ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter) - 5 จิ้งเหมียนเก๋อ การชำระครั้งสุดท้าย โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน

แท็คที่เกี่ยวข้อง

สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน

รายละเอียด

 องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter) โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน

ผู้แต่ง

สุสาส์นราคะ

เรื่องย่อ

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)

°•. เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า กายกลายธุลี เหลือเพียงวิญญาณคืนกลับประสพพบพักตร์. •°

อี้เหยียน องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกขาว ยืนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย เขาอ่านความลับที่คนอื่นมองไม่เห็น คลายปมที่การเดินทางแห่งเวลาทิ้งไว้ และชำระสิ่งที่ค้างอยู่ในโลกนี้ให้ผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ เคียงข้างด้วยเมียวกิภูติอีกาดำ และสถูปหวนชะตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดของมัน

เทียนจวิน มือปราบมารองค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน รูปงาม แข็งแกร่ง อ่อนโยน เขาตามอี้เหยียนมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นทางการ แต่ความจริงนั้นลึกกว่า และเก่ากว่า กว่าที่ทั้งสองจะรู้ตัว

ทั้งสองร่วมเดินทางเผชิญหน้าเรื่องราวลึกลับที่ไม่มีในตำราใด วิญญาณที่ยังค้างเพราะรักที่หลุดลอย ประตูมืดที่เปิดไปสู่สิ่งที่ไม่ควรออกมา เมล็ดพันธุ์ฝันที่ทำให้คนหลับและไม่ตื่น สมรภูมิเก่าที่นักรบสามร้อยคนยังยืนรออยู่ และความจริงเรื่องชาติก่อนที่สะสมมาหลายร้อยปีจนหนักพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชาตินี้ โดยที่เบื้องหลังคดีทุกคดีนั้น มีด้ายเส้นเดียวที่ร้อยทุกสิ่งเข้าหากัน ด้ายที่นำไปสู่ความจริงที่ใหญ่กว่าทุกคดีที่เผชิญมา และไปสู่คำถามที่สถูปหวนชะตาเก็บไว้มาตลอดว่า สถูปสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือและผู้รักษาเลือกกันอย่างสมบูรณ์

เรื่องราวความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่ใช่รักที่ฟ้ากำหนด แต่เป็นโชคชะตาและความพันผูกทางจิตวิญญาณที่ทำให้ดวงจิตทั้งสองดวงยังคงเลือกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอในทุกชาติ และ ทุกชีวิต

°•. องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter). •°

มีรายตอนทั้งหมด 36 ตอน ลงให้อ่านถึงตอนที่ 4 (ติดเหรียญตอนที่5)

มี E-Book1เล่ม ลงขาย 22เมษา (ลดราคา40% 22.04-22.05)

ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)

ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”

°•. สุสาส์นราคะ. •°

สารบัญ

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-1 จิ้งจอกไม่จำชาติแต่สายเลือดจำกลิ่น, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-2 ระยะห่างระหว่างเราที่ไม่มีชื่อ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-3 หลงเฉิงเมืองที่โคมทุกดวงมีเงา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-4 วิญญาณที่ไม่ดับสูญ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-5 จิ้งเหมียนเก๋อ การชำระครั้งสุดท้าย, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-บทที่6 บทที่6 เมล็ดพันธุ์ที่ฝังในฝัน , องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-7 กระจกสะท้อนทางที่ไม่เคยเดิน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-8 ศาลเจ้าผนึกเสียงวิญญาณในห้วงฝัน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-9 เงามืดสองชั้นแห่งความจริงที่ยังไม่สิ้นสุด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-10 ป่ากระซิบเสียงอักขระโบราณ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-11 คนที่มาในใบหน้าเก่าและคนที่เลือกในชาตินี้, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-12 บทที่12 ความเจ็บปวดทำลายได้แค่คนที่ยังจมกับมัน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-13 สะพานสู่หุบเขาสิ้นเสียง, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-14 บทที่14 ประกายเสียงเดียวในห้วงมรณะ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-15 กระดาษที่ถูกเขียนจากสิ่งที่รอเผย, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-16 เสียงสวดธรรมที่ติดในวังวน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-17 บ้านที่มีรอยเท้าปรากฏ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-18 คำทำนายที่ต้องการสองคนในการอ่าน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-19 วิญญาณในทะเลสาบหยกขาว, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-20 สถูป(คู่)หวนชะตา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-21 คำสาปที่ถักทอจากความเจ็บปวด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-22 คำสาปคือความงดงามแห่งโชคชะตา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-23 จดหมายที่ถามว่าตัวเองคือใคร, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-24 สมรภูมิที่ไม่มีวันสิ้นสุด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-25 ทุ่งอาทิตย์ดับในแสงดาวและความเงียบ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-26 วันที่แสงดี และสิ่งที่พูดในสวน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-27 วันที่แสงดี เดือนมีจังหวะ และชีวิตที่ดำเนินอยู่, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-28 เงาที่ซ่อนเร้นอยู่ในแสงสว่าง, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-29 ชิงหวานเมืองวิญญาณสองใจ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-30 บทเพลงแห่งวิญญาณที่หลงทาง, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-31 ภูมิวิญญาณกระจกเงา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-32 คำสาปจากวิญญาณที่แตกสลาย, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-33 ใจที่ต้องการลบการมีอยู่ของจิตวิญญาณ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-34 หวูหมิงจือเหมินประตูสู่สิ่งที่ไม่ควรปิด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-35 ในวันที่บางความจำหล่นหาย (ตำหนักเมฆาหล่น), องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-36 วัฏจักการดูดซับหวูเซิน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-37 กระดาษที่เขียนด้วยมือคนตาย , องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-38 หัวใจที่เรียกหาและรอการกลับมา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-39 เสียงที่ไม่เคยได้ยินแต่หัวใจจดจำ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-40 เหตุผลที่ข้าไม่หลงทางคือเจ้า, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-41 'กู่เหรินเซียน' เจ้าแห่งกระดูก, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-42 เสียงเพรียกของวิญญาณที่เฝ้ารอ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-43 คำตัดสินนั้นทิ้งร่องรอยไว้เสมอ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-44 ‘ฉีหลิน’ผู้พิพากษาวิญญาณ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-45 นามคือหนึ่งในเวทย์สะกดที่สั้นที่สุด

