ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)
°•. เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า กายกลายธุลี เหลือเพียงวิญญาณคืนกลับประสพพบพักตร์. •°
อี้เหยียน องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกขาว ยืนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย เขาอ่านความลับที่คนอื่นมองไม่เห็น คลายปมที่การเดินทางแห่งเวลาทิ้งไว้ และชำระสิ่งที่ค้างอยู่ในโลกนี้ให้ผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ เคียงข้างด้วยเมียวกิภูติอีกาดำ และสถูปหวนชะตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดของมัน
เทียนจวิน มือปราบมารองค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน รูปงาม แข็งแกร่ง อ่อนโยน เขาตามอี้เหยียนมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นทางการ แต่ความจริงนั้นลึกกว่า และเก่ากว่า กว่าที่ทั้งสองจะรู้ตัว
ทั้งสองร่วมเดินทางเผชิญหน้าเรื่องราวลึกลับที่ไม่มีในตำราใด วิญญาณที่ยังค้างเพราะรักที่หลุดลอย ประตูมืดที่เปิดไปสู่สิ่งที่ไม่ควรออกมา เมล็ดพันธุ์ฝันที่ทำให้คนหลับและไม่ตื่น สมรภูมิเก่าที่นักรบสามร้อยคนยังยืนรออยู่ และความจริงเรื่องชาติก่อนที่สะสมมาหลายร้อยปีจนหนักพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชาตินี้ โดยที่เบื้องหลังคดีทุกคดีนั้น มีด้ายเส้นเดียวที่ร้อยทุกสิ่งเข้าหากัน ด้ายที่นำไปสู่ความจริงที่ใหญ่กว่าทุกคดีที่เผชิญมา และไปสู่คำถามที่สถูปหวนชะตาเก็บไว้มาตลอดว่า สถูปสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือและผู้รักษาเลือกกันอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่ใช่รักที่ฟ้ากำหนด แต่เป็นโชคชะตาและความพันผูกทางจิตวิญญาณที่ทำให้ดวงจิตทั้งสองดวงยังคงเลือกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอในทุกชาติ และ ทุกชีวิต
°•. องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter). •°
มีรายตอนทั้งหมด 36 ตอน ลงให้อ่านถึงตอนที่ 4 (ติดเหรียญตอนที่5)
มี E-Book1เล่ม ลงขาย 22เมษา (ลดราคา40% 22.04-22.05)
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
"วิญญาณไม่ดับเพราะความจริงหนักเกินกว่าจะพาไป และปรากฏได้ก็ต่อเมื่อมีคนที่แบกมันแทนได้"
ว่ากันว่า ราคาที่คนอื่นกำหนด และความเชื่อที่ไม่ต้องการหลักฐาน ความจริงนั้นไม่กลัวการตั้งคำถาม มันกลัวแต่คนที่ตั้งคำถามในแบบที่ออกแบบมาเพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการเพราะคำถามที่ตั้งอย่างแยบยลนั้น บางครั้งไม่ได้มองหาความจริง มันมองหาช่องที่ความสงสัยจะเข้าไปอยู่ได้และความสงสัยนั้น เมื่อเข้าไปอยู่แล้ว ก็ยากที่จะไล่ออกด้วยตรรกะเพียงอย่างเดียวต้องไล่ออกด้วยสิ่งที่แน่ใจกว่านั้น
สิ่งที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อบอกและสิ่งที่เขาไม่บอก........
