ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)
°•. เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า กายกลายธุลี เหลือเพียงวิญญาณคืนกลับประสพพบพักตร์. •°
อี้เหยียน องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกขาว ยืนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย เขาอ่านความลับที่คนอื่นมองไม่เห็น คลายปมที่การเดินทางแห่งเวลาทิ้งไว้ และชำระสิ่งที่ค้างอยู่ในโลกนี้ให้ผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ เคียงข้างด้วยเมียวกิภูติอีกาดำ และสถูปหวนชะตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดของมัน
เทียนจวิน มือปราบมารองค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน รูปงาม แข็งแกร่ง อ่อนโยน เขาตามอี้เหยียนมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นทางการ แต่ความจริงนั้นลึกกว่า และเก่ากว่า กว่าที่ทั้งสองจะรู้ตัว
ทั้งสองร่วมเดินทางเผชิญหน้าเรื่องราวลึกลับที่ไม่มีในตำราใด วิญญาณที่ยังค้างเพราะรักที่หลุดลอย ประตูมืดที่เปิดไปสู่สิ่งที่ไม่ควรออกมา เมล็ดพันธุ์ฝันที่ทำให้คนหลับและไม่ตื่น สมรภูมิเก่าที่นักรบสามร้อยคนยังยืนรออยู่ และความจริงเรื่องชาติก่อนที่สะสมมาหลายร้อยปีจนหนักพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชาตินี้ โดยที่เบื้องหลังคดีทุกคดีนั้น มีด้ายเส้นเดียวที่ร้อยทุกสิ่งเข้าหากัน ด้ายที่นำไปสู่ความจริงที่ใหญ่กว่าทุกคดีที่เผชิญมา และไปสู่คำถามที่สถูปหวนชะตาเก็บไว้มาตลอดว่า สถูปสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือและผู้รักษาเลือกกันอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่ใช่รักที่ฟ้ากำหนด แต่เป็นโชคชะตาและความพันผูกทางจิตวิญญาณที่ทำให้ดวงจิตทั้งสองดวงยังคงเลือกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอในทุกชาติ และ ทุกชีวิต
°•. องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter). •°
มีรายตอนทั้งหมด 36 ตอน ลงให้อ่านถึงตอนที่ 4 (ติดเหรียญตอนที่5)
มี E-Book1เล่ม ลงขาย 22เมษา (ลดราคา40% 22.04-22.05)
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
"เมืองที่ไม่มีความมืด ไม่ใช่เพราะไม่มีเงา แต่เพราะโคมนั้นสว่างพอที่จะซ่อนมันได้"
ว่ากันว่า เมืองหลวงนั้นเป็นสถานที่ที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก ไม่ใช่เพราะมันยิ่งใหญ่ แต่เพราะในความยิ่งใหญ่นั้นทุกสิ่งที่ซ่อนอยู่นั้นซ่อนได้ลึกกว่าที่อื่น และทุกสิ่งที่ลึกนั้นหนักกว่าที่คาดมีคนบอกว่าในหลงเฉิง แม้แต่ลมก็มีเจ้าของ แม้แต่เงาก็มีผู้จ้างงาน และแม้แต่ความจริงก็มีราคาที่ต้องซื้อถ้าอยากฟังในแบบที่ครบถ้วน
เส้นทางสู่หลงเฉิง และสิ่งที่เปลี่ยนไปในระยะห่าง.........
เจ็ดวันบนเส้นทาง
เส้นทางหลักสู่หลงเฉิงนั้นกว้างพอที่รถม้าสองคันจะสวนกันได้ ปูด้วยหินแบนสีเทาที่เรียบจากการใช้งานมาร้อยปี สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกโดยราชสำนักในสมัยจักรพรรดิรุ่นที่สาม ตอนนี้ใหญ่พอที่ร่มของมันจะทำให้เส้นทางนั้นเย็นตลอดวัน
คณะของตำหนักเมฆาหล่นเดินทางเป็นคณะใหญ่กว่าปกติ ไม่ใช่เพราะงานต้องการ แต่เพราะทุกคนรู้สึกว่าครั้งนี้ควรมาพร้อมกัน ในแบบที่ทีมรู้สึกเมื่อมีบางอย่างที่ใหญ่กว่าปกติรออยู่ข้างหน้า
อี้เหยียน เทียนจวิน จางเว่ย เซินเหมย หลี่เซียน ซวินฮัว และลูกศิษย์สำนักจวิ้นเทียนสี่คนที่เทียนจวินเรียกมาจากสำนักเป็นพิเศษสำหรับครั้งนี้
วันที่สี่ ระหว่างทาง เมื่อเส้นทางเงียบพอที่จะพูด...........
อี้เหยียนและเทียนจวินเดินนำหน้าคณะในระยะที่เป็นธรรมชาติของพวกเขาในสองเดือนที่ผ่านมา ไม่ใกล้เกินไป ไม่ห่างเกินไป ระยะที่คนสองคนเดินเมื่อพวกเขาสบายใจในที่ที่อีกคนอยู่
"ข้าอ่านบันทึกเกี่ยวกับหลงเฉิงในคัมภีร์เก่าสองเล่ม" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ มองเส้นทางข้างหน้า
"พบอะไรที่น่ากังวล?" เขาถาม
"พบว่าหลงเฉิงตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีพลังงานหลายชั้นซ้อนกัน ราชสำนักทุกยุคสร้างทับบนราชสำนักยุคก่อน แต่พลังงานของยุคก่อนนั้นไม่หายไป มันอยู่ข้างล่าง ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ จนถึงปัจจุบัน"
"แปลว่าหลงเฉิงมีประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่" เขาพูด
"มีชีวิตอยู่และบางครั้งก็เดินออกมา" อี้เหยียนพูด "พลังงานเวลาที่ปรากฏในผนังศาลาของพระราชวังนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเข้าใจว่าพื้นที่ข้างใต้นั้นสะสมอะไรไว้บ้าง แต่ที่แปลกคือเหตุใดมันถึงเพิ่งปรากฏตอนนี้ ทั้งที่สะสมมาตลอด"
"มีบางอย่างกระตุ้นมัน" เขาพูด
"หรือมีบางคนกระตุ้นมัน" อี้หยียนแก้เสียงเงียบ
เทียนจวินมองอี้เหยียนสักวินาที
"เจ้าคิดว่าเรื่องในหลงเฉิงและสินค้าฝังพลังงานในหนานซวีเชื่อมกัน?"