เนื้อหา

5 จิ้งเหมียนเก๋อ การชำระครั้งสุดท้าย

"จิ้งเหมียนเก๋อเก็บทุกสิ่งไว้ แต่ปล่อยได้เมื่อมีคนที่แข็งแกร่งพอมายืนต่อหน้ามัน"

ว่ากันว่า ความสะอาดของห้องที่ชำระแล้ว ไม่เท่ากับความสะอาดของใจที่ยังค้างอยู่บ้านที่กวาดแล้วนั้นสะอาดกว่าบ้านที่ไม่ได้กวาด แต่ฝุ่นที่กวาดออกจากบ้านไปนั้น ไม่ได้หายไปไหน มันแค่ไปอยู่ที่อื่น และถ้าลมพัดมาในทิศที่ถูกต้อง มันก็จะกลับมา เว้นแต่ว่าจะมีคนจัดการกับมันในแบบที่ถาวรกว่าการกวาด และสิ่งที่ถาวรกว่าการกวาดนั้น ต้องการคนที่รู้ว่าฝุ่นนั้นมาจากไหน


รุ่งเช้าของวันที่ห้าในหลงเฉิง.........

จิ้งเหมียนเก๋อในแสงเช้าที่กรองผ่านหลังคาโค้งสีเขียวนั้นต่างจากวันก่อน ความหนักในอากาศรอบอาคารนั้นเบาลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังไม่หมด เหมือนอากาศในห้องที่เปิดหน้าต่างแล้วแต่ยังไม่ได้กวาด

อี้เหยียนยืนหน้าประตูจิ้งเหมียนเก๋อ มือซ้ายถือสถูปหวนชะตา มือขวาอยู่ข้างลำตัว เมียวกิบินวนอยู่เหนือหัวในวงกลมที่ใหญ่กว่าปกติ สำรวจพื้นที่ก่อนที่เขาจะเข้าไป

"พลังงานในนั้นลดลงหลังจากดูดซับสถูปกลับด้านเมื่อวาน" อี้เหยียนพูดให้เทียนจวินที่ยืนข้างๆ ได้ยิน "แต่ยังมีส่วนที่ค้างอยู่ในผนังหยก ต้องชำระออกก่อนที่พลังงานนั้นจะแข็งตัวและกลายเป็นส่วนหนึ่งของผนังถาวร"

"ถ้าแข็งตัวแล้วจะเป็นอย่างไร?" เทียนจวินถาม

"ผนังจะยังสะท้อนภาพอยู่ตลอดไป ไม่รุนแรงเท่าเมื่อก่อน แต่ทุกคนที่ผ่านเข้าไปจะได้ยินเสียงที่ไม่ควรได้ยิน เป็นแรมปีหรือเป็นชั่วชีวิต ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาอยู่ในนั้นนานแค่ไหน"

"และวิธีชำระ?"

"ต้องเดินผ่านผนังทั้งสี่ด้านในทิศทางที่ถูกต้อง" อี้เหยียนอธิบาย "ในขณะที่สถูปดูดซับพลังงานที่ค้างอยู่ออกมา แต่ในระหว่างที่ทำ ผนังจะสร้างภาพขึ้นมาอีกครั้ง ภาพที่ตั้งใจหยุดกระบวนการชำระ"

"ภาพที่เจ็บปวดที่สุด" เขาพูด

"ครั้งนี้มันจะรู้แล้วว่าแบบไหนที่หยุดเราได้" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "มันเรียนรู้จากครั้งที่แล้ว"

ทั้งสองเดินเข้าไปในจิ้งเหมียนเก๋อพร้อมกัน

ผนังตะวันออกสว่างขึ้นเมื่อพวกเขาก้าวเข้าไป แสงในผนังหยกนั้นไหวในแบบที่น้ำไหวก่อนที่ภาพจะปรากฏ

อี้เหยียนมองผนังตรงหน้า

ภาพที่ปรากฏขึ้นนั้นไม่ใช่ภาพชาติก่อนอีกต่อไป มันเป็นภาพในชาตินี้ ภาพที่อี้เหยียนยืนอยู่คนเดียวกลางตำหนักเมฆาหล่น ทุกห้องว่างเปล่า ไม่มีจางเว่ย ไม่มีเซินเหมย ไม่มีใครในคณะ และไม่มีเทียนจวิน

ภาพของความเดียวดายที่ผนังรู้ว่าอี้เหยียนกลัวในแบบที่ลึกกว่าที่ตัวเขาเองยอมรับกับตัวเอง

อี้เหยียนยืนมองภาพนั้นสักวินาที

แล้วก็พูดออกมาเบา ๆ

"นั้นคือความกลัว ไม่ใช่ความจริง และแม้แต่ถ้ามันเป็นความจริง ข้าก็ยังยืนอยู่ได้"

ภาพนั้นสั่น แต่ไม่สลาย ยังต้องการเวลาจากสถูป

อี้เหยียนปล่อยสถูปทำงาน แสงทองออกมาดูดซับพลังงานในผนังตะวันออกอย่างช้า ๆ

เทียนจวินยืนข้างๆ อี้เหยียน มองผนังในแบบที่เขามองสิ่งที่เขาพร้อมจะรับ

ผนังเปลี่ยนภาพ แสดงภาพที่ตั้งใจสำหรับเขา ภาพของอี้เหยียนที่เดินออกไปจากตำหนักเมฆาหล่นโดยไม่หันกลับ

เขามองภาพนั้นสักสามวินาที

"เจ้าไม่ใช่คนที่เดินออกไปโดยไม่บอก" เขาพูดเสียงเงียบ เสียงนั้นแน่ใจ ไม่หวั่น "ข้ารู้จักเจ้าดีกว่านั้น"

ภาพในผนังตะวันออกสั่นแรงขึ้นแล้วก็สลาย

สถูปดูดซับพลังงานที่เหลือออกมาในแสงทองที่สว่างขึ้นสักวินาทีแล้วก็จางลง

"ผนังตะวันออกเสร็จ" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ

ผนังทางใต้ ตะวันตก และเหนือใช้เวลาคล้ายกัน ทุกผนังแสดงภาพที่ต่างกันสำหรับแต่ละคน แต่ทุกครั้งที่ผนังพยายาม ทั้งสองตอบสนองด้วยสิ่งเดียวกัน ความรู้ว่าตัวเองเป็นใคร และความรู้ว่าคนที่ยืนข้างๆ นั้นเป็นอย่างไร