ระเบียงของพระราชวัง บ่ายของวันที่สาม
เสี่ยวอวิ๋นจื่อนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่ระเบียงในแบบที่คนนั่งเมื่อพวกเขาไม่รีบ ในแบบที่บอกว่าเขามีเวลาและรู้ว่าคนอื่นจะฟัง ไม่ว่าจะอยากฟังหรือไม่
อี้เหยียนยืนอยู่ห่างจากเขาแปดก้าว ไม่นั่ง ไม่เข้าใกล้ เทียนจวินยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าวทางขวา ดวงตาของเขาจับที่ชายในชุดดำตลอด
"ข้าจะเล่าในแบบที่ตรงที่สุด" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเรียบ "เพราะข้าไม่ได้ประโยชน์อะไรถ้าจะบิดเบือน"
"ข้าฟัง" อี้เหยียนพูดสั้น
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองออกไปที่สวนด้านล่างก่อน ในแบบที่คนมองเมื่อพวกเขาเรียงลำดับสิ่งที่จะพูดในใจ
"ในชาติที่สี่" เขาเริ่ม เสียงนั้นนิ่งและวัดน้ำหนักทุกคำ "ข้าคือผู้ถือสถูปหวนชะตา ในชาตินั้นข้าถือมันมาสี่สิบปี ทำงานส่งวิญญาณ ปิดรอยแยก ดูแลพื้นที่ระหว่างโลก ในแบบที่ผู้ถือสถูปทุกคนทำ"
"แต่?" อี้เหยียนพูด ในเสียงนั้นรู้ว่ามีแต่
"แต่ข้าทำสิ่งที่ผู้ถือสถูปไม่ควรทำ" เขาพูดตรง ไม่หลีก "ข้าใช้ความสามารถของสถูปเพื่อผลประโยชน์ที่เกินกว่าหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่ออยู่กับคนที่ข้ารัก"
เขาหยุดสักพัก
"ในชาตินั้นมีคนที่ข้ารักซึ่งมีราคาที่ต้องจ่ายอยู่บางอย่าง ราคาที่เกิดจากการกระทำเพื่อชีวิตที่ยืนยาว และครองความรักนั่น ข้าใช้สถูปหาทางหลีกเลี่ยงราคานั้น แต่พลังงานที่สะสมในชีวิตนั้นไม่หายไปเพียงเพราะผู้ถือสถูปต้องการให้หายหรือจ่ายอยู่ แต่ มันต้องถูกจ่ายโดยใครบางคน"
"และเจ้ากำหนดราคาให้เซี่ยหมิง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
เสี่ยวอวิ๋นจื่อไม่ตอบทันที มองมือของตัวเองบนราวระเบียง
"ข้าเสนอทางเลือก" เขาพูดช้า ๆ "ว่าถ้ามีคนสมัครใจรับราคาแทน ราคานั้นจะถ่ายโอนได้ แม้จะไม่ทั้งหมด! เซี่ยหมิงได้ยินและเลือกรับแทนคนที่เธอรัก ข้าไม่ได้บังคับ แต่ข้าเป็นคนนำเสนอทางเลือกนั้น"
"โดยรู้ว่าเซี่ยหมิงจะเลือกอย่างไร" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง เป็นครั้งแรกที่เขาพูดตั้งแต่เสี่ยวอวิ๋นจื่อเริ่มเล่า
เสี่ยวอวิ๋นจื่อหันมามองเขา ดวงตาสีเทาเข้มอ่านเทียนจวินสักวินาที
"ใช่" เขาพูดตรง "ข้ารู้ว่านางจะเลือกอย่างไร เพราะข้ารู้จักนาง รู้ว่านางรักใครและรักแค่ไหน"
"แล้วเจ้ายังเสนอ" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ ไม่มีน้ำเสียงตัดสิน แต่ตรงในแบบที่เขาตรงเสมอ
"ใช่" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูด เสียงนั้นเงียบ "และนั้นคือสิ่งที่ข้าแบกมาในทุกชาติหลังจากนั้น การผิดหวัง เจ็บปวด แตกสลาย และการส่งต่อราคาของคำสาป"
ระเบียงเงียบ
"และในชาตินี้" อี้เหยียนพูดต่อ "เจ้าอ้างว่าสถูปเป็นของเจ้า"
เสี่ยวอวิ๋นจื่อหันมามองอี้เหยียนอย่างเต็มที่ ดวงตาสีเทาเข้มมีบางอย่างที่ตรงในนั้น
