ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)
°•. เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า กายกลายธุลี เหลือเพียงวิญญาณคืนกลับประสพพบพักตร์. •°
อี้เหยียน องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกขาว ยืนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย เขาอ่านความลับที่คนอื่นมองไม่เห็น คลายปมที่การเดินทางแห่งเวลาทิ้งไว้ และชำระสิ่งที่ค้างอยู่ในโลกนี้ให้ผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ เคียงข้างด้วยเมียวกิภูติอีกาดำ และสถูปหวนชะตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดของมัน
เทียนจวิน มือปราบมารองค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน รูปงาม แข็งแกร่ง อ่อนโยน เขาตามอี้เหยียนมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นทางการ แต่ความจริงนั้นลึกกว่า และเก่ากว่า กว่าที่ทั้งสองจะรู้ตัว
ทั้งสองร่วมเดินทางเผชิญหน้าเรื่องราวลึกลับที่ไม่มีในตำราใด วิญญาณที่ยังค้างเพราะรักที่หลุดลอย ประตูมืดที่เปิดไปสู่สิ่งที่ไม่ควรออกมา เมล็ดพันธุ์ฝันที่ทำให้คนหลับและไม่ตื่น สมรภูมิเก่าที่นักรบสามร้อยคนยังยืนรออยู่ และความจริงเรื่องชาติก่อนที่สะสมมาหลายร้อยปีจนหนักพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชาตินี้ โดยที่เบื้องหลังคดีทุกคดีนั้น มีด้ายเส้นเดียวที่ร้อยทุกสิ่งเข้าหากัน ด้ายที่นำไปสู่ความจริงที่ใหญ่กว่าทุกคดีที่เผชิญมา และไปสู่คำถามที่สถูปหวนชะตาเก็บไว้มาตลอดว่า สถูปสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือและผู้รักษาเลือกกันอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่ใช่รักที่ฟ้ากำหนด แต่เป็นโชคชะตาและความพันผูกทางจิตวิญญาณที่ทำให้ดวงจิตทั้งสองดวงยังคงเลือกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอในทุกชาติ และ ทุกชีวิต
°•. องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter). •°
มีรายตอนทั้งหมด 36 ตอน ลงให้อ่านถึงตอนที่ 4 (ติดเหรียญตอนที่5)
มี E-Book1เล่ม ลงขาย 22เมษา (ลดราคา40% 22.04-22.05)
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
"ต้นไม้ไม่พูด แต่ต้นไม้จำทุกอย่าง สิ่งที่เจ้าคิดว่าลืมไปแล้ว
จริงๆ แล้วฝังอยู่ในวงปีของต้นไม้บางต้น หนึ่งวง คือหนึ่งปี หนึ่งวง คือชื่อหนึ่งชื่อที่เจ้าไม่เคยพูดออกมา"
ว่ากันว่า อักขระที่เขียนด้วยการลืม อักษรที่เก่าแก่ที่สุด ไม่ได้เขียนด้วยพู่กัน แต่แกะสลักด้วยการลืม ทุกครั้งที่คนลืมบางสิ่ง โลกก็มีตัวอักษรเพิ่มขึ้นหนึ่งตัว และป่านั้น คือสถานที่ที่มีอักษรมากที่สุดในโลก
รวมถึง เสียงกระซิบที่รู้ชื่อ ลมในป่านั้นไม่ใช่ลม แต่คือความทรงจำที่ถูกลืม หาทางกลับไม่ได้ จึงกลายเป็นเสียง ล่องลอยระหว่างซอกต้นไม้ และเสียงเหล่านั้นจำหน้าได้ เพราะในนั้น มีบางส่วนที่เป็นของคนคนนั้น"
