“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ไสยอาสัญ“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวไปด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม ภาพ ติดตานั้นจึงกลายเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนทำให้เด็กชายเมื่อโตเข้าสู่วัยกำดัดต้องเดินเข้าสู่วังวนของไสยศาสตร์อวิชาเพื่อจะแก้แค้นให้ครอบครัวและต้องคอยช่วยเหลือแก้วตาดวงใจให้พ้นจากอันตรายไปด้วย บทสรุปความรักของคนปากหนักจุดจบของการแก้แค้นจะเป็นอย่างไร
บทที่ ๗ เงาดำ
สรที่ซักผ้าใช้เวลาเดินไปกลับล่วงเกือบสองชั่วโมงนั้นเพราะเธอเก็บยอดผักบุ้งริมธารน้ำกลับมาด้วยหนึ่งกำใหญ่ ตั้งใจไว้ว่าก่อนกลับบ้านเย็นนี้จะผัดผักบุ้งไว้ให้พี่ทั้งสองกิน
ขณะกำลังเดินสบายใจกลับมาถึงรั้วหน้าบ้านมองเลยสวนดอกไม้ที่ตนกับพี่ณิตาปลูกก็แทบลืมตัวร้องอุทานขึ้นมา
สายตาเห็นเงาดำลอยอยู่นอกหน้าต่างชั้นสองของบ้านซึ่งเป็นหน้าต่างตรงห้องนอนของพี่ฤกษ์และพี่ณิตา
สรมือเท้าเย็นเฉียบขาชาดิกก้าวไม่ออก มือที่ถือผักบุ้งสั่นจนต้องปล่อยผักให้ล่วงหล่นตกพื้น แต่กะละมังผ้ายังไม่หลุดมือปากเม้มแน่นในใจกลัวแทบอยากกรีดร้องแต่พยายามเรียกสติตนเองเอาไว้
เธออยู่กับพ่อมาก็พอได้ยินเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ ภูติผีและวิญญาณมาบ้าง ยังเคยเห็นมีคนขอให้พ่อช่วยไล่ผี ทำของหรือทำเสน่ห์ แต่พ่อไม่ทำ แม้จะไม่เชื่อถือนักแต่เธอก็ไม่เคยลบหลู่
“สร…”
“ว้าย…” อยู่ ๆ เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวจนกะละมังผ้าหลุดมือล่วงลงพื้นทันที
“เป็นอะไร…”
“พะ…พี่ฤกษ์ พี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ถามว่าเป็นอะไร” คนถูกถามไม่ตอบแต่กลับถามย้ำคำเดิมว่าเป็นอะไร เพราะเห็นว่าหญิงสาวยืนตัวสั่นอยู่หน้ารั้วบ้าน
“พี่…สรเห็นเงาดำ ๆ อยู่ตรงนั้น” สรพูดตะกุกตะกักพร้อมทั้งชี้ไปทางหน้าต่างชั้นสองตรงจุดที่ตนเห็น แต่ตอนนี้กลับไม่มีอะไรแล้ว
“ไม่เห็นมีอะไร ตาฝาดหรือเปล่า” สายตาของฤกษ์เพ่งมองไปทางนิ้วของสรชี้บอกก็ไม่เห็นอะไร จึงหันกลับมาถามหญิงสาวแล้วก้มมองพื้นที่มีผักบุ้งหล่นอยู่ทั้งกะละมังผ้าที่กองอยู่ใกล้เท้า
“ไม่…สรเห็น จริง…”
“ต่อไปอย่าเถลไถล” เสียงห้วนเอ่ยตำหนิหญิงสาวแล้วสาวเท้าเดินเข้าบ้านไม่มองหญิงสาวที่ยืนนิ่งค้างอยู่กับที่อีก
“สร…ไม่…” สรถอนหายใจคำแก้ต่างยังพูดไม่จบประโยคแต่อีกคนไม่ฟังเสียแล้ว หญิงสาวก้มมองผักและผ้าที่นอนคลุกดินจากนั้นก็เก็บเสื้อเปื้อนและต้องเดินกลับไปยังลำธารล้างทำความสะอาดผ้าใหม่อีกครั้ง