"เปล่า ข้าอ้างว่าสถูปเลือกเจ้าในแบบที่ไม่สมบูรณ์" เขาแก้เสียงเรียบ "เพราะสถูปนั้นในชาติก่อนถูกทำให้เสียสมดุลจากการที่ข้าใช้มันในแบบที่ไม่ควรใช้ ราคาที่ถ่ายโอนไปนั้นมันไม่ควรเป็นเรื่องของสถูป แต่กลายเป็นเรื่องของสถูปเพราะข้า และในชาตินี้ สถูปนั้นเลือกเจ้ามาเพราะเป็นคำสาปเพื่อ 'จ่ายหนี้' ของมัน ไม่ใช่เพราะท่านเป็นผู้ถือที่แท้จริง"
"เจ้าคิดว่าข้าเป็นแค่เครื่องมือจ่ายหนี้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
"ข้าคิดว่าท่านสมควรรู้ความจริง" เขาพูด "ไม่ว่าความจริงนั้นจะเจ็บปวดแค่ไหน"
เทียนจวินขยับเล็กน้อย ในแบบที่คนขยับเมื่อพวกเขาต้องการพูดอะไรแต่กลั้นไว้ก่อน
อี้เหยียนมองเสี่ยวอวิ๋นจื่อในแสงบ่ายของพระราชวัง ดวงตาสีทองของเขาอ่านทุกอย่างที่อ่านได้ในใบหน้าของเขา ในพลังงานของเขา ในแบบที่ตัวเขาอ่านสิ่งที่สำคัญ
"สิ่งที่เจ้าจะบอกข้าในวันนี้มีแค่นี้?" อี้เหยียนพูดในที่สุด "มีสิ่งที่เจ้ายังไม่บอก"
มุมปากของเสี่ยวอวิ๋นจื่อขยับขึ้นเล็กน้อย ในแบบที่ยอมรับ
"มี" เขาพูดตรง "แต่สิ่งที่เหลือนั้นต้องการเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ และหลักฐานที่เจ้ายังไม่พร้อมรับในตอนนี้ คำสาปไม่จบง่ายๆหรอกอี้เหยียน"
"เมื่อไหรเจ้าถึงจะบอก?"
"เมื่อเจ้าพร้อม" เขาพูด "ข้ารอได้"
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้มหัวให้ทั้งสองในระดับที่เท่ากัน แล้วก็เดินออกไปจากระเบียงในทิศที่เขามา เงียบและเรียบในแบบที่บอกว่าเขาไม่รีบ
ไม่รีบเพราะเขารู้ว่าเขาจะได้ฟังคำตอบในที่สุด
คืนที่คณะแบ่งความเห็น......
ที่พักในย่านซานเหอหลี่ คืนของวันเดียวกัน
โต๊ะกลางห้องมีชาและเทียนไขสองเล่มที่ส่องแสงพอสำหรับการพูดคุย จางเว่ยเปิดสมุดบันทึกวางไว้ข้าง ๆ ในแบบที่เขาทำเสมอเมื่อมีเรื่องสำคัญ เซินเหมยนั่งฟังในแบบที่หมอฟัง ระวัง ไม่ด่วนสรุป หลี่เซียนนั่งด้วยแส้ฟ้าพาดบนหัวเข่า ในแบบที่เขานั่งเมื่อระวัง ซวินฮัวนั่งตรงนิ่งในมุมห้อง
"ข้าต้องค้นคัมภีร์ก่อน" จางเว่ยพูดเสียงขรึมหลังจากได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด "ข้ออ้างของเขาเกี่ยวกับสถูปนั้นต้องมีหลักฐานในบันทึกโบราณ ไม่มีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับสถูปหวนชะตาที่ไม่มีร่องรอยในคัมภีร์ และก่อนที่เราจะตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ต้องรู้ก่อนว่ามีหลักฐานรองรับหรือเปล่า"
"ข้าระวังเขา" หลี่เซียนพูดตรง "ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม วิธีที่เขามาและวิธีที่เขาพูดนั้นออกแบบมาเพื่อให้เราลังเล ไม่ใช่เพื่อให้เราเข้าใจ"
"ทั้งสองอย่างนั้นอาจเป็นจริงพร้อมกัน" เซินเหมยพูดเสียงเบา "เขาระวังในการนำเสนอ และสิ่งที่เขาพูดก็มีความจริงอยู่บ้าง"
"บางส่วนจริง บางส่วนไม่จริง" ซวินฮัวพูดสั้น ๆ จากมุมห้อง "เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการโกหก"
ทุกคนเงียบ
"องค์เมียวจิ" จางเว่ยหันมามองอี้เหยียน "ท่านคิดอย่างไร?"
