ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter) - 2 ระยะห่างระหว่างเราที่ไม่มีชื่อ โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน

แท็คที่เกี่ยวข้อง

สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน

รายละเอียด

 องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter) โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน

ผู้แต่ง

สุสาส์นราคะ

เรื่องย่อ

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)

°•. เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า กายกลายธุลี เหลือเพียงวิญญาณคืนกลับประสพพบพักตร์. •°

อี้เหยียน องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกขาว ยืนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย เขาอ่านความลับที่คนอื่นมองไม่เห็น คลายปมที่การเดินทางแห่งเวลาทิ้งไว้ และชำระสิ่งที่ค้างอยู่ในโลกนี้ให้ผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ เคียงข้างด้วยเมียวกิภูติอีกาดำ และสถูปหวนชะตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดของมัน

เทียนจวิน มือปราบมารองค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน รูปงาม แข็งแกร่ง อ่อนโยน เขาตามอี้เหยียนมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นทางการ แต่ความจริงนั้นลึกกว่า และเก่ากว่า กว่าที่ทั้งสองจะรู้ตัว

ทั้งสองร่วมเดินทางเผชิญหน้าเรื่องราวลึกลับที่ไม่มีในตำราใด วิญญาณที่ยังค้างเพราะรักที่หลุดลอย ประตูมืดที่เปิดไปสู่สิ่งที่ไม่ควรออกมา เมล็ดพันธุ์ฝันที่ทำให้คนหลับและไม่ตื่น สมรภูมิเก่าที่นักรบสามร้อยคนยังยืนรออยู่ และความจริงเรื่องชาติก่อนที่สะสมมาหลายร้อยปีจนหนักพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชาตินี้ โดยที่เบื้องหลังคดีทุกคดีนั้น มีด้ายเส้นเดียวที่ร้อยทุกสิ่งเข้าหากัน ด้ายที่นำไปสู่ความจริงที่ใหญ่กว่าทุกคดีที่เผชิญมา และไปสู่คำถามที่สถูปหวนชะตาเก็บไว้มาตลอดว่า สถูปสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือและผู้รักษาเลือกกันอย่างสมบูรณ์

เรื่องราวความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่ใช่รักที่ฟ้ากำหนด แต่เป็นโชคชะตาและความพันผูกทางจิตวิญญาณที่ทำให้ดวงจิตทั้งสองดวงยังคงเลือกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอในทุกชาติ และ ทุกชีวิต

°•. องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter). •°

มีรายตอนทั้งหมด 36 ตอน ลงให้อ่านถึงตอนที่ 4 (ติดเหรียญตอนที่5)

มี E-Book1เล่ม ลงขาย 22เมษา (ลดราคา40% 22.04-22.05)

ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)

ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”

°•. สุสาส์นราคะ. •°

สารบัญ

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-1 จิ้งจอกไม่จำชาติแต่สายเลือดจำกลิ่น, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-2 ระยะห่างระหว่างเราที่ไม่มีชื่อ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-3 หลงเฉิงเมืองที่โคมทุกดวงมีเงา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-4 วิญญาณที่ไม่ดับสูญ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-5 จิ้งเหมียนเก๋อ การชำระครั้งสุดท้าย, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-บทที่6 บทที่6 เมล็ดพันธุ์ที่ฝังในฝัน , องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-7 กระจกสะท้อนทางที่ไม่เคยเดิน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-8 ศาลเจ้าผนึกเสียงวิญญาณในห้วงฝัน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-9 เงามืดสองชั้นแห่งความจริงที่ยังไม่สิ้นสุด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-10 ป่ากระซิบเสียงอักขระโบราณ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-11 คนที่มาในใบหน้าเก่าและคนที่เลือกในชาตินี้, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-12 บทที่12 ความเจ็บปวดทำลายได้แค่คนที่ยังจมกับมัน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-13 สะพานสู่หุบเขาสิ้นเสียง, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-14 บทที่14 ประกายเสียงเดียวในห้วงมรณะ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-15 กระดาษที่ถูกเขียนจากสิ่งที่รอเผย, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-16 เสียงสวดธรรมที่ติดในวังวน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-17 บ้านที่มีรอยเท้าปรากฏ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-18 คำทำนายที่ต้องการสองคนในการอ่าน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-19 วิญญาณในทะเลสาบหยกขาว, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-20 สถูป(คู่)หวนชะตา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-21 คำสาปที่ถักทอจากความเจ็บปวด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-22 คำสาปคือความงดงามแห่งโชคชะตา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-23 จดหมายที่ถามว่าตัวเองคือใคร, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-24 สมรภูมิที่ไม่มีวันสิ้นสุด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-25 ทุ่งอาทิตย์ดับในแสงดาวและความเงียบ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-26 วันที่แสงดี และสิ่งที่พูดในสวน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-27 วันที่แสงดี เดือนมีจังหวะ และชีวิตที่ดำเนินอยู่, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-28 เงาที่ซ่อนเร้นอยู่ในแสงสว่าง, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-29 ชิงหวานเมืองวิญญาณสองใจ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-30 บทเพลงแห่งวิญญาณที่หลงทาง, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-31 ภูมิวิญญาณกระจกเงา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-32 คำสาปจากวิญญาณที่แตกสลาย, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-33 ใจที่ต้องการลบการมีอยู่ของจิตวิญญาณ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-34 หวูหมิงจือเหมินประตูสู่สิ่งที่ไม่ควรปิด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-35 ในวันที่บางความจำหล่นหาย (ตำหนักเมฆาหล่น), องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-36 วัฏจักการดูดซับหวูเซิน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-37 กระดาษที่เขียนด้วยมือคนตาย , องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-38 หัวใจที่เรียกหาและรอการกลับมา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-39 เสียงที่ไม่เคยได้ยินแต่หัวใจจดจำ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-40 เหตุผลที่ข้าไม่หลงทางคือเจ้า, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-41 'กู่เหรินเซียน' เจ้าแห่งกระดูก, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-42 เสียงเพรียกของวิญญาณที่เฝ้ารอ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-43 คำตัดสินนั้นทิ้งร่องรอยไว้เสมอ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-44 ‘ฉีหลิน’ผู้พิพากษาวิญญาณ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-45 นามคือหนึ่งในเวทย์สะกดที่สั้นที่สุด

เนื้อหา

2 ระยะห่างระหว่างเราที่ไม่มีชื่อ

"ระยะห่างที่ไม่มีชื่อนั้น คือระยะที่ใกล้ที่สุดในทุกระยะที่มีชื่อ" 

