ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)
°•. เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า กายกลายธุลี เหลือเพียงวิญญาณคืนกลับประสพพบพักตร์. •°
อี้เหยียน องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกขาว ยืนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย เขาอ่านความลับที่คนอื่นมองไม่เห็น คลายปมที่การเดินทางแห่งเวลาทิ้งไว้ และชำระสิ่งที่ค้างอยู่ในโลกนี้ให้ผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ เคียงข้างด้วยเมียวกิภูติอีกาดำ และสถูปหวนชะตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดของมัน
เทียนจวิน มือปราบมารองค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน รูปงาม แข็งแกร่ง อ่อนโยน เขาตามอี้เหยียนมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นทางการ แต่ความจริงนั้นลึกกว่า และเก่ากว่า กว่าที่ทั้งสองจะรู้ตัว
ทั้งสองร่วมเดินทางเผชิญหน้าเรื่องราวลึกลับที่ไม่มีในตำราใด วิญญาณที่ยังค้างเพราะรักที่หลุดลอย ประตูมืดที่เปิดไปสู่สิ่งที่ไม่ควรออกมา เมล็ดพันธุ์ฝันที่ทำให้คนหลับและไม่ตื่น สมรภูมิเก่าที่นักรบสามร้อยคนยังยืนรออยู่ และความจริงเรื่องชาติก่อนที่สะสมมาหลายร้อยปีจนหนักพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชาตินี้ โดยที่เบื้องหลังคดีทุกคดีนั้น มีด้ายเส้นเดียวที่ร้อยทุกสิ่งเข้าหากัน ด้ายที่นำไปสู่ความจริงที่ใหญ่กว่าทุกคดีที่เผชิญมา และไปสู่คำถามที่สถูปหวนชะตาเก็บไว้มาตลอดว่า สถูปสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือและผู้รักษาเลือกกันอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่ใช่รักที่ฟ้ากำหนด แต่เป็นโชคชะตาและความพันผูกทางจิตวิญญาณที่ทำให้ดวงจิตทั้งสองดวงยังคงเลือกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอในทุกชาติ และ ทุกชีวิต
°•. องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter). •°
มีรายตอนทั้งหมด 36 ตอน ลงให้อ่านถึงตอนที่ 4 (ติดเหรียญตอนที่5)
มี E-Book1เล่ม ลงขาย 22เมษา (ลดราคา40% 22.04-22.05)
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
"ในที่ที่มืดที่สุด เสียงเดียวก็เพียงพอที่จะเรียกใครบางคนกลับมา"
ว่ากันว่า ข้อความที่ดีที่สุดนั้นไม่ได้เขียนไว้สำหรับทุกคน มันเขียนไว้สำหรับคนคนเดียวและรอในแบบที่เมล็ดพันธุ์รอฤดูกาลที่ถูกต้อง ไม่แสดงตัวก่อนเวลา ไม่ซ่อนตัวเมื่อเวลาถึงแต่ออกมาพอดีในวันที่คนอ่านนั้นพร้อม ในแบบที่ทุกสิ่งที่ถูกต้องออกมาเมื่อทุกอย่างเข้าที่ดวงดาวก็อาจดับสลาย แต่แสงของมันยังคงเดินทางข้ามมิติกาลเวลา เพื่อไปยังดวงใจที่รอคอย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คณะพักค้างคืนริมแม่น้ำขาว ห่างจากสะพานพอสมควร
ไฟก่อขึ้น อาหารเย็นเรียบง่ายในแบบที่อาหารค่ายพักจะเรียบง่าย ทุกคนพูดน้อยกว่าปกติในแบบที่คนพูดน้อยเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้มีอะไรหนักรออยู่
อี้เหยียนนั่งอยู่ห่างจากกองไฟ มองออกไปที่แม่น้ำที่ไหลในความมืด สถูปในมือ