เว่ยซานเป็นหมู่บ้านที่ล้อมรอบสามด้านด้วยป่า ป่าที่เก่าแก่และหนาแน่นในแบบที่บอกว่าดูแลตัวเองมาหลายร้อยปีโดยไม่ต้องการมนุษย์ ต้นไม้ใหญ่ที่โคนบางต้นหนาจนคนสองคนโอบไม่รอบ ใบที่ซ้อนชั้นกันหนาจนแสงแดดผ่านลงมาถึงพื้นป่าเป็นแค่จุดเล็ก ๆ กระจายห่างกัน
ชาวบ้านที่นำทางเข้าป่าเดินอย่างระวังในแบบที่บอกว่าพวกเขาไม่แน่ใจว่าป่านั้นยังปลอดภัยหรือเปล่า
"เสียงมาจากต้นนั้น" เขาพูดเสียงเงียบ ชี้ไปที่ต้นไม้ยักษ์ที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าสัก
อี้เหยียนหยุดฟัง
ในความเงียบของป่าที่ไม่มีลม ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง มีเสียงหนึ่งที่ลอยมาจากทิศที่ชาวบ้านชี้
เป็นเสียงร้องเพลง ไม่ดัง ไม่เบาจนเกิน แค่พอที่จะได้ยินในระยะสิบก้าว เสียงที่ฟังแล้วรู้สึกว่าคุ้นเคยในแบบที่อี้เหยียนไม่แน่ใจว่าเคยได้ยินจริงหรือเพียงแต่รู้สึกว่าควรจะได้ยิน
"ได้ยินไหม?" อี้เหยียนถามจางเว่ย
"ได้ยิน" เขาพูดเสียงนิ่ง มือจับปากกาบันทึกที่ถืออยู่แน่นขึ้นเล็กน้อย "เป็นเพลงที่แม่ข้าร้องให้ฟังตอนเด็ก"
อี้เหยียนมองเขาสักวินาที แล้วก็มองเซินเหมย
"เจ้าล่ะ?"
"เป็นเพลงที่ข้าร้องเมื่อตอนเด็กคนเดียวในห้อง" เซินเหมยพูดเสียงเบา "ข้าไม่รู้ว่าเรียนจากใคร แต่ร้องอยู่นาน"
"เพลงคนละเพลง" อี้เหยียนพูด "แต่ทุกคนได้ยินเพลงที่ตัวเองจำได้"
"ต้นไม้อ่านความทรงจำของคนที่เข้ามาใกล้และร้องเพลงจากมัน?" ซวินฮัวถามเสียงแห้ง
"ไม่ใช่ต้นไม้ทำ" อี้เหยียนพูดเดินเข้าไปหาต้นไม้ยักษ์ "ต้นไม้เป็นแค่แหล่งกระจายเสียง มีบางอย่างฝังอยู่ที่รากของมัน"
โคนต้นไม้ยักษ์...........
ต้นไม้ยักษ์นั้นอายุมากจริงตามที่รายงานบอก เปลือกของมันหนาและขรุขระในแบบที่เวลาหลายร้อยปีจะทำ รากที่โผล่ขึ้นมาจากดินนั้นใหญ่บางรากเท่าต้นขาของคนผู้ใหญ่
เมียวกิบินวนรอบต้นไม้สามรอบ แล้วลงเกาะที่รากที่ใหญ่ที่สุดด้านทิศเหนือ
อี้เหยียนเดินไปที่รากนั้น นั่งลงตรวจดู
ระหว่างรากสองเส้นที่พันกันอยู่ มีสิ่งเล็ก ๆ ที่สีของมันกลืนไปกับสีดินจนมองไม่เห็นถ้าไม่รู้ว่ามี
อี้เหยียนหยิบออกมาด้วยมือเปล่า
เป็นแผ่นหินบาง รูปทรงไม่แน่นอน ขนาดเท่าฝ่ามือ บนผิวของมันมีรอยแกะสลักที่ละเอียดมาก เล็กจนต้องถือใกล้ดวงตามากจึงจะเห็น
"อักษรเสียง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"อักษรเสียง?" จางเว่ยเข้ามาดู
"อักษรโบราณชนิดหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกเสียง ไม่ใช่คำพูด แต่บันทึกคลื่นเสียงในรูปแบบสัญลักษณ์" อี้เหยียนอธิบาย "เมื่อมันสัมผัสกับพลังงานชีวิตของคนที่อยู่ใกล้ มันจะอ่านความถี่ของพลังงานชีวิตนั้นซึ่งมีรูปแบบเฉพาะตัว แล้วแปลกลับออกมาเป็นเสียงที่สอดคล้องกับความทรงจำที่ลึกที่สุดของคนนั้น"
"ฟังดูซับซ้อนมาก" ซวินฮัวพูดเสียงระวัง
"เป็นเทคนิคที่เก่ามาก" อี้เหยียนพูด "ข้าอ่านเจอในบันทึกโบราณแค่ครั้งเดียว แต่ไม่เคยเห็นของจริง ความรู้นี้ควรจะสูญไปนานแล้ว"
"แต่สำนักเมฆาดำมีอยู่" จางเว่ยพูดเสียงขรึม
"คนที่อยู่เบื้องหลังสำนักนั้นมี" อี้เหยียนแก้ "และเขาใช้มันทดสอบว่าพลังงานความทรงจำนั้นทำงานกับต้นไม้ได้ไหม"
"เพื่อ?"