"ข้าไม่คิด" อี้เหยียนพูด "ข้ารู้ แต่ยังไม่รู้ว่าเชื่อมกันอย่างไร"
เขาเดินต่อไปสักพักโดยไม่พูดอะไร ในแบบที่เขาเงียบเมื่อเขาคิด
"เจ้าบอกข้าได้เสมอ" เขาพูดในที่สุด เสียงเบาแต่ชัดเจน "สิ่งที่เจ้ารู้และยังไม่พูดให้คนอื่นฟัง ถ้าเจ้าต้องการพูดให้ใครฟัง"
เจ้ามองเส้นทางข้างหน้าสักพัก
"ข้ารู้ว่าเจ้ารับฟัง" อี้เหยียนพูดเงียบ ๆ "และข้าพูดกับเจ้าในแบบที่ข้าไม่พูดกับคนอื่น เพราะเจ้ารู้ว่าเมื่อไหร่ที่ต้องฟังและเมื่อไหรที่ต้องถาม"
"นั้นเป็นคำชมหรือเปล่า?" เขาถามเสียงเบาในน้ำเสียงที่อ่อนโยนและมีอะไรขี้เล่นเล็กน้อย
"เป็นข้อเท็จจริง" อี้เหยียนพูดตรง
มุมปากของเขาขยับขึ้น
"ข้ารับข้อเท็จจริงนั้น" เขาพูดเบา ๆ
เมียวกิที่บินอยู่เหนือหัวพวกเขาลงมาเกาะที่ไหล่ซ้ายของอี้เหยียน วางหัวลงบนแก้มของเขาสักวินาที ในแบบที่มันทำเมื่อพอใจกับสถานการณ์
หลงเฉิง เมืองที่เข้ามาแล้วไม่เหมือนเดิม..............
วันที่เจ็ด ตอนเย็น
ประตูเมืองใต้ของหลงเฉิงนั้นใหญ่กว่าที่อี้เหยียนจินตนาการ ประตูไม้หนาสองชั้น บานนอกสูงเท่าต้นไม้ใหญ่สิบต้นซ้อนกัน หินที่กรอบประตูเก่าจนสีเปลี่ยน แต่รอยแกะสลักยังชัดเจน มังกรสองตัวที่ขอบบน ดวงตาของมันถูกฝังด้วยหินสีแดงที่ยังสะท้อนแสงในตอนเย็น
รถม้าและคนเดินเท้าผ่านเข้าออกในแบบที่บอกว่านี่คือจุดผ่านของทุกสิ่งจากทุกทิศ
อี้เหยียนก้าวผ่านประตูเมืองใต้เป็นคนแรกของคณะ
ในพริบตาที่อี้เหยียนก้าวผ่านกรอบประตู เขารู้สึกบางอย่างที่เขาไม่รู้สึกในเมืองอื่น ความรู้สึกว่าพื้นที่นั้นหนักกว่าอากาศทั่วไป ในแบบที่อากาศหนักเมื่อมีพลังงานหลายชั้นซ้อนกัน แต่หนักในแบบที่ไม่ใช่แค่พลังงานธรรมชาติ มีบางอย่างที่ตั้งใจในความหนักนั้น
เมียวกิบนไหล่ซ้ายขนตั้งชันทันที ดวงตาทองกวาดรอบ ๆ
"รู้สึกได้ไหม?" เทียนจวินถามเบา ๆ เดินเข้ามาเคียงข้าง
"รู้สึก" อี้เหยียนพูดสั้น
หลงเฉิงในยามเย็น........
ถนนหลักของหลงเฉิงนั้นกว้างพอที่รถม้าสี่คันจะขนานกันไปได้ โคมหินสีขาวแขวนสองข้างทางจากเสาไม้ที่ตกแต่งด้วยงานแกะสลักละเอียด แต่ละโคมมีแบบลวดลายที่ต่างกัน บางดวงเป็นลายมังกร บางดวงเป็นลายดอกบัว บางดวงเป็นอักษรมงคลที่เขียนในสมัยที่อักษรนั้นยังมีความหมายอื่น
ผู้คนในหลงเฉิงนั้นเดินในแบบที่ต่างจากเมืองอื่น เดินเร็วกว่า มองตรงกว่า พูดน้อยกว่า ในแบบที่คนเดินเมื่อพวกเขารู้ว่าตัวเองอยู่ที่ที่ทุกอย่างถูกสังเกตเห็น
"หลงเฉิงทำให้คนเดินเร็วขึ้น" จางเว่ยสังเกตเบา ๆ
"เพราะถ้าหยุดนาน คนก็จะถามว่าหยุดทำไม" เทียนจวินพูดเสียงเรียบ "ที่นี่ทุกคนสังเกตทุกคน"
"แปลว่าเราก็ถูกสังเกตด้วย" หลี่เซียนพูดเสียงระวัง
"ตั้งแต่เราเข้าประตูเมืองใต้" อี้เหยียนพูดเงียบ ๆ
ทุกคนเงียบ
ที่พักในย่านซานเหอหลี่...........