ในผนังเหนือ ภาพสุดท้ายก่อนที่สถูปจะดูดซับออกไปนั้นเปลี่ยนไปในแบบที่ต่างจากสามผนังก่อน มันไม่ได้แสดงภาพที่น่ากลัว แต่แสดงภาพที่ทั้งสองนั่งอยู่ในสวนสมุนไพรของตำหนักเมฆาหล่น ในแสงบ่าย ในความเงียบที่ไม่ต้องการอะไรเพิ่ม

ทั้งสองหยุดมองภาพนั้นสักพัก

"ผนังนี้ไม่ได้พยายามหยุดเรา" เทียนจวินพูดเสียงเบา

"มันแสดงสิ่งที่ดูดซับพลังงานไปแล้ว" อี้เหยียนพูดเสียงนิ่ง "ภาพสุดท้ายของผนังที่หมดแรงคือภาพที่ผนังนั้น 'เข้าใจว่าสิ่งอะไรที่แข็งแกร่งกว่ามัน"

เทียนจวินมองภาพนั้นอีกครั้ง สวนสมุนไพร แสงบ่าย สองคนในความเงียบ

"ผนังนั้นฉลาดพอที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร" เขาพูดเบา ๆ

อี้เหยียนไม่ตอบ แต่สถูปในมือส่งแสงทองออกมาดูดซับพลังงานในผนังเหนือ ภาพนั้นสลายออกไปเงียบ ๆ ในแสงทองที่อบอุ่น

จิ้งเหมียนเก๋อเงียบสนิท

ผนังหยกทั้งสี่ด้านกลับมาแสดงแค่ภาพที่แกะสลักไว้เดิม พิธีราชาภิเษก บันทึกประวัติศาสตร์ ภาพที่สวยงามและนิ่งในแบบที่ควรจะเป็นมาตลอดสองร้อยปี

"เสร็จแล้ว" อี้เหยียนพูด

เทียนจวินมองอี้เหยียน มองในแสงเช้าที่กรองผ่านหน้าต่างจิ้งเหมียนเก๋อ

"เจ้าเหนื่อยไหม?"

"เหนื่อย" อี้เหยียนตอบตรง "แต่ไม่เป็นไร"

"นั้นเป็นคำตอบที่ซื่อสัตย์มากกว่าปกติ" เขาพูดเบา ๆ มีอะไรอ่อนโยนในน้ำเสียง

มุมปากของอี้เหยียนขยับขึ้นเล็กน้อย

"ข้าเหนื่อยพอที่จะตอบตรง" อี้เหยียนพูด

เทียนจวินยิ้มในแสงเช้า รอยยิ้มที่อบอุ่นในแบบที่อี้เหยียนชอบโดยไม่ได้ตั้งใจชอบ

รายงานจากเฉิงหมิงจาง คดีใหม่ที่รอในหลงเฉิง.............

บ่ายของวันเดียวกัน

เฉิงหมิงจางมาที่พักพร้อมรายงานสองฉบับ ใบหน้าของเขาบอกว่าเขาไม่แน่ใจว่าจะนำข่าวดีหรือข่าวร้ายมาให้

"จิ้งเหมียนเก๋อนั้นสะอาดแล้ว" เขาพูดเมื่อนั่งลง "องค์จักรพรรดินอนหลับได้ครั้งแรกในรอบสี่คืนเมื่อคืนนี้ ท่านรู้สึกขอบใจมาก"

"แต่?" อี้เหยียนพูด

"แต่มีรายงานสองเรื่องที่เพิ่งเข้ามา" เขาพูด "และทั้งสองเรื่องนั้น ข้าคิดว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ท่านพบในห้องใต้ดิน"

เขาวางรายงานลงบนโต๊ะ

รายงานแรก วัดเทียนเฉินในย่านตะวันตกของหลงเฉิง มีรายงานว่าพระพุทธรูปในโบสถ์ใหญ่เริ่มร้องไห้เป็นเลือด ไม่ใช่ทุกองค์ แต่สามองค์ที่อยู่ในแนวเดียวกับทิศเหนือพอดี

รายงานที่สอง ในตลาดหยกที่ย่านกลางเมือง พ่อค้าหยกคนหนึ่งนำหยกดิบมาจากเหมืองทางเหนือ เมื่อตัดออกพบว่าภายในหยกนั้นมีรูปแบบที่ไม่ใช่ลวดลายธรรมชาติ เป็นตัวอักษรโบราณที่อ่านว่า "เปิดประตู"

"สองเหตุการณ์ในวันเดียว" จางเว่ยพูดเสียงขรึม

"สองเหตุการณ์ที่เชื่อมกัน" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "วัดเทียนเฉินอยู่ในแนวตรงกับห้องใต้ดินของพระราชวัง และตลาดหยกนั้นอยู่บนเส้นทางพลังงานที่เชื่อมทั้งสองพื้นที่"

"สำนักเมฆาดำกำลังลองทางอื่น" เทียนจวินพูด เสียงนั้นนิ่งแต่ขรึม

"พวกเขาไม่ได้แค่ตามเสี่ยวอวิ๋นจื่อมา" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "พวกเขามีเป้าหมายของตัวเอง และเป้าหมายนั้นอยู่ในหลงเฉิง"

วัดเทียนเฉิน พระพุทธรูปที่ร้องไห้......

