[พยานพราย ในครรภ์สมุทร - The Glimmering Witness in the Ocean's Womb] ความจริง: ทะเลไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันกำลังตั้งครรภ์... ความลับ: ดวงดาวไม่ได้อยู่บนฟ้า แต่กำลังจะร่วงลงมาหาพวกเรา... พยาน: เด็กสาวที่มีรอยแยกตามลำคอและดวงตาสีครามจัด... ท่ามกลางพิธีเต้นรำที่บิดเบี้ยวของชาวบ้านและเสียงเพรียกจากก้นบึ้ง ไอลากลายเป็นแขกคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียวในงานเลี้ยงที่มนุษย์ไม่ได้รับเชิญ นี่คือเรื่องราวการเดินทางของพยานหนึ่งเดียว ผู้ต้องแบกรับความลับของโลกไว้... ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกัดกิน "อย่ามองหาปลาในทะเล... เพราะสิ่งที่คุณจะเจอ คือจุดจบของมนุษยชาติ"
ไซไฟ,แฟนตาซี,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,มหาสมุทร,สยองขวัญ,ผจญภัย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
THE GLIMERING WITNESS IN THE OCEAN' WOMB พยานพราย ในครรภ์สมุทร[พยานพราย ในครรภ์สมุทร - The Glimmering Witness in the Ocean's Womb] ความจริง: ทะเลไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันกำลังตั้งครรภ์... ความลับ: ดวงดาวไม่ได้อยู่บนฟ้า แต่กำลังจะร่วงลงมาหาพวกเรา... พยาน: เด็กสาวที่มีรอยแยกตามลำคอและดวงตาสีครามจัด... ท่ามกลางพิธีเต้นรำที่บิดเบี้ยวของชาวบ้านและเสียงเพรียกจากก้นบึ้ง ไอลากลายเป็นแขกคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียวในงานเลี้ยงที่มนุษย์ไม่ได้รับเชิญ นี่คือเรื่องราวการเดินทางของพยานหนึ่งเดียว ผู้ต้องแบกรับความลับของโลกไว้... ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกัดกิน "อย่ามองหาปลาในทะเล... เพราะสิ่งที่คุณจะเจอ คือจุดจบของมนุษยชาติ"
เมื่อวิหารมุกเคลื่อนตัวมาถึงจุดที่ลึกที่สุดของมิติ ความวุ่นวายและเสียงครางโหยหวนของวาฬมหาครรภ์ที่เคยได้ยินมาตลอดหมื่นปีก็พลันเงียบสงัดลง สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ "ความเงียบ" ที่หนักอึ้งและเย็นเฉียบจนน่าใจหาย มันไม่ใช่ความเงียบแบบการไม่มีเสียง แต่เป็นความเงียบที่เกิดจากความว่างเปล่ามหาศาลที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของสรรพสิ่ง ไค ในร่างใหม่ที่สร้างจากมวลสารมุกบริสุทธิ์ ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางห้องโถงที่ผนังค่อยๆ จางหายไป เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า
นั่นคือ ปมโชคชะตา ก้อนมหึมาที่ลอยคว้างอยู่กลางความมืดมิด
มันไม่ใช่ปมเชือกธรรมดา แต่มันคือการขมวดปมของเส้นด้ายสีเงินนับล้านเส้นที่สะสมมาจากทุกลูปที่พังทลาย ทุกครั้งที่ ไอลา ปฏิเสธความตายของไค เส้นด้ายใหม่จะถูกพันทับลงไปจนมันกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายในมิติที่เต้นตุบตับราวกับหัวใจที่ติดเชื้อ ปมนี้เองที่ดึงรั้งโลกทั้งใบไว้ในท้องวาฬ และเป็นสิ่งที่ขังพวกเขาไว้ในโศกนาฏกรรมซ้ำซาก ไคมองไปที่ปมนั้นแล้วรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัสที่ไอลาแบกรับไว้มาตลอด
"เรามาถึงจุดสิ้นสุดของกาลเวลาแล้ว... ไค" ไอลาเอ่ยขึ้นเบาๆ เธอเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเขา ร่างกายของเธอในตอนนี้ดูจางใสจนแทบจะมองทะลุเห็นอนธการเบื้องหลัง