ว่ากันว่า ระยะห่างระหว่างคนสองคนนั้นวัดไม่ได้ด้วยก้าวเท้า มันวัดด้วยสิ่งที่พูดและไม่พูดสิ่งที่มองและหันหนี สิ่งที่รู้สึกและเก็บไว้ บางคู่อยู่ห่างกันสิบก้าวตลอดชีวิตบางคู่อยู่ห่างกันพันลี้แต่ระยะในใจนั้นไม่มี และบางคู่นั้น ทุกครั้งที่พบกัน ระยะห่างแคบลงเล็กน้อย ในแบบที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ยกเว้นสิ่งที่สังเกตทุกอย่างเสมอ


การพบกันครั้งที่สอง หุบเขาเฉียนหลิง และสิ่งที่หยุดนิ่ง

สองเดือนหลังวูหมิงเหมิน

หุบเขาเฉียนหลิงทางตะวันออกของแม่น้ำซูหลิง เป็นพื้นที่ที่นักเดินทางหลีกเลี่ยงมาสามปีเพราะรายงานว่ามีคนหายเป็นระยะ ไม่ใช่หายแบบวูหมิงเหมิน แต่หายในแบบที่หยุดนิ่งกลางทาง ยืนอยู่กับที่ ดวงตาเปิดแต่มองไม่เห็นอะไร หลายคนฟื้นคืนมาได้เองในสองสามวัน แต่บางคนไม่ฟื้น

ชาวบ้านในพื้นที่เรียกมันว่า "หยินต้าโจว" บ่วงอำพราง

รายงานมาถึงตำหนักเมฆาหล่นในต้นเดือน

และมาถึงสำนักจวิ้นเทียนในสัปดาห์เดียวกัน

อี้เหยียนมาถึงปากทางเข้าหุบเขาในตอนบ่าย คณะเดินทางสองวัน จางเว่ยแบกคัมภีร์หนักสองเล่มที่เขาคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้อง หลี่เซียนถือแส้ฟ้าพาดไหล่ เมียวกิบินนำหน้าสำรวจพื้นที่

ที่ปากทางเข้าหุบเขา มีคนรออยู่ก่อนแล้ว

อี้เหยียนรู้ก่อนจะเห็น รู้จากพลังงานที่เขารับรู้ได้ในระยะห้าสิบก้าว พลังงานที่คุ้นเคยในแบบที่เขารู้จักมาสองเดือน แต่ยังบอกตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงคุ้น

เทียนจวินยืนอยู่ที่หินก้อนใหญ่ริมทาง กำลังอ่านแผนที่ มีลูกศิษย์สำนักสองคนนั่งอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินเสียงเท้าคณะอี้เหยียนเขาเงยหน้าขึ้น

ดวงตาพบดวงตา

สั้น ในแบบที่สั้นเมื่อทั้งสองฝ่ายรู้สึกบางอย่างที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่ารู้สึก

"สำนักจวิ้นเทียนมาด้วย" จางเว่ยพูดเสียงสังเกต

"ข้าเห็น" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ แล้วเดินต่อไป

เทียนจวินพับแผนที่และมาพบครึ่งทาง

"รายงานเดียวกัน" เขาพูดเสียงเงียบ สังเกตว่าสำนักทั้งสองได้รับรายงานคนละต้นทาง แต่มาถึงที่เดียวกัน

"ข้าแปลกใจเล็กน้อยที่สำนักจวิ้นเทียนสนใจเรื่องนี้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ ไม่ใช่คำตำหนิ แค่สังเกต "หยินต้าโจวเป็นเรื่องของพลังงานชั้นฝัน ไม่ใช่มาร"

"หยวนซินส่งข้ามา" เขาพูดตรง "บอกว่าถ้าเจอองค์เมียวจิ ให้ช่วยเต็มที่"

อี้เหยียนหยุดสักวินาที

"หยวนซินรู้ว่าข้าจะมา?"

"หยวนซินรู้หลายสิ่งที่เขาไม่บอกว่ารู้ยังไง" เขาพูดเบา ๆ มีอะไรที่ขี้เล่นเล็กน้อยในน้ำเสียง

อี้เหยียนมองเขาสักวินาที แล้วก็พยักหน้าในแบบที่รับสิ่งที่ได้ยินและตัดสินใจไม่คัดค้าน

"ตกลง" อี้เหยียนพูด "เจ้าจะทำงานร่วมกับคณะข้าได้ในเงื่อนไขเดิม แบ่งงานตามที่แต่ละคนทำได้ดีที่สุด"

"ข้ายอมรับเงื่อนไขนั้น" เขาพูด แล้วก็พูดต่อเบา ๆ "และข้าอยากเพิ่มเงื่อนไขหนึ่ง"

"อะไร?"

"คราวนี้ถ้าเขาโซเซ ข้าขอดึงได้โดยไม่ต้องรอให้เจ้าบอก"

อี้เหยียนมองเขา ในดวงตาสีทองนั้นมีบางอย่างที่เคลื่อนไหวเล็กน้อยก่อนจะนิ่งกลับมา

"ข้าจะพิจารณา" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ

เมียวกิบนไหล่ซ้ายของอี้เหยยียนกวัดหางหนึ่งครั้ง เทียนจวินมองอีกาดำ อีกาดำมองเขากลับ

"ภูติอีกาของเจ้ากำลังตัดสินข้าอยู่" เขาพูดเบา ๆ เสียงนั้นอ่อนโยนและมีอะไรที่สนุกในนั้น

"เมียวกิตัดสินทุกคนที่เข้ามาใกล้ข้า" อี้เหยียนพูดตรง

"และผลการตัดสินของมันที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?"

อี้เหยียนเดินไปข้างหน้าโดยไม่ตอบ

แต่เทียนจวินสังเกตเห็นว่ามุมปากของอี้เหียนขยับขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะหันหลัง

หยินต้าโจว บ่วงอำพรางในหุบเขา........

