ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)
°•. เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า กายกลายธุลี เหลือเพียงวิญญาณคืนกลับประสพพบพักตร์. •°
อี้เหยียน องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกขาว ยืนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย เขาอ่านความลับที่คนอื่นมองไม่เห็น คลายปมที่การเดินทางแห่งเวลาทิ้งไว้ และชำระสิ่งที่ค้างอยู่ในโลกนี้ให้ผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ เคียงข้างด้วยเมียวกิภูติอีกาดำ และสถูปหวนชะตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดของมัน
เทียนจวิน มือปราบมารองค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน รูปงาม แข็งแกร่ง อ่อนโยน เขาตามอี้เหยียนมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นทางการ แต่ความจริงนั้นลึกกว่า และเก่ากว่า กว่าที่ทั้งสองจะรู้ตัว
ทั้งสองร่วมเดินทางเผชิญหน้าเรื่องราวลึกลับที่ไม่มีในตำราใด วิญญาณที่ยังค้างเพราะรักที่หลุดลอย ประตูมืดที่เปิดไปสู่สิ่งที่ไม่ควรออกมา เมล็ดพันธุ์ฝันที่ทำให้คนหลับและไม่ตื่น สมรภูมิเก่าที่นักรบสามร้อยคนยังยืนรออยู่ และความจริงเรื่องชาติก่อนที่สะสมมาหลายร้อยปีจนหนักพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชาตินี้ โดยที่เบื้องหลังคดีทุกคดีนั้น มีด้ายเส้นเดียวที่ร้อยทุกสิ่งเข้าหากัน ด้ายที่นำไปสู่ความจริงที่ใหญ่กว่าทุกคดีที่เผชิญมา และไปสู่คำถามที่สถูปหวนชะตาเก็บไว้มาตลอดว่า สถูปสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือและผู้รักษาเลือกกันอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่ใช่รักที่ฟ้ากำหนด แต่เป็นโชคชะตาและความพันผูกทางจิตวิญญาณที่ทำให้ดวงจิตทั้งสองดวงยังคงเลือกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอในทุกชาติ และ ทุกชีวิต
°•. องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter). •°
มีรายตอนทั้งหมด 36 ตอน ลงให้อ่านถึงตอนที่ 4 (ติดเหรียญตอนที่5)
มี E-Book1เล่ม ลงขาย 22เมษา (ลดราคา40% 22.04-22.05)
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
"ชาติก่อนทิ้งใบหน้าไว้ ชาตินี้ทิ้งการเลือกไว้ สองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน"
ว่ากันว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ศัตรูที่แข็งแกร่ง และไม่ใช่ศัตรูที่ฉลาด แต่คือศัตรูที่รู้จักเราจากชาติก่อนเพราะเขารู้ว่าอะไรทำให้เราหยุดนิ่ง รู้ว่าอะไรทำให้เราลังเล รู้ว่าอะไรทำให้เราเจ็บปวดในแบบที่ลึกกว่าบาดแผลแต่สิ่งที่เขาไม่รู้ คือคนที่รู้จักตัวเองดีพอนั้น ไม่สามารถถูกทำลายด้วยสิ่งที่ตัวเองรู้จักได้
รุ่งสางที่มาพร้อมสิ่งที่ไม่ต้องการ......
ตำหนักเมฆาหล่น รุ่งสางของวันที่สาม
เมียวกิตื่นก่อนทุกอย่าง
มันลืมตาขึ้นในความมืดที่ยังไม่กลายเป็นสีเทา บินขึ้นไปที่ยอดหลังคาตำหนักอย่างเงียบ ดวงตาทองกวาดรอบบริเวณในแบบที่สิ่งมีชีวิตที่รับรู้พลังงานทำเมื่อมันรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติอยู่ในระยะที่ยังไม่เห็นแต่รู้สึกได้แล้ว
กาวว กาวว กาวว! แล้วก็ร้องขึ้นสามเสียง ยาว ดัง ชัดเจน ในแบบที่ไม่เคยร้องมาก่อนในชีวิตของมัน
สัญญาณเตือน!