ระหว่างเดินก็ยังคิดถึงเรื่องที่ตนเห็นแต่ก็เป็นอย่างที่พี่ฤกษ์บอกว่าเธอคงตาฝาดจึงสลัดความกลัวและความคิดในหัวทิ้ง เมื่อกลับจากล้างผ้าในคราวนี้ก็เดินไปตากผ้าไว้ที่ราวหลังบ้านที่สร้างเป็นเพิงหมาแหงนมีหลังคาเพื่อสะดวกใช้แม้จะเป็นฤดูฝนก็ตากได้
เดินเข้าบ้านมาก็เห็นพี่ฤกษ์กำลังนั่งตักข้าวอยู่กับพี่ณิตาสองคน สีหน้าพี่ฤกษ์นั้นยิ้มพูดคุยกับภรรยาช่างต่างจากเวลาพูดคุยกับคนอื่นที่จะเคร่งขรึมอยู่ตลอดแม้แต่รอยยิ้มก็ไม่มี หากไม่ใช่พี่ณิตาก็คงเป็นวันแต่งงานเท่านั้นล่ะมั้งที่ยิ้มให้คนอื่นมากที่สุด
“มา ๆ กินข้าวกันจ้ะสร” พี่ณิตากวักมือเรียกพร้อมทั้งตักข้าวใส่จานวางตรงตำแหน่งว่างของโต๊ะ
“จ้ะ” สรเดินเข้าไปเลื่อนเก้าอี้นั่งเริ่มตักกับข้าวกินเพราะเธอเริ่มหิวแล้ว เพราะเลยเที่ยงเวลาเกือบล่วงเข้าบ่าย
“คราวหน้าอย่าทิ้งให้ณิตาอยู่บ้านคนเดียวอีก” เสียงราบเรียบของบุรุษคนเดียวในวงอาหารเอ่ยขึ้น
“จ้ะ” สรชะงักมือที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากรับคำจากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบ ๆ
“ว่าสรไม่ได้นะจ๊ะพี่ฤกษ์ สรเป็นห่วงณิตาต้องเดินไกลเลยไปซักผ้าคนเดียว”
“ดีแล้ว…อย่าเดินไกล เดี๋ยวเหนื่อยหรือเกิดล้มขึ้นมาจะแย่”
“ณิตารู้แล้วจ้ะ พี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ณิตาตักกับข้าวใส่จานสามีแล้วหันมามองหน้าเจื่อน ๆ ของสรที่โดนพี่ฤกษ์เอ็ดก็นึกสงสารจึงตักกับข้าวส่งให้
“สร กินเยอะ ๆ เอานี่ไข่เจียวใส่หอมแดง สรชอบนี่นา”
“ขอบคุณจ้ะ” สรยิ้มขอบคุณแล้วกินข้าวต่อบนโต๊ะยังมีกับข้าวที่สรห่อมาด้วย บทสนทนาในวงอาหารต่อจากนั้นก็เป็นเสียงของณิตาที่ถามไถ่ สามีพูดคุยหยอกเย้ากันตามประสาคู่สามีภรรยา
กินข้าวเสร็จสรก็เก็บจานชามไปล้างในครัว ทุกอย่างเรียบร้อยสรเดินกลับเข้ามาในห้องกลาง เห็นเพียงพี่ฤกษ์นั่งอยู่คนเดียวไม่เห็นพี่ณิตาครั้นจะเอ่ยปากถาม กลับถูกตัดบทด้วยประโยคไล่เสียก่อน
“กลับบ้านได้แล้ว”
“เอ่อ…จ้ะ” พยักหน้ารับแล้วหมุนตัวก้าวออกไปก็ได้ยินเสียงดังไล่หลังก่อนก้าวพ้นธรณีประตูบ้านมาอีกคำ
“อย่าเถลไถล” สรสาวเท้าก้าวสับเร็ว ๆ เดินออกจากบ้านไปทันที ในใจมันบอกไม่ถูกว่าเสียใจหรือน้อยใจมันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ มันอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก จมูกแสบขัดกระบอกตาร้อนผ่าวน้ำตาพาลจะไหลออกมาหากแต่ต้องกลั้นมันไว้
เดินห่างออกมาสักระยะสรรู้สึกเหมือนมีใครคอยเดินตามแต่พอหันกลับไปมองก็ไม่เห็นใครในใจนึกประหวั่นถึงเรื่องเงาดำที่ตนเห็น ขนแขนและต้นคอลุกชันต้องสยิวกายอย่างห้ามไม่ได้
สรสาวเท้าเดินเร็วยิ่งขึ้นแทบจะเป็นวิ่งระแวกทางเดินกลับบ้านเธอนั้นเป็นป่า ทั้งสองข้างทางเป็นต้นไม้สูงใหญ่จึงบังแสงแดดไม่สามารถส่องลอดลงมาได้ บริเวณโดยทั่วไปจึงออกจะอึมครึมอยู่บ้าง
