“กานดา! ฉันส่งเธอมาที่นี่เพื่อให้มาช่วยงาน ไม่ใช่มาเสนอตัวทำหน้าที่อย่างอื่นที่ฉันไม่ได้สั่ง” พรนภาว่าขึ้นเสียงเรียบด้วยความโมโม คำพูดของคุณนายเหมือนตบหน้าเธอกลางอากาศ เธอยืนฟังคุณนายว่าให้เธอนิ่ง ๆ

แอบรักลูกชายเจ้าหนี้ - ตอนที่ 3 โดย มลพิสุทธิ์. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-หญิง,รัก,ไทย,อู่ซ่อมรถ,เพื่อนรวมห้อง,เจ้าหนี้ของแม่,เพื่อนแค่รู้จัก,เพื่อนเก่า,แอบชอบเพื่อน,แอบรัก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

แอบรักลูกชายเจ้าหนี้

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-หญิง,รัก,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

อู่ซ่อมรถ,เพื่อนรวมห้อง,เจ้าหนี้ของแม่,เพื่อนแค่รู้จัก,เพื่อนเก่า,แอบชอบเพื่อน,แอบรัก

รายละเอียด

แอบรักลูกชายเจ้าหนี้ โดย มลพิสุทธิ์. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“กานดา! ฉันส่งเธอมาที่นี่เพื่อให้มาช่วยงาน ไม่ใช่มาเสนอตัวทำหน้าที่อย่างอื่นที่ฉันไม่ได้สั่ง” พรนภาว่าขึ้นเสียงเรียบด้วยความโมโม คำพูดของคุณนายเหมือนตบหน้าเธอกลางอากาศ เธอยืนฟังคุณนายว่าให้เธอนิ่ง ๆ

ผู้แต่ง

มลพิสุทธิ์.

เรื่องย่อ


“กูว่ามึงอาการหนักนะอิฐ”
ธาราเดินมาตบไหล่ปลอบใจเพื่อน ที่กานดาโกรธไอ้อิฐ
เขาเข้าใจว่าทำไมเธอถึงโกรธไอ้อิฐแสดงออกว่าหึงขนาดนี้ แต่มันก็ยังปากหนักปากแข็งไม่บอกความจริงในใจของมันออกไปให้กานดาได้รู้ซักที มีแต่เก็บมันไว้ในใจอยู่คนเดียว เป็นเขา เขาก็หมดความอดทนกับมัน ที่จริงเขาก็รอว่ามันจะบอกรักกานดาตอนไหน ผ่านมาสองเดือนแล้ว เขาไม่เห็นว่ามันจะทำอะไรซักอย่างเลย ที่เห็นก็มีแต่หึงกานดามากกว่าเดิม พักหลัง ๆ มานี้ เพื่อนของเขาขึ้นกูขึ้นมึงกับลูกค้าหลายรายแล้วกับคนที่พูดคุยกับกานดาและแอบมองด้วยสายตาอ่านกิน
เขาก็เบื่อที่จะทนฟังมันปะทะฝีปากกับลูกค้าแล้วเหมือนกัน เหมือนมานั่งดูฉากเดิมซ้ำ ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่อยากดู แต่ก็ต้องมานั่งดู เพราะเขาทำงานที่นี่

“ใช่ครับ”
ธวัชสำทับ
อฐิกรฟังแล้วก็นิ่งอึ้งไป เขาเป็นถึงขนาดที่เพื่อนเอ่ยปากบอกเลยเหรอ 

“ผมว่าเฮียขอพี่กานคบเถอะครับ”
นภัทรพูดขึ้น
อฐิกรหันหน้าไปหาทุกคนก่อนจะเอาช่อดอกไม้วางไว้ที่แคร่ไม้ไผ่อย่างไม่ใยดี 

“ทำไมมึงพูดแบบนั้น”
อฐิกรเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

“ก็เฮียหึงแรงขนาดนี้ขอเขาเป็นแฟนจบ ๆ ไป เถอะครับ”

“ใครหึงไม่มี ที่ทำไปเพราะคัดคนให้คุณกาน”

