ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)
°•. เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า กายกลายธุลี เหลือเพียงวิญญาณคืนกลับประสพพบพักตร์. •°
อี้เหยียน องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกขาว ยืนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย เขาอ่านความลับที่คนอื่นมองไม่เห็น คลายปมที่การเดินทางแห่งเวลาทิ้งไว้ และชำระสิ่งที่ค้างอยู่ในโลกนี้ให้ผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ เคียงข้างด้วยเมียวกิภูติอีกาดำ และสถูปหวนชะตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดของมัน
เทียนจวิน มือปราบมารองค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน รูปงาม แข็งแกร่ง อ่อนโยน เขาตามอี้เหยียนมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นทางการ แต่ความจริงนั้นลึกกว่า และเก่ากว่า กว่าที่ทั้งสองจะรู้ตัว
ทั้งสองร่วมเดินทางเผชิญหน้าเรื่องราวลึกลับที่ไม่มีในตำราใด วิญญาณที่ยังค้างเพราะรักที่หลุดลอย ประตูมืดที่เปิดไปสู่สิ่งที่ไม่ควรออกมา เมล็ดพันธุ์ฝันที่ทำให้คนหลับและไม่ตื่น สมรภูมิเก่าที่นักรบสามร้อยคนยังยืนรออยู่ และความจริงเรื่องชาติก่อนที่สะสมมาหลายร้อยปีจนหนักพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชาตินี้ โดยที่เบื้องหลังคดีทุกคดีนั้น มีด้ายเส้นเดียวที่ร้อยทุกสิ่งเข้าหากัน ด้ายที่นำไปสู่ความจริงที่ใหญ่กว่าทุกคดีที่เผชิญมา และไปสู่คำถามที่สถูปหวนชะตาเก็บไว้มาตลอดว่า สถูปสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือและผู้รักษาเลือกกันอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่ใช่รักที่ฟ้ากำหนด แต่เป็นโชคชะตาและความพันผูกทางจิตวิญญาณที่ทำให้ดวงจิตทั้งสองดวงยังคงเลือกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอในทุกชาติ และ ทุกชีวิต
°•. องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter). •°
มีรายตอนทั้งหมด 36 ตอน ลงให้อ่านถึงตอนที่ 4 (ติดเหรียญตอนที่5)
มี E-Book1เล่ม ลงขาย 22เมษา (ลดราคา40% 22.04-22.05)
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
"บางสิ่งไม่ถูกเปิดเผยเพราะซ่อนอยู่ แต่เพราะยังไม่ถึงเวลาที่ใครจะรับมันได้"
ว่ากันว่า บางสิ่งนั้นไม่บอกตัวเองจนกว่าจะพร้อม ไม่ใช่เพราะซ่อน แต่เพราะคนที่ควรรู้นั้นยังไม่พร้อมรับและสิ่งที่รอนั้นรอได้นาน นานกว่าที่คนคิด เพราะมันรู้ว่าเมื่อเวลามาถึงคนที่รับจะรับได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางส่วน
คืนหลังหุบเขา กระจกที่ดับ และกระดาษที่เขียน………..
