“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”

ไสยอาสัญ - บทที่ ๘ โดนของ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ไสยอาสัญ

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-หญิง,ไทย,ดราม่า,ลึกลับ

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ไสยศาสตร์,ผี,ดราม่า

รายละเอียด

ไสยอาสัญ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“อา ยะ เส หิ นะ มะ มัง รัก อา ยะ เส หิ นะ มะ สัง หลง อา ยะ เส หิ นะ มะ เม คลั่งใคร่ เส หิ เส หิ รักหลง งงงวย ไม่อาจถอนตัวถอนใจไปจากกู”

ผู้แต่ง

หยกลายกุหลาบ

เรื่องย่อ

เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวไปด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม ภาพ ติดตานั้นจึงกลายเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนทำให้เด็กชายเมื่อโตเข้าสู่วัยกำดัดต้องเดินเข้าสู่วังวนของไสยศาสตร์อวิชาเพื่อจะแก้แค้นให้ครอบครัวและต้องคอยช่วยเหลือแก้วตาดวงใจให้พ้นจากอันตรายไปด้วย บทสรุปความรักของคนปากหนักจุดจบของการแก้แค้นจะเป็นอย่างไร

สารบัญ

ไสยอาสัญ-# คำเตือน,ไสยอาสัญ-# บทนำ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑ บ้านเดิม,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒ ยาสั่ง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓ แม่สื่อ,ไสยอาสัญ-บทที่๔ แต่งงาน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๕ ข่าวดี,ไสยอาสัญ-บทที่ ๖ เรื่องแปลก,ไสยอาสัญ-บทที่ ๗ เงาดำ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๘ โดนของ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๙ ถอนของ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๐ เปลี่ยน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๑ ฝากฝัง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๒ แทงใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๓ สาหัส,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๔ ระบายอารมณ์,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๕ แฟน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๖ เสน่ห์ดอกรัก,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๗ คนแปลกหน้า,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๘ ยังไม่ใช่ตัวการ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๑๙ ส่งไปตาย,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๐ ย้ายบ้าน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๑ สั่งห้าม,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๒ รอไม่ไหว,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๓ ดูแล,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๔ อาจารย์,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๕ ไม่มั่นใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๖ พ่อ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๗ หวั่นใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๘ รู้เรื่อง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๒๙ ไม่พูดไม่จด,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๐ ปรับความเข้าใจ,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๑ ช่วยเหลือ (เพื่อน),ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๒ รวมสาย (เพื่อน),ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๓ สะสาง,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๔ อ้อมกอด,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๕ วันคลอด,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๖ อธิฐาน,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๗ เฝ้ามองดู,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๘ สิ้นสุดตลอดไป,ไสยอาสัญ-บทที่ ๓๙ อันวาดลูกพ่อลูกแม่,ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวาด (ธีม : สายลม),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวาด ๑ (ธีม : หิมะ),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวาด ๒ (ธีม : หิมะ),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวา (ธีม : เพื่อนรัก),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวา ๑ (ธีม : ไออุ่น),ไสยอาสัญ-ตอนพิเศษ อันวา ๒ (ธีม : ไออุ่น)

เนื้อหา

บทที่ ๘ โดนของ

บทที่ ๘ โดนของ

“กรี๊ด….พ่อ….” ภาพพ่อเบื้องหน้าสรนั้นหาใช่พ่อของเธออีกแล้ว ใบหน้าดำทมึนดวงตาแดงฉานไร้แววปรากฏ ยังคงไอโขลก ๆ ไม่หยุดรวมถึงเลือดที่ทะลักออกทางปากเป็นก้อนลิ่มสีดำปะปนออกมาด้วย

“ออก ออกไป” เสียงตวาดดังลั่นมือปัดป่ายสะบัดคล้ายสั่งไล่ให้สรออกไป แต่ด้วยตกตะลึงและความตกใจทำให้เธอไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้เหมือนกับเป็นอัมพาตชั่วคราวอย่างไรอย่างนั้น

ดวงตาเบิกโพลงหวาดเกรงภาพตรงหน้าทว่าก็รวบรวมสติคลานเข่าไปทางประตูมือไม้สั่นเทาทั้งยังเหลียวหลังไปมองพ่อที่ใบหน้าดำคล้ำเส้นเลือดข้างขมับปูดโปนเหมือนกำลังอดทนกับความเจ็บแสนสาหัสอยู่