“ก็เฮียนั่นแหละครับ คัดจนไม่เหลือไว้สักคนเลย”
ประโยคสุดท้ายนภัทรจิกกัดอฐิกรด้วยความหมั่นไส้ลล้วน ๆ

“ถ้ามึงไม่หึงก็ปล่อยให้กานไปคบนายเทพนั่นเถอะ ถ้านายนั่นขอกานคบ แล้วมึงก็ห้ามไปขัดขวางเขาด้วย มึงทำได้ไหมล่ะ”
ธาราพูดขึ้นหลังจากที่นภัทรพูดจบ

“....”
อฐิกรได้ฟังก็สะอึก นิ่งเงียบไม่ตอบเพื่อน

“เฮียเลิกปากแข็ง แล้วถามใจตัวเองดูครับ ว่าเฮียได้รักพี่กานเขาไหม ที่พี่กานเขาพูด ก็เพราะเขาหมดความอดทนที่จะรอเฮียบอกชอบเขาแล้ว พี่เขาพูดเพราะอยากให้เฮียคิด จะได้เลิกทำตัวหวงก้างซักที พี่กานเขาชอบเฮียเหมือนเดิม แต่ที่พูดออกมาแบบนั้นก็เพราะหมดความอดทน”
ธวัชพูดให้เจ้านายคิดทบทวนกับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ และเขาก็อยากจะให้เฮียตื่นและยอบรับตัวเองซักที และทำอะไรซักอย่างก่อนที่พี่กานจะเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น เพราะผู้ชายที่มาหาพี่กานมีแต่คนโปรไฟล์ดี ๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะหนุ่มเล็ก หนุ่มใหญ่ ใคร ๆ เขาก็อยากได้พี่กานเป็นแฟนข้างกาย

“ที่ไอ้ภัทร ไอ้วัชพูดมา มึงเอากลับไปคิดด้วย ก่อนที่กานจะตัดใจจากมึงจริง ๆ”
อฐิกรนิ่งคิดกับคำพูดของทุกคน ก่อนจะเอ่ยตอบว่า

“เออ กูจะเก็บไปคิด”
ตอบรับเพื่อนแล้ว อฐิกรก็เดินกลับบ้าน
เขาจะเอาเรื่องนี้กลับไปทบทวนคิดกับตัวเอง
ตั้งแต่เช้าจนเกือบเย็น 
อฐิกรไม่กลับมาที่อู่อีกเลย

16:00

“ป้องคุณอิฐไปไหนเหรอ”
กานดาเอ่ยถามธาราที่กำลังกินข้าวฝีมือเธออยู่ ตอนเที่ยงเขาก็ไม่มา เธอถามธวัชแล้ว วัชก็บอกว่าเฮียกลับบ้าน แต่พอเธอเอาข้าวมาให้ตอนเย็นเขาก็ไม่มาที่อู่อีก เธอจึงนึกเป็นห่วงและเอ่ยถามธาราเพื่อว่าเพื่อนของเขาจะรู้ และอีกเขายังไม่ได้กินข้าวด้วย

“มันอยู่บนห้องนั่นแหละ สงสัยมันกำลังคิดนานอยู่ล่ะมั้ง ก็เลยยังไม่ได้ลงมา”

“คิดอะไรเหรอ”
กานดาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ 

“ไม่รู้เหมือนกัน กินข้าวกันเถอะ”
ธาราเอ่ยบอกแล้วก็ลงมือกินข้าวทันที
ส่วนเธอนั้นก็นิ่งคิดกับคำพูดของป้อง 

'หรือว่าเขาจะโกรธเธอ ที่เธอพูดแบบนั้นใส่วะ'
กานดาคิดอย่ากังวล และเป็นห่วงคนที่อยู่บนห้อง ที่ไม่ยอมลงมากินข้าวตั้งแต่เที่ยง ไม่รู้ว่าเป็นอะไรถึงไม่ยอมลงมา ถ้าจะขึ้นไปเคาะห้องเขาตอนนี้ มันจะเป็นการรบกวนเขาไหมนะ 

