“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ไสยอาสัญ“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”
เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวไปด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม ภาพ ติดตานั้นจึงกลายเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนทำให้เด็กชายเมื่อโตเข้าสู่วัยกำดัดต้องเดินเข้าสู่วังวนของไสยศาสตร์อวิชาเพื่อจะแก้แค้นให้ครอบครัวและต้องคอยช่วยเหลือแก้วตาดวงใจให้พ้นจากอันตรายไปด้วย บทสรุปความรักของคนปากหนักจุดจบของการแก้แค้นจะเป็นอย่างไร
บทที่ ๑๒ แทงใจ
ร่างเปื้อนฝุ่นดินบนพื้นปภัสสรกำลังตะกายพยุงตัวให้ลุกเพื่อออกวิ่ง แต่เพียงก้าวไปได้ไม่เกินสี่ห้าก้าวเงาดำก็มาดักอยู่เบื้องหน้า ปภัสสรนิ่งชะงักตัวสั่นสะท้านราวเจ้าเข้าความกลัวจับไปทั้งสมองเหมือนแช่แข็งให้เธอหยุดนิ่ง
“ฮือ….” เธอร้องสะอื้นหัวใจหดเกร็งเหมือนกำลังจะหยุดหายใจไปในไม่ช้า เงาดำเคลื่อนเข้ามาเหมือนต้องการครอบงำสิงสู่ร่างเธอ เมื่อไม่มีทางสู้ทั้งไม่อาจขยับหนีจึงทำได้เพียงหลับตาหลบเลี่ยงไม่กล้าเพ่งมองสิ่งตรงหน้า
หมับ!!!
“กรี๊ดดดด….”
“สร…เราเอง” เสียงเรียกอันอ่อนโยนพร้อมมือใหญ่อบอุ่นรั้งร่างบางของหญิงสาวเข้ามากอด ฝ่ามือตบหลังบางที่ยังคงสั่นเทาเบา ๆ เป็นการปลอบโยนให้เธอสงบสติอารมณ์
“ฮือ…อาทิตย์ อาทิตย์เหรอ” หญิงสาวเงยหน้าลืมตาขึ้นมองคนตรงหน้าที่กระชับแขนโอบเธอไว้มั่น เสียงสะอื้นแหบเครือถามย้ำเพื่อความมั่นใจว่าตนได้ยินไม่ผิด สายตากรอกมองรอบด้านไม่พบเงาดำนั้นแล้ว
“อืม…เราเอง ค่ำมืดทำไมสรมาเดินคนเดียวแบบนี้” น้ำเสียงที่ถามบ่งบอกถึงความเป็นห่วงเป็นใยจากใจจริง โน้มหน้ามองคนตรงหน้าแม้สลัวรางก็ยังเห็นหน้างามปรากฏดวงตาบวมแดงก่ำ
“ฮือ…อาทิตย์ พ่อตายแล้ว พ่อไม่อยู่กับเราแล้ว” เสียงร้องกลับมาดังอีกครั้งทั้งสองแขนเรียวก็กระชับกอดร่างคนตรงหน้าแน่นราวเขาเป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวใจเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้
ความกลัวในเหตุการณ์ที่เจอกลับถูกกลบทิ้งเมื่อนึกถึงเรื่องพ่อ และไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ตนเองกำลังยืนกอดกับชายหนุ่มอยู่
“อืม…ไม่ต้องร้องนะ อาทิตย์จะอยู่กับสรเอง” พูดปลอบพร้อมกับยกมือลูบศีรษะเบา ๆ แผ่ความอุ่นให้หญิงสาวในอ้อมกอด
แต่ในสายตาของคนที่มาเห็นตอนนี้กลับกลายเป็นภาพหญิงสาวยืนกอดกับชายหนุ่มในที่เปลี่ยวมืดค่ำ เสียงห้วนเข้มจึงตะคอกดังขึ้นฝีเท้าประชิดสองร่างที่ยังยืนนิ่งอยู่กลางทาง