ตำหนักเมฆาหล่น คืนนั้น
คณะกลับมาถึงตำหนักในตอนพลบค่ำ เหนื่อยในแบบที่เหนื่อยหลังทำงานที่ใหญ่กว่าปกติ แต่ไม่มีใครบาดเจ็บหนัก เซินเหมยตรวจทุกคนอย่างเป็นระบบก่อนปล่อยให้แยกย้ายไปพัก
อาหารเย็นเงียบกว่าปกติ ทุกคนกินในแบบที่คนกินเมื่อพวกเขาต้องการอาหารจริง ๆ ไม่ใช่กินเพราะเวลา
หลังอาหาร ทุกคนแยกย้าย จางเว่ยกลับห้องพร้อมสมุดบันทึกที่เขาเขียนระหว่างทาง เซินเหมยตรวจยาที่ใช้ไประหว่างสัปดาห์ หลี่เซียนและซวินฮัวนั่งคุยกันที่ลานอยู่สักพักก่อนกลับห้อง
อี้เหยียนนั่งอยู่ในห้องคัมภีร์ สถูปวางไว้บนโต๊ะ ไม่ได้อ่าน ไม่ได้จด แค่นั่งอยู่กับความเงียบหลังจากวันที่ยาว
เมียวกิเกาะที่กิ่งไม้แห้งข้างโต๊ะ หลับตาอยู่แต่หูกางออก
เทียนจวินมาแวะบอกกลางคืน วางชาถ้วยหนึ่งไว้ข้างอี้เหยียน
"เจ้าเป็นยังไง?" เขาถาม
"ข้าไม่เป็นไร" อี้เหยียนตอบในแบบที่เขาตอบเสมอ แล้วก็เพิ่ม "จริง ๆ ไม่เป็นไร"
มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย
"ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เป็นไรจริงหรือไม่เป็นไรในแบบที่บอกให้คนอื่นไม่ต้องห่วง" เขาพูดเบา ๆ
อี้เหยียนมองเขา
"ครั้งนี้จริง" อี้เหยียนพูด "ข้าเหนื่อย แต่ไม่เป็นไร"
"นอนหลับได้?"
"น่าจะ" อี้เหยียนพูด แล้วก็มองสถูปบนโต๊ะ "แต่จะนั่งอยู่นี่สักพัก"
"ข้าจะอยู่ด้วยไหม?" เขาถาม ไม่ใช่ถามว่าควรหรือไม่ควร แค่ถามว่าเจ้าต้องการหรือเปล่า
อี้เหยียนมองเขา ดวงตาสีทองในแสงโคมของห้องคัมภีร์อ่อนลงเล็กน้อย
"ได้" อี้เหยียนพูด
เขานั่งลงตรงข้ามอี้เหยียน เปิดรายงานที่รอเขาอยู่ในแบบที่เขาทำงานเมื่อเขาอยู่ใกล้อี้เหยียน ในความเงียบที่สบายของสองคนที่ไม่ต้องพูดเพื่อให้รู้ว่าอยู่ด้วยกัน
เสี่ยวอวิ๋นจื่อในห้องคัมภีร์ ยามดึก........
ยามดึกหลังเที่ยงคืน เมื่อทุกคนในตำหนักนอนหลับแล้ว
เสี่ยวอวิ๋นจื่อออกมาที่ห้องคัมภีร์คนเดียว เขาทำแบบนี้บางคืนหลังจากที่อยู่ที่ตำหนักมาสองสัปดาห์ ออกมาอ่านหรือนั่งอยู่กับความเงียบในแบบที่คนที่คุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวจะทำ
กระจกจากฉิวหยางวางอยู่บนโต๊ะในมุมห้อง
เขานั่งลงข้างโต๊ะนั้น มองกระจก ไม่แตะ แค่มอง ในแบบที่เขามองบางครั้งในคืนที่เขานั่งอยู่กับสิ่งที่เขาต้องการอยู่ด้วย
แล้วกระจกก็เปล่งแสง
สีน้ำเงินเข้มที่เขาเห็นครั้งแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน แต่คราวนี้ต่างออกไป แสงนั้นสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ทีละน้อยในแบบที่เทียนที่กำลังจะหมดสว่างขึ้นก่อนดับ
เขายืนนิ่ง มองแสงนั้น
ในแสงสีน้ำเงินเข้ม อักษรปรากฏขึ้นในแบบที่เขาไม่รู้ว่าจะอ่านออกหรือเปล่า แต่อ่านออก ในแบบที่เขาอ่านออกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสถูปหวนชะตาเสมอ เพราะในหลายชาติที่ผ่านมา เขาคือผู้ถือมัน
อักษรนั้นไม่ยาว ไม่ซับซ้อน แต่หนักในแบบที่อักษรบางชุดจะหนัก
เขาอ่านทั้งหมดสองรอบ
แล้วกระจกก็ดับลงอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่หรี่ลงทีละน้อย แต่ดับในพริบตาเดียว ในแบบที่สิ่งที่เสร็จภารกิจแล้วดับ ไม่มีการลังเล ไม่มีการรีรอ
ห้องคัมภีร์เงียบในแสงโคมธรรมดา
เสี่ยวอวิ๋นจื่อนั่งอยู่กับกระจกที่ดับแล้วนั้นนาน
แล้วก็หยิบกระดาษและปากกาขึ้นมาจากโต๊ะ เขียนลงไปช้า ๆ ในลายมือที่เรียบและชัดเจน เขียนในแบบที่คนเขียนเมื่อพวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะพูดบางอย่างและต้องการให้มันออกมาถูกต้อง
พับกระดาษนั้นสองครั้ง วางไว้ข้างกระจกที่ดับแล้ว
ออกจากห้องคัมภีร์กลับห้องพักของเขาในความมืดของยามดึก
รุ่งเช้า สิ่งที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อเขียน....
