ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)
°•. เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า กายกลายธุลี เหลือเพียงวิญญาณคืนกลับประสพพบพักตร์. •°
อี้เหยียน องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกขาว ยืนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย เขาอ่านความลับที่คนอื่นมองไม่เห็น คลายปมที่การเดินทางแห่งเวลาทิ้งไว้ และชำระสิ่งที่ค้างอยู่ในโลกนี้ให้ผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ เคียงข้างด้วยเมียวกิภูติอีกาดำ และสถูปหวนชะตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดของมัน
เทียนจวิน มือปราบมารองค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน รูปงาม แข็งแกร่ง อ่อนโยน เขาตามอี้เหยียนมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นทางการ แต่ความจริงนั้นลึกกว่า และเก่ากว่า กว่าที่ทั้งสองจะรู้ตัว
ทั้งสองร่วมเดินทางเผชิญหน้าเรื่องราวลึกลับที่ไม่มีในตำราใด วิญญาณที่ยังค้างเพราะรักที่หลุดลอย ประตูมืดที่เปิดไปสู่สิ่งที่ไม่ควรออกมา เมล็ดพันธุ์ฝันที่ทำให้คนหลับและไม่ตื่น สมรภูมิเก่าที่นักรบสามร้อยคนยังยืนรออยู่ และความจริงเรื่องชาติก่อนที่สะสมมาหลายร้อยปีจนหนักพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชาตินี้ โดยที่เบื้องหลังคดีทุกคดีนั้น มีด้ายเส้นเดียวที่ร้อยทุกสิ่งเข้าหากัน ด้ายที่นำไปสู่ความจริงที่ใหญ่กว่าทุกคดีที่เผชิญมา และไปสู่คำถามที่สถูปหวนชะตาเก็บไว้มาตลอดว่า สถูปสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือและผู้รักษาเลือกกันอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่ใช่รักที่ฟ้ากำหนด แต่เป็นโชคชะตาและความพันผูกทางจิตวิญญาณที่ทำให้ดวงจิตทั้งสองดวงยังคงเลือกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอในทุกชาติ และ ทุกชีวิต
°•. องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter). •°
มีรายตอนทั้งหมด 36 ตอน ลงให้อ่านถึงตอนที่ 4 (ติดเหรียญตอนที่5)
มี E-Book1เล่ม ลงขาย 22เมษา (ลดราคา40% 22.04-22.05)
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
ว่ากันว่า "แผลเก่าคือแผนที่ คนที่รู้ก็รู้ทันทีว่าจุดอ่อนของอยู่ที่ไหนแต่แผนที่แม่นยำได้แค่ ตอนที่สำรวจครั้งล่าสุด และครั้งล่าสุดนั้นคือชาติก่อน