“พ่อเพิ่งตายยังไม่เผา ยังมีอารมณ์มากอดกับผู้ชายอยู่อีก แล้วลืมที่ฉันสั่งแล้วเหรอว่าให้กลับบ้านไปอยู่กับณิตา”
“พี่ฤกษ์ มะ ไม่ใช่แบบนั้น…คือ…” ร่างเล็กสะดุ้งได้สติผละห่างจากร่างของอาทิตย์เสียงสั่นเครือพยายามที่จะอธิบาย
“ถ้าจัดการงานศพเสร็จ ฉันจะจัดงานแต่งให้ถ้าเธอต้องการ ชาวบ้านจะได้ว่าเอาไม่ได้ เธออดทนรอหน่อย” สายตาเรียบนิ่งผนวกน้ำเสียงเย็นชากล่าวตัดบทคำที่หญิงสาวต้องการอธิบาย นัยจากคำพูดเหมือนกล่าวดูถูกหญิงสาวตรงหน้าให้อดทนรออีกไม่นานเพียงผ่านพ้นงานศพก่อนเท่านั้นจะได้สมหวังแล้ว
“พี่ฤกษ์…” เสียงเครือเพียงลอดลำคอออกมาเบา ๆ สรรพนามที่พี่ฤกษ์ใช้เรียกเธอและแทนตัวเองนั้นเปลี่ยนไปแล้ว
“ไม่ใช่ครับ เมื่อกี้ผมเห็นสรหนีอะไรไม่รู้ ไม่ใช่อย่างที่พี่ฤกษ์คิดนะครับ” อาทิตย์พูดเพื่ออธิบายให้กับปภัสสรไม่อยากให้หญิงสาวถูกเข้าใจผิดในทางไม่ดีแบบนี้
“กลับบ้าน” เสียงเข้มห้วนหันมาพูดกับหญิงสาวที่ก้มหน้างุดชิดอก ไม่รั้งรอฟังคำอธิบายจากใครทั้งสิ้นสาวเท้านำเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ
“อาทิตย์เรากลับก่อนนะ”
“อืม…เดินดี ๆ ” อาทิตย์พยักหน้ารับแล้วมองส่งแผ่นหลังบางที่กำลังสาวเท้าตามหลังคนที่ทิ้งระยะห่างออกไปไกลขณะหมุนตัวเบี่ยงเพื่อเดินกลับทิศของบ้านตนเอง ดวงตาอาทิตย์เหมือนสบนัยน์สีรัตติกาลที่หลบกลืนอยู่กับความมืดชั่วแวบ มุ่นคิ้วเล็กน้อยแล้วออกก้าวเดินโดยไม่สนสิ่งใดอีก
คนตัวเล็กเดินกึ่งวิ่งตามหลังคนตัวสูงเบื้องหน้ามาติด ๆ หอบเหนื่อยเล็กน้อย ปภัสสรปาดเช็ดน้ำตาเผยอปากจะอธิบายทั้งจะถามเรื่องที่สงสัยแต่ก่อนจะได้เอ่ยปากคนที่เดินนำอยู่ก็ชะงักฝีเท้าลงอย่างกะทันหันจนชนเข้ากับแผงอกคนตรงหน้า
“โอ้ย…พี่ฤกษ์ มีอะไรจ๊ะ” สีหน้าทมึงทึงของคนตัวใหญ่ก้มมองคนตรงหน้ามือใหญ่จับต้นแขนเล็กของสรไว้
“ก่อนหน้านี้หนีอะไร” เอ่ยคำถามสั้น ๆ เสียงเข้มคาดคั้นทั้งหัวคิ้วมุ่นเข้าหากันอย่างคนไม่สบอารมณ์
“คือ…ตอนแรกมันหน้าตาเหมือนพี่ณิตา แล้วก็เปลี่ยนไป” สองมือเล็กผสานเข้าหากันแน่นเมื่อนึกถึงสัมผัสเย็นเฉียบที่ถูกจับมือก่อนหน้า
“ถึงบอกว่าให้รีบกลับบ้าน” คนตัวสูงย่นคิ้วหนาจนเป็นริ้ว สีหน้าแม้ราบเรียบแต่นัยน์ตากลับฉายแววกังวลบางอย่างที่คนถูกจ้องไม่อาจเข้าใจ
‘แค่ก แค่ก’
“กลับบ้าน…ให้สรกลับบ้านที่ไหนจ๊ะ บ้านพี่ฤกษ์กับพี่ณิตาเหรอ บ้านที่พี่ไม่อยากให้สรอยู่ร่วมชายคาด้วยหลังนั้นเหรอ” มือป้องปากไอออกมาเสียงแผ่วเครือถามพร้อมทั้งเงยหน้าจ้องตอบคนตัวสูงกว่า พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอจนมันจุกแน่นอยู่กลางอก