หุบเขาเฉียนหลิงในยามเย็น มีหมอกบาง ๆ ที่ไม่ควรมีในฤดูนี้ ลอยต่ำตามพื้นในแบบที่บอกว่าพลังงานในพื้นที่นั้นหนักกว่าปกติ

อี้เหยียนอ่านพื้นที่ด้วยสถูปที่เรืองแสงเบา ๆ เดินช้า ๆ สามก้าว หยุด ดูทิศทาง ดูการไหลของพลังงาน

"ศูนย์กลางของหยินต้าโจวอยู่ที่ไหน?" เทียนจวินถามเดินเคียงข้าง แต่ห่างพอที่จะไม่รบกวนการอ่านพลังงานของอี้เหยียน

อี้เหยียนสังเกตว่าเขาเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย ว่าต้องเว้นพื้นที่ไว้เท่าไหร่

"ตรงกลางหุบเขา ต้นไม้กลุ่มที่สาม" อี้เหยียนพูดโดยไม่มองแผนที่ "มีหินก้อนใหญ่ที่ดูดซับพลังงานฝันมาหลายร้อยปี กลายเป็นศูนย์รวมที่ดึงสติสัมปชัญญะของคนที่ผ่านเข้าไปในรัศมีสิบก้าว"

"แล้วทำไมบางคนถึงฟื้นเองได้?" จางเว่ยถามจากข้างหลัง

"เพราะพลังงานของคนแต่ละคนต่างกัน" อี้เหยียนอธิบาย "คนที่มีพลังงานชีวิตแข็งแกร่งพอจะถอนตัวเองออกจากบ่วงได้ แต่คนที่อ่อนแอหรือป่วย พลังงานของหินนั้นจะล็อคพวกเขาไว้จนกว่าจะหมดแรงโดยสิ้นเชิง"

"และคนที่ไม่ฟื้น?"

อี้เหยียนเงียบสักวินาที

"พลังงานชีวิตถูกดูดซับจนหมด" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ

เทียนจวินมองหน้าอี้เหยียนจากข้างๆ ในแบบที่เขามองเมื่อเขาต้องการรู้ว่าอี้เหยียนรู้สึกอะไร แต่อี้เหยียนไม่แสดงอะไร แค่เดินต่อ

"วิธีแก้?" เขาถาม

"ทำลายการสะสมพลังงานในหิน" อี้เหยียนพูด "แต่ถ้าทำแรงเกินไป พลังงานที่สะสมไว้หลายร้อยปีจะปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้ทุกคนในรัศมีครึ่งลี้ถูกบ่วงพร้อมกัน"

"ต้องทำช้า" เขาพูดเข้าใจ

"และต้องมีคนที่รับพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาและนำทางมันออกไปในทิศทางที่ปลอดภัย" อี้เหยียนพูด

"ข้า" เขาพูดทันที

อี้เหยียนหยุดเดิน หันมามองเขาอย่างตรง

"งานนั้นอันตราย" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ แต่มีบางอย่างในนั้นที่ต่างจากการบอกข้อมูลทั่วไป "พลังงานฝันที่สะสมมาหลายร้อยปีนั้น ถ้ารับมากเกินไป จะดึงเจ้าของเข้าไปอยู่ในชั้นฝันโดยตรง"

"ข้ารู้" เขาพูดเสียงนิ่ง ดวงตาของเขามองอี้เหยียนตรง ๆ "แต่ข้ามีพลังงานที่แข็งแกร่งพอ และเจ้าไม่ควรรับสองงานพร้อมกัน"

อี้เหยียนมองเขานาน ในแบบที่เขาอ่านทุกอย่างที่มองได้

"ถ้าเจ้ารู้สึกว่าพลังงานกำลังดึงเข้าไป ต้องบอกทันที" อี้เหยียนพูดในที่สุด

"ตกลง" เขาพูด

"ข้าจริงจัง" อี้เหยียนเน้น เสียงยังเรียบแต่มีน้ำหนักกว่า

เขามองอี้เหยียนในแสงเย็นที่หุบเขา

"ข้าก็จริงจัง" เขาพูดเบาลง "เจ้าบอกให้บอก ข้าจะบอก"

การต่อสู้ในหุบเขาเฉียนหลิง

ต้นไม้กลุ่มที่สามในหุบเขา ตอนเย็น

หินก้อนใหญ่ที่ศูนย์กลางนั้นผิวดำเงาในแบบที่หินที่ดูดซับพลังงานมานานจะเป็น รอบ ๆ มันหมอกหนาแน่นกว่าที่อื่น

อี้เหยียนยืนห่างสิบห้าก้าว สถูปในมือเรืองทอง เมียวกิส่งเสียงร้องยาวขึ้นไปในท้องฟ้า เรียกภูติพิทักษ์สองดวงลงมา แสงสีเขียวจางสองจุดล้อมรอบหินจากทั้งสองข้าง กักพลังงานไม่ให้แผ่ออกไปรัศมีกว้างกว่านี้

เทียนจวินยืนระหว่างอี้เหยียนกับหิน มือขวาบนด้ามดาบ แต่ไม่ดึงออกมา พลังงานของเขาออกมาเป็นชั้นที่มองไม่เห็น รับพร้อมที่จะรับสิ่งที่จะออกมา

ลูกศิษย์สำนักสองคนและจางเว่ยรักษาแนวป้องกันรอบนอก

อี้เหยียนเริ่มส่งพลังงานจากสถูปเข้าไปสัมผัสหิน ช้า ๆ ในแบบที่คนถอนเส้นด้ายออกจากผ้าที่พันกันเป็นก้อน

หินตอบสนองทันที

พลังงานฝันที่สะสมมาหลายร้อยปีนั้นตื่นขึ้นเมื่อมีบางอย่างมาสัมผัสมัน มันออกมาไม่ใช่ทีละน้อยแต่เป็นคลื่น คลื่นแรกบาง คลื่นที่สองหนากว่า

เทียนจวินรับคลื่นแรก พลังงานของเขาห่อหุ้มมันไว้ นำทางออกไปในแนวดิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในแบบที่อี้เหยียนบอกไว้

แต่คลื่นที่สองนั้นหนักกว่า

เขารับได้ แต่เขารู้สึกว่ามีบางอย่างพยายามดึงเขาเข้าไปตามคลื่นนั้น ความรู้สึกที่เหมือนมีมือจับที่ข้อมือแล้วดึง

"หนักขึ้น" เขาพูดตามที่รับปาก

อี้เหยียนได้ยิน ปรับการส่งพลังงานของเขาเองทันที ช้าลงกว่าเดิม ให้เทียนจวินมีเวลาจัดการกับคลื่นละได้เต็มที่ก่อนคลื่นถัดไปออกมา

งานนั้นใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง

เมื่อพลังงานในหินลดลงพอที่จะไม่เป็นอันตราย อี้เหยียนส่งแสงทองสุดท้ายออกไปจากสถูป แสงนั้นซึมเข้าไปในหินแล้วดับพลังงานที่เหลืออยู่ในแบบที่ดับโดยไม่ระเบิด