“พี่ไม่ต้องเป็นห่วงเฮียหรอกครับ ให้เวลาเฮียหน่อย”
นภัทรพูดขึ้นหลังจากที่เห็นพี่กานนิ่งคิดและมีสีหน้าเป็นห่วงเฮียของเขา กานดาหันไปมองอย่างไม่เข้าใจในคำพูดของนภัทร แต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไรต่อและลงมือกินข้าว คงจะเป็นแบบที่นภัทรว่าล่ะมั้ง

“พี่เป็นห่วงเฮียเหรอ”
คราวนี้ธวัชเอ่ยถามด้วยความอยากรู้และอยากลองว่าพี่กานจะยอมรับไหมหรือจะปากแข็งเหมือนเฮียของเขา 

“อืม เขาโกรธให้พี่เหรอ ถึงไม่ลงมาเลย”
กานดายอมรับออกไปตรง ๆ อย่างไม่ปิดบัง เธอคิดว่าทุกคนในนี่คงรู้แล้วว่าเธอคิดยังไงกับอฐิกร
ธวัชได้ฟังก็หันไปยิ้มกับนภัทรอย่างรู้กัน

“ไม่ได้โกรธหรอกครับ”

17:50

ชายหนุ่มทั้งสามช่วยกันเก็บร้านและปิดประตูให้เรียบร้อย หลังจากที่กานดาเอาจานข้าวที่กินเสร็จกลับไปล้างที่บ้านของไอ้อิฐ 

“กลับกันเว้ย”
ธาราบอกทุกคนหลังจากที่ปิดร้านแล้วเรียบร้อย

“พี่ว่าพรุ่งนี้เฮียคิดจะทำอะไรไหม”
ธวัชเอ่ยถามธาราอย่างอยากรู้ความเห็นของเพื่อนเฮีย

“ไม่รู้ว่ะ กูกลับก่อนนะ”

“ครับพี่”

กานดาล้างจานเสร็จและเก็บอุปกรณ์ทำอาหารเรียบร้อยแล้ว เธอก็เดินขึ้นมาบนบันได และเงยหน้าขึ้นไปมอง อย่างตัดสินใจไม่ถูกว่าจะขึ้นไปเคาะห้องของเขาดีไหม หรือจะไม่ไปดี เธอคิดอยู่นานนับนาที จึงตัดสินใจได้ว่า ไม่ไปหาเขาดีกว่า ให้เขาพักผ่อนเถอะ เพื่อเขาอาจจะเหนื่อยต้องการ การพักผ่อน คิดได้แบบนั้นเธอก็เดินกลับห้องไปนอน

23:00

อฐิกรใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ในห้องตั้งแต่เที่ยงจนนอนไม่หลับ ภาพของกานดาที่อยู่ข้างกายเขามาตลอดตั้งแต่เธอย้ายมาทำงานที่นี่เริ่มชัดเจนในใจของเขา เขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะเอายังไงกับเธอดี อฐิกรรีบหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ข้างเตียงขึ้นมาโทรออกหาเธอทันที ถ้าเขาไม่ได้พูดกับกานดาวันนี้เขาคงนอนไม่หลับแน่นอน 
เขารอเธอกดรับจนสายมันตัดไปเอง

“ทำไมไม่รับสายวะ”
เขาพูดกับตัวเองด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย แล้วโทรหาเธออีกครั้ง คราวนี้รอไม่นานเธอก็กดรับ

(ฮะโหล)
กานดาพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงียอย่างคนที่ยังไม่ตื่นเต็มที่

“ผมกวนคุณไหมเนี่ย”
พอเธอได้ยินเสียงของเขาในสาย แต่ก็ตื่นเต็มตาหายง่วงนอนทันที ตอนได้ยินเสียงโทรศัพท์เธอไม่ได้ดูว่าใครโทรมา เธอกดรับเลยก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเขาที่โทรมาหาเธอดึกดื่น 
ว่าแต่เขาโทรมาหาเธอทำไมดึกขนาดนี้ นอนไม่หลับเหรอ กานดาคิดในใจ

“ไม่กวนค่ะ คุณมีอะไรเหรอ”

“คุณลงมาหาผมที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้านได้ไหม”

“บอกผ่านโทรศัพท์ก็ได้ค่ะ ถ้าไม่สำคัญ”
ถ้าไม่สำคัญ เธอขี้เกียจลงไปหาเขาข้างล่าง เขาบอกเธอผ่านโทรศัพท์ก็ได้นิ ทำไมต้องพูดคุยกันข้างล่างด้วย เธอยิ่งอยากนอนต่ออยู่