หยวนซินจัดที่พักไว้ให้ในย่านซานเหอหลี่ ย่านที่ไม่ใช่ย่านขุนนาง ไม่ใช่ย่านพ่อค้า แต่เป็นย่านที่คนมีฝีมือหลากหลายอยู่ปะปนกัน ช่างฝีมือ บัณฑิต แพทย์ หมอดู และคนที่มาจากที่ต่าง ๆ ที่ต้องการอยู่โดยไม่ถูกถามว่ามาทำไม
ที่พักนั้นเป็นบ้านสองชั้นที่ดูเรียบ แต่ภายในกว้างพอสำหรับทั้งคณะ หยวนซินเช่าในชื่อที่ไม่ใช่ชื่อตำหนักเมฆาหล่นหรือสำนักจวิ้นเทียน
"หยวนซินระวังมากกว่าที่ข้าคิด" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบเมื่อเห็นชื่อในสัญญาเช่า
"หยวนซินรู้ว่าหลงเฉิงเป็นอย่างไร" เทียนจวินพูด "เขาอยู่ที่นี่นานพอที่จะระวัง"
คืนแรกในหลงเฉิง...............
ทุกคนนอนหลับหลังจากวันเดินทางที่ยาว
ยกเว้นเมียวกิ
อีกาดำนั่งอยู่บนขอบหน้าต่างของห้องที่อี้เหยียนนอนอยู่ตั้งแต่ดึก ดวงตาทองเปิดและมองออกไปในทิศเหนือตลอดโดยไม่กะพริบ ในแบบที่สิ่งมีชีวิตที่รับรู้พลังงานนั่งเมื่อมันรับรู้บางอย่างที่หนักและยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร
อี้เหยียนตื่นขึ้นตีสามและเห็นเมียวกิในท่านั้น
อี้เหยียนลุกขึ้นนั่ง มองตามทิศที่อีกาดำมอง ทิศเหนือของเมือง ทิศที่พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่
"เจ้ารู้สึกอะไร?" อี้เหยียนถามมันเสียงเบา
เมียวกิไม่หัน ไม่ร้อง แค่กระพือปีกหนึ่งครั้งในแบบที่บอกว่าได้ยินแต่ยังไม่มีคำตอบ
อี้เหยียนนั่งอยู่กับมันในความมืดของคืนนั้น ปล่อยให้สถูปในมือส่งแสงทองเบา ๆ ออกมาอ่านพลังงานในพื้นที่
พลังงานในหลงเฉิงตอนกลางคืนนั้นต่างจากตอนกลางวัน หนักกว่า ลึกกว่า และในส่วนที่มาจากทิศเหนือนั้น มีบางอย่างที่เขาอ่านออกแต่ไม่เคยอ่านพบมาก่อน
พลังงานที่คุ้นเคย แต่ไม่ควรคุ้นเคย
คุ้นเคยในแบบที่เขารู้จักบางสิ่งที่เขาไม่จำว่าเคยพบ
อี้เหยียนนั่งอยู่กับความรู้สึกนั้นจนกว่าฟ้าจะสว่าง
วันแรกในหลงเฉิง พระราชวังและสิ่งที่ผนังจำ........
เช้าของวันที่สอง
เฉิงหมิงจางมารับที่พักในตอนเช้าตรู่ ชายอายุห้าสิบกว่า รูปร่างผอมสูง ชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้ม ดวงตาที่คมชัดในแบบที่คนที่ทำงานในราชสำนักมาหลายสิบปีจะมี เขาก้มหัวให้อี้เหยียนในระดับที่สูงกว่าที่ขุนนางชั้นที่ปรึกษาจะก้มให้คนภายนอก
"ท่านองค์เมียวจิ" เขาพูดเสียงเงียบ "ขอบคุณที่มา"
"บอกข้าทุกอย่าง" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ ไม่เสียเวลากับคำทักทาย
เฉิงหมิงจางพยักหน้า เขานั่งลงและเล่าในแบบที่คนที่เตรียมมาเล่าให้ฟัง ละเอียด เรียบ ไม่ตกแต่ง
ศาลาฝั่งเหนือของพระราชวังชื่อ "จิ้งเหมียนเก๋อ" หอกระจกนิรมล สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิรุ่นที่สี่เพื่อเก็บบันทึกเหตุการณ์สำคัญของแผ่นดิน ผนังทั้งสี่ด้านถูกปกคลุมด้วยแผ่นหยกบางที่แกะสลักภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์
"แผ่นหยกเหล่านั้นเริ่มแสดงภาพที่ไม่ได้แกะสลักไว้" เฉิงหมิงจางพูด "สิบห้าวันก่อน คนดูแลศาลาพบว่าภาพบนผนังด้านตะวันออกเปลี่ยนไป แทนที่จะเป็นภาพพิธีราชาภิเษกของจักรพรรดิรุ่นที่สี่ กลับเป็นภาพที่ไม่มีใครจำได้ว่าเป็นเหตุการณ์ไหน"
"คนที่เห็นภาพต่างกัน" อี้เหยียนพูด "แต่ละคนเห็นภาพต่างกัน?"