หินก้อนใหญ่นั้นหยุดเรืองในทันที กลายเป็นหินธรรมดาในพริบตา

หมอกในหุบเขาค่อย ๆ จาง

อี้เหยียนหย่อนแขนลง ดวงตาของเขามองที่เทียนจวินทันที

"เจ้าเป็นยังไง?" อี้เหยียนถาม

เขาหันมา ใบหน้าเหนื่อยเล็กน้อยในแบบที่คนเหนื่อยหลังจากใช้พลังงานหนัก แต่ดวงตาของเขาชัดและตรง

"ไม่เป็นไร" เขาตอบ "แค่หนักกว่าที่คาด"

อี้เหยียนเดินเข้ามาหาเขาสามก้าว หยิบสถูปขึ้นมาและปล่อยแสงทองเบา ๆ ออกมาตรวจสอบพลังงานของเขา

เขายืนนิ่ง ให้อี้เหยียนทำโดยไม่ถาม

"พลังงานฝันเข้าไปในส่วนที่ไม่ควรเข้า" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบหลังจากตรวจสักครู่ "ไม่อันตราย แต่ถ้าทิ้งไว้จะทำให้ฝันแปลกในสองสามคืนนี้"

"ฝันแปลกอย่างไร?"

"ฝันแบบที่คนอื่นที่หินนั้นดูดซับไปเคยฝัน" อี้เหยียนพูด แล้วก็ปล่อยแสงทองเข้าไปในพลังงานของเขาช้า ๆ ในแบบที่ดึงสิ่งที่ไม่ควรอยู่ออกมา

เทียนจวินรู้สึกถึงแสงทองนั้น อุ่นในแบบที่เขาเคยรู้สึกเมื่ออี้เหยียนส่งพลังงานในวูหมิงเหมิน ในแบบที่เขาจำได้และรู้สึกทุกครั้งที่นึกถึง

เขามองอีเหยียนที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาในระยะสองก้าว ก้มหน้าลงเล็กน้อยตามสถูปที่เขาถือ ผมที่พันไว้บางส่วนหลุดออกมาข้างใบหน้าในลมเย็นของหุบเขา ดวงตาสีทองโฟกัสอยู่ที่งานที่ทำ

เขารู้สึกบางอย่างที่เขาไม่ได้พยายามรู้สึก แต่มันออกมาเองในแบบที่สิ่งที่จริงออกมาเอง

แล้วก็รู้สึกว่าพลังงานฝันที่อยู่ในตัวเขาค่อย ๆ ถูกดึงออกไป แทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ชัดเจนกว่า

"เสร็จแล้ว" อี้เหยียนพูด เงยหน้าขึ้นมอง

ระยะที่อี้เหยียนเงยหน้าขึ้นนั้นใกล้กว่าที่ตัวเขาตั้งใจ ใกล้พอที่ดวงตาสีทองและดวงตาของเขาจะพบกันในระยะที่ไม่มีที่ไหนให้หันหนี

ทั้งสองนิ่งอยู่สักวินาที

อี้เหยียนถอยออกหนึ่งก้าวก่อน ในแบบที่เรียบและเป็นธรรมชาติ

"ขอบคุณ" เขาพูดเสียงเบา

"ข้แค่แก้ปัญหาที่เกิดจากงานร่วมกัน" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ

"ข้ายังขอบคุณอยู่ดี" เขาพูดเบา ๆ

อี้เหยียนไม่ตอบ แต่หันกลับไปหาทีมในแบบที่เขาหันกลับไปหาคณะเสมอ เรียบและตรงไปตรงมา

เทียนจวินมองหลังอี้เหยียนไปสักวินาที

เมียวกิที่บินกลับลงมาเกาะไหล่ซ้ายของอี้เหยียนนั้น หันหัวมองเขาหนึ่งครั้ง แล้วก็หันหน้าไปข้างหน้า

"ข้าผ่านการทดสอบของเจ้าหรือยัง?" เขาถามเบา ๆ ในแบบที่ถามอีกาดำโดยตรง

เมียวกิไม่ตอบ แต่ขนบนหลังมันนุ่มลงเล็กน้อยในแบบที่อีกาทำเมื่อพวกมันผ่อนคลาย

เทียนจวินตีความนั้นว่าเป็นสัญญาณที่ดี

หกสัปดาห์ต่อมา เมืองหนานซวี การพบกันครั้งที่สาม 

ตลาดนัดกลางคืนและสิ่งที่พูดเมื่อไม่ได้ตั้งใจพูด...........

เมืองหนานซวีเป็นเมืองใหญ่ริมแม่น้ำ ตลาดของมันเปิดทั้งกลางวันและกลางคืน มีชื่อเสียงเรื่องผ้าไหมและเครื่องเงิน นักเดินทางผ่านเข้าออกทุกวัน

และในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่าสิ่งของในตลาดบางชิ้นนั้น เมื่อซื้อกลับบ้านแล้วนำมาสวมใส่หรือใช้งาน เจ้าของจะพูดสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจพูด เปิดเผยความลับที่เก็บมาตลอดชีวิตโดยไม่รู้ตัว และในบางกรณี เปิดเผยความลับของคนอื่น

เรื่องนี้ทำให้หลายครัวเรือนแตกแยก หลายธุรกิจล้มละลาย และมีคนเสียชีวิตหนึ่งรายจากความลับที่ถูกเปิดเผย

อี้เหยียนมาเพียงสองคนกับเซินเหมย เพราะงานนี้ต้องการการสืบสวนมากกว่าการต่อสู้

อี้เหยียนไม่ได้คาดว่าจะพบใคร

เทียนจวินมาคนเดียว ไม่มีลูกศิษย์สำนัก เพราะหยวนซินส่งเขามาในภารกิจส่วนตัวเพื่อสืบสวนว่ามีผู้ค้าที่เกี่ยวข้องกับสำนักมารหรือเปล่า

พวกเขาพบกันที่แผงขายผ้าไหมแผงที่สาม

อี้เหยียนกำลังถือผ้าไหมสีเขียวขึ้นมาตรวจสอบพลังงานในมัน เขาเดินผ่านมาและหยุดในระยะสองก้าว ในแบบที่หยุดเมื่อเห็นบางอย่างที่คาดไม่ถึง

"ท่านองค์เมียวจิ" เขาพูดเสียงเงียบ

อี้เหยียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีทองในแสงโคมของตลาดกลางคืนนั้นอ่านเขาสักวินาที

"เทียนจวิน" อี้เหยียนพูดชื่อเขาในแบบที่พูดชื่อคนที่รู้จัก ไม่ใช่แบบที่พูดครั้งแรก

"เจ้ามาคนเดียว?" เขาถามสังเกต

"สองคน เซินเหมยอยู่แผงข้าง ๆ" อี้เหยียนตอบ แล้วก็มองผ้าไหมในมือ "เจ้ามาคนเดียว?"