อี้เหยียนฝึกการดึงเข้าอีกครั้งในความเงียบ ทำซ้ำ ทำซ้ำ ในแบบที่เขาฝึกทุกอย่างที่ต้องการให้ดีที่สุด
"แปดสิบเจ็ดส่วน" เทียนจวินพูดนั่งลงข้างๆ ในแสงดาว เขาวัดจากพลังงานที่เขาส่งออกและอี้เหยียนดึงเข้าในทุกการฝึก
"ยังไม่พอ" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"แต่ดีกว่าเมื่อสี่วันก่อนมาก" เขาพูด
"จำเป็นต้องดีกว่านี้"
"อี้เหยียน" เขาพูดเสียงเบา ในแบบที่เขาพูดเมื่อเขาต้องการให้อี้เหยียนหยุดสักพัก
อี้เหยียนวางสถูปลงบนหัวเข่า หันมามองเขาในแสงดาว
"เจ้าพูดอะไร"
"ข้าต้องการบอกว่า" เขาพูดช้า ๆ ในแบบที่คนพูดเมื่อพวกเขาเรียงคำในใจก่อน "ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ทุกสิ่งที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ข้าไม่เสียใจในสิ่งที่ผ่านมาแม้แต่ครั้งเดียว"
อี้เหยียนมองเขาสักพัก
"เจ้าพูดแบบนี้ราวกับเตรียมใจรับบางอย่างที่ไม่ดี" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
"ข้าพูดเพราะต้องการพูดในขณะที่มีเวลา" เทียนจวินพูด "ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะไม่มีโอกาส"
"ต่างกัน" อี้เหยียนพูดซ้ำในแบบที่เขาเคยพูดเรื่องสิ่งที่ต้องการและสิ่งที่รู้สึกว่าต้อง
"ต่างกันมาก" เขาพูดยืนยัน
อี้เหยียนมองออกไปที่แม่น้ำขาวในความมืดสักพัก
"ข้าก็เหมือนกัน" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "ไม่เสียใจในสิ่งที่เลือก"
แม่น้ำขาวไหลในความมืด เสียงน้ำเงียบและสม่ำเสมอ
เขาเอื้อมมือมาจับมือของอีกฝ่ายข้างที่ไม่มีสถูป อี้เหยียนกำมือของเขา
ทั้งสองนั่งอยู่ริมแม่น้ำในแสงดาว ไม่พูดอะไรเพิ่ม เพราะบางอย่างนั้นไม่ต้องการคำพูดเพิ่ม
เมียวกิบนกิ่งไม้เหนือหัวหลับตาลงในแบบที่พอใจ
หุบเขาสิ้นเสียง และประตูที่รออยู่.......
วันที่ห้า หุบเขาสิ้นเสียง
จากภูมิทัศน์ภายนอก หุบเขาสิ้นเสียงดูเหมือนหุบเขาทั่วไป ทางเข้าแคบ หินสูงทั้งสองข้าง ต้นไม้บนสันหินที่ห้อยย้อยลงมา แสงแดดที่กรองผ่านลงมาเป็นแสงแคบ ๆ ลงไปที่พื้นหุบเขา
แต่ไม่มีเสียงนก
ไม่มีเสียงลม
ไม่มีเสียงแมลง
ความเงียบในหุบเขานั้นไม่ใช่ความเงียบปกติ มันเป็นความเงียบที่หนัก ในแบบที่พื้นที่ดูดซับเสียงทุกชนิดออกไปจากอากาศ
"รู้สึกได้" จางเว่ยพูดเสียงเบา แล้วก็หยุดนิ่ง เพราะแม้แต่เสียงของเขาเองนั้นดูเหมือนจะจางออกไปเร็วกว่าปกติ
"อย่าส่งเสียงโดยไม่จำเป็น" อี้เหยียนพูด "และอย่าส่งพลังงานออก ทุกอย่างที่ส่งออกนั้นถูกดูดซับ"
คณะพยักหน้า
"เราแบ่งหน้าที่ที่นี่" อี้เหยียนพูดเสียงเบา "จางเว่ย เซินเหมย หลี่เซียน ซวินฮัว รักษาตำแหน่งที่ปากหุบเขา สำนักเมฆาดำอาจมาจากด้านหลัง ถ้ามา จัดการ แต่ไม่ต้องเข้ามาในหุบเขา"
"ลูกศิษย์สำนัก?" เทียนจวินถาม
"สองคนที่ปากหุบเขา สองคนตามเราเข้าไปในระยะที่ปลอดภัย ไม่เข้ามาเกินสามสิบก้าวจากทางเข้า"
"ข้า?" เสี่ยวอวิ๋นจื่อถาม
อี้เหยียนมองเขาสักพัก
"เจ้าเป็นคนที่รู้จักเหวยหลิงเฟินดีที่สุดที่นี่" อี้เหยียนพูด "ตามเข้ามาในระยะที่เห็นกัน ถ้าท่านเห็นบางอย่างที่ข้าพลาด บอก"
เขาพยักหน้า
"และเจ้ากับข้าไปที่ศูนย์กลาง" เทียนจวินพูดเสียงเงียบ
"เราไปที่ศูนย์กลาง" อี้เหยียนพูดยืนยัน
ภายในหุบเขา..........