อี้เหยียนมองแผ่นหินในมือ ดวงตาสีทองคิดอยู่
"เพื่อหาวิธีดึงความทรงจำออกจากคนโดยไม่ต้องให้พวกเขาสมัครใจ" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "ถ้าสามารถดึงความทรงจำออกจากคนได้ในแบบที่พวกเขาไม่รู้ตัว ก็สามารถรู้ทุกอย่างที่คนนั้นรู้ได้"
"ข้อมูล" จางเว่ยพูด "สำนักเมฆาดำต้องการข้อมูล"
"และประตูที่พวกเขาต้องการเปิดนั้นอาจต้องการข้อมูลบางอย่างที่ยังไม่มี" อี้เหยียนสรุป
อี้เหยียนทำลายแผ่นหินอักษรเสียงด้วยสถูป แผ่นหินแตกออกเป็นสองชิ้นในมือของเขาแล้วก็แตกเป็นผงสีเทาที่หลุดออกจากมือในลมเบา ๆ
เสียงร้องเพลงในป่าหยุดลงในทันที
ป่าที่ว่างจากเสียงนั้นกลับมามีเสียงนกร้อง เสียงแมลง เสียงลมในใบไม้ ในแบบที่ป่าปกติจะมี
จดหมายมาถึง และเวลาที่หมดลง......
วันที่สี่หลังกลับจากเว่ยซาน ตำหนักเมฆาหล่น
รายงานจากเทียนจวินและหลี่เซียนที่ไปเหอหยวนกลับมาก่อนที่พวกเขาตัวจริงจะกลับ รายงานบอกว่าบ่อน้ำเงินในเหอหยวนนั้นมีกลไกคล้ายกันกับแผ่นหินอักษรเสียงในเว่ยซาน แต่ซับซ้อนกว่า ฝังอยู่ที่ก้นบ่อโดยใช้น้ำเป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณ ทำลายได้ยากกว่าเพราะน้ำกระจายพลังงาน ต้องใช้เวลาสามวันจึงจะทำลายได้อย่างสมบูรณ์
รายงานนั้นมาพร้อมโน้ตสั้น ๆ จากเทียนจวินที่เขียนด้วยลายมือเขาเอง
"พบเส้นทางของสำนักเมฆาดำในเหอหยวน มีคนกลุ่มหนึ่งที่ดูแลอุปกรณ์เหล่านี้ และมีชื่อที่ซ้ำกันในรายงานหลายฉบับ ชื่อว่า 'เหวยหลิงเฟิน' จะอธิบายเมื่อกลับมา กลับในอีกสองวัน"
อี้เหยียนอ่านโน้ตนั้นสองรอบ
ชื่อเดียวกับที่อยู่ในกระจก
และในเช้าของวันเดียวกัน
นกส่งสารสีดำมาถึงตำหนักเมฆาหล่น ไม่ใช่นกธรรมดา แต่เป็นนกที่มีพลังงานพิเศษ นกที่ส่งข้อความในแบบที่เฉพาะบางคนใช้
จดหมายที่มากับนกนั้นเขียนด้วยลายมือที่อี้เหยียนเคยเห็นมาสองครั้ง
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ
อี้เหยียนเปิดอ่านจดหมายในห้องคัมภีร์คนเดียว เมียวกิบนไหล่ซ้ายนิ่งผิดปกติ
"ท่านองค์เมียวจิ
ข้าตัดพันธะกับสำนักเมฆาดำได้แล้วเมื่อสามวันก่อน วิธีที่ข้าพบนั้นต้องการราคา ไม่ใช่ราคาที่เจ็บปวด แต่เป็นราคาที่ทำให้สำนักเมฆาดำรู้ทันทีว่าพันธะนั้นถูกตัด และรู้ว่าใครตัด
ข้าออกจากหลงเฉิงแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนที่ปลอดภัย เพราะสำนักเมฆาดำรู้ทุกที่ที่ข้าเคยอยู่ในชาตินี้
สิ่งที่ข้าต้องการบอกท่านมีสองเรื่อง