‘เคล้ง เคล้ง’ เสียงแก้วอลูมิเนียมและของล้มกระทบพื้นไม้ระเนระนาด สรเห็นพ่อยืนเซแต่พยายามทรงตัวให้มั่นมองไปยังหิ้งคว้าลูกประคำที่ห้อยยกขึ้นประนมเหนือหัวปากบริกรรมคาถามุบมิบฟังไม่ได้ศัพท์

เมื่อคลานมาถึงประตูแต่ยังไม่ทันได้ออกบานประตูห้องก็ปิดดังปังเหมือนถูกลมตีแต่บริเวณโดยรอบก็หาได้มีแรงลมเลยแม้แต่น้อย

ทั่วห้องเหมือนอากาศเย็นลงฉับพลันขนลุกชันหนาวซึมลงผิวหนัง เหมือนผมบนหัวกำลังจะชูชันอย่างไรบอกไม่ถูก

“กรี๊ด…พ่อ” หญิงสาวหันไปมองทางพ่อก็ต้องกรีดร้องด้วยความพรั่นพรึงเพราะเงาดำทมึนสูงใหญ่ปกคลุมทั่วตัวพ่อและมีเงาดำอีกสายกำลัง เคลื่อนมาทางตน 

จากรูปการณ์แล้วเหมือนเงาดำนั้นจะเข้าใกล้พ่อไม่ได้เพราะท่านกำลังท่องคาถาหรือบริกรรมบทสวดอะไรอยู่ แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นมุมปากของท่านก็มีเลือดไหลซึมออกมาอยู่ตลอด 

เหงื่อกาฬไหลผุดทั่วร่างดวงตาแดงก่ำราวกับกำลังกลั้นอดทนความเจ็บเอาไว้มือสั่นเทาอย่างยากควบคุม

สรหวาดกลัวกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่ก็พยายามไม่กรีดร้องออกมาเพราะไม่อยากทำให้พ่อเสียสมาธิ เงาที่เคลื่อนตัวมาทางเธอก็เหมือนจะเข้ามาไม่ได้เหมือนมีบางอย่างกั้นอยู่เช่นกัน

เธอพยายามตั้งสติยันตัวลุกยืนช้า ๆ มือเท้าสั่นเหมือนเจ้าเข้าไม่สามารถบังคับให้ก้าวเดินออกได้ราวกับมันไม่ใช่แขนขาของตนเอง เงามืดที่ขยับมาตรงหน้าเธอราวกับมันกลายรูปร่างเป็นคนซึ่งมีใบหน้า แขนขา หากแต่มันดูน่ากลัวเกินกว่าจะระงับ ไม่กล้ามองให้เต็มตา

เธอใช้มือปิดหน้าแต่หูยังคงได้ยินพ่อท่องคาถาดังทั่วห้อง ยิ่งนานข้าวของในห้องก็เหมือนกับว่าถูกลมพัดโหมเข้าใส่ ทุกอย่างปลิวสะบัด ล้มไม่เป็นระเบียบทั้งที่ประตูหน้าต่างก็ปิดสนิททุกบาน 

เสียงโหยหวนหวีดแหลมดังเข้าหูเสมือนมันดังอยู่ข้าง ๆ และใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ไม่สามารถอธิบายว่าเสียงนั้นเหมือนอะไรรู้เพียงว่าเสียงนั้นกระทบเข้าโสตประสาทพาให้เกิดความหวาดกลัวและมันเริ่มแทะเล็มจิตใจให้รู้สึกพรั่นพรึงกัดเซาะถึงก้นบึ้งหัวใจกระชากสติให้หายห่าง 

“กรี๊ด….กรี๊ด” เมื่อไม่สามารถครองสติให้อยู่กับตัวได้ สรจึงกรีดร้องสุดเสียงมือป้องปิดหูใบหน้าซีดขาวครั่นคร้ามไม่อยากได้ยินเสียงนั้นอีก 

“ตั้งสติ” เสียงเตือนของพ่อดังแว่วเข้าหูแต่ตอนนี้สติกระเจิงเท้าวิ่งเตลิดเข้ามาหาพ่อ เพียงละจากการท่องคาถาชั่วอึดใจเงาดำที่ปรกคลุมก็เคลื่อนเข้าใกล้ได้มากยิ่งขึ้น