รุ่งเช้าของวันถัดมา
อี้เหยียนตื่นขึ้นก่อนทุกคนตามปกติ ออกมาที่ห้องคัมภีร์ก่อนที่จะทำอะไรอื่น ในแบบที่เขาเริ่มต้นทุกวัน
เห็นกระดาษพับข้างกระจกทันที
กระจกนั้นดับแล้ว อี้เหยียนรู้ได้จากการที่มันไม่ส่งพลังงานออกมาเลย กลายเป็นแค่กระจกทองเหลืองเก่าที่ไม่มีอะไรพิเศษ
อี้เหยียนหยิบกระดาษขึ้นมา เปิดอ่าน
ลายมือเสี่ยวอวิ๋นจื่อที่เขาจำได้จากจดหมายสองฉบับ
"ท่านองค์เมียวจิ
กระจกนั้นแสดงชั้นสุดท้ายให้ข้าเห็นเมื่อคืน ข้าเชื่อว่ามันตั้งใจให้ข้าเป็นคนส่งต่อ เพราะสิ่งที่มันบอกนั้น เกี่ยวข้องกับความผิดของข้าโดยตรง
ในชาติก่อน เมื่อข้าทำให้สถูปเสียสมดุล พลังงานที่หักเหออกมานั้นไม่ได้แค่สร้างสถูปกลับด้าน มันสร้างสิ่งอีกอย่างหนึ่งด้วย สร้างส่วนหนึ่งของสถูปหวนชะตาที่ขาดหายไป
สถูปที่ท่านถืออยู่ตอนนี้นั้นไม่สมบูรณ์ ไม่ใช่เพราะมันเสื่อม แต่เพราะส่วนหนึ่งของมันถูกผลักออกไปในชาติก่อน และส่วนนั้นอยู่ที่ไหน ข้าไม่รู้แน่ชัด แต่กระจกบอกว่ามันอยู่กับคนที่ผูกพันกับสถูปนั้นมาตลอด
คนที่ตามเจ้ามาทุกชาติ
ข้าไม่รู้ว่าส่วนที่ขาดหายนั้นหมายความว่าอะไรสำหรับท่าน ข้าไม่รู้ว่าสถูปสมบูรณ์จะทำงานต่างจากตอนนี้อย่างไร แต่กระจกบอกว่า 'ผู้ถือสถูปที่แท้จริงนั้นคือคนที่สถูปสมบูรณ์เลือก ไม่ใช่สถูปที่ขาดอยู่'
ข้าเขียนเรื่องนี้เพราะท่านควรรู้ และเพราะนี่คือสิ่งที่ข้าทำได้ในชาตินี้เพื่อจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ"
อี้เหยียนอ่านจดหมายสองรอบ
วางลงบนโต๊ะข้างกระจกที่ดับ มองออกไปที่หน้าต่างที่แสงรุ่งอรุณเริ่มกรองเข้ามา
เมียวกิที่บินเข้ามาในห้องลงเกาะที่ไหล่ซ้าย ดวงตาทองมองหน้าอี้เหยียน
"เจ้ารู้แล้วหรือเปล่า?" อี้เหยียนถามมันเบา ๆ
มันร้องเสียงสั้นหนึ่งครั้ง ในแบบที่รู้มาก่อนแต่รอให้ตัวเขารู้เอง
"ข้าก็รู้สึกอยู่" อี้เหยียนพูดเบา ๆ "รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ยังไม่ครบ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร"
อี้เหยียนนั่งอยู่กับสิ่งที่อ่านพบสักพัก ปล่อยให้มันอยู่กับตัวเขาในแบบที่ปล่อยให้สิ่งสำคัญอยู่กับตัวเองก่อน ไม่รีบสรุป ไม่รีบตัดสิน
แล้วก็ออกไปหาเทียนจวิน
ลานตำหนัก รุ่งเช้า.........
