“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ไสยอาสัญ“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวไปด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม ภาพ ติดตานั้นจึงกลายเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนทำให้เด็กชายเมื่อโตเข้าสู่วัยกำดัดต้องเดินเข้าสู่วังวนของไสยศาสตร์อวิชาเพื่อจะแก้แค้นให้ครอบครัวและต้องคอยช่วยเหลือแก้วตาดวงใจให้พ้นจากอันตรายไปด้วย บทสรุปความรักของคนปากหนักจุดจบของการแก้แค้นจะเป็นอย่างไร
บทที่ ๓ แม่สื่อ
ในงานศพสวดอภิธรรมชาวบ้านต่างมาร่วมงานช่วยกันมากมายเพราะครอบครัวผู้เสียชีวิตเป็นที่รู้จักคุ้นหน้าคร่าตากันดี อีกทั้งหลังพ่อแม่เสียบ้านนี้ก็เหลือเพียงลูกสาวคนเดียวแล้ว
ผู้คนต่างรู้ดีว่าทั้งคู่ตายเพราะถูกคนทำของใส่ แต่ที่แปลกและทำเอาผู้คนสงสัยคือทำไมต้องเอาศีรษะของศพไปด้วย บรรยากาศงานอึมครึมทั่ว บริเวณวัดมีลมเย็นพัดอยู่ตลอดทำให้เหล่าคนมาร่วมงานรู้สึกหวาดไม่น้อย
ชาวบ้านแอบซุบซิบกันไปต่าง ๆ นานาทั้งยังมีบางคนตั้งข้อสงสัยว่าพอพ่อหมอฤหัสกลับมาอยู่ในหมู่บ้านก็เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นบ่อยแต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดต่อหน้าเท่านั้นเอง
“ณิตาเอ้ย…ไปนั่งพักกินข้าวกินปลาก่อนไป”
“ไม่เป็นไรจ้ะป้า ฉันยังไม่หิว” หญิงสาวตาแดงบวมเนื่องด้วยร้องไห้อยู่ตลอด ใบหน้าซีดใต้ตาคล้ำมองก็รู้ว่าไม่ได้หลับพักผ่อนเลย
“เดี๋ยวก็แย่ไปอีกคนหรอก ไปนั่งกินข้าวซะก่อนป้าจะต้อนรับคนให้เองไป…ไป”
“ขอบคุณมากจ้ะป้า” ปณิตาเดินไปนั่งพักข้างใน สายตาจ้องมองโลงที่ตั้งคู่กันแล้วน้ำตาก็รื้นไหลอีกครั้ง
“พี่ณิตากินข้าวก่อนจ้ะ” มีหญิงสาวเดินถือชามข้าวพร้อมน้ำเข้ามายื่นส่งให้คนที่กำลังเศร้าโศก
“ขอบคุณมากนะจ๊ะน้องสร แต่พี่ไม่หิวเลย” ดวงหน้างามเหม่อมองข้าวในมือของหญิงสาวที่เอามาให้อย่างคนหมดอาลัย
“กินหน่อยนะจ๊ะ พี่เป็นแบบนี้ลุงกับป้าคงไม่หมดห่วง” ปภัสสรยื่นชามเข้าไปตรงหน้าณิตาอีกครั้งยิ้มส่งเป็นกำลังใจให้หญิงสาวเคราะห์ร้าย
“จ้ะ…” ปณิตารับข้าวแล้วตักกินช้า ๆ แต่ฝืนกินไปไม่กี่คำก็อิ่ม
“น้ำจ้ะ ส่วนจานเดี๋ยวสรเอาไปเก็บให้เอง” ปภัสสรฉวยชามข้าวในมือปณิตาไปเก็บให้ เมื่อกลับมาก็ถือผ้าชุบน้ำมาให้ปณิตาได้เช็ดหน้าที่บวมเปื้อนน้ำตาออกจะได้รู้สึกสดชื่นขึ้น