ผืนดินนั้น เดินผ่านมาใหม่แล้วจุดอ่อนนั้น ถูกปิดมันด้วยมือตัวเองแล้ว แผนที่หมดอายุแล้ว แค่คนถือยังไม่รู้"
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เสี่ยวอวิ๋นจื่อปรากฏตัวขึ้นที่กำแพงด้านตะวันตกของตำหนัก ชุดดำที่เขาสวมเสมอ ดวงตาสีเทาเข้มที่คมชัด
มาคนเดียว
คนในสำนักเมฆาดำสองคนที่อยู่ทิศตะวันตกหันมามองเขาและหยุดนิ่งในพริบตา ในแบบที่หยุดเมื่อเห็นบางอย่างที่ไม่คาดคิด
เสี่ยวอวิ๋นจื่อส่งพลังงานออกมาสองสายในทันที สายหนึ่งไปทางซ้าย สายหนึ่งไปทางขวา ผลักคนทั้งสองออกไปจากแนวในแบบที่บอกว่าเขาทำงานนี้มาก่อนและรู้จุดอ่อนของพวกเขาดี
"เสี่ยวอวิ๋นจื่อ" เหวยหลิงเฟินพูดเสียงเย็นเมื่อเห็นเขา
"เหวยหลิงเฟิน" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดชื่อนั้นออกมาในแบบที่คนพูดชื่อสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะเผชิญ เดินเข้ามาในลาน ผ่านการต่อสู้รอบ ๆ อย่างเงียบในแบบที่น่าแปลกใจ ในแบบที่บอกว่าเขารู้รูปแบบการต่อสู้ของทุกคนในลานนั้น
"เจ้ามาช้า" เหวยหลิงเฟินพูด
"ข้ามาในเวลาที่ถูกต้อง" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเรียบ มายืนอยู่ข้างๆ อี้เหยียนและเทียนจวิน ในแบบที่บอกว่าเขาเลือกแล้วว่าจะยืนที่ไหน
"เจ้าทรยศสำนัก" เหวยหลิงเฟินพูด
"ข้าจ่ายหนี้" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดตรง
"ด้วยการทรยศ"
"ด้วยการเลือก" เสี่ยวอวิ๋นจื่อแก้เสียงเรียบ "ในชาติที่สี่ ข้าพเลือกผิดและแบกความผิดนั้นมาหลายชาติ ในชาตินี้ข้าเลือกใหม่ นั้นคือทั้งหมดที่มี"
เหวยหลิงเฟินมองทั้งสามคนที่ยืนเรียงกัน อี้เหยียน เทียนจวิน เสี่ยวอวิ๋นจื่อ สามคนที่เชื่อมกันในชาติก่อนในแบบที่ต่างกัน
"สามคน" เขาพูดเสียงเบา มีบางอย่างในน้ำเสียงนั้นที่อี้เหยียนอ่านออก ว่ามันไม่ใช่การนับกำลัง แต่เป็นบางอย่างที่ลึกกว่านั้น
"สามคนที่เลือกยืนฝั่งตรงข้ามเจ้า" อี้เหยียนพูดเงียบ ๆ
เหวยหลิงเฟินเต็มกำลัง และราคาของการไม่ยอม.....
เหวยหลิงเฟินส่งพลังงานออกมาเต็มกำลัง
ไม่ใช่พลังงานที่เขาส่งมาก่อนหน้า นั้นเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของสิ่งที่เขาสะสมมาหลายชาติ
พลังงานที่ออกมาตอนนี้นั้นดำและหนักในแบบที่แตกต่าง ดำในแบบที่ความโกรธที่ไม่ยอมจบมาหลายร้อยปีจะเป็น หนักในแบบที่ทุกสิ่งที่เขาปฏิเสธและทุกสิ่งที่เขาไม่ยอมรับนั้นหนัก
อากาศในลานตำหนักเปลี่ยนในพริบตา อุณหภูมิลดลงห้าองศาในวินาทีเดียว ต้นไม้ในสวนที่เห็นได้จากลานนั้นใบหยุดไหวพร้อมกัน