เทียนจวินฝึกดาบอยู่ในลานในตอนเช้า ในแบบที่เขาฝึกทุกเช้า ท่วงท่าที่ไหลต่อเนื่องในแสงรุ่งสาง
เขาเห็นอี้เหยียนเดินออกมาจากประตูตำหนัก หยุดท่าสุดท้าย ดาบกลับเข้าฝัก
"เช้ามากกว่าปกติ" เขาพูดเสียงเบา มองอี้เหยียน อ่านบางอย่างในสีหน้าของอีกฝ่ายทันที
อี้เหยียนยื่นกระดาษให้เขา
เขาอ่าน ในแสงรุ่งสางที่พอให้อ่านได้ อ่านจนจบแล้วก็อ่านซ้ำสักพัก
"ส่วนที่ขาดหายของสถูปอยู่กับข้า" เขาพูดเสียงเงียบ
"นั้นคือสิ่งที่กระดาษนั้นบอก" อี้เหยียนพูด
"เจ้าคิดว่าเป็นเรื่องจริง?"
อี้เหยียนมองเขา ดวงตาสีทองในแสงรุ่งสางอ่านใบหน้าของเขา
"ข้าคิดว่าอธิบายบางอย่างที่ข้ารู้สึกมาตลอดแต่ไม่มีคำพูดสำหรับมัน" อี้เหยียนพูดช้า ๆ "รู้สึกว่าพลังงานของข้านั้นเสริมสถูปในแบบที่ลึกกว่าการช่วยงานปกติ ในแบบที่พลังงานของคนอื่นไม่เสริมในแบบเดียวกัน"
เขาฟังอี้เหยียนในแสงรุ่งสาง
"ส่วนที่ขาดหายนั้นเป็นอย่างไร?" เขาถาม
"ข้าไม่รู้" อี้เหยียนพูดตรง "กระดาษนั้นบอกว่ามีอยู่ แต่ไม่บอกว่ามันคืออะไรหรือทำงานอย่างไร"
"ต้องค้นหาเพิ่ม"
"ต้องค้นหา" อี้เหยียนยืนยัน
แล้วก็พูดต่อเสียงเบา ๆ ในแบบที่ตัวเขาพูดเมื่อพูดสิ่งที่ไม่ง่าย
"แต่ก่อนนั้น ข้าต้องการบอกบางอย่าง"
"บอก"
"ไม่ว่าสถูปนั้นจะสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "สิ่งที่เจ้าเป็นต่อข้านั้นไม่เกี่ยวกับสถูป มันเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าเลือกทุกวัน และข้าต้องการให้เจ้ารู้ว่าข้าแยกสองสิ่งนั้นออกจากกันได้"
เทียนจวินมองอี้หยียนในแสงรุ่งสาง ในดวงตาของเขามีบางอย่างที่อ่อนโยนในแบบที่เขาอ่อนเมื่ออีกฝ่ายพูดสิ่งที่เขาต้องการได้ยินในแบบที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าเขาต้องการ
"ข้ารู้ว่าเจ้าแยกได้" เขาพูดเสียงเบา "แต่ยังขอบคุณที่พูดออกมา"
ทั้งสองยืนอยู่ในลานตำหนักในแสงรุ่งสาง ไม่พูดอะไรเพิ่ม เพราะบางอย่างนั้นพูดแล้วและเพียงพอ
รายงานใหม่ระหว่างวัน และคดีที่ไม่รอ..........