“สำคัญสิ ลงมาหาผมเถอะน่า”

“ค่ะ ๆ”
กานดาตอบรับเขาแล้ว เธอก็ไปหาเสื้อแขนยาวมาใส่ทับ แล้วเดินลงไปข้างล่าง

อฐิกรซอมบทพูดสามสี่ครั้งหน้ากระจกก่อนจะลงไปหาเธอข้างล่าง ระหว่างที่เขาเดินลงบันไดไปเขาก็สูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อคลายความกังวลและความตื่นเต้นของตัวเองลง ถึงมันจะไม่ได้ช่วยอะไรได้มากก็ตาม  


สารบัญ

แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-แนะนำ ตัวละคร,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 1,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 2,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 3,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 4,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 5,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 6,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 7,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 8,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 9,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 10,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 11,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 12,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 13,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 14,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 15,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 16,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 17,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 18,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 19,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 20,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 21,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 22,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 23,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 24,แอบรักลูกชายเจ้าหนี้-ตอนที่ 25

เนื้อหา

ตอนที่ 3

ตอนที่ 3

21:00

ที่บขส.กรุงเทพ

“เดินทางปลอดภัยนะลูก ถ้าถึงแล้วกานต้องโทรบอกแม่นะ”
ทิพย์ใจบอกลูกสาวด้วยความเป็นห่วง

“ค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะถ้าถึงปุ๊บกานจะโทรหาแม่เลย แม่ไม่ต้องคิดมากนะหนูจะอยู่กับเขาให้ครบหนึ่งปีให้ได้”
กานดาบอกผู้เป็นแม่ด้วยรอยยิ้มพลางเข้าไปสวมกอดทิพย์ใจก่อนที่เธอจะขึ้นรถไป 

“เรื่องนั้นแม่ไม่เป็นห่วงหรอก ห่วงแต่ว่าลูกชายของคุณนายจะดีกับลูกแม่หรือเปล่า แต่ถ้าลูกทนไม่ได้ก็กลับบ้านเรานะกาน ส่วนเรื่องหนี้นั้นก็ปล่อยให้เขายึดไปเลยก็ได้ แม่เป็นห่วงความรู้สึกกานมากกว่า ถ้าจะกลับมาแม่ก็ไม่ว่าอะไร”

“แม่อยากพูดแบบนี้สิค่ะ ยังไงร้านแม่ก็ไม่โดนยึดหรอก หนูจะอยู่กับเขาให้ครบกำหนดตามที่คุณนายบอกแม่ไป ถ้าหนูทนเขาไม่ไหวแล้ว หนูจะกลับบ้านมาอย่างแน่นอนค่ะ กานไปนะคะ”
กานดาผละออกจากอ้อมกอดแล้วยืนโบกมือให้ผู้เป็นแม่ก่อนจะถือกระเป๋าเป้ใบใหญ่สองใบขึ้นไปบนรถ ทิพย์ใจมองดูลูกสาวที่ขึ้นรถไปแล้วด้วยความหม่นเศร้านิด ๆ เธอเป็นห่วงกานดา กลัวว่าลูกจะไปทำงานกับคนที่ไม่ดี 
หลังจากนี้เธอคงไม่มีลูกสาวคอยช่วยงานที่ร้านเหมือนแต่ก่อนแล้ว แถมเรายังอยู่ไกลกันอีก แต่ยังดีที่กานดาหาลูกจ้างหญิงสองคนมาช่วย
เธอทำงานในครัว และงานเสริฟ์ ปกติเธอจะทำอาหารคนเดียวแล้วให้ลูกจ้างที่มีอยู่คนเดียวในร้านไปเสริฟ์ให้ แต่ตอนนี้ลูกสาวเธอหาคนงานมาเพิ่มให้เธอสองคน เพราะกลัวว่าเธอจะเหนื่อย