"ใช่"

อี้เหยียนยื่นผ้าไหมสีเขียวออกมาให้เขา "ถือสักวินาที"

เขารับโดยไม่ถาม แค่ถือ

อี้เหยียนปล่อยสถูปส่งแสงทองบางออกมาตรวจสอบ สักครู่

"พลังงานนี้ไม่ใช่ผ้าไหมธรรมดา" อี้เหยียนพูดเบา ๆ ให้เขาเท่านั้นได้ยิน "มีพลังงานที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้า ชนิดที่เมื่อสัมผัสกับผิวหนังแล้วจะทำให้ความคิดที่ระงับไว้ลึก ๆ ลอยขึ้นมาที่ปาก"

"ใครทำ?"

"ไม่ใช่มาร ไม่ใช่ภูต" อี้เหยียนพูด "เป็นฝีมือคนที่รู้เรื่องพลังงานและตั้งใจฝังไว้"

"มีจุดประสงค์" เขาพูด

"และผู้ค้าที่ขายสิ่งของเหล่านี้อาจจะรู้หรือไม่รู้ว่าขายอะไรอยู่ ต้องสืบต่อ"

"ทำงานร่วมกันได้ไหม?" เขาถาม เสียงตรงในแบบที่ถามเมื่อต้องการคำตอบ ไม่ใช่เชิญในแบบอ้อมค้อม

อี้เหยียนมองเขาสักวินาที

"ได้" อี้เหยียนพูด

กลางคืนของตลาดหนานซวี

การสืบสวนพาทั้งสองไปยังโกดังเก่าหลังตลาดในตอนดึก ที่ซึ่งพ่อค้าคนกลางที่นำสิ่งของเหล่านั้นเข้ามาเก็บของไว้

ในโกดังนั้นพบสิ่งของที่ฝังพลังงานเกือบสามร้อยชิ้น กระจายไปแล้วในตลาดส่วนใหญ่ และยังมีชุดอุปกรณ์ที่บอกว่ามีคนผลิตและวางแผนมาอย่างดี

เทียนจวินสำรวจโกดังด้านขวา อี้เหยียนด้านซ้าย เมียวกิบินวนเหนือหัวสำรวจจากมุมสูง

"พบอะไรไหม?" เขาถามข้ามห้อง

"พบต้นทาง" อี้เหยียนพูด เดินเข้าไปที่มุมหนึ่งที่มีกล่องไม้เก่า เปิดออก ในนั้นมีหินดำขนาดกำปั้น พลังงานออกมาจากมันหนักพอที่จะรู้สึกได้โดยไม่ต้องใช้สถูป "แม่พิมพ์พลังงาน ใครก็ตามที่ทำอันนี้ผ่านหินนี้มาก่อนฝังลงในสิ่งของ"

เขาเดินมาดู มองหินดำในกล่อง

"ใช้ได้กี่ครั้ง?"

"ไม่จำกัด ตราบใดที่มีคนป้อนพลังงานให้มัน นั่นหมายความว่ายังมีคนที่ยังใช้งานมันอยู่"

พอดีกับที่เสียงเท้าดังขึ้นจากด้านหลังโกดัง ไม่ใช่เสียงเดียว มีหลายคน

เทียนจวินหมุนตัวทันที ดาบออกจากฝัก แสงสีขาวในความมืดของโกดัง

คนในชุดดำห้าคนเข้ามาจากประตูหลัง แต่ละคนมีพลังงานที่ไม่ใช่พลังงานปกติ ออกมาในแบบที่บอกว่าพวกเขาได้รับการเสริมจากหินดำ

"ห้าคน" เทียนจวินพูดเสียงเงียบ

"ข้าเห็น" อี้เหยียนพูด วางกล่องลง สถูปในมือเรืองทอง

เมียวกิที่บินอยู่เหนือหัวส่งเสียงร้องและเรียกภูติพิทักษ์ดวงหนึ่งลงมา แสงสีเขียวจางล้อมรอบด้านหลังของทั้งสอง ปิดเส้นทางถอยของคนในชุดดำ

คนในชุดดำคนแรกพุ่งเข้าหาเทียนจวินก่อน

ดาบของเทียนจวินตอบในสองท่า ท่าแรกรับ ท่าที่สองผลักออก ไม่ตัด แค่ผลักในแบบที่ไม่ฆ่าแต่หยุดได้

อีกสองคนพุ่งเข้าหาอี้เหยียนพร้อมกัน

สถูปส่งแสงทองออกมาเป็นสองสาย วิ่งเข้าหาพลังงานของคนทั้งสองที่พุ่งเข้ามา ไม่ต้านกำลัง แต่สร้างแรงต้านในพลังงานของพวกเขาเอง ทำให้ขยับช้าลงในแบบที่วิ่งในน้ำ

เทียนจวินจัดการอีกสองคนที่เหลือในเวลาไม่ถึงสองนาที

เมื่อทุกอย่างสงบ คนในชุดดำห้าคนนอนอยู่บนพื้นโกดัง ไม่มีใครเสียชีวิต แต่ไม่มีใครลุกขึ้นสู้ต่อได้

อี้เหยียนเดินไปที่คนแรก ตรวจดู

"พวกเขาเป็นคนธรรมดาที่ได้รับการเสริมพลังงานจากหินดำ" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "ไม่ใช่นักรบที่ฝึกมา พวกเขาถูกจ้างมา"

"แปลว่าคนที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้มาเอง" เขาพูด

"ไม่เคยตั้งใจมา" อี้เหยียนพูดเสียงขรึม "ส่งคนมาปิดปากแทน"

"ต้องถามก่อนที่พวกเขาจะตื่น"

อี้เหยียนพยักหน้า เดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ คนแรก ใช้สถูปอ่านพลังงานในแบบที่ถามโดยไม่ต้องพูด

เทียนจวินยืนดูอี้เหยียนทำงาน ในแสงโคมที่กรองผ่านหน้าต่างโกดังเล็ก เขาเห็นว่าอี้เหยียนทำงานในแบบที่เฉียบคมและระวังพร้อมกัน ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่พลาด

เขาคิดถึงคำที่เฉินเหวินเคยพูดกับเขาในตอนที่หยวนซินพาเขาไปพบครั้งหนึ่ง คำที่เฉินเหวินพูดโดยไม่ได้อธิบายว่าหมายถึงอะไร "เจ้าจะรู้เมื่อเจ้าพบ"

ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร

ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่ารู้แล้ว

หลังการสืบสวน ชาที่แผงข้างทาง…............