บ่ายของวันเดียวกัน
การประชุมคณะในห้องโถง รายงานที่สะสมมาระหว่างที่คณะส่วนใหญ่เดินทางถูกนำมาเรียงบนโต๊ะ
ผลจากการปิดประตูในหุบเขาสิ้นเสียงนั้นเห็นได้ชัดในรายงานหลายฉบับ พลังงานที่เคยหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ฝันและอักษรเสียงนั้นลดลง บางจุดอุปกรณ์ของสำนักเมฆาดำหมดพลังงานและสลายเอง ชาวบ้านในพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบรายงานว่าสิ่งที่ผิดปกตินั้นดีขึ้นหรือหยุดแล้ว
"สำนักเมฆาดำสูญเสียส่วนใหญ่ของโครงสร้างที่สร้างมา" จางเว่ยพูดเสียงขรึม "แต่ไม่ทั้งหมด มีรายงานสามฉบับที่บอกว่ายังมีกิจกรรมอยู่"
"ที่ไหน?"
"เมืองเก่าทางตะวันตก สองเมือง และวัดร้างในภูเขาทางทิศใต้"
"วัดร้าง" อี้เหยียนพูดซ้ำ
"รายงานบอกว่าคนที่ผ่านไปใกล้วัดนั้นในตอนกลางคืนได้ยินเสียงสวดมนต์ แต่ไม่มีใครอยู่ในวัด และเสียงนั้นร้องเพลงเดิมซ้ำ ๆ เพลงที่ทุกคนรู้จักแต่ไม่รู้ว่าเรียนมาจากไหน"
"อักษรเสียงที่ยังทำงานอยู่" อี้เหยียนพูด
"แต่รูปแบบต่างออกไป" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดจากมุมห้อง "ถ้าเป็นวัด ไม่ใช่ต้นไม้หรือสะพาน มันทำงานกับพลังงานพิธีกรรมที่สะสมในอาคาร ซับซ้อนกว่า และดึงพลังงานได้มากกว่า"
"ต้องไปดู" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง
"ข้าเห็นด้วย" อี้เหยียนพูด "แต่ไม่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้เช้า"
หลังการประชุม สวนสมุนไพร..........
อี้เหยียนออกมาที่สวนสมุนไพรหลังตำหนักในแสงบ่ายที่เริ่มเอียง ดูแลต้นไม้ในแบบที่เขาทำทุกวันที่อยู่บ้าน
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมาหาอี้เหยียนในสวน ยืนอยู่ที่ทางเข้า ไม่เดินเข้าไปจนกว่าอีกฝ่ายจะเงยหน้าขึ้นมองเขา
"เข้ามาได้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
เขาเดินเข้ามา ยืนห่างจากอี้เหยียนพอสมควร ในแบบที่เขายืนเมื่อเขาต้องการพูดบางอย่างที่ไม่รู้ว่าจะได้รับอย่างไร
"ท่านอ่านกระดาษแล้ว" เขาพูดเสียงเงียบ ไม่ถาม
"อ่านแล้ว" อี้เหยียนพูด
"ท่านคิดอย่างไร?"
