าของพ่อหมอ
“อืม…เสร็จธุระแล้วกลับไปได้” ชายหนุ่มตอบรับพร้อมเอ่ยไล่ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ค่ะ…อ่อ พ่อหมอเดี๋ยวอาทิตย์หน้าฟ้าจะพาเพื่อนมาทำด้วยนะคะ”
‘ปึง’ เสียงประตูถูกปิดดังปึงเพราะฝีมือของสรที่เดินลิ่ว ๆ ออกจากห้องเมื่อเสร็จพิธี แม้ไม่ดังมากแต่ก็พอทำให้หญิงสาวที่กำลังพูดลากเสียงอ่อนเสียงหวานสะดุ้งขึ้น
“ไม่ทำ ไม่ต้องมา ออกไป” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นกับหญิงสาวตรงหน้าจากนั้นก็ลุกยืนขึ้นทำให้ หญิงสาวที่ยิ้มอยู่ต้องหน้าม้านเดินออกจากห้องไปเช่นกัน
“กลับแล้วค่ะพ่อหมอ สวัสดีค่ะ” ท้องฟ้าด้านนอกมืดแล้วหญิงสาวจึงยกมือไหว้ลาพ่อหมอแล้วเดินไปขึ้นรถตนที่จอดอยู่หน้าบ้าน
บนโต๊ะอาหารมีกับข้าววางเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแต่กลับไม่มีคนนั่งร่วมโต๊ะ เพราะเห็นร่างเล็กของสรเดินขึ้นชั้นสองไปแล้วมุมปากคนที่ยืนมองอยู่ก็ยกขึ้นน้อย ๆ อย่างเจ้าเล่ห์ “จะใจแข็งกับพี่ได้อีกนานไหมเด็กขี้แย”
เสียงไก่ขันเป็นสัญญาณบอกเวลาของวันใหม่ฟ้ายังสลัวไม่สว่าง มีลมพัดผ่านม่านหน้าต่างที่ถูกเปิดแง้มไว้ครึ่งบานเพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก
ร่างเล็กยืดแขนสุดตัวบิดขี้เกียจเนื้อตัวเบาสบาย จมูกรับกลิ่นหอมอ่อนโชยมาดวงตาลืมเบิกโพลงมองเพดานห้องนิ่งงันชั่วครู่เมื่อเรียกสติตัวเองกลับมาได้ก็ดีดตัวขึ้นนั่งทันที
เสียงดังเหมือนเสียงโขลกของครกดังมาจากชั้นล่างของบ้าน เธอเอียงคอคิดฉงนเสียงใครทำอาหารแต่แล้วเมื่อสมองใสกระจ่างก็รีบ ลุกพรวดลงจากเตียงวิ่งลงชั้นล่างไปยืนเกาะประตูห้องครัว
ดวงตาแทบถลนมองร่างใหญ่หน้าหันเข้าหาเตา ตามองกระทะส่วนมือกำลังโขลกตำบางอย่างในครกไปด้วยนอกจากตอนเด็กเธอไม่ เคยเห็นพี่ฤกษ์เข้าครัวทำอาหารเลยสักครั้ง ก่อนหน้านี้ก็ตื่นไม่เคยทันเห็น วันนี้เป็นบุญตาแล้ว
“ตื่นแล้วก็ไปล้างหน้า” เสียงเข้มเอ่ยทั้งที่ไม่หันกลับมามอง เหมือนเขามีตาหลังอย่างไรอย่างนั้นแต่จะว่าไปเสียงวิ่งลงบันใดที่เธอวิ่งก็ดังพอให้เขาได้ยิน
“จ้ะ” ร่างเล็กหดคอเสียงอ่อยเดินขึ้นไปหยิบเสื้อผ้าตัวใหม่เพื่ออาบน้ำ
“เสร็จแล้วก็มานี่”
“จ้ะ” สรหยักหน้าเดินเข้าห้องน้ำในตัวบ้านซึ่งมีห้องน้ำอยู่ชั้นล่างเพียงห้องเดียวและอีกห้องถูกสร้างแยกจากตัวบ้านไว้สำหรับแขกไปใครมาได้ใช้ เนื่องด้วยเป็นความเชื่อส่วนบุคคลว่าไม่ควรให้ผู้อื่นใช้ห้องน้ำร่วมกับของเจ้าของบ้านนั่นเอง
เมื่อร่างเล็กล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก็เดินเข้ามาในครัว เห็นว่าบนโต๊ะมีอาหารวางอยู่สามสี่อย่างแล้วแต่บนเตาก็ยังมีหม้อตั้งอยู่อีก
“ทำไมทำกับข้าวเยอะจัง”