ในวินาทีนี้เงื่อนไขของจุดศูนย์กลางของอนธการเรียบง่ายแต่โหดเหี้ยม หากปมนี้ขาดสะบั้น ลูปหมื่นปีจะจบลง โลกจะกลับมาเดินหน้าต่อตามปกติ แต่ผู้ที่สร้างปมนี้ขึ้นมา 'ไคและไอลา' จะถูกลบเลือนออกจากประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง จะไม่มีการเกิดใหม่ ไม่มีความทรงจำ และไม่มีร่องรอยว่าพวกเขาเคยมีตัวตนอยู่ในทุกมิติจักรวาลแม้แต่อณูเดียว ไครับรู้ถึงเงื่อนไขนี้ผ่านกระแสจิตที่เชื่อมโยงกัน มันเป็นทางเลือกที่ต้องแลกมาด้วยการดับสูญที่แท้จริง
เขามองไปที่ปมโชคชะตาที่กำลังสั่นระริก แล้วหันกลับมาสบตาไอลา สายตาของเธอในตอนนี้ไม่มีความลึกลับหรืออำนาจเทพเจ้าหลงเหลืออยู่ มีเพียงดวงตาของสตรีที่เหนื่อยล้าจากการรอคอยความตายมานานเกินไป เธอไม่ได้ขอให้เขารักเธอต่อ แต่เธอขอให้เขา ปล่อยเธอไป
ไคสัมผัสได้ถึงความกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากจิตใจของไอลา มันไม่ใช่ความกลัวความตาย แต่เป็นความกลัวว่าเธอจะต้องติดอยู่ในครรภ์วาฬนี้ต่อไปไม่มีสิ้นสุด เขาเอื้อมมือไปกุมมือของเธอไว้ สัมผัสจากมือของเธออ่อนโยนและคุ้นเคยอย่างที่เป็นมาในทุกชาติ มันเตือนเขาถึงรักที่บริสุทธิ์ที่พวกเขาเคยมีให้กันก่อนที่มันจะบิดเบี้ยวจนกลายเป็นคำสาปอนธกาล
"ถ้าผมปล่อยมือ... เราจะไม่ได้เจอกันอีกเลยใช่ไหม?" ไคถามออกไป ความเจ็บปวดบีบคั้นร่างมุกของเขาจนเริ่มมีรอยร้าว
ไอลายิ้มตอบอย่างนิ่งเงียบ แล้วแตะมือลงบนอกของเขา "เราจะไม่ได้เจอกัน... เพราะเราจะกลายเป็น 'ความว่างเปล่า' เดียวกัน และนั่นคือรักเดียวที่จะมากพอที่เราจะมอบให้โลกได้ คือการหายไปเพื่อให้โลกได้มีพรุ่งนี้จริงๆ เสียที"
ไคสูดลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของจุดจบ เขาเริ่มรวบรวมเจตจำนงทั้งหมดที่มี ไม่ใช่เพื่อต่อสู้กับใคร แต่เพื่อยอมรับความตายที่เขาเคยปฏิเสธมันไปเมื่อหมื่นปีก่อน เขาหลับตาลง ภาพจำของทุกลูปที่เขาเคยวิ่งไล่ตามเธอ ชาติที่เขาเป็นอัศวิน ชาติที่เขาเป็นชาวประมง หรือชาติสุดท้าย ที่เขาเป็นเพียงชายหนุ่มที่หมู่ไซเรนโฮปที่พระเจ้าลืม ทั้งหมดหลอมรวมกลายเป็นเจตจำนงเดียว เขาไม่ได้แค้นโชคชะตาอีกต่อไป แต่เขาขอบคุณที่อย่างน้อยเขาก็ได้รับอนุญาตให้เป็นคนลงมือจบความทรมานนี้ด้วยตัวเอง
เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมปมโชคชะตาแน่น เจตจำนงของเขาพุ่งพล่านเข้าสู่ปมสีเงินเหล่านั้นราวกับกระแสไฟฟ้า ทันใดนั้น ปมสีเงินก็เริ่มละลายหายไปเหมือนเส้นไหมที่ถูกไฟลามเลีย มันไม่ได้ขาดกระจุยกระจาย แต่มันกำลัง "คืนตัว" กลับสู่สถานะเดิมของมัน คือความว่างเปล่าที่ไร้พันธนาการ
ไคสัมผัสได้ถึงแรงดีดกลับที่มหาศาลผ่านเจตจำนงของเขา ร่างมุกของเขาเริ่มมีรอยร้าวลึกลามไปตามแขนและหน้าอก รอยร้าวเหล่านั้นไม่ได้พ่นเลือดออกมา แต่มันพ่นอณูแสงสว่างที่ขาวโพลนออกมาแทน เขาเงยหน้าขึ้นมองไอลาที่ยืนอยู่ตรงหน้า ร่างกายของเธอก็เริ่มปริแตกในลักษณะเดียวกัน ผิวหนังมุกที่เคยวิจิตรบรรจงเริ่มหลุดร่วงกลายเป็นละอองดาวช้าๆ