หลังพระสวดอภิธรรมเสร็จชาวบ้านบางส่วนต่างพากันกลับ บางส่วนก็อยู่เฝ้าศาลาเป็นเพื่อนเจ้าภาพปภัสสรเดินถือผ้าห่มมาให้ปณิตาที่นั่งซึมอยู่เงียบ ๆ คนเดียว
ชาวบ้านพากันพูดว่าที่พ่อแม่ตายเพราะโดนทำของ เรื่องที่มีคนมาสู่ขอแต่ณิตาให้พ่อแม่ปฏิเสธไปเพราะไม่ได้ชอบพอกันมันทำให้คน เป็นลูกสาวอย่างปณิตารู้สึกผิดเป็นอย่างมากที่เป็นต้นเหตุของเรื่องน่าเศร้าครั้งนี้
“ผ้าห่มจ้ะ พี่ณิตานอนพักบ้างนะจ๊ะ เดี๋ยวสรจะอยู่เป็นเพื่อนด้วย”
“ขอบใจมากนะจ๊ะ แล้วนี่อาจารย์ทินอูไม่ว่าเหรอ” ปณิตาถามปภัสสรเนื่องจากพอรู้มาบ้างว่าอาจารย์ทินอูหวงลูกสาวและไม่ค่อยอนุญาตให้ลูกสาวอยู่ห่างหูห่างตา
“สรบอกพ่อแล้วจ้ะ พ่ออนุญาตแล้ว” สรตอบพร้อมกับล้มตัวนอนบนเสื่อข้าง ๆ ปณิตา
สองสาวต่างพูดคุยสัพเพเหระไปไม่กี่ประโยคสรก็เห็นว่าคนด้านข้างผล็อยหลับไปแล้ว ไม่นานเธอก็หลับตานอนเฝ้าพระอินทร์ตาม ไปด้วย
“อาจารย์ ผมคิดว่าเป็นคนเดียวกัน แต่ผมไม่เข้าใจว่าจะเอาหัว ไปทำไม” ฤหัสที่นั่งคุยอยู่กับอาจารย์ในบ้านพูดขึ้น
“ข้าเองก็ไม่มั่นใจพอเกิดเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าสมัยก่อนที่ข้าเองไม่เคยเชื่อ”
“เรื่องอะไรครับอาจารย์” ฤหัสมองหน้าอาจารย์ทินอูที่ขมวดคิ้วทำท่าลำบากใจอยู่
“ตอนยังเด็กได้ยินคนเฒ่าคนแก่เล่าว่ามันมีวิธีและวิชาที่จะทำให้ตัวเองอยู่ยงคงกระพัน ร่างไม่เสื่อมไม่แก่ไม่ตายโดยการครองอวัยวะของมนุษย์”
“แล้วต้องครองอะไรบ้างครับอาจารย์ ต้องครองเท่าไหร่”
“อันนี้ข้าก็ไม่รู้ ข้าเห็นว่ามันเป็นแค่เรื่องเล่า และไม่ได้สนใจ” ทินอูมองหน้าฤหัสแล้วส่ายหัวเบา ๆ
“แล้วตอนนี้อาจารย์คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงไหมครับ”
“เท่าที่เอ็งทำมา กรรมก็หนามากพอแล้ว” ทินอูไม่ตอบคำถามแต่กลับเอ่ยประโยคปรามฤหัสแทน รู้ว่าเหตุใดสองสามีภรรยาถึงยังไม่พ้นเคราะห์ต้องจบชีวิต ในดวงตาของชายหนุ่มนั้นแสดงชัดถึงความกระหายอยากในการแก้แค้น
“ผมไม่กลัวบาปหนาครับ ยังไงบาปผมมันก็ไม่มากไปกว่าไอคนชั่วคนนั้น ที่มันพรากชีวิตคนอื่นไปตั้งหลายคนแล้วครับอาจารย์” เสียงขบกรามของคนพูดนั้นดังกรอด
“ก่อนจะเลือกทำอะไรคิดให้มาก ๆ จะได้ไม่ต้องนึกเสียใจภายหลัง” น้ำเสียงเนิบเย็นของอาจารย์ไม่รู้จะเตือนใจฤหัสได้หรือเปล่าแล้วลูกศิษย์กับอาจารย์ทั้งสองต่างพากันเงียบอยู่ครู่ใหญ่
“งั้นผมกลับก่อนครับอาจารย์” ฤหัสลาอาจารย์เนื่องจากนั่งคุยกันเป็นเวลาสักพักใหญ่แล้ว