ภูติพิทักษ์สี่ดวงที่เมียวกิเรียกลงมาสั่นและถอยออกไปสามก้าว
ลูกศิษย์สำนักที่สู้อยู่รอบ ๆ รู้สึกถึงแรงกดดันและโซเซ
"ทุกคนถอยเข้าตำหนัก!" อี้เหยียนพูดเสียงดัง
ทุกคนถอย ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรู้ว่าพลังงานนั้นไม่ใช่ระดับที่คนส่วนใหญ่รับได้
คนในชุดดำของสำนักเมฆาดำก็ถอยเช่นกัน ในแบบที่ลูกน้องถอยเมื่อผู้นำปลดปล่อยอะไรบางอย่างที่ไม่เลือกเป้าหมาย
ในลานนั้นเหลือแค่สี่คน
เหวยหลิงเฟิน อี้เหยียน เทียนจวิน เสี่ยวอวิ๋นจื่อ
และเมียวกิที่บินวนอยู่เหนือหัวของอี้เหยียน ขนตั้งชัน แต่ไม่ถอย
เทียนจวินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวก่อนที่อี้เหยียนจะก้าว
"ข้าก่อน" เขาพูดเสียงเงียบให้อี้เหยียนได้ยิน "อี้เหยียนเก็บพลังงานไว้ เขาจะต้องการมันทีหลัง"
อี้เหยียนต้องการบอกว่าไม่จำเป็น แต่รู้ว่าเขาพูดถูก รู้ว่าถ้าเหวยหลิงเฟินต้องการสถูปในแบบที่เขาต้องการ มันจะต้องเป็นอี้เหยียนที่รับมือกับการโจมตีสุดท้าย
อี้เหยียนพยักหน้า
เทียนจวินพุ่งเข้าหาเหวยหลิงเฟิน ดาบสีขาวในแสงเช้าที่สว่างขึ้น
เหวยหลิงเฟินรับด้วยพลังงานสีดำ ทั้งสองปะทะกันในอากาศ แสงขาวและดำแตกกระจายเป็นประกายในลาน
เสี่ยวอวิ๋นจื่อเข้ามาจากด้านข้าง ส่งพลังงานสีเทาเข้มออกมาสองสาย ไม่โจมตีตรง ๆ แต่สร้างแรงกดดันจากสองทิศทำให้เหวยหลิงเฟินต้องแบ่งความสนใจ
สามคน รับมือหนึ่งคน
แต่หนึ่งคนนั้นสะสมพลังงานมาหลายชาติ
คลื่นพลังงานที่สองออกมาจากเหวยหลิงเฟิน หนักกว่าคลื่นแรก ผลักเทียนจวินออกไปสี่ก้าว ผลักเสี่ยวอวิ๋นจื่อออกไปสาม
ทั้งสองไม่ล้ม แต่โซเซ
คลื่นที่สามตามมาทันที ตรงมาที่อี้เหยียนที่ยืนอยู่
อี้เหยียนไม่ถอย ยืนนิ่ง สถูปในมือซ้ายเรืองทองสูงสุดในแบบที่ไม่เคยเรืองในชาตินี้
แสงทองออกมาเป็นโล่รับคลื่นพลังงานสีดำ
ปะทะกันในเสียงที่ดังในลานตำหนัก
แสงทองดัน คลื่นดำดัน สองพลังงานต่อกัน
อี้เหยียนรู้สึกถึงแรงกดนั้น หนักในแบบที่ไม่เคยหนักมาก่อนในชาตินี้ สถูปในมือสั่นเล็กน้อย แล้วก็มีพลังงานอีกสายหนึ่งไหลเข้ามาจากด้านหลังเขา อบอุ่น สม่ำเสมอ มั่นคง
เทียนจวินวางมือบนไหล่ขวาของเขา ส่งพลังงานเข้ามาในแบบที่เขาทำมาตลอด
อี้เหยียนรับมันเข้ามา รวมกับพลังงานของสถูป ออกมาเป็นสองเท่า
แสงทองสว่างขึ้น
คลื่นสีดำหยุดนิ่ง แล้วก็ถอยออกไป
เหวยหลิงเฟินถอยสองก้าว เป็นครั้งแรกที่เขาถอย
ในพริบตาที่เหวยหลิงเฟินถอย...........