ย่านตะวันตกของหลงเฉิง สายของวันเดียวกัน

วัดเทียนเฉินนั้นเก่ากว่าพระราชวังของราชวงศ์ปัจจุบัน สร้างขึ้นในยุคที่หลงเฉิงยังมีชื่ออื่น หลังคาสีแดงเก่าที่ซ่อมหลายครั้ง ประตูไม้ที่หนาจนเสียงภายนอกเข้าไปไม่ถึง และในลานวัดมีต้นไม้อายุมากจนไม่มีใครรู้ว่าปลูกในสมัยไหน

พระเจ้าอาวาสรอรับคณะที่ประตูวัดด้วยใบหน้าที่บอกว่าเขาอธิษฐานมาตลอดคืนและไม่ได้ผล

"สามองค์" เขาพูดเสียงสั่นเล็กน้อย "พระพุทธรูปหินสามองค์ที่อยู่ในแนวเดียวกัน เริ่มมีน้ำสีแดงไหลออกจากดวงตาเมื่อเที่ยงคืน ข้าให้พระทุกรูปสวดมนต์ทั้งคืน แต่ไม่หยุด"

อี้เหยียนเดินเข้าไปในโบสถ์ใหญ่

พระพุทธรูปหินสามองค์ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน สูงสามเท่าตัวคน น้ำสีแดงที่ไหลจากดวงตานั้นไหลลงมาตามแก้มและหยดลงบนฐานหิน สะสมเป็นแอ่งเล็ก ๆ ที่หน้าของแต่ละองค์

อี้เหยียนเข้าไปใกล้ ไม่แตะ แค่ดู

"น้ำสีแดงนี้ไม่ใช่เลือด" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "เป็นพลังงานที่ถูกบีบออกมาเมื่อบางอย่างกดทับจากด้านล่าง"

"มีอะไรใต้วัด?" เทียนจวินถาม

"เส้นพลังงานเก่า" อี้เหยียนพูด "หลงเฉิงมีเส้นพลังงานหลักเก้าเส้นที่วิ่งผ่านเมือง วัดนี้ตั้งอยู่บนเส้นหนึ่งในนั้น และถ้ามีบางอย่างกดทับเส้นนั้น พลังงานจะหาทางออก จุดที่ออกได้ง่ายที่สุดคือวัตถุที่มีพลังงานสะสมมาก พระพุทธรูปอายุหลายร้อยปีนั้นเหมาะมาก"

"อะไรกดทับเส้นพลังงาน?"

อี้เหยียนไม่ตอบทันที เดินอีกรอบรอบพระพุทธรูปสามองค์ สถูปในมืออ่านทิศทาง

"มีบางอย่างฝังอยู่ในพื้นวัดนี้" อี้เหยียนพูดในที่สุด "ไม่เก่า ฝังมาไม่เกินสามเดือน ฝังตั้งใจเพื่อกดทับเส้นพลังงาน"

พระเจ้าอาวาสฟังด้วยสีหน้าที่ซีดลงทีละน้อย

"ต้องขุดขึ้นมา" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ

ใต้แท่นบูชา สิ่งที่ฝังไว้............

พระสามรูปช่วยยกแท่นบูชาออก เผยให้เห็นพื้นหินข้างล่าง จางเว่ยตรวจดูพื้นอย่างละเอียดด้วยโคมจนพบรอยตัดที่ไม่เด่นชัด ซ่อนอยู่ในรอยต่อของหินปูพื้น

ขุดลงไปสิบห้านิ้ว

พบหม้อดินเผาเล็กปิดฝาด้วยดินสอพอง ข้างในมีหินดำขนาดเท่ากำปั้น รูปทรงที่จำได้

"หินดำเหมือนที่หนานซวี" หลี่เซียนพูด

"เหมือนกัน แต่ไม่ใช่อันเดียวกัน" อี้เหยียนพูด "อันนี้ถูกดัดแปลงเพิ่มเติม แทนที่จะฝังพลังงานลงในสิ่งของอื่น มันถูกลงเวทย์ไว้ให้ดูดซับพลังงานจากเส้นพลังงานใต้ดินและส่งออกไปยังจุดที่กำหนด"

"ส่งไปที่ไหน?" เทียนจวินถาม

อี้เหยียนอ่านหินดำในมือ ไม่ใช้สถูปคราวนี้แต่ใช้รอยอักษรบนข้อมือซ้ายอ่านในแบบที่อี้เหยียนใช้อ่านพลังงานที่ลึกมาก สักพัก

"ส่งไปที่ตลาดหยก" อี้เหยียนพูดเงียบ ๆ

"รายงานที่สอง" เทียนจวินพูดซ้ำ สีหน้าของเขาขรึมขึ้น

"สองเหตุการณ์ไม่ใช่สองเรื่อง แต่เป็นเรื่องเดียว" อี้เหยียนพูด "หินดำในวัดดูดซับพลังงาน หินในหยกรับพลังงาน และถ้าหินในหยกนั้นเต็มพอ"

"จะระเบิดออก" ซวินฮัวพูดตรง

"จะปลดปล่อยพลังงานที่สะสมออกมาพร้อมกันในแบบที่เปิดรอยแยก" อี้เหยียนแก้ เสียงเงียบลง "อักษรในหยกนั้นอ่านว่า 'เปิดประตูไม่ใช่เพื่อความงาม มันเป็นคำสั่งที่ตั้งโปรแกรมไว้"

"ต้องหยุดก่อนที่มันจะเต็ม" เทียนจวินพูด

"และต้องหยุดก่อนพลบค่ำ" อี้เหยียนพูด "พลังงานในเส้นเมฆาดำนั้นแรงสูงสุดตอนกลางคืน ถ้าถึงพลบค่ำแล้วหินในหยกยังอยู่ที่นั่น ราตรีนี้จะไม่ปลอดภัย"

อี้เหยียนทำลายหินดำในวัดด้วยสถูปในพริบตา หินนั้นแตกออกเป็นผงสีเทาที่ล้อยลงพื้นอย่างเงียบเพียบ

"วิ่ง" อี้เหยียนพูดสั้น

ตลาดหยก และการต่อสู้ในแสงสีเขียว.....

ตลาดหยกในย่านกลางเมืองหลงเฉิง

ตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับหยกในแผ่นดิน เปิดตั้งแต่รุ่งสางถึงพลบค่ำ แผงร้อยกว่าแผง หยกทุกชนิดจากทุกเหมืองทุกทิศ พ่อค้าและลูกค้าที่พูดภาษาต่างกันแต่รู้ภาษาเดียวกันคือภาษาของคุณค่าและราคา

คณะมาถึงในตอนบ่ายสาม แสงแดดยังสูงพออีกสองชั่วโมงก่อนพลบค่ำ

"แผงที่สิบสี่" เฉิงหมิงจางบอก "ติดกับกำแพงด้านเหนือ"

อี้เหยียนเดินนำ เมียวกิติบินต่ำอยู่เหนือศีรษะในแบบที่ซ่อนตัวในฝูงคนได้เพราะขนาดของมันไม่ต่างจากอีกาธรรมดามากนัก เทียนจวินเดินตามห่างสองก้าว ในแบบที่เขาเดินเมื่อเขาระวังพื้นที่รอบ ๆ