อี้เหยียนนั่งอยู่ที่ขอบโต๊ะ มือวางบนสถูปหวนชะตาที่วางอยู่หน้าเขา ไม่ได้ถือ แค่วาง ดวงตาสีทองมองออกไปที่เทียนไขสองเล่มที่ลุกอยู่
อี้เหยียนไม่ตอบทันที ในแบบที่เขาไม่ตอบเมื่อยังไม่พร้อมจะพูด
ทุกคนในห้องรอ
"ข้าไม่รู้ว่าเขาพูดความจริงหรือเปล่า" อี้เหยียนพูดในที่สุด เสียงเงียบแต่ชัดเจน "สิ่งที่เขาพูดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ตรวจสอบได้ง่าย เรื่องชาติก่อนนั้นข้าไม่มีข้อมูลครบ เฉินเหวินบอกข้าบางส่วน แต่ไม่ได้บอกทุกอย่างในชาติที่สี่"
"แล้วท่านรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เขาพูด?" เซินเหมยถามเสียงเบา เสียงหมอที่ถามสิ่งที่อยู่ลึกกว่าข้อเท็จจริง
อี้เหยียนมองสถูปที่วางอยู่ต่อหน้า
"รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นออกแบบมาเพื่อให้ข้าสงสัยในตัวเอง" อี้เหยียนพูด "ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม ผลที่ต้องการนั้นเหมือนกัน คือให้ข้าตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวข้ากับสถูป"
"และมันได้ผลไหม?" หลี่เซียนถามตรง
อี้เหยียนเงียบนานกว่าปกติ
ซึ่งเป็นคำตอบในตัวเอง
ทุกคนแยกย้ายไปนอนในที่สุด จางเว่ยออกไปนั่งอ่านคัมภีร์ในห้องของเขาในแบบที่เขาทำเมื่อมีเรื่องสำคัญ หลี่เซียนออกไปตรวจรอบอาคาร เซินเหมยและซวินฮัวกลับห้อง
อี้เหยียนนั่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียวในห้องโถง
เทียนจวินไม่ออกไป
เขาเดินเข้ามาที่โต๊ะ นั่งลงข้างๆ ในแบบที่เขานั่งเสมอ ไม่ขอ ไม่ถาม แค่นั่ง ชาสองถ้วยที่ชงเมื่อสักครู่ยังอุ่นอยู่ เขาเลื่อนถ้วยหนึ่งเข้ามาหา
เขารับโดยไม่พูดอะไร ดื่มสักคำ
สักพักหนึ่งที่ทั้งสองเงียบ
"สถูปนั้นเรืองขึ้นเมื่อเขาจับมัน" เทียนจวินพูดขึ้นเสียงเบา ไม่มีการเกริ่น ไม่มีการตั้งนำ พูดออกมาตรงจากสิ่งที่คิด "ไม่ใช่เมื่อเขาพูดถึงมัน"
อี้เหยียนหันมามองเขา
"ข้าเชื่อสิ่งที่เจ้าเป็นมากกว่าสิ่งที่เขาอ้าง" เขาพูดต่อเสียงนิ่ง ดวงตาของเขาในแสงเทียนมองอี้เหยียนตรง ๆ ไม่หลีก
อี้เหยียนนั่งรับสิ่งที่เขาพูดในความเงียบที่ยาวกว่าปกติ ในแบบที่เขารับสิ่งที่สำคัญมาก ช้า ระวัง ให้มันอยู่กับตัวเขาก่อน
แสงเทียนกระพือเบา ๆ ในลมที่มาจากหน้าต่างที่เปิดอยู่ ทำให้เงาของทั้งสองบนผนังห้องโถงไหวเล็กน้อย
"ขอบคุณ" อี้เหยียนพูดในที่สุด เสียงเงียบมาก เงียบกว่าที่เขาพูดปกติ "ในวันที่ข้ายังไม่แน่ใจในตัวเอง"
เทียนจวินมองเขาในแสงเทียน ในดวงตาของเขานั้นมีบางอย่างที่อ่อนโยนและมั่นคงพร้อมกัน
"ความไม่แน่ใจนั้นไม่ใช่ความอ่อนแอ" เขาพูดเสียงเบา "มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีคนพูดสิ่งที่เจาะจงเข้าไปในส่วนที่คนเราระวังมากที่สุด ไม่มีใครที่ไม่รู้สึกแบบนั้นในสถานการณ์เดียวกัน"