ในใจก็พยายามนึกถึงบทสวดมนต์ต่าง ๆ แต่เนื่องด้วยความกลัวมันขึ้นสมองจึงทำให้ลืม บทสวดมนต์สั้น ๆ ก็ลืมหมดคิดไม่ออกเพราะสติไม่อยู่กับตัวเสียแล้ว
ปากได้แต่บ่นงึมงำไม่ใช่บทสวดแต่อย่างได้ ซึ่งหญิงสาวพึมพำคำว่า
‘กลัวแล้ว พ่อจ๋า แม่จ๋า ช่วยสรด้วย ผีอย่าหลอกสรเลย กลัวแล้ว’
“จ๊ะเอ๋…สร”
“กรี๊ดดดด…..ว้าย….กรี๊ด…ผีหลอก...ฮือ…”
“ฮ่า ฮ่า…. สร อาทิตย์เอง ขำอะตกใจขนาดนั้นเลย” เสียงหัวเราะร่าของชายหนุ่มทำให้สรที่ยืนตัวงอปิดหน้าเพราะความกลัวและตกใจเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงด้วยสายตาขุ่นเคือง
“อาทิตย์…” สรกระแทกเสียงหนัก ๆ
“สร…ร้องไห้ทำไม ขอโทษอาทิตย์ไม่ได้ตั้งใจ” อาทิตย์กล่าวตอบเสียงอ่อยเมื่อเห็นดวงตาแดงระเรื่ออาบน้ำตาเพราะตกใจ สังเกตเห็นว่าสรกลัวจริง ๆ ไม่ได้แสร้งแสดงเพราะทั้งมือและตัวก็สั่นเทิ้มด้วย
“เล่นพิเรนทร์อะไรอาทิตย์” สรเสียงขุ่นมัวหัวคิ้วขมวดมองอาทิตย์ที่ตอนนี้หน้าม้านยิ้มไม่ออกต่างจากตอนแรก สรตบมืออาทิตย์ที่วางอยู่ช่วงต้นคอเธอออกแล้วหันก้าวเท้าเดินไวเพื่อกลับบ้านตนเอง
“สร อาทิตย์ไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษนะ” อาทิตย์เดินตามหลังสรเพื่อง้องอน เมื่อเห็นว่าสรเหมือนจะโกรธตนเองจริง
“อืม…คราวหน้าอย่าเล่นแบบนี้อีกนะ” สรตอบในลำคอพร้อมทั้งยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาตนเอง มืออีกข้างทาบบนอกซ้ายที่ยังเต้นแรงกระหน่ำผลพวงมาจากการตกใจเมื่อครู่
“อือ…ไม่เล่นแล้วขอโทษนะ อย่าโกรธอาทิตย์เลยนะ” หญิงสาวไม่ตอบชายหนุ่มแต่หันไปมองด้านหลังเพราะยังรู้สึกว่ามีใครตามอยู่จะว่าเป็นอาทิตย์ก็ไม่ใช่เพราะเขาเดินเคียงเธออยู่ด้านข้าง
“มีอะไรเหรอ สร มองหาอะไร”
“เปล่าหรอก แล้วนี่อาทิตย์ไปไหนมา” สรเบนสายตามองหน้าอาทิตย์ทิ้งความสนใจเรื่องความรู้สึกแปลก ๆ ออกไปก่อน
“ออกไปซื้อเกลือให้แม่ แล้วสรล่ะ ไปบ้านพี่ฤกษ์มาเหรอ”
“อืม” หญิงสาวพยักหน้าแล้วมองถุงเกลือในมือของอาทิตย์ที่ยื่นให้ดู จากนั้นทั้งคู่ก็เดินกลับบ้านกันไปต่างพูดคุยสัพเพเหระกินขนมและน้ำที่อาทิตย์ซื้อติดมือมาด้วย
ทั้งคู่อยู่บ้านใกล้กันนั้นคือห่างจากบ้านที่พี่ฤกษ์อยู่ถึงสิบกว่าโล สรอาศัยอยู่บ้านเดียวกับพ่อสองคนส่วนบ้านของอาทิตย์จะห่างจากบ้านสรประมาณสองสามโล ระแวกนั้นมีบ้านคนปลูกอาศัยอยู่เพียงห้าถึงหกครอบครัวเท่านั้น
จะว่าไปสรก็ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของพ่อทินอูหรอก เธอเป็นเด็กที่ถูกนำมาทิ้งไว้ไม่รู้ว่าพ่อแม่แท้จริงเป็นใคร เพราะไม่เคยมีใครเล่าให้ฟัง เนื่องจากตอนยังเล็กด้วยความที่สรเป็นเด็กผู้หญิงพ่อทินอูไม่ถนัดดูแลเธอนักจึงต้องฝากเธอให้แม่ของอาทิตย์ดูแลในหลายเรื่อง