แผงที่สิบสี่ขายหยกดิบ หยกก้อนใหญ่ ๆ ที่ยังไม่ได้ตัดหรือแกะสลัก พ่อค้าคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง ดูเหมือนปกติ แต่ข้างๆ แผงนั้นมีกล่องไม้ที่ปิดฝาอยู่

อี้เหยียนรู้สึกพลังงานจากกล่องนั้นในระยะสิบก้าว

หนักและสะสมมาก ใกล้เต็ม

แต่ก่อนที่อี้เหยียนจะเข้าไปถึงแผง คนในชุดเทาสองคนที่นั่งอยู่ที่แผงข้างๆ ลุกขึ้นพร้อมกัน

สายตาของพวกเขาตรงมาที่อี้เหยียน

"พวกเขารู้ว่าเรามา" อี้เหยียนพูดเบา ๆ

"รู้มาก่อนหน้านี้" เทียนจวินพูดเสียงเงียบ ดาบออกจากฝักเล็กน้อย

ตลาดหยกในบ่ายของวันนั้นเปลี่ยนเป็นสมรภูมิในพริบตา

คนในชุดเทาสองคนพุ่งเข้ามา คนละทิศ คนแรกมาที่อี้เหยียน คนที่สองมาที่เทียนจวิน

ดาบของเทียนจวินพบกับอาวุธของคนที่สองในเสียงโลหะกลางตลาด พ่อค้าและลูกค้าแยกออกในทันที เสียงตะโกนและเสียงเกวียนลากดังขึ้นในความโกลาหล

อีกสี่คนออกมาจากแผงรอบ ๆ

ลูกศิษย์สำนักจวิ้นเทียนสี่คนรับสี่คนนั้นในทันที การต่อสู้กระจายออกไปในแถวแผงหยก

เมียวกิส่งเสียงร้องยาว เรียกภูติพิทักษ์สามดวงลงมา แสงสีเขียวสามจุดลอยลงจากฟ้า วนรอบตลาดสร้างแนวที่ป้องกันไม่ให้คนธรรมดาถูกพาดพิง ผลักพ่อค้าและลูกค้าออกไปจากพื้นที่การต่อสู้

คนในชุดเทาคนแรกพุ่งมาที่อี้เหยียนพร้อมดาบที่มีพลังงานสีดำหม่นออกมาจากคม

อี้เหยียนไม่ถอย ไม่วิ่ง ยืนนิ่ง

สถูปส่งแสงทองออกมาเป็นโล่ รับดาบที่พุ่งมา ดาบไม่ตัดผ่านแสงทอง แต่แรงกระแทกดันอี้เหยียนถอยหนึ่งก้าว

อี้เหยียนให้ถอยหนึ่งก้าวแล้วก้าวหน้าสองก้าวทันที สถูปส่งแสงทองออกมาพุ่งตรงไปที่ข้อมือของคนนั้น ไม่ใช่ทำร้าย แต่สร้างแรงกดที่ทำให้มือที่ถือดาบตึงและชา คนนั้นหล่นดาบโดยไม่ตั้งใจ

แต่คนที่สองที่อี้เหยียนไม่ได้สังเกตเห็นพุ่งมาจากด้านข้าง

มือของเขาโน้มมาที่กล่องไม้บนแผง ต้องการเปิดมันและปล่อยพลังงานก่อนที่อี้เหยียนจะถึง

"ไม่!"

เสียงนั้นมาจากด้านข้างตลาด เสี่ยวอวิ๋นจื่อพุ่งออกมาจากกลุ่มคนที่ถอยออกไป ชุดดำในความโกลาหลของตลาด มือยื่นออกไปและพลังงานสีเทาเข้มออกมาจากฝ่ามือ ปะทะกับมือที่เอื้อมไปหากล่องไม้และผลักมันออก

คนนั้นล้มออกไปสามก้าว

เสี่ยวอวิ๋นจื่อยืนกันอยู่ระหว่างกล่องไม้กับคนในสำนักเมฆาดำ ดวงตาสีเทาเข้มเย็นและตรงในแบบที่อี้เหยียนไม่เคยเห็นจากเขามาก่อน

"เจ้าช่วยเรา" เทียนจวินพูดระหว่างรับมือกับคู่ต่อสู้ของเขา เสียงสังเกตไม่ใช่ประหลาดใจ

"ข้าช่วยตัวเอง" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเรียบ "ถ้าพวกเขาเปิดกล่องนั้น สิ่งที่ปลดปล่อยออกมาจะไม่เลือกคน"

การต่อสู้ในตลาดหยกยืดยาวออกไปอีกสิบนาที คนในชุดเทาและชุดดำทั้งแปดคนล้มลงทีละคน บางส่วนจากดาบของเทียนจวินและลูกศิษย์สำนัก บางส่วนจากแสงทองของสถูปที่ขังพลังงานของพวกเขาไว้ บางส่วนจากพลังงานสีเทาเข้มของเสี่ยวอวิ๋นจื่อที่เคลื่อนไหวในแบบที่เงียบและแม่นยำ

เมื่อทุกอย่างสงบ อี้เหยียนเดินไปที่กล่องไม้ เปิดออกอย่างระวัง

หินในหยกที่มีอักษร "เปิดประตู" อยู่ข้างใน พลังงานสะสมในนั้นแน่นและร้อน ใกล้ถึงขีดจำกัดในแบบที่น่าเป็นห่วง

อี้เยียนวางสถูปลงบนหินนั้น ปล่อยแสงทองออกมาดูดซับพลังงานอย่างช้า ๆ ควบคุม ไม่รีบ ไม่แรง แค่สม่ำเสมอจนพลังงานในหินนั้นลดลงจนหมด

หินในหยกกลายเป็นหินธรรมดา อักษรบนผิวของมันจางออกไปจนมองไม่เห็น

อี้เหยียนวางมันลงในกล่อง ปิดฝา

"เสร็จ" อี้เหยียนพูดสั้น

หลังการต่อสู้ กลางตลาดที่ค่อย ๆ กลับมาปกติ

พ่อค้าและลูกค้าค่อย ๆ กลับมาที่แผงของตัวเองทีละคน เสียงพูดคุยกลับมาในระดับที่ต่ำกว่าปกติก่อนจะค่อย ๆ ดังขึ้น เฉิงหมิงจางจัดการกับคนที่จับได้โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่เมืองอย่างรวดเร็วและเงียบในแบบที่ขุนนางผู้ชำนาญทำ