ก้าวแรกในหุบเขาสิ้นเสียงนั้นต่างจากพื้นที่อื่น
ความเงียบที่หนักนั้นหนักขึ้นทุกก้าวที่เดินเข้าไป เหมือนน้ำที่กดทับมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อดำลึกลงไป
เมียวกิบินอยู่เหนือหัวของอี้เหยียนต่ำกว่าปกติ ดวงตาทองกวาดรอบ ๆ อย่างระวัง
อี้เหยียนเดินด้วยสถูปที่ดึงเข้าตลอดเวลา ดึงพลังงานที่หุบเขาพยายามดูดออกจากอี้เหยียนกลับเข้ามาในแบบที่ฝึกมาห้าวัน
เทียนจวินเดินข้างๆ ดาบในมือ แต่ไม่ส่งพลังงานออกมา รู้ว่าในหุบเขานี้ถ้าส่งออกจะสูญเสีย
เขาปกป้องอี้เหยียนด้วยการอยู่ที่นั่น ในแบบที่ร่างกายกั้น ไม่ใช่ด้วยพลังงาน
ลึกเข้าไปสามสิบก้าว
อากาศเปลี่ยน เย็นขึ้น ไม่ใช่เย็นจากอุณหภูมิ แต่เย็นจากการที่พลังงานรอบ ๆ หนักและดูดซับความอบอุ่น
หกสิบก้าว
ร่างของบางอย่างปรากฏขึ้นจากหินทั้งสองข้าง ไม่ใช่รูปร่างของคน แต่เป็นรูปร่างของเสียง เสียงที่ถูกดูดซับมาหลายร้อยปีกลายเป็นรูปร่าง เป็นเงา เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวตามผนังหินในแบบที่น้ำเคลื่อนไหว
"เสียงที่สะสม" อี้เหยียนพูดเสียงเบามาก "มันไม่ใช่ภูตหรือวิญญาณ มันคือพลังงานเสียงที่มีรูปร่าง"
"อันตรายไหม?" เขาถามเบาพอให้อี้เหยียนได้ยิน
"ถ้าสัมผัสจะดูดซับพลังงานเพิ่ม" อี้เหยียนพูด "อย่าให้สิ่งเหล่านั้นสัมผัส"
ทั้งสองเดินระวังมากขึ้น ผ่านเงาเสียงที่เคลื่อนไหวรอบ ๆ อย่างระวัง
ศูนย์กลางหุบเขา..........