เกือบเที่ยงคืน

คนในชุดดำถูกส่งมอบให้นายอำเภอ หินดำถูกทำลายด้วยสถูป สิ่งของที่ฝังพลังงานที่ยังไม่ได้ขายถูกทำลายทั้งหมด คดียังไม่จบ ยังไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่คืนนี้ทำได้แค่นี้

อี้เหยียนและเทียนจวินนั่งอยู่ที่แผงชาข้างทางที่ยังเปิดอยู่ในตอนดึก ห่างจากตลาดพอสมควร เซินเหมยกลับที่พักไปก่อน

ชาในถ้วยสองถ้วยอยู่ระหว่างทั้งสอง ไม่มีใครพูดอะไรในช่วงแรก

"ยังสืบต่อได้อีกไหม?" เขาถาม ในแบบที่ถามเรื่องคดี

"ข้าจะอยู่หนานซวีอีกสองวัน" อี้เหยียนพูด "ต้องสืบว่าใครนำหินดำเข้ามา เส้นทางการค้าของสิ่งของที่ฝังพลังงาน และว่าเมืองอื่นมีแบบนี้อีกหรือเปล่า"

"ข้ามีรายงานว่าสินค้าแบบนี้อาจจะมาจากทางเหนือ" เขาพูด "และถ้ามาจากทางเหนือ—"

"ก็อาจจะผ่านเมืองหลวง" อี้เหยียนพูดต่อ เสียงเงียบลงเล็กน้อย

หลงเฉิง เมืองหลวงของแผ่นดิน

ทั้งสองเงียบอยู่กับความหมายของคำนั้น

"ถ้าเส้นทางนำไปถึงหลงเฉิง" อี้เหยียนพูดช้า ๆ "มันจะซับซ้อนกว่านี้มาก เมืองหลวงมีพลังงานและอำนาจหลายชั้น การทำงานในนั้นต้องระวังมากกว่าที่อื่น"

"เจ้าเคยไปหลงเฉิงไหม?" เขาถาม

"ไม่เคย" อี้เหยียนตอบตรง "เจ้า?"

"เคยไปสองครั้งกับหยวนซิน" เขาพูด "หลงเฉิงนั้น—" เขาหยุดสักวินาที คิดว่าจะอธิบายอย่างไร "มันมีทุกอย่างพร้อมกัน ทั้งสิ่งที่ดีที่สุดและสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยู่ในส่วนไหนของเมือง"

อี้เหยียนดื่มชาฟังเขา ในแบบที่เขาฟังเมื่อต้องการข้อมูล

แต่เขาพูดต่อในแบบที่เกินกว่าแค่ข้อมูล เล่าถึงถนนเก่าในย่านตะวันตกที่เขาเดินตอนเป็นเด็กกับหยวนซิน วัดสามชั้นที่อยู่ใกล้พระราชวัง ตลาดดอกไม้ตอนรุ่งสาง

อี้เหยียนฟังโดยไม่ขัด ซึ่งเป็นสิ่งที่เทียนจวินสังเกตว่าอีกฝ่ายทำไม่บ่อย

เขาพูดต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็หยุดเองเมื่อรู้ตัวว่าพูดมากกว่าที่ตั้งใจไว้มาก

"ข้าพูดมาก" เขาพูดเสียงเบา ในน้ำเสียงนั้นมีอะไรที่แปลกใจในตัวเอง

"ข้าฟัง" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ

"เจ้าไม่เบื่อ?"

อี้เหยียนมองเขาสักวินาที

"ถ้าข้าเบื่อ ข้าจะบอก" อี้เหยียนพูด เสียงตรงในแบบที่อี้เหยียนตรงเสมอ

เขามองอี้เหยียน แล้วก็ยิ้มเบา ๆ ในแบบที่เขายิ้มเมื่อเขาได้ยินสิ่งที่เขาชอบ

"ข้าเชื่อว่าเจ้าบอก" เขาพูดเงียบ ๆ

เมียวกิบนไหล่ซ้ายของอี้เหยียนยกวัดหางสองครั้ง ในแบบที่มันทำเมื่อพอใจกับสิ่งที่เห็น

คืนที่เทียนจวินมาโดยไม่มีภารกิจ..............

หนึ่งเดือนหลังหนานซวี

ตำหนักเมฆาหล่นในค่ำคืนที่แจ่มใส ดาวเต็มฟ้า ลมเย็นในแบบที่บอกว่าฤดูกาลกำลังเปลี่ยน

อี้เหยียนนั่งอยู่ในสวนสมุนไพร ตรวจดูต้นไม้สองต้นที่เขาปลูกใหม่ เมียวกิเกาะบนกิ่งต้นไม้เหนือหัว

ทีมที่เหลือในตำหนักนั้นงานเบาในสัปดาห์นี้ ไม่มีรายงานฉุกเฉิน ไม่มีการเดินทาง ทุกอย่างในจังหวะที่เรียบ

เสียงเท้าที่ประตูตำหนัก

จางเว่ยออกไปตรวจ กลับมาพร้อมสีหน้าที่บอกว่าแปลกใจเล็กน้อย

"มีคนจากสำนักจวิ้นเทียน" เขาพูดเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นมีอะไรที่อยากรู้ "คนเดียว ไม่มีจดหมายจากหยวนซิน ไม่มีเหตุผลที่บอก"

อี้เหยียนลุกขึ้นจากสวน

เทียนจวินยืนอยู่ที่ลานหน้าตำหนัก ชุดเดินทางเรียบ ไม่มีลูกศิษย์สำนักติดตาม ไม่มีอุปกรณ์สำหรับภารกิจ มีแค่ดาบที่เขาพกเสมอและถุงเสบียงเดินทาง

เมื่อเห็นอี้เหยียนเดินออกมา เขายืนตรงในแบบที่คนยืนเมื่อพวกเขาตัดสินใจบางอย่างแล้วแต่ยังไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจนั้นฉลาดหรือเปล่า