จึงทำให้สรและอาทิตย์เติบโตมาด้วยกันเล่นและเป็นเสมือนพี่น้องก็ว่าได้ ตอนนี้ทั้งคู่ก็อยู่ในวัยหนุ่มสาวแล้วมีหลายคนต่างพูดแซวกันว่าเราทั้งสองเหมาะสมและคงไม่แคล้วที่จะได้ตกล่องปล่องชิ้นกันในอนาคต
“ขอบใจมากอาทิตย์ กลับบ้านดี ๆ นะ” สรโบกมือให้อาทิตย์ที่เดินมาส่งเธอถึงหน้าบ้าน
“อืม…บ๊าย…บาย” อาทิตย์พยักหน้ายิ้มให้หญิงสาวมองส่งจนสรเดินเข้าบ้านแล้วตนเองถึงเดินมุ่งกลับบ้าน ปากยังฮัมเพลงด้วยอารมณ์เบิกบานใจ
‘แค่ก แค่ก แค่ก’ สรเดินเข้าบ้านก็ได้ยินเสียงไอดังมาจากห้องของพ่อ เธอสาวเท้าเดินไปหยุดหน้าประตูไม้แล้วถามเข้าไปก่อน
“พ่อ เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
“แค่ก…ไม่เป็นอะไร”
“สรเข้าไปได้ไหม”
“ไม่ต้อง ไปต้มน้ำขิงมาให้พ่อหน่อย”
“ได้จ้ะ รอแปปหนึ่งนะจ๊ะ” สรเบนทิศเดินออกไปหลังบ้านขุดขิงเพื่อนำมาต้ม เดินเลาะหลังบ้านผ่านแปลงสมุนไพร และผักสวนครัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปยังกอขิงที่มีกอไพลปลูกใกล้เคียงกันอยู่
หลังลงมือขุดขิงมาสองแง่งก็นำมาล้างทำความสะอาดเอาดินออกโดยขัดเอาดินออกจนเกลี้ยง โชคดีเตาไฟที่บ้านจะติดไว้ตลอดเวลาโดยใส่ถ่านเลี้ยงไว้จึงไม่ต้องเสียเวลาก่อไฟใหม่ บ้านมีเตาแก๊สแต่พ่อบอกหุงต้มด้วยเตาถ่านอาหารรสชาติดีกว่า สรตั้งน้ำสะอาดหนึ่งหม้อ เล็กจากนั้นก็ทุบขิงให้พอแตกใส่หม้อต้มจนเดือดพักใหญ่
เมื่อกรองน้ำขิงเรียบร้อยก็เทน้ำขิงร้อน ๆ ใส่กระติกเก็บความร้อน ดูก็รู้ว่าผ่านการใช้งานมานานลายด้านนอกตอนนี้หลุดลอกไม่เห็นเป็นดอกไม้แล้ว สรนำฝาอลูมิเนียมบุบเบี้ยวเล็กน้อยแต่ยังคงใช้งานได้ปิดเรียบร้อยก็เดินหิ้วไปยังห้องของพ่อ
“พ่อจ๊ะ น้ำขิงได้แล้วจ้ะ”
“อืม…เข้ามา”
“พ่อ…พ่อทำไมหน้าซีดจัง ไม่สบายเหรอจ๊ะ” สรเข้ามาเห็นใบหน้าซีดเซียวของพ่อก็ตกอกตกใจรีบคุกเข่าคลานเข้าไปด้านข้างแล้วเทน้ำขิงใส่แก้วส่งให้
“ไม่เป็นไร” มือรับแก้วน้ำขิงมาจิบช้า ๆ สายตาของสรมองตามมือที่สั่นน้อย ๆ ของพ่อ พินิจว่ามือคู่นี้ที่เป็นผู้อุ้มชูเลี้ยงดูเธอเกือบจะยี่สิบปีแล้ว
“แค่ก แค่ก แค่ก” จิบน้ำขิงเข้าไปยังไม่หมดแล้วก็ไอโขลก ๆ ขึ้นมาอีก คราวนี้ยังมีเลือดปะปนออกมาด้วย
“พ่อ เลือด” สรตกใจรีบลุกไปหยิบผ้าเช็ดปากด้านข้างส่งให้
“แค่ก แค่ก” เสียงไอหนักขึ้นทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด สรร้อนใจเข้าไปประคองแต่เมื่อพ่อเงยหน้าขึ้นมาปะทะสายตาคู่นั้น
“กรี๊ด….พ่อ” สรปล่อยมือผงะถอยหลังล้มก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้น มือสั่นเทาปิดปากด้วยอาการหวาดผวากลัวกับภาพตรงหน้า