“ทำบุญร้อยวัน” เสียงตอบสั้น ๆ ทำให้ปภัสสรนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ครบร้อยวันของพี่ณิตากับหลาน แล้วในใจกลับห่อเหี่ยวปวดแปลบขึ้นมาอีกครั้งเมื่อคิดถึงผู้ล่วงลับ อีกอย่างทำไมช่วงนี้เธอกลายเป็นคนขี้ลืมอยู่บ่อย ๆ
“พี่ฤกษ์ เรื่องพี่ณิตามันยังไงจ๊ะ ทำไม…” กายสูงใหญ่หันกลับมาส่งกะละมังแป้งสีขาวมาตรงหน้าหญิงสาวเป็นการตัดบทคำถาม
“อะไรจ๊ะ” มือเรียวยื่นรับมาแต่ยังฉงนสมองมึนว่าเขาส่งมาทำไม
“ขนมต้ม” ฤหัสตอบเพียงสั้น ๆ แล้วหันไปหยิบมะพร้าวที่ปอกไว้เรียบร้อยยกขึ้นใช้สันมืดสับลงตรงกลางลูกสองที น้ำมะพร้าวไหลลงขันเมื่อถูกผ่าแยกรองน้ำไว้หมดก็แบะแยกมะพร้าวออก
“หนูจะกิน ๆ ” เสียงหวีดเบา ๆ ดังมาจากร่างเล็กที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นจาวมะพร้าวจนคนที่ถือมะพร้าวหลุดยิ้มเสียงหึออกมาอย่างลืมตัว
“ตะกละ” เสียงเอ็ดเนิบในลำคอแต่มือก็แคะส่งให้หญิงสาวจำได้อย่างดีว่าเมื่อครั้งยังเด็กเขาต้องปอกมะพร้าวหลายสิบลูกเพื่อหาจาว มะพร้าวให้เด็กอ้วน และเขาก็โดนอาจารย์ตีอีกด้วย
“ของดี อร่อยด้วย พี่ไม่รู้อะไร” เสียงเล็กบ่นหงุงหงิงรับไป ใช้ปากแทะกัดมันโดยตรงไม่หั่นหรือผ่าให้เป็นชิ้นเล็กเคี้ยวไปยิ้มไปลืมเรื่องเศร้าและสิ่งที่อยากรู้ไปชั่วขณะ
นัยน์ตาคมสีอ่อนจางเหลือบมองใบหน้าเล็กที่มุมปากเปื้อนเศษสีขาวมือยื่นเช็ดอย่างลืมตัวมุมปากตัวเองยกโค้งขึ้นก็รีบขึงหน้าเม้ม ปากเป็นเส้นยาวเบือนหน้าหันมาผ่ามะพร้าวอีกลูกเพราะดวงตาคู่เล็กจ้องหน้าเขาตาค้างเช่นกัน
“อะ…เอิ่ม สรนวดแป้งต่อก่อน” สรเองก็หันรีหันขวางอย่างทำตัวไม่ถูก หันตัวกลับมาทางกะละมังแป้งบรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยความคุมเครือทำให้ทั้งสองมีสีหน้าแปลก ๆ จึงทำตัววุ่นวายช่วยกันทำอาหารและขนมหลายอย่างกลบเกลื่อน
เพื่อนำไปทำบุญเลี้ยงพระเมนูคาวได้ห้าอย่างของหวานสามอย่างและมีผลไม้อีกสามอย่างแล้วจัดเตรียมใส่ปิ่นโตครบหมดทั้งสอง เปลี่ยนผลัดผ้าแล้วก็เดินทางไปวัด
บ้านห่างจากวัดพอสมควรมาถึงก็เป็นเวลาหกโมงครึ่ง จัดอาหารใส่จานยกถวายทันภิกษุฉันภัตตาหารเช้าพอดี หลังรับพรกรวดน้ำเรียบร้อยหญิงสาวก็นั่งอยู่หน้าศาลากุฏิเพื่อรอพี่ฤกษ์
มองบรรยากาศต้นไม้ใบหญ้ารอบด้านแล้วถอนหายใจยาวออกมาช่วงระยะหลัง ๆ ที่ผ่านมาอยู่ร่วมกับพี่ฤกษ์แม้จะยังมีความอึดอัดใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้แย่มากเท่าไหร่นัก ผ่านไปราวยี่สิบนาทีร่างสูงก็เดินออกมาสีหน้าราบเรียบเดินถือบางอย่างกลับมาด้วยแล้วส่งให้หญิงสาว
“อะไรจ๊ะ เอ๊ะ…” มือเล็กแบจะรับของในมือใหญ่มันคือสร้อยคอที่หายไปของเธอแต่คนตรงหน้ากลับคล้องใส่ให้เอง