ลานเงียบ
อี้เหยียนยืนในแสงเช้าที่สว่างเต็มที่แล้ว สถูปในมือซ้ายยังเรืองอยู่ มือขวาของเทียนจวินบนไหล่ขวาของเขายังอยู่
อี้เหยียนมองเหวยหลิงเฟิน
ชายที่เขาจำได้จากชาติก่อน ชายที่เขาเคยรักในแบบหนึ่ง ชายที่แบกความโกรธมาหลายชาติจนมันกลายเป็นตัวตนของเขา
"ท่านแพ้แล้วในวันนี้" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "แต่ข้าไม่ได้บอกว่าต้องจบที่นี่"
เขามองอี้เหยียน ดวงตาของเขาในแสงเช้านั้นมีบางอย่างที่ต่างออกไปจากตอนแรก ยังมีความโกรธอยู่ แต่มีบางอย่างอื่นปะปนในนั้นที่เขาอ่านออก
บางอย่างที่อาจเรียกว่าความเหนื่อย ถ้าเขายอมให้ตัวเองรู้สึก
"ความโกรธนั้นไม่ได้ทำให้เจ้าได้สิ่งที่ต้องการ" อี้เหยียนพูดต่อ "ในทุกชาติที่ผ่านมา ท่านโกรธและโกรธและโกรธต่อไป แต่สิ่งที่ท่านต้องการจริง ๆ นั้น ความโกรธให้ไม่ได้"
"เจ้ารู้ว่าข้าต้องการอะไร?" เขาถาม เสียงนั้นต่ำกว่าปกติ
"เจ้าต้องการได้ยินว่าการที่เซี่ยหมิงเลือกนั้นไม่ใช่เพราะดูถูกเจ้า" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "อี้เหยียนต้องการให้คนรู้ว่าเจ้าแข็งแกร่งพอ ไม่ใช่เพราะเจ้าต้องการอำนาจ แต่เพราะเจ้าไม่อยากรู้สึกอีกครั้งว่าตัวเองเป็นคนที่ต้องการการช่วยเหลือ"
เหวยหลิงเฟินยืนนิ่ง
"สิ่งที่ข้าพูดนั้นถูกต้องหรือเปล่า?" อี้เหยียนถามเบา ๆ
เขาไม่ตอบทันที ในความเงียบนั้นมีบางอย่างที่หนักมากกว่าพลังงานสีดำทั้งหมดที่เขาปล่อยออกมา
แล้วก็หันออกไป
"วันนี้ข้าถอย" เขาพูดเสียงเรียบ ไม่ยอมรับ ไม่ปฏิเสธ แค่พูดข้อเท็จจริง "แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ"
เขาเดินออกไปจากลานตำหนัก
คนในชุดดำที่เหลืออยู่ตามเขาออกไปในทันที เงียบและเร็วในแบบที่บอกว่าพวกเขาฝึกมาเพื่อทำตามสัญญาณของผู้นำ
ในไม่นาน ลานตำหนักเมฆาหล่นก็ว่างเปล่าจากสิ่งที่มาจากภายนอก
หลังการต่อสู้ สิ่งที่เหลืออยู่..........
ลานตำหนักเมฆาหล่นในแสงเช้าที่สว่างเต็มที่
ทุกคนออกมาจากตำหนักทีละคน ตรวจดูบาดแผลและความเสียหาย ลูกศิษย์สำนักสามคนมีบาดแผลเล็กน้อย ซวินฮัวไหล่ซ้ายฟกช้ำจากการรับแรงปะทะ แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหนัก
เซินเหมยเดินดูแลทุกคนอย่างเป็นระบบ จัดการบาดแผลในแบบที่นางจัดการทุกอย่าง เรียบและมีประสิทธิภาพ
จางเว่ยบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นทุกรายละเอียดในสมุด เขียนด้วยความเร็วในแบบที่บอกว่าเขากังวลว่าจะลืมบางอย่างก่อนที่จะเขียนได้
อี้เหยียนยืนอยู่กลางลาน มองรอบ ๆ ตรวจดูความเสียหาย สถูปในมือยังเรืองอยู่เบา ๆ
ไม่มีความเสียหายที่ตำหนักเอง ผนังยังอยู่ ประตูยังอยู่ สวนสมุนไพรข้างหลังยังอยู่
เมียวกิลงมาเกาะที่ไหล่ซ้ายของอี้เหยียน วางหัวลงบนแก้มของเขาสักวินาที ในแบบที่มันทำเมื่อมันรู้สึกว่าผ่านบางอย่างที่หนักมาด้วยกัน
เขาลูบหลังมันช้า ๆ
เทียนจวินเดินมาข้างๆ อี้เหยียน ในมือมีชาสองถ้วยที่เขาชงมาโดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ วางถ้วยหนึ่งไว้ข้างอี้เหยียนบนราวระเบียงที่ใกล้ที่สุด
อี้เหยียนรับโดยไม่พูดอะไร ดื่มสักคำ
"เจ้าเป็นยังไง?" เขาถาม
"ข้าไม่เป็นไร" อี้เหยียนพูดในแบบที่เขาพูดเสมอ แล้วก็เพิ่ม "และขอบคุณที่อยู่ข้างหลัง"
"ข้าบอกแล้วว่าจะดูแลหลังให้เจ้าตลอดไป" เขาพูดเสียงเบา มุมปากขยับขึ้นเล็กน้อย
"เจ้าพูดตอนที่ป่าสนทางเหนือ" อี้เหยียนพูดจำได้แม่นยำ
"และข้ายังพูดอยู่" เขายืนยัน
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ หลังจากทุกคนแยกย้าย.....