เรื่องแรก — สำนักเมฆาดำรู้ว่าตำหนักเมฆาหล่นเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดสำหรับแผนของพวกเขา หลังจากที่ท่านทำลายสถูปกลับด้านในหลงเฉิงและเมล็ดพันธุ์ฝันในฉางหมิง พวกเขาเปลี่ยนกลยุทธ์ พวกเขาจะไม่รอให้แผนสมบูรณ์อีกต่อไป แต่จะมาโดยตรง
เรื่องที่สอง — คนที่อยู่เบื้องหลังสำนักเมฆาดำนั้น ข้ารู้จักเขา รู้จักในแบบที่ลึกกว่าที่ข้าบอกท่านที่หลงเฉิง เหวยหลิงเฟินนั้นไม่ใช่คนในชาตินี้ที่สร้างสำนักเมฆาดำขึ้นมา เขาเป็นวิญญาณที่กลับชาติมาเพื่อทำสิ่งที่เขาตั้งใจมาตั้งแต่ชาติก่อน ในชาติที่สี่ เหวยหลิงเฟินคือคนที่เซี่ยหมิงรัก คนที่ราคาถ่ายโอนนั้นจ่ายแทน แต่สิ่งที่ท่านยังไม่รู้คือ ในชาติที่สี่นั้น เมื่อเซี่ยหมิงสิ้นชีวิตจากราคาที่จ่ายแทน เหวยหลิงเฟินไม่ได้รู้สึกขอบคุณ เขารู้สึกโกรธ โกรธว่าทำไมเซี่ยหมิงตัดสินใจแทนเขา โกรธว่าทำไมถึงไม่ถามเขาก่อน และความโกรธนั้นกลายเป็นสิ่งที่เขาแบกมาทุกชาติ ในแบบที่ต่างจากความเจ็บปวดของข้า เขาไม่ได้รู้สึกผิด เขาโกรธ และความโกรธนั้นในชาตินี้กลายเป็นสำนักเมฆาดำ
จงระวังตัว ท่านองค์เมียวจิ เขารู้จักท่านดีกว่าที่ท่านรู้จักเขา
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ"
อี้เหยียนอ่านจดหมายสองรอบ วางลงบนโต๊ะ มองออกไปที่หน้าต่าง
เมียวกิส่งเสียงร้องเบา ๆ
"ข้ารู้" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
สองวันต่อมา เมื่อคณะกลับมาครบ........
เทียนจวินและหลี่เซียนกลับมาตอนบ่ายของวันที่สอง พร้อมกับข้อมูลจากเหอหยวนและใบหน้าที่บอกว่าสองวันที่ผ่านมาไม่ได้ง่าย
เมื่ออ่านจดหมายจากเสี่ยวอวิ๋นจื่อเสร็จ เทียนจวินวางจดหมายลงเงียบ ๆ
ทุกคนในห้องโถงนั่งอยู่รอบโต๊ะ บรรยากาศหนักในแบบที่บรรยากาศหนักเมื่อทุกคนรับรู้บางอย่างที่ใหญ่กว่าที่คาด
"เหวยหลิงเฟินโกรธเซี่ยหมิงที่ตัดสินใจแทนเขา" จางเว่ยพูดเสียงขรึม "และใช้ชาตินี้เพื่อทำบางอย่างกับสิ่งที่เขาโกรธ"
"ไม่ใช่แค่โกรธ" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "เขาต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองมีพลังงานมากพอที่ไม่ต้องการการช่วยเหลือจากใคร ประตูที่เขาต้องการเปิดนั้นไม่ใช่เพื่ออำนาจ มันเพื่อพิสูจน์บางอย่าง"
"พิสูจน์ว่าเขาสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องมีใครจ่ายราคาแทน" เทียนจวินพูดเสียงเบา
"และถ้าเปิดประตูนั้นได้ เขาจะมีพลังงานที่ไม่มีขีดจำกัด" อี้เหยียนพูดต่อ "ไม่ต้องพึ่งพาใคร ไม่ต้องขอบคุณใคร"
"ความโกรธนั้นลึกมาก" เซินเหมยพูดเสียงเบา
"ลึกพอที่จะแบกมาหลายชาติ" อี้เหยียนยืนยัน
"แล้วเขามีพันธะกับเราสองคนอย่างไร?" เทียนจวินถาม