เงาดำอีกสายเคลื่อนเข้ามาหาหญิงสาว ดวงหน้าที่ลอยผุดเข้ามาช่างน่าเกลียดน่ากลัวแต่มันละม้ายคล้ายว่าเธอจะคุ้นกับดวงหน้านี้มา ก่อนอย่างบอกไม่ถูก แต่แล้วเสียงร้องคร่ำครวญชวนสยองใจก็ดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง

“พ่อ…ฮือ…” หญิงสาวร้องเรียกพ่อเสียงสั่นเครือยากจะระงับความกลัวที่ก่อเกิดขึ้นในตอนนี้ 

“ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วท่องตามพ่อ” มือใหญ่รั้งไหล่ลูกสาวเข้ามาให้อยู่ในระยะใกล้ตัวแล้วสองพ่อลูกก็เริ่มท่องจากการตั้งนะโม ๓ จบ แล้วหญิงสาวก็พยายามตั้งใจฟังบทสวดที่พ่อเป็นคนนำแล้วเธอก็ว่าตาม

พุทธัง กันจะ ธรรมมัง กันจะ สังฆัง กันจะ นะระ นะจะ

พุทธะ คุณณัง ธรรมมะ คุณณัง สังฆะ คุณณัง

พุท โธ ภัณ ทะนะ จิตตัง

ธรรมโม ภัณ ทะนะ จิตตัง

สังโฆ ภัณ ทะนะ จิตตัง

เอวัง อายุตโต โส ตะลา อิติกันนะ อิติ กันนา

เมื่อสวดจบเสียงร้องครวญที่ดังสั่นประสาทของหญิงสาวก็เหมือนจะมลายหายไปแต่เงาดำเบื้องหน้าก็ยังคงอยู่ มือเย็นเฉียบยังคงประนมไหว้อยู่อย่างเดิม 

เสียงลมหายใจฟืดฟาดไม่เป็นจังหวะเมื่อตามองเห็นสิ่งน่ากลัว จิตใจก็ไม่อาจมั่นคงอยู่ได้สรรู้สึกเหมือนศีรษะตนเองพองใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวจากเดิม แบบนี้สินะที่เขาเรียกกันว่าขนหัวลุก

สีหน้าพ่อแม้จะดูเยียบเย็นสงบแต่เหงื่อกลับผุดพรายทั่วตัว ทั้งริมฝีปากแล้ะหน้าก็เริ่มซีดขาวลงมุมปากอาบด้วยโลหิตแดงเข้มออกคล้ำ 

“กลับไปอยู่ที่ห้องก่อน” ยกมือลูบศีรษะลูกสาวสามคราคล้องลูกประคำแล้วดันไหล่ให้ออกเดินทำตามสั่ง

“แต่…พ่อจ๊ะ” 

“ไป” เสียงเข้มตะคอกใส่หน้าลูกสาวที่ยังคงลังเลแล้วกลับมาบริกรรมคาถาต่อพร้อมทั้งยกเอามีดพร้าที่อยู่บนขาตั้งนำมาตรงหน้าเป่าคาถาสำทับลงไป   

“อ้าย….กรี๊ด…พ่อ” ด้วยความตกใจสรจึงกรีดร้องออกไปสุดเสียงทำให้พ่อที่ยืนอยู่หน้าหิ้งพระหันกลับมาและเมื่อสมาธิหลุดหยุดท่องคาถาเพียงเสี้ยวนาทีก็อาจถึงแก่ชีวิต

‘พรวด’

“พ่อ…” สรมองพ่อที่กระอักเลือดพ่นออกมาแล้วล้มลงชันเข่าอยู่หน้าหิ้ง สรตะเกียกตะกายใช้มือเท้าคลานไปหามาถึงตัวพ่อหมายจะพยุงเพียงมือของสรแตะแขนพ่อเท่านั้นฝ่ามือใหญ่ก็สะบัดอย่างแรงผลักไหล่สรจนล้มลงอีกครั้ง