“อืม” อาจารย์สูงวัยตอบในลำคอมือยกกาน้ำร้อนเถชาสมุนไพรใส่แก้วยกดื่มช้า ๆ นัยน์ตาสีเปลือกไม้ทอดมองแผ่นหลังชายหนุ่มแล้วถอนหายใจยาว
เมื่อจัดงานสวดอภิธรรมครบสามคืนวันต่อมาก็เป็นวันฌาปนกิจ หลายคนต่างมาช่วยกันคนละไม้ละมือบ้างพาลูกหลานมาบวชหน้าไฟ บ้างมาเตรียมอาหารเมื่อถึงเวลาพระสงฆ์ทั้ง ๑๐ รูปก็สวดพระพุทธมนต์แล้วเจ้าภาพก็ถวายภัตตาหารเพล
พอเข้าช่วยบ่ายโมงชาวบ้านต่างมาฟังเทศนาธรรม ๑ กัณฑ์ จากนั้นพระสงฆ์ก็สวดมาติกาบังสุกุลถวายเครื่องไทยธรรมและกรวดน้ำตามลำดับ
เมื่อแขกนำดอกไม้จันทน์วางใต้เชิงตะกอนเรียบร้อยก็ถึงแก่เวลาประชุมเพลิง สัปเหร่อคอยทำหน้าที่เฝ้า เหล่าชาวบ้านต่างช่วยกันเก็บกวาดพื้นที่จนเสร็จแล้วทยอยกันกลับบ้านเหลือผู้ที่อยู่เป็นเพื่อนปณิตาเพียงสามสี่คน สองคนในนั้นคือปภัสสรและฤหัสที่ยืนอยู่ไกลจากคนอื่น ๆ
ล่วงเข้ายามเย็นสัปเหร่อเฝ้าเตาเผาจนเสร็จงาน ปณิตาตกลงจะมาเก็บอัฐิในรุ่งเช้าต่อมา ในคืนแรกที่ณิตากลับไปนอนบ้านมีป้าข้างบ้านไปอยู่เป็นเพื่อนสองสามคน
รุ่งเช้าของอีกวันหลังจากเก็บอัฐิเข้าโกศแล้วก็นิมนต์พระสงฆ์มาพิจารณาบังสุกุลอัฐิก่อนการนำไปเก็บเข้าเจดีย์เป็นขั้นตอนสุดท้าย
“คืนนี้สรไปอยู่เป็นเพื่อนเองจ้ะ” ปภัสสรหันบอกปณิตาขณะล้างจานชามคว่ำลงตะกร้าหลังพระฉันเช้าแล้ววันนี้มีป้าชาวบ้านมาช่วยด้วยสองสามคน จึงทำให้สองสาวไม่เหนื่อยมากนัก
“ขอบใจมากนะจ๊ะน้องสรที่อยู่ช่วยจนจบงานเลย ฉันขอบคุณป้า ๆ น้า ๆ ทุกคนด้วยนะจ๊ะ” ปณิตายกมือไหว้ทุกคนที่มาช่วยงานด้วยความซาบซึ้งจากใจจริงทุกคน
เมื่อเสร็จธุระจากวัดแล้วคนมาช่วยงานต่างพากันกลับ ปณิตากับสรก็เช่นกันทั้งคู่คุยกันเรื่อยออกมาถึงลานวัดก็เจอฤหัสเข้าพอดี
“อ่าวพี่ฤกษ์…ไปไหนจ๊ะ”ประภัสสรตะโกนพลางวิ่งเข้าไปหา ชายหนุ่มที่กำลังมุ่งหน้าออกจากวัดเช่นกัน
“ไปทำธุระ”
“สวัสดีจ้ะพี่ฤหัส” ปณิตาเดินเข้ามายกมือไหว้ชายหนุ่ม
“อืม…สรอย่าเถลไถลล่ะ” หยักหน้ารับหญิงสาวแล้วหันไปกำชับพูดกับประภัสสรสายตาเบนไปมองหน้าซีด ๆ ของปณิตาชั่วแวบก่อนจะล้วงบางอย่างจากกระเป๋าย่ามออกมายื่นส่งให้
“เอาไปชงกินกับน้ำ” เสียงทุ้มเอ่ยบอกวิธีการใช้ยาลมหรือยาหอมที่เขาส่งให้ มือเรียวแบรับของที่หย่อนให้ลงมือกลางฝ่ามือพยักหน้ายิ้มฟังคำ
“ขอบคุณจ้ะ พี่ฤหัส” แก้มซีดขึ้นสีจาง ๆ จนประภัสสรเห็นก็แอบอมยิ้มแววตาเป็นประกายขึ้น เห็นอยู่ว่าช่วงนี้พี่ฤกษ์กับพี่ณิตาได้พูดคุยกันบ่อยขึ้นมาก