อี้เหยียนตื่นในพริบตาเดียวกับที่เสียงร้องดังขึ้น อี้เหยียนนอนอยู่ไม่ถึงวินาทีก่อนที่จะลุกขึ้น หยิบสถูปที่วางอยู่ข้างหมอน ออกมาที่ระเบียงในชุดที่นอน
เทียนจวินออกมาจากห้องข้างๆ พร้อมกัน ดาบอยู่ในมืออยู่แล้ว
ทั้งสองมองออกไปในความมืดก่อนรุ่ง
ไม่เห็นอะไร
แต่รู้สึกได้
พลังงานที่ล้อมอยู่รอบตำหนักนั้นหนักและเย็นในแบบที่พลังงานสำนักเมฆาดำจะเป็น มาจากสี่ทิศ ไม่ใช่จุดเดียว แต่กระจายอย่างสม่ำเสมอ ในแบบที่บอกว่าวางแผนมาอย่างดี
"สิบสองคน" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ อ่านพลังงานในพื้นที่ "สี่ทิศ สามคนต่อทิศ"
"รูปแบบการล้อม" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง ประเมินสถานการณ์ในแบบที่นักรบประเมิน "แต่ยังไม่รุก"
"รอให้สว่างก่อน" อี้เหยียนพูด "หรือรอให้เราออกมา"
ประตูห้องอื่น ๆ เริ่มเปิดออก จางเว่ยปรากฏขึ้นพร้อมคัมภีร์ที่เขาถือติดมือด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครถาม เซินเหมยมือถือกระเป๋ายาอยู่แล้ว หลี่เซียนแส้ฟ้าพาดไหล่ ซวินฮัวดาบใหญ่ในมือ ลูกศิษย์สำนักสี่คนรวมตัวในลานในเวลาไม่ถึงนาที
คณะนี้ฝึกมาด้วยกันนาน การตอบสนองของพวกเขาไม่ต้องการคำสั่ง
"รักษาตำแหน่ง" เทียนจวินพูดเบา ๆ "ยังไม่มีใครออกจากตำหนัก"
ทุกคนพยักหน้า
แสงรุ่งอรุณเริ่มกรองขึ้นที่ขอบฟ้าทิศตะวันออก สีเทาจางเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอ่อน
และในแสงนั้น รูปร่างหนึ่งเดินออกมาจากทิศเหนือ
คนเดียว เดินช้า ๆ ไม่รีบ เดินตรงมาที่ประตูตำหนักในแบบที่คนเดินเมื่อพวกเขารู้ว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่า
ชายในชุดดำที่ตัดอย่างประณีต ผมมัดขึ้นด้วยปิ่นทองเก่า รูปร่างสูงในแบบที่สง่า ใบหน้าที่คมชัดและงดงามในแบบที่ต่างจากความงามปกติ
เขาหยุดอยู่ห่างจากประตูตำหนักสิบห้าก้าว
มองขึ้นมาที่ระเบียงที่อี้เหยียนยืนอยู่
และอี้เหยียนก็หยุดนิ่ง
ไม่ใช่เพราะกลัว ไม่ใช่เพราะลังเล แต่เพราะบางอย่างในร่างกายของเธอจำใบหน้านั้นได้ในแบบที่ความทรงจำในชาตินี้ไม่ควรจำ
พลังงานที่ออกมาจากชายนั้น คุ้นเคย ในแบบที่เจ็บปวดเล็กน้อย ในแบบที่สิ่งที่ลึกกว่าความทรงจำจำสิ่งที่ควรลืมไปนานแล้ว
"อี้เหยียน" เทียนจวินพูดเบา ๆ ข้างๆ เขา
"ข้า" อี้เหยียนพูดก่อนที่เขาจะถาม
"ข้ารู้" เขาพูด "ข้าแค่อยู่ที่นี่"
เหวยหลิงเฟิน ใบหน้าเก่าในชาติใหม่......