"ใช่" เฉิงหมิงจางยืนยัน "คนดูแลศาลาเห็นภาพตัวเองในวัยเด็ก ทหารรักษาพระองค์เห็นภาพสนามรบที่เขาไม่เคยอยู่ และข้าเอง—" เขาหยุดสักวินาที "ข้าเห็นภาพที่ข้าไม่อยากเล่า"
"ไม่ต้องเล่า" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ข้าเข้าใจ ผนังนั้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ลึกที่สุดในใจของคนที่มองมัน"
"แปลว่าผนังนั้นอ่านความทรงจำ?" เทียนจวินถาม
"อ่านสิ่งที่ลึกกว่าความทรงจำ" อี้เหยียนพูด "อ่านสิ่งที่คนเก็บซ่อนและไม่รู้ว่าตัวเองเก็บซ่อน"
ห้องเงียบ
"ขุนนางสองคนที่เดินเข้าไปในศาลาแล้วไม่ออกมา" อี้เหยียนพูดต่อ "พวกเขาเห็นอะไร?"
เฉิงหมิงจางเงียบนาน
"คนหนึ่งฟื้นคืนมาได้ในวันที่สาม" เขาพูดในที่สุด "เขาบอกว่าเห็นภาพบุคคลที่เขารักที่สุดในชีวิตกำลังตาย และเขาพยายามเข้าไปหยุดมัน แต่เข้าไปในภาพนั้นไม่ได้ แต่ก็ออกจากการมองมันไม่ได้เช่นกัน"
"และคนที่สอง?"
"ยังไม่ฟื้น" เฉิงหมิงจางพูดเสียงเงียบ
จิ้งเหมียนเก๋อ หอกระจกนิรมล.............
บ่ายของวันเดียวกัน เฉิงหมิงจางนำคณะเข้าสู่พระราชวัง ผ่านประตูอิฐแดงสองชั้น ผ่านลานกว้างที่มีต้นซีดาร์เก่าสองต้นปักอยู่สองข้าง ผ่านระเบียงหินที่เสาแต่ละต้นมีลวดลายที่ต่างกัน
จิ้งเหมียนเก๋ออยู่ที่ฝั่งเหนือสุดของพระราชวัง ตัวอาคารเล็กกว่าที่คาด หลังคาโค้งสีเขียวเข้ม ประตูบานเดี่ยวที่ปิดล็อคจากภายนอกด้วยสายโซ่ทองเหลือง
"เราปิดล็อคไว้หลังจากขุนนางคนแรกล้มป่วย" เฉิงหมิงจางพูด "แต่เสียงในนั้นยังได้ยินได้จากข้างนอก"
อี้เหยียนยืนหน้าประตู วางมือบนไม้ประตู ปล่อยสถูปอ่านพลังงาน
เมียวกิบนไหล่ซ้ายขยับ ขนตั้งในแบบที่ตั้งเมื่อคืน
"พลังงานในนั้นซับซ้อน" อี้เหยียนพูดเบา ๆ ให้เทียนจวินที่ยืนข้างๆ ได้ยิน "ไม่ใช่พลังงานธรรมชาติที่สะสมมา มีบางอย่างที่ถูกใส่เข้าไปในผนังนั้นโดยตั้งใจ แต่เก่ามาก เก่ากว่าสมัยจักรพรรดิรุ่นที่สี่"
"เก่ากว่าตัวอาคาร?" เทียนจวินถามเบา
"อาคารสร้างทับบนพลังงานที่มีอยู่ก่อน" อี้เหยียนพูด "หรือมีคนเลือกสร้างที่นี่โดยรู้ว่าพลังงานนั้นมีอยู่"
"ตั้งใจ" เขาพูดซ้ำ เสียงขรึมขึ้น
"ตั้งใจ" อี้เหยียนยืนยัน
อี้เหยียนดึงโซ่ทองเหลืองออก เปิดประตู
ภายในจิ้งเหมียนเก๋อ.........
ภายในหอกระจกนิรมลนั้นเล็กในแบบที่ไม่คาด ห้องเดียว สี่เหลี่ยม ผนังสี่ด้านปกคลุมด้วยแผ่นหยกบางที่สะท้อนแสงจากโคมที่ห้อยจากเพดาน
ภาพบนผนังนั้น
อี้เหยียนก้าวเข้าไปในห้อง มองผนังทั้งสี่ด้าน
ผนังตะวันออก ภาพที่อี้เหยียนเห็นคือสิ่งที่เขาไม่คาดว่าจะเห็น ไม่ใช่ตัวเขาเอง ไม่ใช่ชีวิตนี้ แต่เป็นภาพที่เขารับรู้ว่าเป็นชาติก่อน ภาพของเซี่ยหมิงยืนอยู่ที่พิธีกรรม มือยื่นออกไปสัมผัสบางสิ่ง ใบหน้าที่เขาจำได้ว่าเป็นหน้าของตัวเองแม้จะต่างกัน
อี้เหยียนหันตาออกจากผนังทันที
"ทุกคนอย่ามองนานเกินสามวินาที" อี้เหยียนพูดเสียงเตือนชัดเจน "ผนังนั้นใช้เวลาในการล็อคจิต สามวินาทีแรกปลอดภัย หลังจากนั้นไม่แน่"
เทียนจวินที่เดินเข้ามาข้างหลังอี้เหยียนหยุดนิ่ง มองผนังด้านหนึ่งไม่เกินสองวินาที แล้วหันหน้าออก
"ผนังนั้นมีพลังงานอยู่ในชั้นที่สอง" อี้เหยียนพูดต่อ เดินรอบห้องอย่างระวัง "ชั้นแรกคือภาพที่เห็น ชั้นที่สองคือพลังงานที่ดึงให้ดูต่อ สองชั้นนี้ทำงานพร้อมกัน ถ้าชั้นแรกทำให้สนใจ ชั้นที่สองจะล็อคไว้"
"วิธีทำลาย?" จางเว่ยถามจากกรอบประตูที่เขายืนอยู่ภายนอก
"ต้องหาต้นทางของพลังงานในชั้นที่สองก่อน" อี้เหยียนพูด "มันไม่ได้อยู่ในผนัง ผนังแค่ส่งออกมา ต้นทางอยู่ที่อื่น"
"ใต้พื้น?" เทียนจวินถาม