“พี่ณิตาเรียกพี่ฤกษ์ก็ได้สั้น ๆ ง่าย ๆ ใช่ไหมจ๊ะพี่ฤกษ์” รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของประภัสสรทำให้หญิงสาวที่ยืนข้าง ๆ ต้องรีบ หลุบตาไม่กล้าจ้องหน้าชายหนุ่มตรง ๆ
“อืม…ฉันไปธุระก่อน” ตอบรับในลำคอดวงตายังมองไปยังคนที่หลบตาเขาอยู่ ส่วนสาวน้อยปภัสสรก็ยิ้มกริ่มตาวาวเมื่อเห็นว่าพี่ฤกษ์เองก็มองพี่ณิตา
“จ้ะเอิ่ม…ขอบคุณพี่ฤกษ์มากนะจ๊ะไว้ณิตาจะทำขนมไปฝากเป็นการขอบคุณนะจ๊ะ” ปณิตาเงยหน้าสบนัยน์ตาสีอ่อนแก้มระเรื่อสีด้วยอาการเขินอาย
ปภัสสรมองทั้งสองสลับไปมาเหมือนว่าตนเองจะมีงานเพิ่มหนึ่งตำแหน่งคือแม่สื่อแม่ชักนั่นเอง แล้วฤหัสก็แยกตัวไปทำธุระส่วนสองสาวก็เดินกลับไปยังบ้านของปณิตา
พักหลังปภัสสรก็เทียวมาเทียวไปกลับบ้านไปอยู่กับพ่อ บางวันก็ไปนอนค้างบ้านพี่ณิตาอยู่เป็นเพื่อนบ้าง แต่หลังช่วงเปิดเทอมสรก็ไม่ค่อยว่างแต่ถึงสรจะไม่ว่างไปอยู่เป็นเพื่อนพี่ณิตาก็ไม่เหงาแล้ว เพราะตอนนี้มีคนมาอยู่เป็นเพื่อน เอ๊ะ…ต้องเรียกว่าอยู่เป็นแฟนถึงจะถูก
พี่ฤกษ์และพี่ณิตาตกลงคบหาเป็นแฟนกันแล้วพี่ณิตากับพี่ฤกษ์อายุห่างกันเพียงสองปีตอนนี้ทั้งคู่ก็คบหากันเกือบปีแล้วซึ่งทั้งสองวางแผนแต่งงานกันแล้วด้วย และวันมงคลก็จะจัดขึ้นอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี้แล้ว
ช่วงนี้เลยเริ่มเตรียมสถานที่จัดข้าวของในบ้านซึ่งเป็นบ้านหลังใหม่ไม่ใช่บ้านหลังเดิมของพี่ฤกษ์ ส่วนบ้านเดิมของพี่ณิตาก็ขายนำเงินมาเก็บเป็นทรัพย์สินแทน
ระหว่างที่สรเก็บกวาดตัวบ้านเสร็จกำลังทำกับข้าวก็มีรถหรูคันหนึ่งเข้ามาจอดหน้าบ้านมีชายแต่งตัวดีลงมาจากรถโดยมีคนเปิดประตูให้
“สวัสดีครับอาจารย์ฤหัส ขอโทษที่มากะทันหัน แต่ครั้งนี้เรื่องด่วนจริง ๆ ครับ”
“มาถึงแล้วก็เข้ามาเถอะ” สายตามองคนที่มาเยือนนิ่ง ๆ จากนั้นก็เดินนำขึ้นห้องพระ เพราะพอรู้ถึงเหตุของคนที่มา ฤหัสก็เริ่มทำพิธีให้เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา
“นะโมพุทธายะ นะเมตตาโมกรุณา พุทมิให้ว่า ธาให้หลง ยะให้งงหลงใหล เมตตานะนะมะพะทะ” สวดคาถากำกับระหว่างเจิมหน้าผากให้กับชายใส่สูทภูมิฐานที่นั่งรถมาหาถึงบ้านแล้ว ฤหัสเลยต้องยอมทำพิธีให้ซึ่งในความจริงแล้วเขาไม่ได้อยากทำพิธีให้กับใครภายในบ้านเลย