เสี่ยวอวิ๋นจื่อยืนอยู่ที่ขอบแผงหยกที่ว่างเปล่า มองออกไปที่ตลาดที่กำลังกลับสู่ปกติ

เทียนจวินเดินมาหยุดข้างๆ เขา ในระยะที่ไม่ใช่มิตรแต่ก็ไม่ใช่ศัตรู

"ทำไมช่วย?" เขาถามตรง

"บอกแล้วว่าช่วยตัวเอง" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเรียบ

"เจ้าช่วยตัวเองได้โดยถอยออกไป" เทียนจวินพูด "แต่เจ้าเข้ามา"

เสี่ยวอวิ๋นจื่อเงียบสักพัก มองออกไปที่ตลาด

"ข้าไม่ต้องการให้สิ่งนั้นเปิดขึ้นมา" เขาพูดในที่สุด เสียงนั้นเบาลงกว่าปกติ "ในแบบที่ไม่ต้องการในระดับที่มากกว่าแค่เพราะผลกระทบทั่วไป"

"เจ้ารู้ว่าประตูนั้นเปิดไปที่ไหน" เทียนจวินพูด

ไม่ได้ถาม

เสี่ยวอวิ๋นจื่อหันมามองเขา ดวงตาสีเทาเข้มอ่านเขาสักวินาที

"รู้" เขาพูด "และข้าจะบอกในคืนนี้ ทั้งหมด"

คืนที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อเลือกพูดความจริง.............

ที่พักในย่านซานเหอหลี่ หลังพลบค่ำ

คณะกินข้าวเย็นด้วยกันในความเงียบที่บอกว่าทุกคนมีเรื่องคิด หลังจากจานสุดท้ายถูกเก็บและชาถูกชงมาแทน เสี่ยวอวิ๋นจื่อที่นั่งอยู่ที่มุมโต๊ะก็วางถ้วยชาลงและพูดว่าเขาต้องการคุยกับอี้เหยียนคนเดียว

ทุกคนในห้องแลกสายตากัน

"บอกหน้าทุกคนได้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ข้าไม่มีความลับกับพวกเขา"

เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองอี้เหยียน แล้วก็พยักหน้า

"ตามที่เจ้าต้องการ"

สิ่งที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อบอก......

"สำนักเมฆาดำนั้นมีอยู่มานานกว่าที่ใครรู้" เขาเริ่ม "ไม่ใช่สำนักที่ก่อตั้งโดยคนธรรมดา แต่โดยคนที่ค้นพบว่าพลังงานเชิงลบ ความเจ็บปวด ความสูญเสีย ความกลัว นั้นสะสมและใช้งานได้เหมือนพลังงานปกติ แต่แรงกว่า และไม่ต้องฝึกนาน"

"แลกกับอะไร?" จางเว่ยถาม

"แลกกับตัวเอง" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเรียบ "คนที่ใช้พลังงานเชิงลบนั้น เมื่อใช้มากพอ ตัวเองก็กลายเป็นแหล่งพลังงานนั้น"

ห้องเงียบ

"ข้ามีพันธะกับสำนักเมฆาดำ" เขาพูดต่อ "ข้าเลือกที่จะฝึกพลังงานเชิงลบเพื่อเพิ่มอายุขัยเพื่ออยู่กับ.....” เขาหยุดไป “และเพราะในชาติก่อน เมื่อข้าทำให้สถูปเสียสมดุล พลังงานที่หักเหออกมานั้นถูกสำนักเมฆาดำดักไว้ และใช้พลังงานนั้นสร้างพันธะกับข้าในชาตินี้"

"พวกเขาใช้ความผิดพลาดของเจ้ามัดตัวเจ้าไว้" หลี่เซียนพูดเสียงตรง ไม่ใช่คำตำหนิ แค่สรุปสิ่งที่ได้ยิน

"ใช่" เขาพูด "และตราบใดที่พันธะนั้นยังอยู่ ข้าต้องส่งข่าวให้พวกเขา ข้าไม่สามารถไม่ทำได้"

"ข้าในชาตินี้รู้เรื่องสถูปกลับด้านในพระราชวัง" เขาพูดต่อ "รู้เพราะข้าวางมันไว้เองในชาติก่อน ข้อมูลนั้นไม่ได้บอกให้สำนักเมฆาดำ แต่พวกเขาอ่านได้จากพันธะ"

"แปลว่าทุกสิ่งที่ท่านรู้ พวกเขารู้ด้วย" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง

"ทุกสิ่งที่ข้ารู้และคิดถึง...." เขายืนยัน "นั้นคือเหตุผลที่ข้าต้องระวังในทุกความคิด"

"และเป้าหมายของสำนักเมฆาดำคือ?" อี้เหยียนถาม

เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองอี้เหยียน ดวงตาสีเทาเข้มในแสงเทียนของห้องนั้นมีบางอย่างที่เหนื่อยมากกว่าที่เขาแสดงออกมาตลอด

"ประตูที่ใหญ่กว่า" เขาพูดเสียงเบา "ไม่ใช่แค่รอยแยกหรือช่องโหว่ แต่ประตูที่เมื่อเปิดแล้วทำให้พลังงานทุกชาติ ทุกยุค ทุกสิ่งที่เคยสูญเสียไป ไหลกลับออกมาพร้อมกัน"

"ทำลายสมดุลของทุกโลก" จางเว่ยพูดเสียงขรึม

"ไม่ใช่ทำลาย" เสี่ยวอวิ๋นจื่อแก้ "ใช้ สำนักเมฆาดำต้องการควบคุมพลังงานที่ออกมาจากประตูนั้น ถ้าพวกเขาทำได้ พวกเขาจะมีพลังงานที่ไม่มีขีดจำกัด"

"และเส้นทางสู่ประตูนั้นผ่านหลงเฉิง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ

"ผ่านสถูปกลับด้าน" เขาพูดต่อ "ซึ่งตอนนี้เจ้าดูดซับพลังงานออกไปแล้ว พวกเขาต้องหาทางอื่น และทางอื่นที่พวกเขามีอยู่คือ—"

เขาหยุดนิ่ง

ทุกคนรอ

"สถูปหวนชะตาของเจ้าเอง" เขาพูดเสียงเงียบที่สุด "ถ้าพวกเขาได้สถูปนั้น และใช้มันกลับด้านเหมือนที่ข้าทำในชาติก่อน แต่ในระดับที่ใหญ่กว่ามาก พลังงานที่สะสมในสถูปของเจ้ามาหลายชาตินั้นเพียงพอที่จะเปิดประตูได้"

ห้องเงียบยาวมาก

เมียวกิบนไหล่ซ้ายของเขาขนตั้งชันขึ้นช้า ๆ

ที่พักหลังเที่ยงคืน ระเบียงและคำสารภาพ..........