แม้จะมืดสลัวแต่แววตาเศร้ากลับฉายความตัดพ้อ เสียใจ น้อยใจออกมาให้เห็นได้ชัด ม่านน้ำคลอเต็มเบ้าตาขอบตาบวมช้ำยังจ้องเป็นคำถามทำให้คนที่ก้มมองต้องเบนสายตาหลบ
“มันไม่ใช่แบบ…อย่าร้องกลับบ้านเถอะ” ฤหัสหลุบตามองมือเล็กที่มีลิ่มเลือดจาง ๆ ถอนหายใจยาวเสียงอ่อนลง เหมือนต้องการจะพูดกลับเงียบไว้แค่นั้น แล้วมือใหญ่ก็ยกจะปาดน้ำตาบนแก้มเนียนแต่ถูดปัดออกก่อน
‘เพี๊ยะ’
“สรไม่อยากกลับ สรเองก็ไม่อยากอยู่ร่วมชายคากับพี่เหมือนกัน” เสียงเนิบราบเรียบพูดขึ้นหลังตบมือใหญ่ออกดังเพี๊ยะจนอีกฝ่ายชะงักไป
“อย่าดื้อ อาจารย์สั่งไว้อย่าลืม แต่ถ้าไม่ฟัง พี่ก็มีอีกหลายวิธีทำให้เชื่อฟัง” แม้คำที่พูดเป็นคำขู่แต่สายตากลับอ่อนลงกว่าเดิม มือใหญ่คว้าข้อมือเล็กหมายจับจูง แต่เจ้าของแขนเรียวเลี่ยงไม่ให้จับ
“ได้…หลังงานศพพ่อ พี่ก็อย่าลืมเรื่องจัดงานแต่งให้สรด้วย” หญิงสาวข่มอารมณ์ตอบกลับโดยไม่คิดหน้าหลังแล้วเบี่ยงตัวสาวเท้าเดินออกไปไม่มองร่างสูงที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ สายตาคมอ่อนแสงจ้องแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกไปขบกรามมือกำเป็นหมัดแน่น
พี่ฤกษ์กลับบ้านเอารถเพื่อนำร่างพ่อไปวัดและจัดงานสวดอภิธรรมสามคืน ระหว่างนี้ชาวบ้านก็มาช่วยงานกันหลังเสร็จสิ้นจากงานศพไปได้เกือบอาทิตย์ปภัสสรต้องเก็บข้าวของทั้งหมดย้ายเข้ามาอยู่บ้านของฤหัสและปณิตา
แม้จะบอกความต้องการของตัวเองว่าอยากอยู่ที่บ้านแต่ฤหัสก็ยกเรื่องที่พ่อได้ฝากฝังเธอไว้ ทำให้เธอไม่สามารถเลี่ยงได้ต้องมาอาศัยอยู่ร่วมบ้านกับคนที่รังเกียจเธอ
แล้วหลายเดือนที่อยู่ร่วมกันในบ้านเธอกับพี่ฤกษ์ไม่ได้กินข้าวร่วมโต๊ะกันอีก ส่วนมากจะแยกกินคนเดียวจะได้พูดคุยเล่นกับพี่ณิตาก็ช่วงพี่ฤกษ์ไม่อยู่บ้านเท่านั้น ถึงอึดอัดก็ต้องอยู่แต่อย่างน้อยเรื่องสบายใจที่พอทำให้เธอยิ้มได้คือพี่ณิตากับหลานในท้องเลยทำให้ผ่านมาได้ไม่ยากลำบากเท่าไหร่
“ขอโทษนะคะ ใช่บ้านของพ่อหมอฤหัสไหมคะ” เสียงผู้หญิงตะโกนถามมาจากหน้าบ้าน
“ใช่ค่ะ” ปภัสสรตอบออกไป หญิงสาวหน้าบ้านใส่ชุดทันสมัยแต่งหน้าทาปากสีแดงจัด จากหน้าตาคงอายุยี่สิบปลาย ๆ ดูก็รู้ว่าเป็นคนในเมือง
“พ่อหมออยู่ไหม ฉันมีธุระกับพ่อหมอ” ผู้หญิงคนนั้นมองสำรวจสรตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วมองเข้าไปในบ้าน
“ไม่อยู่จ้ะ พี่ฤกษ์ไป…” สรตอบแขกมาเยือนด้วยเสียงสุภาพ แต่พูดไม่จบประโยคก็เห็นหญิงสาวคนนั้นล้วงกระดาษปากกาในกระเป๋าออกมาเขียนอะไรบางอย่างส่งมาให้เธอ
“ฝากนี่ให้พ่อหมอด้วย” เธอยื่นกระดาษที่เขียนเพียงชื่อไว้ จากนั้นก็สาวเท้าเดินกลับขึ้นรถที่จอดอยู่นอกรั้วบ้าน