“ขอบคุณครับอาจารย์ฤหัส งานนี้สำคัญกับผมมากจริง ๆ ไม่งั้นผมไม่มารบกวนถึงบ้านหรอกครับ” ชายตรงหน้ายิ้มแป้นหน้าสดใสขึ้นทันตาแบมือรับตลับน้ำมันที่ฤหัสส่งให้ ส่วนค่าตอบแทนนั้นไม่ต้องพูดถึงมันอยู่ในซองสีน้ำตาล ประเมินจากสายตาแม้ไม่หนาแต่ก็ไม่บางวางไว้ด้านหน้าของอาจารย์ที่ทำพิธีให้อย่างเต็มอกเต็มใจ
“อืม…” สรนั่งอยู่ชั้นล่างของบ้านเห็นชายใส่สูทเดินลงมาแล้วหันมายิ้มให้เธอ จากที่เห็นชายคนนั้นอายุมากกว่าฤหัสแต่ดูแล้วออกจะ เกรงและเคารพพี่ฤกษ์อยู่มาก
“งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับอาจารย์” เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วจึงขอตัวลากลับ
“เชิญครับนาย” คนขับรถเปิดประตูให้เจ้านายที่เดินยิ้มกลับออกมา จากนั้นก็กลับไปประจำที่คนขับสารถีพารถออกตัวไปยังจุดหมายที่เจ้านายต้องไป
ความจริงแล้วชายใส่สูทเป็นถึงเจ้าของกิจการใหญ่ ครั้งนี้กำลังจะเซ็นสัญญาครั้งสำคัญจึงต้องมาพึ่งอาจารย์ฤหัส ที่มั่นใจเพราะเขาเคยสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะถูกโกงแต่ได้อาจารย์ฤหัสช่วยไว้และหลังจากนั้นเขาก็พึ่งและเลื่อมใสบูชาของขลังจากอาจารย์ฤหัสจนตอนนี้ธุรกิจกลับมามั่งคั่งมั่นคงดีขึ้นเรื่อย ๆ
“พี่ฤกษ์ วันนี้พี่จะไปหาพี่ณิตาไหมจ๊ะ” สรโผล่หน้าออกมาจากครัวถามคนที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้กำลังปั่นเชือกสีขาวแดงสำหรับใช้ในงานแต่งเข้าด้วยกัน
“ไป” ในขณะปากตอบสายตายังตั้งมั่นปั่นเชือกอยู่ สรยิ้มแล้วหันไปตักกับข้าวใส่ปิ่นโตไว้จากนั้นเอามาวางเตรียมไว้ให้พี่ฤกษ์บนโต๊ะ
“งั้นวันนี้หนูกลับบ้านก่อนนะจ๊ะ”
“แล้ววันนี้ไม่ไปหาณิตาเหรอ” ฤหัสเงยหน้ามองสรที่ปกติส่วนมากจะไปหาณิตาด้วยกัน
“วันนี้ต้องกลับไปท่องหนังสือจ้ะ วันจันทร์สอบแล้ว”
“อืม…กลับให้ถึงบ้านอย่าเถลไถล” เสียงเข้มกำชับประภัสสรแล้วจดจ่อทำงานในมือต่อ
“จ้ะ งั้นหนูกลับแล้วนะ” ปภัสสรพยักหน้าแล้วเดินกลับบ้าน มุมปากยกยิ้มร่าความจริงเธอแค่ไม่อยากเป็นก้างขวางคอพวกพี่ ๆ เท่านั้นเอง
“โอ้ย…ขอโทษด้วยจ้ะ” เพราะก้มหน้าก้มตาเดินจึงชนเข้ากับร่างสูงของชายคนหนึ่ง หญิงสาวขอโทษขอโพยคนตรงหน้ายกใหญ่ คนถูกชนกดตามองหน้าหญิงสาวที่ลูบหน้าผากตัวเองหยักหน้าน้อย ๆ แล้วเบี่ยงตัวหลบทางให้ปภัสสรแล้วก้าวเดินต่อ
“อ่าว…หายไปไหนแล้ว เดินเร็วอย่างกับผี”
สรหันมองด้านหลังก็ไม่เจอคนที่เดินชนเมื่อครู่แล้ว เอียงคอพูดกับตัวเองแล้วละความสนใจเดินกลับบ้านต่อ