"ในชาติที่สี่ เขารักเซี่ยหมิง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "และเซี่ยหมิงรักเขา แต่คนที่เซี่ยหมิงรักในชาติที่สี่ไม่ใช่แค่เหวยหลิงเฟิน มันซับซ้อนกว่านั้น"
อี้เหยียนหยุด มองเทียนจวิน
"บันทึกจากเฉินเหวินบอกข้าว่ามีวิญญาณที่ตามเซี่ยหมิงมาทุกชาติ วิญญาณที่ยืนอยู่นอกวงกลมในวันที่เซี่ยหมิงจ่ายราคา" อี้เหยียนพูด
"ข้า" เทียนจวินพูดเสียงเงียบ
"ในชาติที่สี่ เซี่ยหมิงรักสองคน" อี้เหยียนพูดตรง "เหวยหลิงเฟินซึ่งเธอรักในแบบหนึ่ง และเธอเลือกจ่ายราคาแทน และ—"
อี้เหยียนหยุดสักวินาที
"และคนที่เธอรักในแบบที่ลึกกว่า แต่ยังไม่รู้ว่ารักในวันที่เลือกจ่ายราคา"
ห้องเงียบ
เทียนจวินมองอี้เหยียน ดวงตาของเขาในแสงบ่ายนั้นอ่านทุกอย่างที่อีกฝ่ายพูดและสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา
"เหวยหลิงเฟินรู้เรื่องนั้น" เขาพูดเสียงเบา
"เขารู้ทุกอย่าง" อี้เหยียนพูด "รู้ว่าเซี่ยหมิงรักใครด้วยชั้นไหนของใจ รู้ว่าวิญญาณที่ตามมาทุกชาตินั้นคือใคร รู้ว่าพันธะระหว่างอี้เหยียนและเทียนจวินในชาตินี้นั้นแข็งแกร่งแค่ไหน"
"และนั้นคือเหตุผลที่เขาต้องการสถูปของเจ้า" เทียนจวินพูด
"พลังงานที่เขาต้องการเปิดประตูนั้น ไม่ใช่แค่พลังงานในสถูป" อี้เหยียนพูดช้า ๆ "มันคือพลังงานที่เกิดจากพันธะ พลังงานตรงกลางที่เราสองคนสร้างขึ้นเมื่ออยู่ด้วยกัน เขาต้องการใช้มันเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีพลังงานที่มาจากตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ในความขัดแย้งแบบที่เจ็บปวดที่สุด โดยการใช้พลังงานของคนที่เซี่ยหมิงรักในแบบที่ลึกกว่าเขา"
จางเว่ยวางปากกาลงช้า ๆ
"เขาต้องการทำลายทั้งสองท่านพร้อมกับเปิดประตู" เขาพูดเสียงเงียบ
"เขาต้องการพิสูจน์ว่าเขาไม่ต้องการใคร" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "และวิธีที่ดีที่สุดในการพิสูจน์คือการใช้สิ่งที่คนอื่นมีและเขาไม่มี แล้วทำลายมัน"
ห้องเงียบยาว
เทียนจวินลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมายืนข้างๆ อี้เหยียน
"เขาจะมา" เขาพูดเสียงเงียบและมั่นคง
"จะมา" อี้เหยียนยืนยัน
"และเราจะรับมือ" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม ไม่ใช่การปลอบใจ แต่เป็นการยืนยันที่มาจากสิ่งที่เขาตัดสินใจแล้ว
อี้เหยียนมองเขาสักพัก ในดวงตาสีทองของอี้เหยียนนั้นรับสิ่งที่เขาพูดในแบบที่อีกฝ่ายรับทุกสิ่งที่มาจากเขา
"เราจะรับมือ" อี้เหยียนพูดซ้ำ
ค่ำคืนของวันนั้น ระเบียง......