“ได้จ้ะ” สรรับไว้แล้วถอนหายใจเดินเข้าบ้านแล้วส่งกระดาษให้พี่ณิตาที่นั่งอยู่หน้าทีวี
“มาหาพี่ฤกษ์อีกแล้วเหรอ” พี่ณิตาถามขึ้น
“ใช่จ้ะ” เธอมองสีหน้าพี่ณิตาก็รู้ว่าพี่เขาไม่สบายใจ คงจะทั้งเรื่องที่มีผู้หญิงมาหาอยู่บ่อย ๆ และมีคนมาหาเพื่อให้พี่ฤกษ์ไปช่วยทำพิธีอะไรให้ด้วย
“พี่ไม่อยากให้พี่ฤกษ์ไปยุ่งกับเรื่องพวกนั้นอีกเลยสร” พี่ณิตามองกระดาษในมือแล้วถอนหายใจยาวออกมา
“พี่ณิตา อย่าคิดมาก พี่ฤกษ์เขาก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งแล้ว เดี๋ยวนี้พี่เขาก็แค่ช่วยคนที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้นเอง”
“แต่มันก็ยังเป็นเรื่องพวกนั้นอยู่ดี พี่กลัวสร พี่กลัวว่าเรื่องพวกนี้มันจะย้อนกลับมาทำร้ายพี่ฤกษ์เข้าสักวัน”
“พี่ณิตาใจเย็น ๆ อย่าเครียดนะ ถ้ายังไงพี่ลองคุยกับพี่ฤกษ์ดูก่อนไหมจ๊ะ” สรไม่อยากให้พี่ณิตาคิดมากเพราะท้องไส้อยู่ แค่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาพี่ณิตาก็คอยเป็นคนกลางให้ระหว่างเธอและพี่ฤกษ์ที่มึนตึงใส่กัน
“อืม…คืนนี้พี่จะลองคุยดู” ณิตาพูดพลางลูบท้องที่โตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างหนักอกหนักใจ
“พี่อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวสรทำให้จ้ะ” สรถามขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่องคุยไม่อยากให้คนท้องเครียดคิดมาก
“อะไรก็ได้จ้ะ พี่กินได้หมด กับข้าวที่สรทำอร่อยทุกอย่างเลย” ปณิตาตอบยิ้ม ๆ โชคดีมากที่ท้องแล้วยังกินได้ปกติไม่มีอาการแพ้
“พี่ณิตาถ้าทำกับข้าวเสร็จสรขอไปถวายมื้อเพลที่วัดนะจ๊ะวันนี้” ปภัสสรอยากไปทำบุญถวายเพลเพราะนี่ก็เป็นเวลากว่าห้าเดือนแล้วที่พ่อเสีย ครั้งสุดท้ายที่ได้ทำบุญให้พ่อก็คือเช้าหลังวันเผาศพพ่อ
“อ่อ…ได้จ้ะ ให้พี่ไปด้วยไหม”
“ไม่ต้องหรอกจ้ะ เดินไกล ว่าแต่พี่อยู่บ้านคนเดียวได้ใช่ ไหมจ๊ะ”
“ได้จ้ะ สรไปเถอะ พี่ไม่บอกพี่ฤกษ์หรอก” ที่ปณิตาต้องบอกเช่นนี้เพราะสามีย้ำเตือนก่อนออกจากบ้านตลอดว่าห้ามอยู่บ้านคนเดียว ต้องให้สรอยู่เป็นเพื่อนด้วยตลอด แล้วให้เหตุผลว่าเป็นห่วง แต่เธอเห็นว่าเกินจำเป็นไปมาก
“จ้ะ สรจะรีบไปรีบกลับ”
“สร ขากลับแวะเก็บผักโขมมาผัดน้ำมันให้พี่หน่อยนะจ๊ะ”
“ได้จ้ะ สรจะแวะตัดใบเตยมาด้วยเอามาทำสังขยา”
“ดีเลย ๆ วันก่อนพี่ฤกษ์บ่นอยากกินสังขยาใบเตยกับบัวลอยด้วย”
“อ่อ…” สรยิ้มหยักหน้าเจื่อน ๆ แล้วก้มหน้าก้มตาทำกับข้าวต่อ เนื่องด้วยช่วงเช้าพระบิณฑบาตมาไม่ถึงนี่จึงทำให้ไม่ได้ใส่บาตรจึงต้องทำอาหารไปถวายที่วัดแทนแต่กว่าจะไปได้ก็ต้องหาโอกาสที่เจ้าของบ้านไม่อยู่