อี้เหยียนนั่งลงบนพื้นกลางห้อง วางมือลงบนแผ่นหินพื้น ปล่อยสถูปอ่านลึกลงไป
เงียบอยู่สักพัก
"ลึกกว่านั้น" อี้เหยียนพูดในที่สุด เสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย "ลึกมาก ลึกกว่ารากฐานของอาคาร ลึกกว่าชั้นดินที่หลงเฉิงตั้งอยู่ มันอยู่ในชั้นพลังงานที่เก่าที่สุดของเมืองนี้"
"ชั้นที่สะสมมาตั้งแต่ยุคแรก" เทียนจวินพูด
"ใช่" อี้เหยียนพูด แล้วก็หยุดนิ่ง
ในพลังงานที่เขาอ่านจากใต้พื้นนั้น มีบางอย่างที่เขารู้สึกว่าคุ้นเคย ในแบบเดียวกับที่เขารู้สึกตั้งแต่คืนแรกที่หลงเฉิง
คุ้นเคยในแบบที่ไม่ควรคุ้นเคย
อี้เหยียนลุกขึ้นเงียบ ๆ
"เราต้องสืบให้รู้เรื่องราวเพิ่มเติมก่อน" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ออกไปก่อน"
ทุกคนออกจากจิ้งเหมียนเก๋อ เฉิงหมิงจางลงกลอนประตู
อี้เหยียนยืนอยู่นอกหออาคารนั้นในแสงบ่ายของพระราชวัง มองขึ้นไปที่หลังคาโค้งสีเขียวเข้ม
เทียนจวินยืนข้างๆ มองทิศทางเดียวกัน
"เจ้าเห็นอะไรบนผนัง?" เขาถามเบา ๆ
"ชาติก่อน" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "ผนังนั้นไม่แค่สะท้อนความทรงจำในชีวิตนี้ มันอ่านลึกกว่านั้น"
เขาหันมามองอี้เหยียน
"เจ้าเป็นยังไง?"
อี้เหยียนมองขึ้นไปที่หลังคาหออีกสักพัก
"ไม่เป็นไร" อี้เหยียนพูดในที่สุด "แต่ต้องระวัง สิ่งที่อยู่ข้างใต้นั้นไม่ใช่พลังงานที่ตายแล้ว มันยังมีชีวิตอยู่และรู้ว่าเรามา"
"รู้ว่าเรามา" เขาพูดซ้ำเสียงเบา
"รู้ว่าข้ามา" อี้เหยียนแก้เสียงเงียบ
คืนที่สองในหลงเฉิง และสิ่งที่มาเยือนก่อนเช้า.........
ดึกของคืนที่สอง
ตลาดดอกไม้ในหลงเฉิงเปิดก่อนรุ่งสาง เสียงเกวียนลากดอกไม้สดที่มาจากสวนชานเมืองดังขึ้นในความเงียบของตอนตีสาม กลิ่นดอกไม้นับร้อยชนิดผสมกันในอากาศเย็น
อี้เหยียนออกไปนั่งที่ระเบียงชั้นสองของที่พัก มองออกไปที่ถนนด้านล่างที่เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นทีละน้อย สถูปในมือ เมียวกิบนไหล่ซ้าย
อี้เหยียนออกมาเพราะนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะอันตราย แต่เพราะพลังงานที่คุ้นเคยนั้นยังอยู่ในความรู้สึกของเขา ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร
"นอนไม่หลับ?"
เสียงเบา ๆ จากประตูห้องข้างๆ
เทียนจวินออกมาที่ระเบียงในชุดที่ยังเป็นชุดนอน ผมที่ปกติมัดไว้ปล่อยลงมาบางส่วน มือถือน้ำชาอุ่นหนึ่งถ้วย
เขานั่งลงข้างๆ วางถ้วยชาที่นำมาไว้ระหว่างทั้งสอง
อี้เหยียนไม่พูดอะไร แค่หยิบถ้วยชาขึ้นดื่ม
"ข้าตื่นขึ้นมาและเห็นว่าไม่มีเงาของเจ้าอยู่ในห้อง" เขาพูดเสียงเงียบ "เลยรู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่"
"เจ้าสังเกตเงาของข้า?" อี้เหยียนถามเสียงเบา แต่ไม่ใช่คำตำหนิ แค่อยากรู้
"ข้าสังเกตเจ้า" เขาพูดตรง "เงาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สังเกต"
อี้เหยียนดื่มชาต่อในความเงียบที่ไม่ต้องการเติมคำ
แล้วก็พูดสิ่งที่ตัวเขาเองคิดอยู่
"พลังงานที่ข้าอ่านจากใต้จิ้งเหมียนเก๋อนั้น" อี้เหยียนพูดช้า ๆ "ข้าคุ้นเคยกับมัน แต่ไม่ควรคุ้นเคย ราวกับว่าเป็นพลังงานของคนที่ข้ารู้จัก แต่ข้าไม่รู้จักใครในหลงเฉิง"
"ชาติก่อน?" เขาถาม
"อาจจะ" อี้เหยียนพูด "หรืออาจจะเป็นบางคนที่รู้จักข้าในแบบที่ข้าไม่รู้ว่าพวกเขารู้จัก"
ก่อนที่เทียนจวินจะตอบ
เมียวกิบนไหล่ซ้ายของเขาตั้งชันทันที ขนพองออก ดวงตาทองจับไปที่ทิศเหนือ
แล้วก็ร้องเสียงยาวขึ้นในความมืดของตอนตีสาม
เสียงนั้นเตือน ไม่ใช่เสียงปกติ
อี้เหยียนลุกขึ้นทันที เทียนจวินลุกพร้อมกัน มือของเขาไปที่ด้ามดาบที่วางพิงกำแพงข้างประตู
แสง......