เสี่ยวอวิ๋นจื่อยืนอยู่ที่มุมลาน รอในแบบที่คนรอเมื่อพวกเขาไม่แน่ใจว่าจะได้รับการต้อนรับหรือเปล่า
เมื่อทุกคนสงบลงพอ อี้เหยียนเดินไปหาเขา
"ท่านตัดพันธะและมาได้ยังไง?" อี้เหยียนถาม
"ข้าเดินทางหลายวัน" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "หลังจากตัดพันธะแล้ว ข้าไม่มีที่ไป แต่รู้ว่าต้องมาที่นี่ก่อน สำนักเมฆาดำตามมาด้วย แต่ข้ามาถึงก่อนพวกเขาเพียงเล็กน้อย"
"เจ้าเสี่ยงมาก" อี้เหยียนพูด
"ข้าเป็นหนี้" เขาพูดตรง "และหนี้ต้องจ่าย"
อี้เหยียนมองเขาสักพัก
"เจ้าจะอยู่ที่ไหน?"
เสี่ยวอวิ๋นจื่อเงียบสักพัก
"ข้าไม่รู้" เขาพูดตรง
อี้เหยียนมองออกไปที่ตำหนักรอบ ๆ สักพัก
"ห้องเก็บของฝั่งใต้ว่างอยู่" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
เขามองอี้เหยียน ในดวงตาสีเทาเข้มนั้นมีบางอย่างที่อ่อนลงในแบบที่เขาไม่ค่อยอ่อน
"ชั่วคราว" อี้เหยียนพูดต่อก่อนที่เขาจะพูดอะไร "จนกว่าท่านจะตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ"
"ขอบคุณ" เขาพูดเสียงเบา ในสองคำนั้นมีน้ำหนักมากกว่าสองคำ
เทียนจวินที่ยืนอยู่ข้างๆ มองเสี่ยวอวิ๋นจื่อสักพัก แล้วก็พูดเสียงเบา
"ข้าขอบคุณที่มา"
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองเทียนจวิน ทั้งสองมองกันในแสงเช้า ในแบบที่สองคนที่มีประวัติซับซ้อนจากชาติก่อนมองกันเมื่อพวกเขาเริ่มต้นบางอย่างใหม่ในชาตินี้
"ข้าควรมาตั้งนานแล้ว" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเบา
บ่ายของวันเดียวกัน สิ่งที่ยังไม่จบ.....
บ่ายของวันนั้น ตำหนักเมฆาหล่นในแสงที่เริ่มปกติขึ้น
อี้เหยียนนั่งอยู่ในสวนสมุนไพรหลังตำหนัก ต้นไม้ทุกต้นยังอยู่ในแบบที่ดีอยู่ การต่อสู้ไม่ได้แตะสวนนี้
เขานั่งมองสวนในแสงบ่ายที่คุ้นเคย
เทียนจวินมาและนั่งลงข้างๆ ในแบบที่เขามาเสมอ
"เขาจะกลับมา" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"รู้" เขาพูด
"และครั้งหน้าอาจหนักกว่านี้"
"รู้เหมือนกัน"
"เจ้าไม่กังวล?" อี้เหยียนถาม
"กังวล" เขาตอบตรง "แต่ไม่กลัว ต่างกัน"
อี้เหยียนมองเขา
"เจ้าพูดสิ่งที่ข้าพูดกับตัวเองเสมอ" อี้เหยียนพูดเสียงเบา
"ข้าเรียนรู้จากเจ้า" เขาพูดเสียงอ่อนโยน
ทั้งสองนั่งอยู่ในสวนสักพักในความเงียบที่สมบูรณ์
"เจ้าพูดบางอย่างกับเหวยหลิงเฟินที่ข้าไม่คาดคิดว่าจะพูด" เขาพูดเสียงเบา
"อะไร?"