“ออกไป…” สีหน้าที่หันกลับมาตะคอกสรในตอนนี้ดูอย่างไรก็ไม่เหลือเค้าของพ่อ แม้กระทั้งน้ำเสียงก็ออกจะแปลกหูไปจากเดิมมาก

“จะ…จ้ะ พ่อ” สรตะลีตะลานชันขาที่กำลังสั่นพับ ๆ ลุกออกห่างจากพ่อไปทางประตู หายใจหอบแรงตกประหม่ามือดึงประตูและจับกลอนดึงออกทว่าดึงเท่าไหร่ก็ไม่หลุด  

“ฮือ…เปิดไม่ออก” น้ำตาไหลอาบทำให้เบื้องหน้าพร่าเลือนไม่ชัดเจนจนในหูได้ยินบทสวดจากด้านหลังเป็นพ่อที่ท่องอยู่จากนั้นไม่นานเธอก็เลื่อนกลอนประตูเปิดออกได้ 

“กลับไปอยู่ในห้อง ห้ามออกมาเด็ดขาด”

“จ้ะ” แม้จะเหลือเชื่อแต่ด้วยความกลัวและตกใจพอเปิดประตูได้รีบวิ่งกลับเข้าห้องตัวเองทันที ประคองมือสั่น ๆ พยายามลงกลอนห้องตัว เองแล้วกลับไปนั่งบนเตียงดึงผ้าห่มคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า 

ถึงภายในห้องจะอุ่นแต่ตอนนี้สรยังคงรู้สึกหนาวและหนาวขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้ากระดูกเหมือนความเย็นแล่นจากด้านในตัวมันแผ่กระจายไอเย็นส่งผลให้เธอตัวสั่นรวมถึงฟันกระทบกันกึก กึกเหมือนคนกำลังจับไข้

หูยังคงคงแว่วเสียงหวีดหวือเหมือนลมพัดอู้ในป่าลึกปะปน เสียงร้องหวีดเล็กแหลมสั้นยาวบ้างก็เหมือนเสียงร้องโหยหวนราวคนเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสมือสั่นเทายกขึ้นมาป้องปิดหูทั้งสองข้างเพื่อกันไม่ได้ตนได้ยินเสียงแต่เหมือนยิ่งป้องกันก็ยิ่งได้ยินชัด 

ครั้นพยายามนึกถึงบทสวดที่ท่องกับพ่อเมื่อครู่สมองก็ว่างเปล่านึกไม่ออกเลย แม้แต่นะโมที่พยายามท่องก็สลับกลับกันไปหมด มือคลำหาสร้อยที่คอที่ใส่ตั้งแต่เล็กกลับเพิ่งรู้ตัวว่าสร้อยหายไปแล้วเหลือเพียงประคำที่พ่อคล้องให้

มือเล็กอุดหูทั้งกำมือบีบใบหูพยายามทำทุกอย่างให้หูไม่ต้องได้ยินเสียงหลอกหลอนสั่นประสาทนั้นเล็ดลอด แต่ไม่ได้ผลเสียงกรีดร้องยาวเหมือนจะเป็นของผู้หญิงมันทิ่มทะลุผ่านโสตเข้ามาและเหมือนเสียงนั้นจะเปรียบดังเข็มแหลมทิ่มเข้าหัวใจเธอด้วย 

“นะโม ตัสสะ ภะคะวะ โต.. แค่ก..แค่ก” ความเจ็บสายหนึ่งแทงเข้าอกซ้ายของปภัสสรจนต้องเลื่อนมือที่พนมไหว้อยู่ลงมากุมเนินอกซ้าย เสมือนกำลังขาดอากาศหายใจ แม้แต่เสียงจะเปล่งร้องไห้ออกมาก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกจากลำคอได้ เหงื่อกาฬเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ผุดทั่วกรอบหน้า

ร่างเล็กล้มนอนบนเตียงตัวงอคุดคู้มือทั้งสองขยำเนินอกซ้ายหวังจะหยุดยั้งความเจ็บที่เกิดขึ้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้ แต่ความเจ็บที่ ทวีคูณก็กระชากให้ทั้งตัวของหญิงสาวเหยียดเกร็งเหมือนมีมือมาดึงขึงร่างให้ตึง 