ไม่ใช่แสงโคม ไม่ใช่แสงดาว แต่เป็นแสงสีขาวเย็นที่ลอยขึ้นมาในอากาศเหนือถนนด้านล่าง ในแบบที่แสงไม่ควรลอย และในแสงนั้นมีรูปร่างของบางอย่างที่เป็นโคมไฟ แต่ไม่มีเชื้อเพลิง
โคมลอยสีขาวเย็น
หนึ่ง สอง สาม ขึ้นมาจากทิศเหนือ ลอยมาตามถนนในแบบที่บอกว่ามีทิศทาง ไม่ใช่ลอยตามลม
"ผีโคมหลงทาง?" เทียนจวินถาม
"ไม่ใช่" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ ดวงตาสีทองจับที่โคมลอยนั้น สถูปในมือเรืองขึ้นเบา ๆ อ่านพลังงาน
แล้วก็หยุดนิ่ง
"เจ้าเห็นอะไร?" เทียนจวินถามเสียงเบา รับรู้ว่าอีกฝ่ายหยุดนิ่งในแบบที่ไม่ใช่ปกติ
"โคมลอยเหล่านั้น" อี้เหยียนพูดเสียงช้า "มีพลังงานที่ข้าพรู้จัก ในแบบเดียวกับที่อยู่ใต้จิ้งเหมียนเก๋อ"
โคมลอยสีขาวเย็นสามดวงนั้นลอยมาในแนวตรงตามถนน ลอยผ่านที่พักของพวกเขา ช้า ๆ ในแบบที่มีจุดหมาย
แล้วก็หยุดตรงหน้าระเบียงที่พวกเขายืนอยู่
หยุดในระยะห้าก้าว
ในแสงสีขาวเย็นของโคมลอยนั้น อี้เหยียนเห็นบางอย่างในโคมแต่ละดวง ไม่ใช่เปลวไฟ แต่เป็นภาพที่ฉายอยู่ข้างใน ภาพเล็ก ๆ ที่อี้เหยียนอ่านออกในพริบตา
ภาพในโคมดวงแรก — เซี่ยหมิงในชาติก่อน
ภาพในโคมดวงที่สอง — สถูปหวนชะตา แต่ไม่ใช่สถูปของเขา มีบางอย่างที่ต่างออกไปในรูปร่าง
ภาพในโคมดวงที่สาม — อักษรหนึ่งตัว เขียนด้วยรูปแบบที่เขาอ่านออก อ่านออกในแบบที่เขาอ่านอักษรโบราณทั้งหมด
"สวัสดี"
อี้เหยียนยืนนิ่ง
โคมลอยสามดวงนั้นอยู่ตรงหน้าระเบียงในแสงสีขาวสักพัก แล้วก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าอย่างช้า ๆ จนหายไปในความมืดก่อนรุ่งสาง
เทียนจวินมองตามโคมลอยไปจนหาย แล้วหันมามองอี้เหยียน
"ใครส่งมา?"
อี้เหยียนไม่ตอบทันที ยืนอยู่กับสิ่งที่เพิ่งเห็น กับความรู้สึกที่คุ้นเคยแต่ไม่ควรคุ้นเคย และกับอักษรตัวสุดท้ายในโคมดวงที่สาม
"คนที่รู้จักข้า" อี้เหยียนพูดในที่สุด เสียงนิ่งแต่มีบางอย่างที่เขาซ่อนไว้อยู่ข้างหลัง "และต้องการให้ข้ารู้ว่าพวกเขาอยู่ในหลงเฉิง"
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ ผู้ที่มาก่อนที่ใครจะรู้ว่าจะมา..............