อี้เหยียนวางน้ำลงข้างต้นไม้ที่กำลังรด แล้วหันมามองเขาอย่างเต็มที่
"ข้าคิดว่าเจ้าเขียนสิ่งที่เจ้ารู้และเลือกที่จะบอก" อี้เหยียนพูดตรง "และข้าขอบคุณสำหรับนั้น"
เขาพยักหน้าช้า ๆ
"มีสิ่งหนึ่งที่ข้าไม่ได้เขียนลงในกระดาษนั้น" เขาพูดหลังจากนิ่งสักพัก
อี้เหยียนรอ
"กระจกนั้นบอกสิ่งอื่นด้วย" เขาพูดเสียงเบา "บอกว่าส่วนที่ขาดหายของสถูปนั้น ไม่ได้แค่ 'อยู่กับ' เทียนจวิน มันเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานของเขา ส่วนที่เกิดขึ้นจากการที่เขาติดตามท่านมาทุกชาติโดยไม่ขอให้ติดตาม สิ่งที่สะสมจากการเลือกนั้นในทุกชาติ"
"ส่วนที่ขาดหายนั้นคือพลังงานของการเลือก" อี้เหยียนพูดเสียงเบา
"ข้าไม่แน่ใจว่าอธิบายถูกต้องไหม" เขาพูดตรง "นั้นคือสิ่งที่ข้าเข้าใจจากกระจก แต่ข้าอาจเข้าใจผิด"
อี้เหยียนมองออกไปที่สวนในแสงบ่าย ต้นไม้ที่เขาปลูกทีละต้น ดินที่เขารู้จักทุกส่วน
"ข้าจะคิดเรื่องนี้" อี้เหยียนพูดในที่สุด "และขอบคุณที่บอก แม้ว่าจะเขียนลงในกระดาษยากกว่า"
รอยยิ้มเบา ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเสี่ยวอวิ๋นจื่อ ไม่ใช่รอยยิ้มที่เขาแสดงให้คนอื่นเห็น แต่เป็นรอยยิ้มที่เบาและจริงกว่า
"บางสิ่งนั้นพูดได้ง่ายกว่าเขียน" เขาพูดเสียงเบา
วัดร้างบนภูเขา และเสียงสวดที่ไม่มีใครสวด..........
รุ่งเช้าของวันถัดมา เส้นทางสู่วัดร้างทางทิศใต้
วัดนั้นอยู่บนเนินเขาที่ไม่สูงนักแต่ขรุขระ เส้นทางขึ้นไปนั้นแคบและรกจากการที่ไม่มีใครใช้มาหลายปี หญ้าและพุ่มไม้ขึ้นมาจนเกือบกลืนทาง
คณะเล็กที่ไปวันนี้ — อี้เหยียน เทียนจวิน จางเว่ย หลี่เซียน และลูกศิษย์สำนักสองคน เสี่ยวอวิ๋นจื่อขอไปด้วยและอี้เหยียนยินดี
ระหว่างทางขึ้นเขา
"เจ้าเงียบผิดปกติ" เทียนจวินพูดเดินข้างๆ เสียงต่ำพอให้แค่อี้เหยียนได้ยิน
"คิดเรื่องที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อบอก" อี้เหยียนพูดตรง
"เรื่องส่วนที่ขาดหาย?"
"ใช่" อี้เหยียนพูด แล้วก็มองเขา "เจ้ารู้สึกอะไรในสถูปเมื่อเจ้าอยู่ใกล้มัน?"
เขาคิดอยู่สักพัก ในแบบที่เขาคิดก่อนตอบสิ่งที่ต้องการตอบอย่างซื่อสัตย์
"รู้สึกว่ามันตอบสนองต่อข้ามากกว่าที่ควรถ้าข้าแค่เป็นผู้ช่วย" เขาพูดช้า ๆ "รู้สึกว่าในบางครั้งมันส่งพลังงานออกมาหาข้าเองโดยที่เจ้าไม่ได้ตั้งใจ"
อี้เหยียนนิ่งกับสิ่งที่เขาพูด
"ข้าสังเกตเหมือนกัน" อี้เหยียนพูด "แต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร"
"จนกระทั่งกระดาษนั้น" เขาพูดเบา
"จนกระทั่งกระดาษนั้น" อี้เหยียนพูดซ้ำ
ทั้งสองเดินต่อขึ้นเขาในความเงียบที่คิดด้วยกัน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“กระดาษที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อเขียน และสิ่งที่สถูปรอบอก” เพราะบางความจริงนั้นต้องการผู้ส่ง คนที่แบกมันมาในแบบที่เจ็บปวด ก่อนที่จะปล่อยมันออกมาเป็นตัวอักษร และบางสิ่งนั้นรอบอกด้วยตัวเอง รอจนกว่าจะมีคนสองคนที่ถูกต้อง ยืนอยู่ด้วยกัน ในแสงที่พอดี เห็นพร้อมกัน
..สุสาส์นราคะ..