หลังทุกคนแยกย้ายไปเตรียมตัวและเตรียมแผน อี้เหยียนออกมาที่ระเบียงหลังตำหนักในตอนดึก
เทียนจวินตามมาในไม่นาน ชาสองถ้วยในมือ นั่งลงข้างๆ ในแบบที่เขามาเสมอ
ทั้งสองนั่งเงียบในแสงดาวของคืนที่ท้องฟ้าใส
"เจ้ากลัว?" เขาถามเสียงเบา
"กลัว" อี้เหยียนตอบตรง "ไม่ใช่กลัวเหวยหลิงเฟิน แต่กลัวว่าสิ่งที่เขาต้องการใช้นั้น—" อี้เหยียนหยุด
"พลังงานระหว่างเรา" เขาพูดต่อ เสียงเงียบ รับรู้ว่าอี้เหยียนพูดยากตรงไหน
"ถ้าเขาใช้มันได้" อี้เหยียนพูด "มันหมายความว่าสิ่งที่เราเป็นต่อกันนั้นกลายเป็นอาวุธในมือของเขา"
"หรือหมายความว่าสิ่งที่เราเป็นต่อกันนั้นแข็งแกร่งพอที่ทำให้เขาต้องการมันขนาดนั้น" เทียนจวินพูดเสียงเบา
อี้เหยียนนิ่งอยู่กับสิ่งที่เขาพูด
"เจ้ามองในแง่ดีเสมอ" อี้เหยียนพูดเสียงเบา
"ข้ามองในแง่ที่เป็นความจริงในส่วนนั้น" เขาพูด "เหวยหลิงเฟินกลัวสิ่งที่เราเป็นต่อกัน ถ้าเขาไม่กลัว เขาจะไม่ต้องการมัน"
อี้เหยียนมองออกไปที่สวนสมุนไพรในแสงดาว ต้นไม้ที่ตัวเขาเองปลูกและดูแล ดินที่เขารู้จักทุกส่วน
"เทียนจวิน"
"อะไร"
"ถ้าในการเผชิญหน้ากับเขา ราคาออกมาหนัก—"
"เราคุยเรื่องนั้นเมื่อถึงเวลา" เขาพูดตัดเบา ๆ "ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าราคาจะเป็นอย่างไร และการคิดถึงราคาที่ยังไม่รู้นั้นไม่มีประโยชน์"
"แต่ถ้า—"
"อี้เหยียน" เขาพูดชื่ออี้เหยียนเสียงเงียบ
อี้เหยียนหยุด
"ข้าอยู่ที่นี่" เขาพูดสั้น ๆ แต่หนักในแบบที่คำสั้น ๆ บางคำหนักกว่าคำยาวหลายบรรทัด
อี้เหยียนมองเขาในแสงดาว รับสิ่งที่เขาพูดในแบบที่เขารับมาตลอด
แล้วก็ขยับมาพิงไหล่ของเทียนจวินในแบบที่ตัวเขาทำเมื่อเขาต้องการบอกบางอย่างโดยไม่ต้องพูดออกมา
เขาไม่ขยับ ยืนให้อีกฝ่ายในแบบที่เขายืนให้เสมอ
"ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่" อี้เหยียนพูดเสียงเบามาก
เมียวกิบนกิ่งไม้เหนือหัวหลับตาลงในแบบที่พอใจ ในแบบที่สิ่งที่รู้ว่าควรเป็นเป็นเหมือนที่ควรเป็น
"อักษรเหล่านั้นสลักอยู่บนต้นไม้ อักษรเหล่านั้นไม่มีใครอ่านออก ยกเว้นคนที่ ทิ้งความทรงจำไว้ที่นี่
และคนนั้น ลืมไปแล้ว ว่าตัวเองเป็นคนเขียน"
"ในที่สุดป่านั้นก็เงียบลง ไม่ใช่เพราะไม่มีเสียง แต่เพราะคนที่เข้าใจทุกเสียง ไม่ต้องการหูเพื่อฟังอีกต่อไปแล้ว
ความทรงจำขโมยได้ แต่คนที่จำได้ว่าเจ้าคือใคร ขโมยไม่ได้
เพราะคนนั้น ไม่ได้อยู่ในความทรงจำ แต่อยู่ในการที่ ตอนชงชาตอนเช้า โดยไม่ต้องคิด ก็นึกถึงเจ้า อยู่ในการกระทำนั้น"
..สุสาส์นราคะ..