"เจ้าบอกว่าเจ้าไม่รู้ว่าการที่เซี่ยหมิงเลือกนั้นถูกหรือผิดสมบูรณ์แบบ" เทียนจวินพูด "เจ้าไม่ปกป้อง ไม่โต้แย้ง แค่พูดความจริงในแบบที่ซับซ้อน"
"มันซับซ้อนจริง ๆ" อี้เหยียนพูด "ข้าจ่ายราคาแทนคนที่รักโดยไม่ถาม นั้นเป็นทั้งการรักและการที่ไม่เคารพอำนาจของเขาในการตัดสินใจชะตากรรมตัวเองพร้อมกัน ข้าไม่รู้ว่าในชาตินั้นข้าถูกหรือผิด"
"แต่เจ้ายังทำซ้ำอีกครั้งในตอนนั้น" เขาพูด "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้"
อี้เหยียนนิ่งอยู่กับคำถามนั้นนาน
"ข้าไม่รู้" อี้เหยียนพูดในที่สุด "และนั้นคือคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุด"
เขาพยักหน้าช้า ๆ รับคำตอบนั้น
"ข้าารู้ว่าในชาตินี้เจ้าไม่ทำแบบเดียวกัน" เขาพูดเสียงเงียบ
"รู้ได้ยังไง?"
"เพราะเจ้าบอกข้าเสมอ" เขาพูด "ทุกครั้งที่มีอะไรสำคัญ เจ้าบอกข้า ไม่ตัดสินใจคนเดียวในสิ่งที่เกี่ยวกับเราสองคน"
อี้เหยียนมองเขาสักพัก ในดวงตาสีทองนั้นอ่านใบหน้าของเขา
"ข้าพยายาม" อี้เหยียนพูดเสียงเบา
"ข้ารู้" เขาพูด "และนั้นเพียงพอแล้ว"
เมียวกิบินลงมาเกาะที่ไหล่ซ้ายของอี้เหยียน กวัดหางหนึ่งครั้งในแบบพอใจ แล้วก็หลับตาลง
แสงบ่ายในสวนสมุนไพรของตำหนักเมฆาหล่นยาวออกไปในแบบที่แสงที่ดีจะยาว ช้าและอบอุ่น บนดินที่เขารู้จัก ข้างต้นไม้ที่เขาปลูก ข้างคนที่เลือกอยู่ที่นั่น
"เขามา พกสิ่งที่เจ้าเคยให้เขาไว้ทั้งหมด แผลเก่า คำเก่า ใบหน้าเก่า เขาคิดว่าสิ่งเหล่านั้นคืออาวุธ
แต่สิ่งเหล่านั้น คือสิ่งที่เจ้าไม่ต้องการแล้วตั้งแต่ชาติก่อน คือสิ่งที่เจ้าวางลงด้วยมือตัวเอง คือสิ่งที่เจ้าให้คนที่ชงชาสองถ้วยทุกเช้า ช่วยวางลงเบาๆ ให้
ดังนั้นสิ่งที่เขาพกมาจึงไม่ใช่อาวุธ แต่คือหลักฐานที่ดีที่สุดของชาตินี้ว่า
สิ่งที่เจ้าคิดว่าปล่อยไม่ได้ตลอดกาล เจ้าปล่อยได้แล้ว
และสิ่งที่เจ้าถืออยู่ในมือตอนนี้ สำคัญกว่าสิ่งเหล่านั้นมากนัก"
..สุสาส์นราคะ..