"ท่านองค์เมียวจิ" เหวยหลิงเฟินพูดขึ้น เสียงนั้นเรียบและดังพอที่จะได้ยินในลานเช้า ไม่ดังเกิน ไม่นุ่มเกิน แต่มีบางอย่างในน้ำเสียงที่บอกว่าเขาเคยพูดกับอี้เหยียนมาก่อนในแบบที่ต่างออกไป
"เขารู้จักเจ้าจากชาติก่อน" เทียนจวินพูดเสียงต่ำ
"รู้" อี้เหยียนตอบ แล้วก็พูดออกไปด้วยเสียงที่เงียบและชัดเจน "ข้าได้ยิน"
"ข้ามาพร้อมข้อเสนอ ไม่ใช่การต่อสู้" เหวยหลิงเฟินพูดต่อ เสียงของเขาเรียบในแบบที่คนที่เชื่อว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าจะพูด "มอบสถูปหวนชะตาให้ข้า และทุกคนในตำหนักนี้จะไม่ได้รับบาดเจ็บ ข้าไม่ต้องการชีวิตของใคร ข้าต้องการแค่สิ่งที่เป็นของข้าโดยชอบธรรม"
"สถูปนั้นไม่ใช่ของเจ้า" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
"มันเป็นของผู้ถือสถูปในแต่ละยุค" เขาพูด "และข้าเป็นผู้ถือที่ถูกต้องในยุคนี้ ไม่ใช่เจ้า เจ้าได้มันมาในแบบที่ไม่ถูกต้อง เจ้ารู้เรื่องนี้"
อี้เหยียนมองเขาในแสงรุ่งอรุณที่สว่างขึ้นทีละน้อย มองในแบบที่อ่านทุกอย่างที่อ่านได้
ใบหน้าที่คมชัดนั้น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มองอี้เหยียนในแบบที่รู้จัก และในดวงตานั้นมีบางอย่างที่อี้เหยียนอ่านออกได้แม้จะไม่อยากอ่าน
โกรธ
ลึกและเก่าและไม่ยอมจบ
"ถ้าข้าปฏิเสธ?" อี้เหยียนถาม
"ข้าจะทำลายทุกสิ่งที่ท่านสร้างขึ้นในชาตินี้" เขาพูดเสียงเรียบ ไม่ใช่การขู่ แต่เป็นการบอกสิ่งที่เขาตัดสินใจไว้แล้ว "ทุกสิ่ง ทุกคน ทุกสวน ทุกคัมภีร์ ทุกความสัมพันธ์ที่ท่านดูแลมาตลอด"
ลานของตำหนักเมฆาหล่นเงียบในแบบที่ไม่มีลมและไม่มีนก
"เขาจะทำจริง" เทียนจวินพูดเสียงเงียบให้อี้เหยียนเท่านั้นได้ยิน "เราทั้งคู่รู้ว่าเขาทำจริง"
"รู้" อี้เหยียนพูดตรง
"แล้ว?"
อี้เหยียนมองลานตำหนัก มองสวนสมุนไพรข้างหลังที่เขาปลูกและดูแลมาหลายปี มองห้องคัมภีร์ที่เห็นผ่านหน้าต่าง มองคณะที่ยืนอยู่รอบ ๆ ตำหนัก ทุกคนที่เขาทำงานด้วยกันมา
แล้วก็มองเทียนจวินที่ยืนข้างๆ เขา
"เขาต้องการพิสูจน์บางอย่าง" อี้เหยียนพูดเสียงเบา "และการพิสูจน์นั้นต้องการให้ข้าเลือกระหว่างสถูปกับทุกสิ่งที่รัก เขาต้องการให้ข้าเลือกสถูปและรู้สึกว่าตัวเองได้ชนะ หรือมอบสถูปและรู้สึกว่าตัวเองได้พิสูจน์ว่าเขาไม่ต้องการความรักของใคร"
"แต่ถ้าเจ้าไม่เลือกทั้งสองอย่าง?" เขาถาม
อี้เหยียนมองเขา ดวงตาสีทองในแสงรุ่งอรุณอ่านใบหน้าของเขา
"แล้วเจ้าคิดว่าจะทำอย่างไร?" อี้เหยียนถามกลับ
เขายิ้มเบา ๆ ในแบบที่เขายิ้มเมื่อเขาคิดมาก่อนแล้ว
"ข้าคิดว่าเราสู้" เขาพูดเสียงเรียบ "เพราะถ้าไม่สู้ เขาจะมาต่อในชาติหน้าอยู่ดี"
การต่อสู้ที่ตำหนักเมฆาหล่น.....