อี้เหยียนออกมาที่ระเบียงหลังจากทุกคนแยกย้ายไปนอน ความคิดในหัวของเขามากเกินกว่าที่นอนได้

เสี่ยวอวิ๋นจื่อมาหาเขาที่ระเบียงในตอนที่คาดไม่ถึง เสียงเท้าเบาจนเขาไม่ได้ยินจนกระทั่งอีกฝ่ายหยุดที่ปลายระเบียง ห่างออกไปสี่ก้าว

"มีอีกสิ่งหนึ่งที่ข้าไม่บอกทุกคน" เขาพูดเสียงเบา

อี้เหยียนหันมามองเขาในความมืดที่มีแค่แสงดาว

"บอก"

เสี่ยวอวิ๋นจื่อยืนมองออกไปที่ถนนข้างล่างก่อน ในท่าทางที่อี้เหยียนไม่เคยเห็นจากเขามาก่อน ไม่ใช่ท่าทางที่คมชัดและระวังแบบที่เขาเป็นเสมอ แต่เป็นท่าทางของคนที่กำลังจะพูดสิ่งที่พูดยาก

"ในชาติที่สี่ หลังจากที่เซี่ยหมิงสิ้นชีวิต" เขาพูดช้า ๆ "ข้าไม่ได้แค่สูญเสียผู้ถือสถูปที่ข้าทำให้เสียสมดุล"

เขาหยุด

อี้เหยียนรอ

"ข้าสูญเสียบางอย่างที่ข้าไม่รู้ว่ามีอยู่จนกระทั่งสูญเสียไปแล้ว" เขาพูดเสียงเงียบมาก "ข้าทำงานกับเซี่ยหมิงมาหลายปีในฐานะผู้ถือสถูปรุ่นก่อน ข้าเห็นเจ้าเติบโต เห็นเจ้าทำงาน เห็นเจ้ารัก และในตอนที่เจ้าเดินเข้าวงกลมพิธีกรรม ข้ายืนอยู่ที่นั่นและรู้ว่าข้าเป็นเหตุผลหนึ่ง"

อี้เหยียนฟังโดยไม่พูดแทรก

"หลังจากชาตินั้น ข้าพกความเจ็บปวดทั้งเรื่องคนที่ข้ารัก และ การจากไปของเซี่ยหมิงมาทุกชาติ ความเจ็บปวดจากการรู้ว่าตัวเองเป็นเหตุผลของการสูญเสีย การตัดสินใจในวันนั้นคือภารกิจที่ไม่มีวันจบ และสำนักเมฆาดำที่ดักจับพลังงานนั้นก็ใช้ความเจ็บปวดนี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธะด้วย"

"เจ้ามาในชาตินี้เพื่อจ่ายหนี้" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ

"ข้ามาเพื่อจ่ายหนี้" เขายืนยัน 

เขาหันมามองอี้เหยียนในความมืด

"ข้าบอกท่านเรื่องสำนักเมฆาดำและเรื่องสถูปทั้งหมด เพราะนั้นคือสิ่งที่ข้าทำได้ในชาตินี้ สิ่งที่ข้าไม่ทำในชาติก่อน"

"บอกความจริงก่อนที่มันจะสาย" อี้เหยียนพูดเบา

"ใช่" เขาพูด

อี้เหยียนมองเขาในความมืดที่มีแค่แสงดาว ดวงตาสีทองอ่านใบหน้าของเขาในแสงน้อยนั้น

อ่านความเหนื่อยที่เก่ากว่าชาตินี้ อ่านความเจ็บปวดที่แบกมานาน อ่านบางอย่างที่อี้เหยียนจะเรียกว่าความจริงใจถ้าตัวเขาเลือกจะเรียกมันแบบนั้น

"ข้าจะไม่บอกว่าให้อภัยแล้ว" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบในที่สุด "เพราะนั้นไม่ใช่สิ่งที่เจ้ามาขอ และไม่ใช่สิ่งที่ข้ามีสิทธิ์จะให้หรือไม่ให้ในชาตินี้"

"ข้าไม่ได้มาขอ" เขาพูดตรง

"แต่ข้าจะบอกสิ่งหนึ่ง" อี้เหยียนพูดต่อ "ที่ท่านทำในวันนี้ที่ตลาดหยก ข้าเห็น และในชาตินี้ สิ่งที่เจ้าทำนั้นมีความหมาย"

เสี่ยวอวิ๋นจื่อนิ่งอยู่สักพัก รับสิ่งที่อี้เหยียนพูดในแบบที่คนรับสิ่งที่พวกเขาไม่แน่ใจว่าจะได้รับ

"ขอบคุณ" เขาพูดเสียงเบา

แล้วก็หันกลับเข้าไปในที่พักในแบบที่เงียบเหมือนตอนที่มา

อี้เหยียนยืนอยู่ที่ระเบียงสักพักหลังจากที่เขาไปแล้ว มองออกไปที่ถนนหลงเฉิงในยามดึก

"เจ้าได้ยิน"

เทียนจวินออกมาที่ระเบียงจากประตูห้องข้างๆ ในชุดที่ยังเป็นชุดนอน เดินมายืนข้างๆ เขา

"ได้ยิน" เขาพูด

"ตั้งแต่เมื่อไหร่?"