แสงสว่างวาบขยายตัวออกจากจุดศูนย์กลาง กลืนกินทุกอย่างจนกลายเป็นสีขาวโพลนไปชั่วขณะ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงกลายเป็นความว่างเปล่าที่แท้จริง กาลเวลาที่เคยวนลูปถูกปลดปล่อยให้ไหลไปข้างหน้าอย่างไร้รอยต่อ กงล้อแห่งอนธการหยุดหมุนลงอย่างถาวร ทิ้งไว้เพียงจักรวาลที่บริสุทธิ์และเงียบสงัด โดยไม่มีใครจำชื่อของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เป็นทั้งผู้สาปและผู้ถอนคำสาปนี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว
บนโลกที่ไม่มีใครจดจำหรือพบเห็นวาฬยักษ์ตัวนั้นได้อีกต่อไป ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองที่แสนธรรมดา
ณ ชายหาดไซเรนโฮปที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมหมื่นปี แสงแรกของดวงอาทิตย์ค่อยๆ ทอประกายเหนือเส้นขอบฟ้า น้ำทะเลที่เคยขุ่นข้นด้วยมวลสารมุกบัดนี้ใสกระจ่างจนเห็นเม็ดทรายเบื้องล่าง คลื่นลูกเล็กๆ ซัดเข้าหาฝั่งด้วยจังหวะที่ซื่อตรงต่อกาลเวลา...เป็นกาลเวลาที่ไหลไปข้างหน้า ไม่มีการย้อนกลับ ไม่มีการวนลูป
ชาวประมงวัยชราคนหนึ่งกำลังลากอวนขึ้นจากฝั่ง เขาหยุดพักสายตาพลางมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น เขารู้สึกเหมือนหลับลึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นความรู้สึกผ่อนคลายราวกับภาระบางอย่างที่เคยกดทับวิญญาณมาเนิ่นนานได้มลายหายไปในชั่วข้ามคืน แต่เขาก็จำไม่ได้ว่าภาระนั้นคืออะไร หรือหายไปอย่างไร
ข้างกายของชายชรา มีเด็กสาวตัวเล็กๆ เดินเก็บเปลือกหอยอยู่ริมหาด เธอหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมา มันเป็นเศษผลึกสีขาวนวลขนาดเท่าปลายนิ้วที่ดูคล้ายมุกแต่มีความวาววับแปลกตา แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบทำให้มันสะท้อนแสงสีเงินจางๆ ออกมาครู่หนึ่งก่อนจะมอดดับไปกลายเป็นเพียงหินธรรมดา
"คุณปู่คะ หินนี่สวยจังเลยค่ะ เหมือนมันกำลังยิ้มให้หนูเลย" เด็กสาวบอกพลางชูเศษหินนั้นขึ้น ชายชราหันมามองแล้วยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน
"มันก็แค่เศษเปลือกหอยที่ทะเลคายออกมาน่ะลูก... ทะเลมันเก็บงำความลับไว้เยอะ แต่วันนี้ดูเหมือนมันจะอยากให้เราเห็นความสงบสุขนะ"
เด็กสาวกำเศษหินนั้นไว้ในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจโยนมันกลับลงสู่มหาสมุทรไป แรงกระทบของหินทำให้เกิดวงน้ำเล็กๆ ที่ขยายออกไปช้าๆ แล้วเลือนหายไปในที่สุด ไม่มีใครรู้ว่าเศษหินนั้นคือส่วนหนึ่งของวิหารมุกที่เคยยิ่งใหญ่ หรือเป็นเศษเสี้ยวของ "ปมโชคชะตา" ที่เคยล่ามโลกไว้กับนรก
ทุกอย่างจบลงอย่างเงียบเชียบ กงล้อได้หยุดหมุนลงแล้ว
ในเมืองที่ห่างไกลออกไป ผู้คนตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตตามปกติ รัก เลิก เจ็บปวด และตายจากไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่เที่ยงธรรม พวกเขาไม่ต้องเป็นเบี้ยล่างของสัญญาโถงมุกอีกต่อไป ชีวิตของพวกเขากลายเป็นของพวกเขาเองจริงๆ และท่ามกลางกระแสลมที่พัดผ่านหาดไซเรนโฮป หากใครตั้งใจฟังให้ดีพอ อาจจะได้ยินเสียงกระซิบที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เป็นเสียงที่เหมือนคำขอบคุณที่ลอยมาจากความว่างเปล่า... ขอบคุณที่ยอมให้ความรักได้จากไป เพื่อให้ "พรุ่งนี้" ได้เริ่มต้นขึ้นจริงๆ เสียที
จบบริบูรณ์