วันที่สามในหลงเฉิง ตอนเช้า
เฉิงหมิงจางนำคณะเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ราชสำนักที่ดูแลจิ้งเหมียนเก๋อโดยตรง เพื่อซักถามรายละเอียดเพิ่มเติม การประชุมนั้นยาวและละเอียด
ในขณะที่จางเว่ยจดบันทึกและซักถามรายละเอียด อี้เหยียนและเทียนจวินนั่งฟังในแบบที่ทั้งสองนั่งเมื่อพวกเขาทำงาน อี้เหยียนฟังและวิเคราะห์ เทียนจวินฟังและสังเกตสิ่งที่นอกเหนือจากคำพูด
แล้วก็มีเสียงน้ำหนักเบาที่ระเบียงด้านนอกห้องประชุม
ทุกคนไม่ได้ยิน
แต่เมียวกิบนไหล่ซ้ายของอี้เหยียนหันหัวไปทางนั้น
อี้เหยียนลุกขึ้นเงียบ ๆ ออกไปที่ระเบียง
ระเบียงด้านนอกห้องประชุมนั้นมองออกไปเห็นสวนกลางพระราชวัง ต้นไม้เก่าอายุหลายร้อยปีที่ใบของมันทำให้ลานกว้างข้างล่างดูเป็นสีเขียวคลุมเครือ
มีคนนั่งอยู่ที่ราวระเบียงปลายสุด
หันหลังให้อี้เหยียน
ชายในชุดสีดำที่ไม่ใช่ชุดขุนนางและไม่ใช่ชุดสำนัก แต่เป็นชุดที่ออกแบบมาในแบบที่ดูเรียบแต่มีรายละเอียดในทุกรอยตัด ผมดำเงาที่มัดขึ้นสูงด้วยปิ่นสีดำ รูปร่างสูงบางในแบบที่งดงามในแบบที่ต่างจากความงามที่พบเห็นทั่วไป
ชายคนนั้นกำลังมองออกไปที่สวนข้างล่าง ถือถ้วยชาในมือขวา ไม่รู้สึกถึงการที่เธอออกมา — หรืออาจจะรู้แต่ไม่หัน
อี้เหยียนยืนอยู่ที่กรอบประตูสักครู่ อ่านพลังงานของชายคนนั้นด้วยสถูป
แล้วก็รู้สึกสิ่งที่ทำให้เขาหยุดนิ่ง
พลังงานของชายคนนี้นั้น
คือพลังงานเดียวกับที่อยู่ใต้จิ้งเหมียนเก๋อ พลังงานเดียวกับที่อยู่ในโคมลอยสีขาวเย็นเมื่อคืน พลังงานที่คุ้นเคยในแบบที่ไม่ควรคุ้นเคย
"ท่านองค์เมียวจิ" ชายคนนั้นพูดโดยไม่หัน เสียงที่เรียบและลึกในแบบที่คนพูดเมื่อพวกเขารู้ว่าตัวเองพูดดี "ข้ารอมาสักพักแล้ว"
อี้เหยียนเดินเข้าไปที่ระเบียง หยุดห่างจากเขาสิบก้าว
"เจ้าคือใคร?" อี้เหยียนถามตรง
ชายคนนั้นวางถ้วยชาลงบนราวระเบียง หันมามองอี้เหยียน
ใบหน้าของเขาในแสงเช้านั้น งดงามในแบบที่คมชัดและเย็นพร้อมกัน ดวงตาสีเทาเข้มที่อ่านอี้เหยียนในแบบที่อี้เหยียนอ่านคนอื่น ในแบบที่ดวงตาที่รับรู้มากกว่าคนทั่วไปจะอ่าน
มุมปากของเขาขยับขึ้นเบา ๆ ในแบบที่ไม่ใช่รอยยิ้มอบอุ่น แต่เป็นรอยยิ้มที่บอกว่าเขารู้สิ่งที่คนอื่นไม่รู้
"ข้าชื่อเสี่ยวอวิ๋นจื่อ" เขาพูดเสียงเรียบ "และข้าคิดว่าท่านรู้จักข้า แม้จะยังไม่รู้ว่าจำได้ยังไง"
อี้เหยียนมองเขา ดวงตาสีทองอ่านทุกอย่างที่อ่านได้
"พลังงานของเจ้าคือพลังงานที่อยู่ใต้จิ้งเหมียนเก๋อ" อี้เหยียนพูดตรง ไม่ถาม แต่ยืนยัน
"ใช่" เขาพูด ไม่ปฏิเสธ
"ท่านทำให้ผนังในนั้นเปลี่ยน"
"ข้าไม่ได้ทำ" เขาพูดเสียงเรียบ "ข้าแค่อยู่ใกล้พอที่พลังงานที่ข้ามีนั้นซึมลงไปในพื้นที่ที่มันสัมผัสกับพลังงานเก่าที่อยู่ข้างล่าง ผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ความตั้งใจ"
"แต่เจ้ารู้ว่าจะเกิดขึ้น" อี้เหยียนพูด
เขามองอี้เหยียนสักวินาที ดวงตาสีเทาเข้มนั้นประเมินในแบบที่คนประเมินเมื่อพวกเขาเจอคนที่คมพอจะอ่านพวกเขาออก
"รู้" เขาพูดในที่สุด "และข้าตั้งใจให้ท่านมาหลงเฉิง"
"ทำไม?"
รอยยิ้มที่มุมปากของเขาชัดขึ้นเล็กน้อย
"เพราะมีเรื่องที่เราต้องคุยกัน ท่านองค์เมียวจิ" เขาพูดเสียงเบาลง "เรื่องที่เกี่ยวกับสถูปที่ท่านถืออยู่นั้น"
อี้เหยียนยืนนิ่ง
สถูปหวนชะตาในมือของเขาเรืองขึ้นเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ราวกับตอบสนองต่อการที่ถูกกล่าวถึง
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองสถูปนั้น แล้วก็มองอี้เหยียน ในดวงตาสีเทาเข้มนั้นมีบางอย่างที่ลึกกว่าที่ผิวหน้าแสดงออก มีบางอย่างที่คุ้นเคยในแบบที่อี้เหยียนไม่เข้าใจ
"สถูปนั้น" เขาพูดเสียงเงียบ "ข้าถือมันมาก่อนท่าน"
เสียงที่ได้ยินจากกรอบประตู.......