"ท่านมีเวลาคิดหนึ่งอัน" เหวยหลิงเฟินพูดจากลาน "หนึ่งอันของโคมเทียน"
"ข้าไม่ต้องการเวลา" อี้เหยียนพูดเสียงชัดเจนออกไป "คำตอบข้าคือปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะไม่กลัว แต่เพราะสถูปนั้นไม่ใช่ของเจ้า และสิ่งที่เจ้าต้องการทำด้วยมันนั้นไม่ถูกต้อง ข้าจะไม่มอบสิ่งที่ไม่ใช่ของเจ้าให้ท่านได้ ไม่ว่าราคาจะเป็นอะไร"
เหวยหลิงเฟินมองอี้เหยียนในแสงรุ่งอรุณสักพัก
ในดวงตาของเขามีบางอย่างที่เปลี่ยนไปเมื่อได้ยินคำตอบ มันไม่ใช่ความประหลาดใจ มันคือบางอย่างที่ลึกกว่า ที่อาจเรียกว่าเจ็บปวดถ้าเขายอมให้ตัวเองเจ็บปวด
แต่เขาไม่ยอม
"ตามที่เจ้าเลือก" เขาพูดเสียงเรียบ แล้วก็ยกมือขึ้น
สัญญาณ
คนในชุดดำสิบสองคนเคลื่อนเข้ามาพร้อมกันจากสี่ทิศ ในแบบที่บอกว่าฝึกมาร่วมกันนาน ในแบบที่บอกว่าพวกเขาเคยทำสิ่งนี้มาก่อน
"แบ่ง!" เทียนจวินพูดเสียงดังขึ้น คำสั่งที่คณะรอฟังอยู่แล้ว
ลูกศิษย์สำนักจวิ้นเทียนสี่คนพุ่งออกไปรับสามคนแรกที่มาจากทิศตะวันออก ซวินฮัวดาบใหญ่กวาดออกไปทางเหนือ หลี่เซียนแส้ฟ้าสะบัดสามครั้งเร็ว สร้างกำแพงไฟฟ้าทางทิศตะวันตก ชะลอการเคลื่อนเข้ามาของกลุ่มนั้น
เทียนจวินพุ่งลงจากระเบียงไปรับสองคนที่พุ่งตรงมาที่ประตูตำหนัก ดาบออกจากฝักในแสงขาวที่สว่างในแสงรุ่งอรุณ
จางเว่ยเปิดคัมภีร์สวดตราสัญลักษณ์ป้องกันรอบตำหนัก เสียงของเขาเรียบและสม่ำเสมอในแบบที่บัณฑิตที่ท่องจำมาดีจะสวด เซินเหมยยืนอยู่ด้านในพร้อมยาและพร้อมรับมือกับสิ่งที่ตามมา
และอี้เหยียนยืนอยู่ที่ระเบียง มองเหวยหลิงเฟินที่ยังยืนอยู่กลางลาน ไม่ขยับ ไม่ส่งคนเพิ่ม แค่ยืนมองการต่อสู้รอบ ๆ ในแบบที่รอบางอย่าง
รอให้อี้เหยียนออกมาหาเขาเอง
อี้เหยียนรู้ว่าเขารอ เพราะอ่านออก
อี้เหยียนปล่อยสถูปเรืองทอง เมียวกิส่งเสียงร้องยาวขึ้นไปในฟ้ารุ่งสาง เรียกภูติพิทักษ์ออกมาในแบบที่มันเรียกเมื่อสถานการณ์หนัก
ภูติพิทักษ์สี่ดวงลงมาพร้อมกัน มากกว่าที่เคยเรียกมาในครั้งเดียว แสงสีเขียวสี่จุดล้อมรอบตำหนักสร้างแนวที่ทำให้คนสิบสองคนต้องชะลอลง
แต่เหวยหลิงเฟินยังยืนอยู่กลางลาน เขาไม่สนใจภูติพิทักษ์ เขามองขึ้นมาที่อี้เหยียน
"ท่านรู้ว่าต้องมาหาข้า" เขาพูดเสียงเรียบ "ไม่มีใครในตำหนักนี้สามารถหยุดข้าได้ ยกเว้นเจ้า"
อี้เหยียนลงจากระเบียงอย่างช้า ๆ
การเผชิญหน้า กลางลานตำหนัก............