พอกานดาขึ้นมาบนรถได้สักพักรถก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณบขส. เธอหันหน้าไปมองผู้เป็นแม่ที่เงยหน้าขึ้นมามองเธออยู่บนรถด้วยรอยยิ้ม เธอโบกมือบาย ๆ คนเป็นแม่อีกครั้งพร้อมกับส่งยิ้มไปให้ บอกกลาย ๆ ว่าไม่ต้องเป็นห่วงเธอนะ
เธอหยิบขนมปังที่ซื้อมาจากบขส. ขึ้นมากัดกินแก้หิว อีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะถึงขอนแก่น เธอมองดูวิวข้างทางอย่างไม่รู้จะทำอะไรแก้เบื่อ เธอไม่อยากอยู่ห่างบ้านกับแม่เลย แต่เพราะเธออยากพิสูจน์ว่าลูกชายของคุณนายพรนภาจะใช่คนเดียวกันอย่างที่เธอคิดไหม แต่อีกใจเธอก็คิดว่าไม่ใช่หรอก เธอน่าจะคิดมากไปเอง ด้วยความที่เธออยากจะเจอเขาเธอก็อาจจะคิดเข้าข้างความคิดของตัวเองไปหน่อย เธอคิดไปถึงตอนที่เธอเรียนห้องเดียวกันกับเขาตอนที่เธอขึ้นมอสอง
เธอชอบแอบมองเขาเวลาที่อฐิกรเดินผ่านหน้าเธอไป หรือจะเป็นตอนที่เขาเล่นกีฬาเธอก็จะชอบไปดูเขาเล่นเตะบอลกับเพื่อน ๆ ในห้องเวลาพักเที่ยง เธอได้แต่แอบดูเขาเตะบอลอยู่ไกล ๆ ไม่กล้าไปยืนดูเขาเตะที่สนามเพราะกลัวว่าเขานั้นจะไม่ชอบเธอ และอีกอย่างเธอก็เขินเขาด้วย แค่ได้เห็นใบหน้าหล่อ ๆ ของเขาหัวใจของเธอมันก็กระชุ่มกระชวยอย่างบอกไม่ถูก บางครั้งเธอก็แอบเนียนเข้าไปใกล้เขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นเธอถึงได้ชอบเขา ก็คงจะเป็นเพราะหน้าตาที่ดูหล่อกว่าเพื่อน ๆ หรือเป็นเธอเองที่ตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกเห็น เขาพึ่งเขาเรียนที่นี่ตอนมอหนึ่ง เธอแอบชอบเขาตั้งแต่มอหนึ่งเลย ที่ผ่านมาเธอไม่เคยอยู่ห้องเดียวกับเขา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้อยู่ห้องเดียวกันกับเขาเธอโครตดีใจเลย คิดแล้วหัวใจของเธอมันก็พลั่นเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอรู้ว่าเขานั้นไม่ได้ชอบเธอ มีแต่เธอคนเดียวที่แอบชอบเขา และอฐิกรก็คงไม่รู้ด้วยว่าเธอแอบรักเขาข้างเดียว ตอนเด็ก ๆ เธอเป็นคนผิวสีแทนตัวสูงตัดผมสั้นหน้าม้าแล้วก็ยังใส่แว่นหนาเตอะด้วย มันก็ไม่แปลกหรอกที่เขาจะไม่ชอบเธอ เวลาเดินสวนกันกับเธอหรือเดินปะทะหน้ากันจัง ๆ เขาก็มองหน้าเธอปกติ ถ้าเธอไม่ได้เดินผ่านเขาหรือบังเอิญเจอ เขาก็จะไม่มองหน้าเธอเลย เวลาอยู่ในห้องเขาก็ไม่ได้แอบมองเธอ อย่างที่เธอแอบมองเขา บ่อย ๆ จนมันทำให้เธอรู้ว่า เธอไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลยซักนิด ขนาดว่าเธอแอบมองเขาบ่อย ๆ มันก็ไม่มีสักครั้งเลยที่เขาจะหันมามองเธอ ก็เธอไม่ได้สวยขาวเหมือนเพื่อน ๆ ในห้องนิ ผู้หญิงหลายคนชอบเขินหรือกรี๊ดให้เขาเป็นประจำตอนที่อฐิกรเดินผ่าน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร จะเรียกว่าเขาฮอตก็ได้ตอนนั้น หน้าตาเขาหล่อคม จมูกโด่ง แล้วยังผิวขาวกว่าพวกผู้หญิงในห้องอีก หน้านี้เนียนกริบเลย ไม่เหมือนเธอที่หน้ามีแต่สิว คิดแล้วเธอก็ยิ้มอยู่คนเดียวด้วยความคิดถึงเขา แต่มันคงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอก เธอแค่คิดเพราะลึก ๆ ก็หวังอยากจะให้เป็นเขาที่เธอจะไปทำงานด้วย 
ในประเทศไทยกว้างใหญ่จะตายเขาคงไม่มาทำงานอยู่ที่ขอนแก่นหรอก เขาอาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ ๆ เธอไม่รู้ก็ได้ 