ร้อยก้าวเข้าไป
ศูนย์กลางหุบเขาสิ้นเสียงนั้นเป็นพื้นที่เปิดกว้างขึ้นเล็กน้อย ราวกับหุบเขาหายใจขึ้นในจุดนั้น
และตรงกลางนั้นมีสิ่งที่อี้เหยียนรู้ว่าคือประตู
ไม่ใช่ประตูที่มีกรอบและบานพับ แต่เป็นรอยแยกในอากาศที่มองเห็นได้เพราะพลังงานในหุบเขาหนักพอที่จะทำให้อากาศบิดเบี้ยวรอบ ๆ มัน รอยแยกที่สั่นและเต้นในแบบที่บอกว่ากำลังจะพร้อม แต่ยังไม่พร้อม
"ใกล้แล้ว" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "อีกไม่นานพลังงานที่สะสมในหุบเขาจะพอที่จะเปิดมันได้"
"เราต้องดูดซับพลังงานออกก่อน"
"ต้องดูดซับออกให้มากพอที่รอยแยกนั้นจะปิดเองเพราะไม่มีพลังงานมาหล่อเลี้ยง" อี้เหยียนพูด
"ทำได้คนเดียวไหม?" เขาถาม
"ไม่แน่ใจ" อี้เหยียนพูดตรง "พลังงานในหุบเขานี้มากกว่าที่ข้าคิดไว้"
เสียงเท้าจากทางเข้าหุบเขา ไม่ใช่เสียงของคณะ
เหวยหลิงเฟินเดินเข้ามาในหุบเขาสิ้นเสียงจากทางเข้าทิศใต้ ทิศที่ต่างจากที่คณะเข้ามา
มาพร้อมคนสี่คน
ม้วนที่หก การต่อสู้สุดท้ายในหุบเขา......
"เจ้ามาถึงก่อนข้าเล็กน้อย" เหวยหลิงเฟินพูดเสียงเงียบ ในหุบเขาที่ดูดซับเสียง เสียงของเขาดังแปลกในแบบที่ทุกเสียงในหุบเขานั้นดูดแปลก "แต่ไม่ทำให้อะไรต่างออกไป"
"เจ้ารู้ว่าเรามา" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ข้ารู้ว่าเจ้าจะมาเสมอ" เขาพูด "ในทุกชาติที่ผ่านมา เซี่ยหมิงเดินตามสิ่งที่นางเชื่อเสมอ นั้นไม่เคยเปลี่ยน"
"ข้าเดินตามสิ่งที่ถูกต้อง" อี้เหยียนพูด
"ท่านเดินตามสิ่งที่ท่านคิดว่าถูกต้อง" เขาแก้ "สองสิ่งนั้นต่างกัน"
คนสี่คนที่มาพร้อมเหวยหลิงเฟินแยกตัวออกไปสองทิศ สองคนทางซ้าย สองคนทางขวา ในแบบที่บอกว่าพวกเขาวางแผนมา ไม่ใช่มาแบบไม่คาดคิด
เทียนจวินก้าวออกมาระหว่างอี้เหยียนและคนเหล่านั้น
"ในหุบเขานี้เราส่งพลังงานออกไม่ได้" เขาพูดเงียบ ๆ ให้อี้เหยียนได้ยิน
"ข้ารู้" อี้เหยียนพูด "แต่เขาก็ส่งออกไม่ได้เหมือนกัน"
"แปลว่าการต่อสู้ในนี้เป็นการต่อสู้ด้วยกายและใจ ไม่ใช่พลังงาน" เขาพูด
"ข้าจัดการประตู เจ้าจัดการคนเหล่านั้น" อี้เหยียนพูดเสียงนิ่ง
เขาพยักหน้า
ในพริบตาเดียวกัน
เทียนจวินพุ่งเข้าหาคนสองคนทางขวาด้วยดาบที่ไม่เรือง ไม่ส่งพลังงาน แค่ดาบและทักษะที่ฝึกมาสิบห้าปี
ในหุบเขาที่ดูดซับพลังงาน นักรบที่ต้องพึ่งพลังงานเป็นข้อเสีย นักรบที่พึ่งทักษะได้เปรียบ
เทียนจวินเป็นประเภทที่สอง