"ตั้งแต่เขามาที่ระเบียง" เขาตอบตรง "ข้าไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง แต่รู้ว่าเขามา และไม่แน่ใจว่าควรออกมาหรือไม่"

"ทำไมไม่ออกมาตั้งแต่แรก?" อี้เหยียนถาม

เขาเงียบสักพัก

"เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เขามาบอกนั้นเป็นเรื่องระหว่างเจ้าทั้งสอง" เขาพูดเสียงเบา "และข้าเชื่อว่าเจ้าจัดการได้เอง"

อี้เหยียนมองเขา

"เจ้าเชื่อข้ามากกว่าที่ข้าเชื่อตัวเองบางครั้ง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ

"ข้ารู้จักเจ้า" เขาพูดเสียงเบาในแบบที่เขาพูดเสมอเมื่อพูดสิ่งที่ตรง

ทั้งสองยืนอยู่ที่ระเบียงในยามดึกของหลงเฉิง ถนนข้างล่างเงียบในแบบที่เมืองใหญ่เงียบในยามดึก ไม่ใช่เงียบสนิท แต่เงียบพอที่จะได้ยินลมเบา ๆ ที่ผ่านมา

"เสี่ยวอวิ๋นจื่อบอกว่าสำนักเมฆาดำต้องการสถูปของข้า" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ

"ข้าได้ยิน" เขาพูด

"และข้าต้องตัดสินใจว่าจะจัดการกับสิ่งนั้นอย่างไร" เธอพูดต่อ

"เราจะตัดสินใจด้วยกัน" เขาพูดเสียงเงียบแต่ชัดเจน

อี้เหยียนหันมามองเขาในแสงดาว ดวงตาสีทองอ่านใบหน้าของเขาในแบบที่ตัวเขาอ่านสิ่งที่รู้จักดีแล้ว

"เราจะตัดสินใจด้วยกัน" อี้เหยียนพูดซ้ำ ในแบบที่รับสิ่งที่เขาพูดอย่างสมบูรณ์

เทียนจวินขยับมาใกล้อี้เหยียนเล็กน้อย ในแบบที่ขยับเมื่อตัวเขาต้องการให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น ไหล่ของพวกเขาสัมผัสโดนกัน

อี้เหยียนไม่ขยับออก

เมียวกิที่นั่งอยู่บนราวระเบียงหันหัวมองทั้งสองสักวินาที แล้วก็หันกลับไปมองดาวในแบบที่พอใจ

รุ่งเช้าก่อนออกเดินทาง และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป....

รุ่งเช้าของวันที่หก

เฉิงหมิงจางมาที่พักพร้อมข่าวว่าองค์จักรพรรดิต้องการพบอี้เหยียนเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อแสดงพระกตัญญูและถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

อี้เหยียนเข้าเฝ้าในพระราชวังในตอนสาย เทียนจวินรอที่ลานพระราชวังด้านนอก

การพบปะนั้นสั้น จักรพรรดิหนุ่มที่ใบหน้าบอกว่าผ่านคืนที่เต็มไปด้วยความกังวลมาหลายวันฟังอี้เหยียนอธิบายในแบบที่อี้เหยียนอธิบายทุกอย่าง ตรง กระชับ ไม่เกินจำเป็น

"สิ่งที่ยังเหลืออยู่คืออะไร?" จักรพรรดิถาม

"สำนักเมฆาดำที่อยู่เบื้องหลัง" อี้เหยียนพูดตรง "พวกเขายังมีเป้าหมายในหลงเฉิงและในที่อื่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพระราชวังนั้นแก้ไขแล้ว แต่รากของปัญหายังอยู่"

"และเจ้าจะจัดการกับมัน?"

"ข้าจะพยายาม" อี้เหยียนพูดตรง ไม่ใช่สัญญาที่เกินความสามารถ แต่เป็นความตั้งใจที่ซื่อสัตย์

จักรพรรดิมองเอี้เหยียนสักพัก แล้วก็พูดสิ่งที่ไม่ใช่ภาษาทางการ

"ข้าหวังว่าเจ้าจะดูแลตัวเองด้วย" เขาพูดเสียงเงียบ "คนที่ดูแลคนอื่นนั้นบางครั้งลืมดูแลตัวเอง"

อี้เหยียนมองจักรพรรดิหนุ่มในแสงห้องพระราชทาน แล้วก็พยักหน้าช้า ๆ

"ข้าจะจำสิ่งที่พระองค์ตรัส" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ

ลานพระราชวัง หลังออกจากการเฝ้า........

เทียนจวินรอที่ต้นซีดาร์ใหญ่ในลานพระราชวัง เห็นอี้เหยียนเดินออกมาจากประตูอาคารในแสงสาย ในชุดที่เรียบและสง่าในแบบที่เขาเป็น

เขาเดินมาพบครึ่งทาง

"เป็นอย่างไร?"

"ดี" อี้เหยียนพูดตรง แล้วก็หยุดนิ่งสักวินาที "องค์จักรพรรดิบอกให้ข้าดูแลตัวเอง"

"จักรพรรดิที่ดี" เขาพูดเบา ๆ มุมปากขยับขึ้น

"ข้าคิดว่าองค์จักรพรรดิก็บอกสิ่งเดียวกันในแบบที่เจ้าบอก" อี้เหยียนพูดเงียบ ๆ

"ข้าบอกในแบบที่ต่างออกไป" เขาพูด "ข้าอยู่ที่นี่"

อี้เหยียนมองเขาในแสงสายของลานพระราชวัง ต้นซีดาร์ใหญ่ที่เขายืนอยู่ข้างๆ นั้นทำให้แสงผ่านลงมาเป็นลาย ๆ บนพื้นหิน

"ข้ารู้" อี้เหยียนพูดเสียงเบา

ทั้งสองเดินออกจากพระราชวังด้วยกัน ในระยะที่เป็นธรรมชาติของพวกเขา ในแบบที่คนเดินเมื่อพวกเขาไม่ต้องการเหตุผลในการเดินด้วยกัน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"ความสะอาดของห้องที่ชำระแล้ว ไม่เท่ากับความสะอาดของใจที่ยังค้างอยู่" เพราะห้องนั้นชำระได้ด้วยมือ แต่ใจที่แบกบางอย่างมานานหลายชาตินั้น ต้องชำระด้วยสิ่งที่หนักกว่ามือ ต้องชำระด้วยความกล้าที่จะพูดความจริง ในวันที่ยังไม่สาย ต่อหน้าคนที่อาจจะฟัง

 ..สุสาส์นราคะ..