น้ำตาไหลอาบหน้าความเจ็บที่กำลังทิ่มแทงมันทบทวีเหมือนกำลังมีมือใหญ่มาบีบขย้ำและค่อย ๆ เอาของแหลมทิ่มลงช้า ๆ และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ปลายเท้าจิกงอสองมือกางนิ้วจิกข่วนพื้นเตียงจนบางเล็บฉีกเปิด 

“อึก..พะ ” เสียงในลำคอลอดผ่านมาได้เท่านั้นปากเผยอค้างราวกับลำคอก็มีเหล็กร้อนแทงหลอดลมสกัดเสียงไว้ เส้นเลือดปูดโปนดวงตาแดงก่ำแทบเหลือกถลนตัวกระตุกคล้ายเหมือนจะชัก สีหน้าทุกทรมานผิวทั่วตัวแดงเถือก เส้นเลือดตามจุดชีพจรปูดโปนแทบปริแตก 

“พี่” ความเจ็บปวดวิ่งแล่นไปทั่วสรรพางค์กายเนื้อหนังแสบร้อนระอุเหมือนน้ำร้อนเหลวอยู่ในตัว ดั่งเข็มร้อยเล่มกำลังทิ่มตำหัวใจลมหายใจสะดุดขาดห้วงราวสัตว์บาดเจ็บใกล้ถึงวาระสุดท้ายสมองตีบตันไม่รู้สึกถึงสิ่งใด มีเพียงความเจ็บเท่านั้นที่สัมผัสได้ในตอนนี้

“เฮือก……อึก…แค่ก…..เฮือก…” ตาขาวเหลือกลานตาดำกรอกขึ้นด้านบนเผยอปากแย่งอากาศสูดเข้าปอดอย่างทรมานเชื่องช้า ทั้งกระอักเลือดออกปากและจมูก เมื่อมีสิ่งที่สวนออกมาลมที่กำลังสูดเข้าก็ทำให้เจ้าตัวสำลักยิ่งทำให้ทรมานแทบขาดใจ 

ในตอนนี้เสียงร้องโหยหวนซึ่งเป็นของผู้หญิงครวญครางเหมือนเจ็บปวดรวดร้าวทรมานแสนสาหัสหาใดเปรียบดังแล่นส่งเข้าโสต ประสาทของปภัสสร 

ความเจ็บอันไร้ที่มาค้นหาหลักฐานไม่ได้นี้กำลังฉีกกระชากให้ร่างทรมานวิญญาณแหลกสลาย นิ้วงอเกร็งจิกเนินอกซ้ายหมายจะควานหาสิ่งที่ทิ่มแทงอยู่อยากดึงถอนให้คลายเจ็บแต่ก็ไร้ผล 

เสียงร้องยังดังก้องเสมือนถ่ายทอดความเจ็บปวดทั้งหมดผ่านเสียงมาที่ร่างกายของเธอราวกับเธอมีโสตวิญญาณ(วิญญาณทางหู= ความรู้หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะเสียง กระทบหูหรือ‘การได้ยิน’) 

เรี่ยวแรงของร่างกายเริ่มหมดหัวใจเต้นช้าลงลมหายใจขาดห้วงมือทั้งสองข้างที่กุมเนินอกซ้ายค่อย ๆ ผละหลุดแรงไอสำลักทำให้เลือดทะลักออกปากและจมูกไม่ขาดสาย 

ความเจ็บเสียดวิ่งขึ้นสมองเนื้อตัวสั่นเทิ้มกระตุกเป็นระลอก ดวงตาแดงก่ำนิ่งค้างเหลือกถลนโสตไม่สดับเสียงใด ม่านตาเลือนรางเห็นเพียงสีเทาจางมีเพียงกายที่ยังสัมผัสถึงการทิ่มแทงไม่ขาดสาย ให้รู้สึกถึงความเจ็บขีดสุดหากยังไม่ตายดับก็คงต้องเจ็บไม่สิ้นสุด 

“ฮึก..เฮือก” ประคำขาดร่วงกระจายลงพื้นร่างดิ้นกระตุกสอง ครั้งหมายแย่งอากาศแต่สำลักเลือดออกปากจมูกตาเหลือกหูทั้งสองมีเลือดทะลักประสาททั้งหมดดับและแล้วทุกอย่างก็เงียบสนิททุกสิ่งสงบพาจมสู่ห้วงดำมืดมิด