สองคนทางซ้ายพุ่งมาที่อี้เหยียน อี้เหยียนไม่ถอย ไม่ใช้สถูป แต่ใช้ร่างกายหลบในแบบที่คนที่ฝึกร่างกายไว้ในระดับหนึ่งจะหลบ เพราะอี้เหยียนรู้ว่าสถูปนั้นต้องการเก็บไว้สำหรับประตู
เมียวกิพุ่งลงมาจากเบื้องบน ในหุบเขาที่ดูดซับเสียง แต่ไม่ดูดซับสิ่งมีชีวิต ร่างกายของมันกระแทกเข้ากับคนแรกด้วยน้ำหนักของอีกาที่ใหญ่กว่าปกติมาก ผลักเขาออกไป
คนที่สองรับมือกับอี้เหยียนโดยตรง
อี้เหยียนหลบ บิดตัว ถอยสองก้าวตามจังหวะ ในแบบที่อี้เหยียนเคลื่อนไหวเมื่อเขาไม่ต้องการสู้โดยตรงแต่ต้องการเวลา
เสี่ยวอวิ๋นจื่อที่ตามเข้ามาในระยะสามสิบก้าวจากทางเข้าเห็นสถานการณ์ ก้าวเข้ามาเพิ่มอีกสิบก้าว ส่งพลังงานออกมาในแบบที่น้อยที่สุดเพียงพอที่จะผลักคนที่สองออกจากอี้เหยียน
หุบเขาดูดซับพลังงานนั้นไปส่วนหนึ่ง แต่แรงที่เหลือยังพอผลักออกไปได้
อี้เหยียนใช้เวลาที่ได้มานั้นหันไปที่ประตู
วางมือบนสถูป ดึงเข้า ดึงเข้า ดึงเข้า
พลังงานของหุบเขาสิ้นเสียงนั้นมากกว่าที่เขาเคยดึงมาในชีวิตนี้ มากกว่าสถูปกลับด้านในหลงเฉิง มากกว่าเมล็ดพันธุ์ฝันทั้งหมดในฉางหมิงรวมกัน
สถูปสั่นในมือของอี้เหยียน
"ไม่พอ" อี้เหยียนพูดเบา ๆ ในใจ
แล้วก็รู้สึกถึงพลังงานจากด้านหลัง
เทียนจวินที่จัดการสองคนของตัวเองเสร็จแล้วมายืนข้างหลังอี้เหยียน วางมือบนไหล่ขวา
แต่ไม่ส่งพลังงานออกมาในแบบปกติ
แทนที่ เขายืนอยู่ที่นั่น เป็นแหล่งพลังที่อี้เหยียนดึงได้ ในแบบที่เขาเป็นแหล่งพลังที่อี้เหยียนดึงเสมอ ไม่บังคับ ไม่ผลักดัน แค่อยู่ที่นั่น
อี้เหยียนดึงพลังงานของเขาเข้ามา รวมกับพลังงานของสถูป รวมกับพลังงานที่หุบเขาส่งออกมาในแบบที่อี้เหยียนดึงได้แล้วในตอนนี้ สามแหล่งรวมกันในสถูปหนึ่งอัน
รอยแยกในอากาศที่เป็นประตูนั้นสั่น
พลังงานที่หล่อเลี้ยงมันลดลงเมื่ออี้เหยียนดูดซับออกมา ลดลง ลดลง
เหวยหลิงเฟินรู้สึกได้ เดินเข้ามาหาอี้เหยียนโดยตรง
"หยุด" เขาพูด
อี้เหยียนไม่หยุด
เขายื่นมือออกมาในแบบที่จะสัมผัสกับสถูป
เทียนจวินก้าวมาระหว่างเหวยหลิงเฟินและอี้เหยียน ไม่มีดาบ แค่ยืน ยืนในแบบที่บอกว่าถ้าต้องการสัมผัสสถูปต้องผ่านเขาก่อน
เหวยหลิงเฟินหยุด มองเทียนจวิน
"เจ้าจะแลกชีวิตตัวเองแทนเขาอีกครั้ง?" เหวยหลิงเฟินพูดเสียงเย็น
"ข้าไม่แลก" เทียนจวินพูดเสียงเงียบ "ข้าแค่ยืนที่นี่ เพราะนี่คือที่ที่ข้าเลือก"
"ฝั่งที่แพ้"
"ฝั่งที่ถูกต้อง" เทียนจวินพูด