อี้เหยียนเดินออกมาในลานที่การต่อสู้วนเวียนอยู่รอบ ๆ แต่ตรงกลางนั้นเหมือนตาพายุ ทุกคนรู้ว่าตรงกลางนั้นเป็นเรื่องของสองคน
อี้เหยียนยืนอยู่ห่างจากเหวยหลิงเฟินสิบก้าว
ในแสงรุ่งอรุณที่สว่างขึ้นเรื่อย ๆ อี้เหยียนมองใบหน้านั้นอย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก มองในแบบที่อ่านทุกอย่างที่อ่านได้
ใบหน้าที่อี้เหยียนจำได้จากชาติก่อน แต่มีบางอย่างที่เพิ่มขึ้นมาในชาตินี้ ความโกรธที่สะสมมาหลายชาติจนแน่นอยู่ในทุกเส้นกล้ามเนื้อ
"เจ้ามาเพื่อพิสูจน์บางอย่าง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ข้ามาเพื่อเอาสิ่งที่เป็นของข้าคืน" เขาพูด
"สถูปนั้นไม่ใช่ของเจ้า" อี้เหยียนพูดซ้ำ
"ในชาติก่อนข้าถือมัน"
"และในชาตินั้นเจ้าใช้มันในแบบที่ไม่ควรใช้" อี้เหยียนพูดตรง "สถูปนั้นเลือกเจ้าของใหม่เพราะเหตุนั้น ไม่ใช่เพราะผิดพลาด"
ดวงตาของเหวยหลิงเฟินขยับเล็กน้อย ในแบบที่ดวงตาขยับเมื่อได้ยินบางอย่างที่เจ็บปวด
"เซี่ยหมิงตัดสินใจแทนข้า" เขาพูดเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย บางกว่าปกติ "นางไม่ถามข้า นางแค่เลือกและจ่ายราคา ราวกับว่าข้าไม่มีสิทธิ์จัดการชะตากรรมของตัวเอง"
"นางรักเจ้า" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"นางดูถูกข้า!" เขาพูดเสียงสูงขึ้น เป็นครั้งแรกที่ชั้นนอกของเขาสั่น ก่อนจะกลับมาเรียบ "นางคิดว่าข้าอ่อนแอขนาดที่ต้องการคนอื่นมาช่วย"
อี้เหยียนยืนนิ่งกับสิ่งที่เขาพูด
"ข้าเป็นเซี่ยหมิง" อี้เหยียนพูดในที่สุด เสียงนั้นเงียบและตรง "ไม่ใช่ในความทรงจำที่ครบถ้วน แต่ข้าเป็นนางในแบบที่ลึกพอที่จะรู้ว่าเหตุผลที่นางเลือกนั้นไม่ใช่เพราะดูถูกเจ้า มันเป็นเพราะรัก ไม่ใช่รักในแบบที่อ่อนแอ แต่รักในแบบที่เลือกได้ และนางเลือก"
"การเลือกแทนคนอื่นโดยไม่ถามคือการเคารพหรือเปล่า?" เขาถาม เสียงนั้นมีบางอย่างที่เจ็บปวดปนอยู่ในความโกรธ
อี้เหยียนมองเขา
"ข้าไม่รู้" อี้เหยียนพูดตรง "ข้าไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับคำถามนั้น เพราะมันซับซ้อน มันอาจเป็นทั้งการรักและการเคารพที่ไม่สมบูรณ์พร้อมกัน"
เหวยหลิงเฟินหยุดนิ่ง
ในดวงตาของเขามีบางอย่างที่เขาไม่ได้คาดว่าจะได้ยิน บางอย่างที่ต่างจากการปกป้องตัวเองหรือการโต้แย้ง
"เจ้าไม่ปกป้องนาง" เขาพูดเบา
"ข้าพูดความจริงในแบบที่ข้าเข้าใจมัน" อี้เหยียนพูด "และความจริงที่ข้าเข้าใจคือ ความโกรธของเจ้านั้นมีเหตุผล แต่สิ่งที่เจ้าทำกับความโกรธนั้นไม่มีเหตุผล"
"เจ้าบอกให้ข้าปล่อยวาง?" เขาพูดเสียงขรึม
"ข้าบอกว่าเจ้าใช้เวลาหลายชาติสร้างสิ่งที่ใหญ่ขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ต้องการใคร" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "แต่คนที่ไม่ต้องการใครนั้น ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร"
ในขณะที่ทั้งสองพูดกัน การต่อสู้รอบ ๆ ยังดำเนินอยู่