"เจ้าจะรู้สึกแบบนั้นไหม?" อี้เหยียนถามเสียงเบา
เขาคิดอยู่สักพักก่อนตอบ ในแบบที่เขาคิดเมื่อเขาต้องการตอบอย่างซื่อสัตย์
"ถ้ามีคนมาบอกข้าว่าเหตุผลที่ข้าเป็นนักรบนั้นไม่ใช่เพราะฝีมือของข้า แต่เพราะหนี้ที่ต้องจ่าย" เขาพูด "ข้าก็จะรู้สึกแบบเดิม แต่แล้วก็จะนึกถึงการฝึกทุกวัน ความเจ็บปวดทุกครั้ง และการตัดสินใจทุกอย่างที่ทำมาด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านั้นไม่มีใครเอาไปจากข้าได้ ไม่ว่าเขาจะพูดว่าอะไร"
อี้เหยียนมองเขา
"เจ้าต้องการให้ข้าคิดแบบเดิม" อี้เหยียนพูดเสียงเบา ไม่ใช่คำถาม
"ข้าต้องการให้เจ้าจำว่าสถูปนั้นเรืองขึ้นเมื่อเจ้าจับมันตอนเจ็ดขวบ" เขาพูด "ก่อนที่เขาจะรู้ว่ามันคืออะไร ก่อนที่ใครจะบอกว่าเจ้าควรถือมัน ก่อนที่ทุกอย่างที่เขาพูดวันนี้จะเกิดขึ้น สถูปเลือกเขาก่อนที่เขาจะเลือกมัน และนั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากหนี้ที่ต้องจ่าย"
อี้เหยียนวางถ้วยชาลงช้า ๆ มองมือของตัวเองบนโต๊ะ ข้อมือซ้ายที่มีรอยอักษรโบราณ "จงเป็น"
"ข้ารู้" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "แต่ความรู้และความรู้สึกนั้นบางครั้งมันอยู่คนละห้อง"
"ใช่" เขาพูด "และในคืนที่ความรู้กับความรู้สึกอยู่คนละห้อง ข้าจะนั่งข้างๆ เจ้าอยู่ที่นี่"
อี้เหยียนมองเขาสักพัก ดวงตาสีทองในแสงเทียนอ่านใบหน้าของเขา
แล้วก็หันกลับไปมองเทียน ไม่พูดอะไร แต่ขยับมาใกล้เขาเล็กน้อย ในแบบที่ตัวเขาขยับเมื่อเลือก
เมียวกิที่นอนอยู่บนโต๊ะข้างๆ เปิดตาขึ้นมองทั้งสอง แล้วก็หลับตาลงในแบบที่พอใจ
รุ่งเช้า และสิ่งที่จางเว่ยพบในคัมภีร์........
เช้าตรู่ของวันที่สี่
จางเว่ยไม่ได้นอน
เขานั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องของเขาพร้อมคัมภีร์สามเล่มที่เปิดอยู่พร้อมกัน เทียนไขสามเล่มที่หมดลงแล้ว และสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยลายมือเล็ก ๆ ที่เขาเขียนตลอดคืน
เมื่ออี้เหยียนออกมาในตอนรุ่งสาง เขาออกมาพร้อมกับใบหน้าของคนที่ค้นพบบางอย่างที่เขาไม่แน่ใจว่าดีหรือไม่ดี
"ข้าพบสิ่งหนึ่ง" เขาพูดก่อนที่อี้เหยียนจะถาม "แต่มันซับซ้อนกว่าที่ข้าคาด"
"บอกมา"
จางเว่ยเปิดสมุดบันทึกที่หน้าที่เขาทำเครื่องหมายไว้
"ในบันทึกโบราณเกี่ยวกับสถูปหวนชะตา มีการกล่าวถึงว่าผู้ถือสถูปในแต่ละยุคนั้นเลือกโดยสถูปเอง แต่มีเงื่อนไขที่ระบุว่า 'ถ้าผู้ถือคนก่อนทำให้สถูปเสียสมดุล การเลือกในยุคต่อมาอาจมีการชดเชยที่ผู้ถือใหม่ไม่รับรู้'"
ห้องเงียบ