และในวินาทีที่ทั้งสองพูดกัน รอยแยกในอากาศที่เป็นประตูสั่นแรงขึ้นหนึ่งครั้ง แล้วก็หดเล็กลงอย่างช้า ๆ
พลังงานในหุบเขาลดลงถึงจุดที่ประตูนั้นไม่สามารถรักษาตัวเองให้เปิดอยู่ได้
เหวยหลิงเฟินรู้ รู้สึกได้จากพลังงานที่เขาลงทุนมาหลายชาติกำลังสูญเสียไป
ในดวงตาของเขามีบางอย่างปรากฏขึ้น ไม่ใช่ความโกรธที่ตัวเขารู้จักจากเทียนจวินมาตลอด แต่เป็นบางอย่างที่ลึกกว่านั้น อาจเรียกว่าเสียใจถ้าเขายอมให้ตัวเองเรียกมันแบบนั้น
รอยแยกในอากาศปิดลงในเสียงเงียบ ในแบบที่ประตูที่ไม่มีกรอบปิด ไม่มีเสียงดัง ไม่มีแสง แค่ค่อย ๆ จางและหายไป
หุบเขาสิ้นเสียงเงียบยิ่งขึ้นสักพัก ราวกับกำลังปรับตัวกับการที่สิ่งที่อยู่ในมันมาหลายปีนั้นหายไป
แล้วก็มีเสียงแรก
เสียงนกตัวหนึ่งที่บินเข้ามาจากปากหุบเขา ร้องหนึ่งเสียง สั้น และบินออกไป
เสียงนั้นดังในหุบเขาในแบบที่เสียงในหุบเขาที่ปกติจะดัง ไม่ถูกดูดซับ ไม่หายไป
หุบเขาสิ้นเสียงกลับมามีเสียง
เหวยหลิงเฟินยืนอยู่ในหุบเขาที่เริ่มมีเสียงกลับมา มองรอยแยกที่หายไปในอากาศ
"เจ้าใช้เวลาหลายชาติเพื่อสิ่งนี้" อี้เหยียนพูดเสียงเบา "และตอนนี้มันหายไปแล้ว"
เขาไม่ตอบทันที
"ข้ายังมีเวลา" เขาพูดในที่สุด
"เจ้าจะมาอีก"
"ข้าจะมาอีก" เขายืนยัน แต่เสียงนั้นเหนื่อยกว่าครั้งก่อน "จนกว่าข้าจะพิสูจน์ได้"
"พิสูจน์อะไร?" อี้เหยียนถาม เสียงนั้นเบาและตรง
เขามองอี้เหยียน
"ว่าข้าไม่ต้องการสิ่งที่ใครต้องมาจ่ายแทน" เขาพูดเสียงเงียบมาก
อี้เหยียนยืนนิ่งกับสิ่งที่เขาพูด
"นั้นคือสิ่งที่เจ้าพิสูจน์ได้โดยไม่ต้องเปิดประตูใด ๆ" อี้เหยียนพูดเสียงเบา "เจ้าพิสูจน์ได้ด้วยสิ่งที่เลือกทำในชาตินี้ ในทุกวัน ไม่ใช่ด้วยการได้อำนาจ"
เหวยหลิงเฟินมองอี้เหยียนสักพักยาว
แล้วก็หันออกไป เดินออกจากหุบเขาทางทิศใต้ คนสี่คนของเขาที่ถูกปราบอยู่นั้นลุกขึ้นและตามเขาออกไปในความเงียบ
ในหุบเขาที่มีเสียงกลับมาแล้วนั้น เสียงเท้าของเขาได้ยินชัดเจนจนหายไปในทิศทางที่เขาไป
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"ชั้นที่สามของกระจก และหุบเขาที่กลืนเสียง" เพราะสิ่งที่ลึกที่สุดนั้นรอคนที่พร้อมที่สุด และหุบเขาที่กลืนเสียงนั้นกลับมีเสียง เมื่อสิ่งที่กลืนมันถูกเอาออกไป เพราะความเงียบที่แท้จริงนั้นไม่ใช่การไม่มีเสียง มันคือการที่เสียงทุกอันนั้นอยู่ในที่ที่ควรอยู่ ไม่ถูกดูดซับ ไม่ถูกกัก แต่ไหลออกไปอย่างอิสระ ในแบบที่เสียงควรจะไหล
..สุสาส์นราคะ..