"ไม่มีรายงานฉุกเฉิน" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ มองเขา อ่านการที่เขามาคนเดียวในเวลาค่ำโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน

"ไม่มี" เขายืนยัน

"ไม่มีภารกิจจากสำนัก"

"ไม่มี"

"แล้วมาทำไม?" อี้เหยียนถามตรง

เขาเงียบอยู่สักพัก ดวงตาของเขามองอี้เหยียนในแสงโคมที่ลาน

แล้วก็พูดสิ่งที่เขาคิดมาตลอดเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่คืนที่แผงชาในหนานซวี ตั้งแต่วันที่หุบเขาเฉียนหลิง ตั้งแต่ครั้งแรกที่วูหมิงเหมิน

"ข้าตัดสินใจมาบอกว่า" เขาพูดเสียงเงียบและตรง "ข้าต้องการทำงานร่วมกับตำหนักเมฆาหล่นในระยะยาว ไม่ใช่ทีละคดี ข้าได้รับอนุญาตจากหยวนซินแล้ว สำนักจวิ้นเทียนจะส่งข้ามาประจำที่นี่ในฐานะผู้ร่วมงาน ถ้าตำหนักเมฆาหล่นยอมรับ"

อี้เหยียนฟังเขาจนจบ หน้าตาเรียบในแบบที่เรียบเสมอเมื่อเขาฟังสิ่งที่สำคัญ

"หยวนซินเห็นด้วย?" อี้เหยียนถาม

"หยวนซินเป็นคนเสนอแนะ" เขาพูดตรง

อี้เหยียนมองเขานิ่งอยู่สักพัก อ่านทุกอย่างที่อ่านได้ในแสงโคมที่ลาน อ่านว่าเขาตั้งใจ อ่านว่าเขามาเพราะตัดสินใจจริง ไม่ใช่เพราะถูกส่งมา

"เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร?" อี้เหยียนถามต่อ เสียงยังเรียบแต่คำถามนั้นตรงกว่าคำถามก่อน

เทียนจวินหยุดนิ่ง

นี่คือสิ่งที่เขาไม่ได้ซ้อมมาก่อน เขาซ้อมคำอธิบายเรื่องการทำงานร่วมกัน เรื่องความสามารถที่เสริมกัน เรื่องภารกิจที่ผ่านมา ทุกอย่างที่สมเหตุสมผล

แต่เขาถามตรงไปที่สิ่งที่อยู่ข้างหลังทุกอย่าง

"เพราะ" เขาพูดช้า ๆ เสียงเงียบลง "ข้าทำงานได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในพื้นที่เดียวกับเจ้า และข้าต้องการหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลในการอยู่ในพื้นที่นั้น"

ลานเงียบ

แสงโคมที่ลานสั่นไหวเบา ๆ ในลม

อี้เหยียนมองเขานาน ในแบบที่เขามองเมื่อเขาอ่านบางอย่างที่ต้องใช้เวลา

แล้วก็พูด

"ห้องเก็บของฝั่งตะวันออกว่างอยู่" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "เซินเหมยจะช่วยจัดให้ใช้งานได้ พรุ่งนี้เช้า"

เทียนจวินมองอี้เหยียนสักวินาที

"นั่นหมายความว่า?"

"นั่นหมายความว่าตำหนักเมฆาหล่นยอมรับ" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ แล้วก็หันกลับเข้าตำหนัก แต่หยุดที่กรอบประตู

"และหมายความว่า" อี้เหยียนพูดโดยไม่หัน เสียงเบาลงในแบบที่เขาพูดเมื่อเขาพูดสิ่งที่ไม่ง่ายสำหรับตัวเขาเอง "ข้าก็ทำงานได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในพื้นที่เดียวกับเจ้าเช่นกัน"

แล้วก็เดินเข้าตำหนักไปก่อนที่เขาจะพูดอะไรได้

เทียนจวินยืนอยู่ที่ลานในแสงโคม รับสิ่งที่อี้เหยียนพูดในแบบที่เขารับสิ่งที่สำคัญ ช้า ระวัง ให้มันอยู่กับเขาก่อน

เมียวกิบินลงมาจากกิ่งไม้เหนือประตูตำหนัก วนรอบหัวเขาหนึ่งรอบในความมืด แล้วก็บินกลับเข้าตำหนักไปตามอี้เหยียน

เขายืนอยู่ที่ลานอีกสักพัก มองดาวเต็มฟ้าเหนือตำหนักเมฆาหล่น

แล้วก็ยิ้มในความมืด ในแบบที่คนยิ้มเมื่อสิ่งที่เดินหาอยู่นั้นมีอยู่จริง

หลงเฉิง เมืองหลวงที่ทุกสิ่งมีราคา........

สองเดือนหลังจากที่เทียนจวินมาอยู่ที่ตำหนักเมฆาหล่น

จดหมายมาจากหลงเฉิง

ไม่ใช่จดหมายจากนายอำเภอ ไม่ใช่จดหมายจากชาวบ้าน แต่เป็นจดหมายที่มีตราของกรมราชสำนักภายในประทับอยู่ที่ขอบ สีแดงของตราประทับนั้นบอกว่ามาจากคนที่มีอำนาจในระดับที่ไม่ค่อยส่งจดหมายออกมา

อี้เหยียนเปิดจดหมายอ่านในตอนเช้า คณะรวมตัวรอบโต๊ะ

"จดหมายจากขุนนางเฉิงหมิงจาง ที่ปรึกษาฝ่ายซ้ายของราชสำนัก" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "เขียนว่า เกิดเหตุการณ์ผิดปกติในหลงเฉิง ศาลาว่าการฝั่งเหนือของพระราชวังต้องห้ามมีผนังที่บันทึกเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง คนที่ผ่านศาลานั้นเห็นภาพที่แตกต่างกัน บางคนเห็นเหตุการณ์อดีตที่ยังไม่ควรอยู่ในศาลานั้น บางคนเห็นเหตุการณ์อนาคตที่อ่านไม่ออก และในคืนเต็มดวงล่าสุด มีขุนนางสองคนเดินเข้าไปในศาลาแล้วไม่ออกมา ทั้งสองถูกพบในตอนรุ่งสางในสภาพที่ยืนอยู่กับที่ ดวงตาเปิดแต่ว่างเปล่า"

"หยินต้าโจวในพระราชวัง" หลี่เซียนพูดเสียงเบา

"ไม่เหมือนหยินต้าโจวในหุบเขาเฉียนหลิง" อี้เหยียนแก้ "นั้นเป็นพลังงานธรรมชาติสะสม แต่นี่คือการที่ผนังของศาลาบันทึกภาพ แสดงว่ามีพลังงานเวลาปะปนอยู่ในผนังนั้น ใกล้เคียงกับ 'ชีหลินจิง' มากกว่า"

"ผนังกระจกเวลา?" จางเว่ยพูดเสียงขรึม "ในพระราชวัง?"