หลังตักกับข้าวใส่ปิ่นโตเรียบร้อยสรก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปวัด ต้องเร่งไปกลับให้เร็วก่อนพี่ฤกษ์จะกลับมาบ้านจะได้ไม่เกิด ปัญหา เพราะถ้าไม่เกิดปัญหาเธอกับพี่ฤกษ์ก็ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกัน ซึ่งมันจะทำให้เราทั้งคู่สบายใจกว่า
“พี่ณิตา สรไปวัดก่อนนะจ๊ะ”
“จ้ะ…สรกินยาบำรุงที่พี่ฤกษ์ต้มหรือยัง” ณิตายังนั่งดูทีวีที่เดิมพร้อมทั้งนั่งถักไหมพรมไปด้วยเป็นการฆ่าเวลาแก้เบื่อ
“กินแล้วจ้ะ ไปแล้วนะจ๊ะ” หญิงสาวตอบพลางเดินออกมาถึงรั้วบ้านก็หันกลับไปมองหน้าบ้านอยู่ครู่ใหญ่ ยาที่พี่ณิตาถามคือยาที่พี่ฤกษ์ต้มให้กินขับยาที่พี่ฤกษ์เคยวางให้สรกินช่วงที่นอนรักษาตัวหนึ่งเดือนเต็มจนตอนนี้เธอไม่มีอาการไอเป็นเลือดหรือเหนื่อยหอบแล้ว และเธอทำตัวเหมือนไม่รู้ไม่เห็นอะไร
วันนี้ตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้านสรรู้สึกกระสับกระส่ายใจอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะกังวลว่าพี่ฤกษ์จะรู้เรื่องที่เธอทิ้งพี่ณิตาไว้บ้านคนเดียว หรือบางทีคงเพราะเป็นห่วงพี่ณิตาเพราะตอนนี้ท้องเข้าเดือนที่เก้าแล้ว เพราะเดินเหินไม่สะดวกพี่ฤกษ์จึงต้องให้สรอยู่เป็นเพื่อนไม่ห่าง
แต่เธอก็อยากทำบุญให้กับพ่อทินอูจึงรีบมุ่งไปที่วัดเพื่อที่ขากลับจะได้แวะเก็บผักที่บ้านเก่ามาด้วย
หลังถวายเพลเรียบร้อย ขณะเก็บผักหญิงสาวก็ไม่รู้สึกสงบเลยและรู้สึกแปลก ๆ อยู่ตลอดเวลา รู้สึกใจหวิวโหวงเหมือนจะเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจจะรีบมุ่งกลับบ้านแต่ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากสวนผักในบ้านบริเวณบ้านหลังเก่า กลิ่นไหม้บางอย่างลอยมากับควันทำให้รู้สึกเวียนหัวอยากอาเจียนแปลก ๆ
และเรื่องที่แปลกมากก็เกิดขึ้นกับเธอ ไม่ว่าจะเดินมานานเท่าไหร่ก็เดินกลับไม่ถึงบ้านพี่ฤกษ์สักที
เดินอยู่หลายชั่วโมงจนเหนื่อยเมื่อสังเกตเส้นทางก็พบว่าตัวเองเดินวนกลับมาจุดเดิมซ้ำ ๆ หลายครั้ง ยิ่งนานยิ่งรู้สึกร้อนใจแทบจะสติแตกแล้ว
“ฮือ…พี่ฤกษ์ ช่วยสรด้วย” หญิงสาวขอบตาร้อนผ่าวน้ำตารื้นขึ้นมาเริ่มตื่นกลัวกับเหตุการณ์ที่ตนประสบ เหงื่อกาฬไหลเต็มหน้าทั้งรู้สึกเพลียและหิวน้ำอย่างมากจากการเดินวนไปวนมาอยู่นาน
ท้องฟ้าตอนนี้จากที่สว่างก็เริ่มครึ้มคล้ายฝนตั้งเค้าจะตก เธอยังพยายามเดินต่อกระวนกระวายใจยิ่งขึ้นเมื่อเห็นฟ้ามืดทะมึนลงทุกขณะ คลำหาสร้อยสายสิญจน์ที่คอก็นึกได้ว่าก่อนอาบน้ำถอดไว้ ด้วยความรีบตอนแต่งตัวเสร็จก็ลืมใส่คอออกมาด้วย