“อย่าทำหล่นหายอีก แล้วเบี้ยแก้ที่ให้พกอย่าเอาห่างตัว” เสียงเข้มจ้องมองใบหน้างงของหญิงสาวแล้วเดินนำไปด้านหน้า ร่างเล็กวิ่งเหยาะ ๆ ตามหลังไปจนทัน
ทั้งสองเดินกันเงียบ ๆ ก่อนถึงรถจนอยู่ ๆ ปภัสสรที่เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ก็เอ่ยเรียกอีกคนขึ้น
“พี่ฤกษ์” ร่างสูงหยุดฝีเท้าหันตามเสียงเรียกแต่ด้วยอีกคนไม่ทันระวังและไม่คิดว่าคนที่จ่ำอ้าวเบื้องหน้าจะหยุดกะทันหันจึงชนเข้ากับแผงอกกว้างราวกำแพงอย่างจัง
“ซุ่มซ่าม” เสียงดุใส่หญิงสาวที่กำลังเซจับแขนประคองให้ทรงตัวมั่นแล้วปล่อยมือออก
“ก็ใครให้พี่หยุดปุปปับล่ะ” ปากเล็กท้วงติงอ่อย ๆ ในลำคอ มือเล็กลูบหน้าผากตัวเองไม่รู้ว่าชนเข้ากับอกคนหรือกำแพงปูนแข็งจริง ๆ
“เถียงคำไม่ตกฟาก” นิ้วยาวงอเคาะลงกลางกระหม่อมบางแล้วถอนหายใจยาวเมื่อเห็นรอยแดงบนหน้าผากมนของหญิงสาว คงชนเข้ากับตะกรุดที่เขาห้อยถึงได้เจ็บจนเกิดรอย
หน้าเล็กเบ้ปากจะบ่นแต่ก็เงียบเสียงแทนไม่อยากโดนว่าอีก เงยมองหน้าคนตรงหน้ามีชั่วแวบที่มองพี่ฤกษ์แล้วทำไมดูจะหล่อเป็นพิเศษแต่แล้วภาพอีกคนก็ประทับเข้ามาแทนสะบัดหน้าไปมาแอบลังเลใจว่าจะถามปัญหาที่เธอยังคิดไม่ตกดีไหม
“ถามมา มีอะไร”
“คือ…คือว่าสรไม่อยากเรียนต่อแต่อยากหางานทำเลยได้ไหมจ๊ะ” ดวงตาคู่เล็กจ้องมองใบหน้าราบเรียบของคนตรงหน้าอย่างรอคำตอบ แต่แล้วก็เห็นว่าเขาย่นคิ้วแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าหญิงสาวจึงมุ่ยลงเพราะรู้ว่าคงไม่ได้คำตอบแน่
“แล้วจะทำงานอะไร” เป็นไปอย่างที่คิดไม่ได้คำตอบแถมได้คำถามมาแทน
“ไปทำงานร้านกาแฟจ้ะ เขารับวุฒิมอหกมีที่พักให้ด้วย” ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากเรียนต่อ แต่เธอมองไม่เห็นความจำเป็น มองไม่เห็นอนาคตตัวเองเลยว่าจะเรียนต่อสายไหนและวันข้างหน้าจะทำอะไร ตั้งแต่เสียพ่อแล้วมาเกิดเรื่องพี่ณิตาทุกวันเธอรู้สึกเหมือนไม่มีเป้าหมายในชีวิตเลย
“ทำไมถึงไม่อยากเรียน”
“ทำงานจะได้มีเงินกินใช้เป็นของตัวเองไม่ต้องรบกวนคนอื่น”
“คนอื่น…หึ รออยู่บ้าน ฉันจะไปทำธุระก่อน แล้วเชื่อฟัง” ตั้งคำถามกลับไม่ได้คำตอบทั้งยังต้องฟังคำสั่งแบบเผด็จการด้วย ตอนนี้พี่ฤกษ์จอดรถหน้ารั้วบ้านให้สรลงแล้วกำชับให้อยู่บ้าน
“พี่ฤกษ์ไปไหนจ๊ะ”
“โรงพัก แล้วจะไปขุดว่านด้วย” เสียงห้วนตอบกลับแล้วขับรถออกไปสรมองจนลับสายตาแล้วเดินกลับเข้าบ้านคิดเรื่องที่พี่ฤกษ์ไปโรงพักคงเป็นเรื่องพี่ณิตาเพราะถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีเบาะแสว่าใครเป็นคนก่อเหตุเลย
“สร”
“อ่าว…อาทิตย์ ตกใจหมดมาตั้งแต่เมื่อไหร่” คิดอะไรเพลิน ๆ ร่างของอาทิตย์ก็กระโจนเข้ามาขวางหน้าฉับพลัน มือคว้าจับมือสรไว้แน่นครั้นจะดึงออกในตอนแรกแต่แล้วก็เปลี่ยนใจปล่อยให้อาทิตย์จับต่อ