กานดาค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ฟ้ายังคงคลุมด้วยสีเทาอ่อน แสงแรกของวันค่อย ๆ ซึมผ่านขอบฟ้าและเสียงเครื่องยนต์ของรถก็ยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง อากาศข้างนอกเย็นสบายจนทำให้กระจกเป็นฝาสีขาว ทุกคนที่นั่งรถมาคันเดียวกันกับเธอบางคนก็ยังคงนอนหลับอยู่ ส่วนบางคนก็ตื่นแล้ว เธอมองวิวข้างนอกกระจกที่รถบัสกำลังขับผ่าน เธอเห็นท้องทุ่งนา ป่าอ้อย และต้นมันสำปะหลัง คงใกล้จะถึงขอนแก่นแล้วกานดาคิด
แล้วเธอก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเป้มาดูเวลา ตอนนี้มันตีห้าแล้ว

“อีกสามสิบนาทีจะถึงบขส.ขอนแก่น ขอให้ทุกท่านตรวจเช็คสำภาระของตัวเองและของมีค่าก่อนลงจากรถด้วยนะคะ”
พนักงานรถบัสประกาศใส่ไมค์ให้ทุกคนที่อยู่ในรถได้ยิน
สักพักพนักงานชายก็เดินแจกข้าวกล่อง 
นม และน้ำดื่มให้ลูกค้าทุกคน รวมถึงเธอด้วย เธอรับข้าวกล่องมาแล้วยัดใส่กระเป๋าเพราะตอนนี้เธอยังไม่หิวและไม่อยากจะกินอะไร เอาไว้กินตอนลงจากรถน่าจะกินสะดวกกว่า ตอนนี้มันยังเช้า ๆ อยู่เธอเลยไม่ค่อยหิวซักเท่าไหร่

บขส.ขอนแก่น

06:00
กานดาสะพายกระเป๋าเป้ไว้ข้างหลังมืออีกข้างหนึ่งของเธอก็ถือกระเป๋าเป้อีกอันไว้ เธอเดินลงมาจากรถด้วยความปวดเมื่อยตามเนื้อตัวโดยเฉพาะบริเวณก้นที่เธอรู้สึกปวดเพราะนั่งรถมานานหลายชั่วโมง และก็ขาอีกที่มันเยียดไม่ได้เต็มที่
พอลงมาจากรถแล้วเธอก็กวาดสายตามองหาที่นั่งพัก เธอหันไปเห็นม้าหินอ่อนใต้ต้นมะม่วงใหญ่ที่ไม่มีคนนั่งเลย เธอก็เลยเดินไปนั่งพักและกินข้าวด้วย หลังจากที่วางกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย เธอก็หยิบของที่พนักงานรถบัสออกจากกระเป๋า เธอยังไม่ทันได้แกะกล่องข้าวออกเสียงโทรศัพท์ก็แผดร้องขึ้นมา

Rrrrrrrr

(ถึงแล้วเหรอลูก)

“ถึงแล้วค่ะ ตอนนี้กานอยู่ที่บขส.”

(ออ ลูกกำลังกินข้าวอยู่เหรอ)

“ค่ะ กินข้าวเสร็จกานว่าจะนั่งวินมอไซค์ไปที่ร้านคุณอิฐเลย”

(ดีแล้วแหละลูกที่หนูถึงแล้ว งั้นแม่ไม่กวนแล้วแค่นี้นะ)

“ค่ะ”