"มีใครทำไว้หรือเกิดขึ้นเอง นั้นยังตอบไม่ได้" อี้เหยียนพูด "แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ—"

อี้เหยียนวางจดหมายลงบนโต๊ะให้ทุกคนดู

"เฉิงหมิงจางเขียนว่าในห้องส่วนพระองค์ของจักรพรรดิหลงเฉิง มีเสียงแปลกปรากฏในตอนกลางคืนสามคืนติดต่อกัน เสียงที่คนในห้องได้ยินไม่เหมือนกัน บางคนได้ยินเสียงร้องไห้ บางคนได้ยินเสียงพูดภาษาที่ไม่มีใครจำได้ และองค์จักรพรรดิไม่ยอมนอนในห้องนั้นในสามคืนที่ผ่านมา"

ห้องเงียบ

"องค์จักรพรรดิไม่ยอมนอน" ซวินฮัวพูดซ้ำเสียงเบา

"และราชสำนักต้องการคนที่สามารถเข้าไปตรวจสอบโดยไม่สร้างความโกลาหลในวัง" เขาพูดต่อ "เฉิงหมิงจางบอกว่าชื่อของตำหนักเมฆาหล่นและองค์เมียวจิมาถึงหูของเขาผ่านทางเส้นทางที่เขาไม่ระบุ"

"เส้นทางที่ไม่ระบุ" เทียนจวินพูดเสียงเรียบ มองอี้เหยียน "หยวนซินอาจเกี่ยวข้อง"

อี้เหยียนพยักหน้า

"ข้าจะส่งจดหมายถามหยวนซิน" อี้เหยียนพูด "แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร เราจะต้องไปหลงเฉิง"

"เหตุผล?" จางเว่ยถาม

"เพราะถ้าพลังงานเวลาปรากฏในพระราชวัง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบแต่ชัดเจน "และถ้ามันเกี่ยวข้องกับสินค้าฝังพลังมืดที่เราพบในหนานซวี ซึ่งเราสงสัยว่ามาจากทางเหนือ นั่นหมายความว่าเส้นทางนั้นผ่านหลงเฉิงแน่นอน และใครบางคนในหลงเฉิงรู้เรื่องนี้"

"หรือใครบางคนทำมันขึ้นมาโดยตั้งใจ" เทียนจวินพูดต่อ เสียงเงียบในแบบที่เขาพูดเมื่อเขาเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น

"ใช่ และถ้าเป็นแบบนั้น พระราชวังต้องห้ามและองค์จักรพรรดินั้นอยู่ในอันตราย"

บ่ายของวันเดียวกัน ก่อนจัดเตรียมการเดินทาง..............

อี้เหยียนนั่งอยู่คนเดียวที่ระเบียงหลังตำหนัก ถือม้วนกระดาษในมือที่อ่านซ้ำสองรอบแล้ว

เมียวกิบนไหล่ซ้ายนอนหลับอย่างสงบ

เสียงเท้าที่อี้เหยียนรู้จักแล้วในสองเดือนที่ผ่านมาดังขึ้น เทียนจวินมาพร้อมชาสองถ้วย นั่งลงข้างๆ อี้เหยียนโดยไม่ขอนั่ง ในแบบที่เขาเริ่มทำหลังจากที่อยู่ที่ตำหนักได้สักพัก

อี้เหยียนรับถ้วยชาโดยไม่พูดอะไร ดื่มสักคำ

"เจ้าคิดอะไรอยู่?" เขาถามเสียงเบา

"คิดเรื่องหลงเฉิง" อี้เหยียนพูด "และคิดเรื่องที่เฉินเหวินเคยบอกข้าว่าสิ่งที่ข้าต้องเผชิญนั้นจะใหญ่กว่าที่ผู้ถือสถูปคนใดเคยเผชิญ"

เขานิ่งฟัง

"ข้าคิดว่า" อี้เหยียนพูดช้า ๆ "หลงเฉิงอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ใหญ่กว่าแค่คดีในพระราชวัง"

"เจ้ากลัว?"

"คิด" อี้เหยียนแก้ "กลัวและคิดนั้นต่างกัน"

"แล้วข้าช่วยได้ไหมในสิ่งที่เจ้ากำลังคิด?" เขาถามเสียงเบา

อี้เหยียนหันมามองเขาในแสงบ่าย ดวงตาสีทองอ่านใบหน้าของเขาในแบบที่ตัวเขาเองอ่านเสมอ

"การที่เจ้าอยู่ที่นี่" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "นั้นช่วยได้แล้ว"

เขามองอี้เหยียน ในดวงตาของเขานั้นมีบางอย่างที่อ่อนโยนลงเมื่อได้ยินสิ่งที่อี้เหยียนพูด แต่เขาไม่พูดอะไรออกมา เพราะรู้ว่าบางครั้งการรับโดยเงียบนั้นสำคัญกว่าการตอบ

ทั้งสองนั่งอยู่บนระเบียงในแสงบ่ายที่เริ่มเอียง ในระยะที่ใกล้กว่าตอนแรกที่รู้จักกัน ในแบบที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีวันที่ตัดสินใจ

เมียวกิบนไหล่ซ้ายของอี้เหยียนลืมตาขึ้นมองเทียนจวินสักวินาที แล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง ในแบบที่พอใจ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"ระยะที่ไม่มีชื่อ และคืนที่คนมาโดยไม่มีภารกิจ" เพราะระยะห่างที่แคบลงทีละน้อยนั้น ไม่มีวันที่เริ่มต้นที่ชัดเจน มันแค่เกิดขึ้น ในทุกครั้งที่พบกัน ในทุกคืนที่ยืนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน และในคืนที่คนหนึ่งมาโดยไม่มีเหตุผลอื่น นอกจากต้องการอยู่ในระยะที่ถูกต้อง นั้นคือวันที่ระยะนั้น ได้รับชื่อ แม้จะไม่มีใครพูดออกมา 

..สุสาส์นราคะ..