เทียนจวินออกมาจากห้องประชุมโดยไม่มีเสียง ไม่ได้วางแผนจะตาม แต่สังเกตว่าอี้เหยียนออกมานานเกินไปจนไม่สบายใจ
เขายืนอยู่ที่กรอบประตูสู่ระเบียง ได้ยินส่วนท้ายของการสนทนา
เห็นชายในชุดดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าอี้เหยียน
รู้สึกบางอย่างที่เขาไม่ได้รู้สึกมาก่อน ไม่ใช่เพราะชายคนนั้นดูอันตราย แต่เพราะวิธีที่ชายคนนั้นมองอี้เหยียน ในแบบที่คนมองเมื่อพวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์ในการมอง
เขาก้าวออกมาที่ระเบียง
เสี่ยวอวิ๋นจื่อหันมามองเทียนจวินก่อนที่เทียนจวินจะพูดอะไร ดวงตาสีเทาเข้มอ่านเขาในพริบตาเดียว
"เทียนจวิน องค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเรียบ ราวกับอ่านจากหนังสือ "หลานชายของหยวนซินเจี้ยนหลาน ผู้ปราบมารมือที่สามของสำนักในรุ่นนี้ อายุยี่สิบสองปี ทำงานร่วมกับตำหนักเมฆาหล่นสองเดือน"
เทียนจวินยืนนิ่งสักวินาที รับข้อมูลที่ชายคนนั้นบอกโดยไม่ถาม
"ทำไมเจ้ารู้เรื่องข้า" เขาพูดเสียงเรียบ
"ข้ารู้เรื่องคนที่เกี่ยวข้องกับท่านองค์เมียวจิ" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเงียบ "ในฐานะที่ข้าติดตามเส้นทางของสถูปนั้นมาหลายปี"
อี้เหยียนมองเทียนจวินสักวินาที แล้วก็มองเสี่ยวอวิ๋นจื่อ
"ท่านบอกว่าถือสถูปมาก่อนข้า" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ข้าต้องการคำอธิบาย"
เสี่ยวอวิ๋นจื่อยกมือขึ้นเล็กน้อย แขนเสื้อสีดำของเขาเลื่อนลงมาในพริบตา
ที่ข้อมือซ้ายของเขา
รอยสีขาวจาง รูปร่างเดียวกับที่อยู่บนข้อมือซ้ายของอี้เหยียน อักษรโบราณเดียวกัน
แต่อ่านว่า
"จงรอ"
อี้เหยียนมองรอยนั้นสักพัก
"ของท่านอ่านว่าจงรอ" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ของท่านอ่านว่าอะไร?" เขาถามกลับ เสียงเงียบในแบบที่รู้คำตอบอยู่แล้วแต่ต้องการให้อี้เหยียนพูดออกมา
"จงเป็น" อี้เหยียนพูดตรง
เสี่ยวอวิ๋นจื่อพยักหน้าช้า ๆ ในแบบที่รับสิ่งที่ได้ยิน
"ข้าถือสถูปนั้นในชาติก่อนหน้า" เขาพูดเสียงเรียบ "ก่อนที่มันจะเลือกเจ้าของใหม่ ก่อนที่มันจะเลือกท่าน และข้ามีเรื่องที่ต้องบอกท่านเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าพบในชาตินั้น เรื่องที่ท่านจำเป็นต้องรู้เพื่อเข้าใจว่าทำไมท่านถึงอยู่ที่นี่"
"ชาติก่อน" อี้เหยียนพูดซ้ำเสียงเบา "ของใคร?"
"ของเราสามคน" เขาพูด สายตาของเขากวาดไปที่เทียนจวินสักวินาที แล้วกลับมาที่อี้เหยียน "ท่าน ท่าน และข้า มีชาติที่เราสามคนรู้จักกัน"
เทียนจวินยืนนิ่งอยู่ที่กรอบประตู ดวงตาของเขาจับที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อในแบบที่คนประเมินเมื่อพวกเขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นมิตรหรือไม่ใช่
"ชาติไหน?" อี้เหยียนถาม
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองอี้เหยียน ในดวงตาสีเทาเข้มนั้นมีบางอย่างที่ลึกและเก่ากว่าอายุยี่สิบกว่าในร่างนั้น
"ชาติที่เจ้าชื่อเซี่ยหมิง" เขาพูดเงียบ "ชาติที่สี่"
อี้เหยียนยืนนิ่ง
"เจ้ารู้เรื่องชาตินั้น"
"ข้าอยู่ในชาตินั้น" เขาพูดเสียงเงียบ "ในฐานะที่ต่างออกไป ในบทบาทที่ข้าไม่ภูมิใจในทุกการตัดสินใจที่ทำ แต่ที่นั่นคือที่มาของสิ่งที่ข้าต้องบอกเจ้าในชาตินี้"
ระเบียงเงียบ แสงเช้าของหลงเฉิงสาดลงมาในมุมที่ทำให้เงาของทั้งสามยาวออกไปในแนวเดียวกัน
เมียวกิบนไหล่ซ้ายมองเสี่ยวอวิ๋นจื่อ ดวงตาทองมองในแบบที่มันมองเมื่อมันจำได้
แล้วก็ร้องเสียงสั้นหนึ่งครั้ง ไม่ใช่เสียงเตือน ไม่ใช่เสียงพอใจ แต่เป็นเสียงที่บอกว่ารู้จัก
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองเมียวกิ รอยยิ้มที่มุมปากของเขาจางลงเป็นบางอย่างที่อ่อนโยนกว่า ในแบบที่เขาไม่แสดงกับใคร
"เมียวกิ" เขาพูดชื่ออีกาดำเบา ๆ ในแบบที่คนพูดชื่อสิ่งที่รู้จักมานาน "ยังจำข้าได้"
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"หลงเฉิง เมืองที่โคมทุกดวงมีเงา และเงาทุกอันมีเจ้าของ" เพราะในเมืองที่ทุกอย่างมีราคา แม้แต่ความจริงก็ต้องซื้อ และแม้แต่อดีตก็มีคนที่อ้างว่าเป็นเจ้าของ แต่บางสิ่งนั้นไม่ได้เป็นของใครด้วยการอ้าง มันเป็นของคนที่มันเลือก และสิ่งที่เลือกนั้น รู้เองว่าเลือกใคร เสมอ”
..สุสาส์นราคะ..