เทียนจวินรับมือกับสองคนพร้อมกัน ดาบสีขาวผ่านอากาศอย่างเร็ว ท่าการต่อสู้ของเขาไม่ฟุ่มเฟือย ทุกท่ามีจุดหมาย สองคนในชุดดำล้มลงในเวลาไม่ถึงสองนาที ไม่เสียชีวิต แต่ไม่สามารถลุกขึ้นสู้ต่อได้
แต่มีคนในชุดดำสองคนที่หลุดผ่านแนวมาได้ พุ่งตรงมาที่อี้เหยียนและเหวยหลิงเฟินด้านหลัง
เหวยหลิงเฟินหมุนตัวไม่มองหลัง ส่งพลังงานสีดำออกมาผลักทั้งสองออกไปโดยอัตโนมัติในแบบที่บอกว่าเขาระวังพื้นที่รอบตัวตลอดเวลา
แต่นั้นไม่ใช่เป้าหมายจริงของสองคนนั้น
สามคนที่สี่ที่อี้เหยียนไม่ทันนับ พุ่งมาจากทิศที่สี่พร้อมกัน
เมียวกิร้องเสียงยาว สามภูติพิทักษ์พุ่งลงมาตัดทางสามคนนั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งคนที่ผ่านมาได้ในพริบตา
มือที่เอื้อมมาหาสถูปในมือของอี้เหยียน
อี้เหยียนหมุนตัวและก้าวออก แต่ช้ากว่าที่ควรเพราะอี้เหยียนกำลังมุ่งความสนใจที่เหวยหลิงเฟิน
มือนั้นเกือบถึงสถูป
แล้วก็มีดาบหนึ่งที่เฉียดผ่านมาในพริบตา ไม่ใช่ดาบตัด แต่ดาบที่ใช้ด้ามตีที่ข้อมือของคนนั้น
เสียงโลหะและเสียงคนร้องครวญ คนในชุดดำล้มลงจากแรงกระแทก
เทียนจวินยืนอยู่ระหว่างอี้เหยียนและพื้นที่ด้านหลัง ดาบกลับเข้าท่าในพริบตาเดียว หายใจปกติ
"ขอบคุณ" อี้เหยียนพูดเบา ๆ
"ข้าบอกแล้วว่าจะดูแลหลังให้เจ้า" เขาพูดเสียงเบาและเรียบ ไม่หยิ่ง ไม่โอ้อวด แค่ยืนยันสิ่งที่เขาพูดไว้
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ ทิศที่ไม่คาดคิด....
เหวยหลิงเฟินมองเทียนจวิน ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปในแบบที่อ่านออกว่าเขาจำได้ จำวิญญาณที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาในชาติก่อน
"เจ้า" เขาพูดเสียงเงียบ ในคำเดียวนั้นมีหลายชาติและหลายความรู้สึกที่ไม่มีที่ไป
"ข้า" เทียนจวินพูดตรง ดาบในมือพร้อม
"เจ้าอยู่ผิดฝั่ง" เหวยหลิงเฟินพูด
"ข้าอยู่ฝั่งที่ข้าเลือก" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง "มาทุกชาติ"
เหวยหลิงเฟินส่งพลังงานสีดำออกมาในพริบตา ไม่ใช่โจมตีเพื่อทำร้าย แต่เพื่อผลักออก ในแบบที่คนผลักสิ่งที่เจ็บปวดออกไปจากระยะที่มองเห็น
เทียนจวินรับพลังงานนั้นด้วยพลังงานของตัวเองที่ออกมาจากดาบ ปะทะกันในอากาศระหว่างทั้งสอง แสงขาวและสีดำปนกันเป็นประกาย แต่ไม่มีใครถอย
"เจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าชาติก่อน" เหวยหลิงเฟินพูดเสียงเบา
"ข้ามีเหตุผลที่ดีกว่า" เทียนจวินพูด
และในขณะนั้น จากทิศตะวันตกของตำหนัก
มีพลังงานใหม่ปรากฏขึ้น ไม่ใช่พลังงานของคณะตำหนัก ไม่ใช่พลังงานสำนักเมฆาดำ แต่เป็นพลังงานสีเทาเข้มที่เขาจำได้
"คนที่มาในใบหน้าเก่า และคนที่เลือกในชาตินี้" เพราะใบหน้าที่จำได้นั้นไม่ได้บอกว่าคนนั้นคือใครในชาตินี้ และการเลือกในชาตินี้นั้นสำคัญกว่าชาติก่อนทั้งหมดรวมกัน เพราะชาติก่อนนั้นผ่านไปแล้ว แต่ชาตินี้ ยังอยู่ที่นี่ ยังเลือกได้ ทุกวัน
..สุสาส์นราคะ..