"แต่" เขาพูดต่อ เน้นคำนั้น "บันทึกเดียวกันยังระบุด้วยว่า 'การชดเชยนั้นไม่ได้ทำให้ความเป็นผู้ถือที่แท้จริงเสื่อมถอย เพราะสถูปเลือกผู้ที่สามารถทำสิ่งที่จำเป็นในยุคนั้นได้ ไม่ว่าเส้นทางที่นำมานั้นจะเป็นอย่างไร'"
อี้เหยียนฟังโดยไม่ขัด ดวงตาสีทองอ่านจังหวะที่จางเว่ยพูดทุกคำ
"แปลว่า" อี้เหยียนพูดในที่สุด "ทั้งสิ่งที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดและสิ่งที่บันทึกระบุนั้นไม่ขัดแย้งกัน อาจเป็นจริงพร้อมกัน"
"ใช่" จางเว่ยพูด "สถูปอาจเลือกท่านมาเพราะเส้นทางที่ซับซ้อน แต่นั้นไม่ได้ทำให้การเลือกนั้นไม่ถูกต้อง"
"เสี่ยวอวิ๋นจื่อเลือกที่จะนำเสนอแค่ครึ่งหนึ่งของความจริง" เทียนจวินที่ออกมาฟังตั้งแต่เมื่อกี้พูดเสียงเงียบ "ครึ่งที่ทำให้สงสัย โดยไม่พูดครึ่งที่ตอบคำถาม"
"เพราะถ้าพูดทั้งหมด ก็ไม่มีประโยชน์ในการมา" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
"แต่ยังมีสิ่งที่เขาไม่บอก" จางเว่ยพูด "และสิ่งนั้นอาจสำคัญกว่าสิ่งที่เขาบอกแล้ว"
การสืบสวนในหลงเฉิง และเส้นทางที่นำลงใต้.......
วันที่สี่ตอนบ่าย..........
คณะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกนำโดยจางเว่ยออกสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเสี่ยวอวิ๋นจื่อและสำนักเมฆาดำ กลุ่มที่สองคืออี้เหยียนและเทียนจวินพร้อมลูกศิษย์สำนักสองคนกลับไปที่จิ้งเหมียนเก๋อเพื่อสืบหาต้นทางของพลังงานที่อยู่ใต้ตำหนัก
"เฉิงหมิงจางบอกว่ามีห้องใต้ดินของพระราชวังที่ไม่ได้เปิดมาสองร้อยปี" อี้เหยียนพูดระหว่างเดินผ่านลานพระราชวัง "อยู่ตรงกลางระหว่างจิ้งเหมียนเก๋อและห้องส่วนพระองค์ขององค์จักรพรรดิ"
"ห้องที่ปิดสองร้อยปี" เทียนจวินพูด "มีเหตุผลที่ปิดมาก่อน"
"เหตุผลเดียวกับเหตุผลที่ต้องเปิดตอนนี้" อี้เหยียนพูด
เฉิงหมิงจางที่นำทางรออยู่ที่หน้าทางลงใต้ดิน ทางที่มีหินปิดกั้นสองชั้นและตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ประทับอยู่ที่กรอบ
"ข้าต้องขออนุญาตพิเศษจากองค์จักรพรรดิในการเปิด" เขาพูดเสียงเงียบ "ที่ใช้เวลาสามวัน"
"สามวันช้าเกินไป" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
"พลังงานในนั้นเพิ่มขึ้นทุกคืน" อี้เหยียนอธิบาย "ถ้ารอสามวัน ผนังในจิ้งเหมียนเก๋อจะเริ่มส่งผลออกมานอกตำหนัก"
เฉิงหมิงจางเงียบอยู่สักพัก
"ถ้าข้าเปิดโดยไม่มีอนุญาต—"
"ข้ารับผิดชอบ" อี้เหยียนพูดตรง "ต่อผลที่ตามมาทุกอย่าง"
เฉิงหมิงจางมองอี้เหยียนสักพัก มองในแบบที่ประเมินว่าสิ่งที่คนนี้พูดนั้นมีน้ำหนักแค่ไหน
"ตกลง" เขาพูดในที่สุด
ห้องใต้ดินของพระราชวังหลงเฉิง.......
ทางลงนั้นแคบและชันกว่าที่คาด บันไดหินเก่าที่มีรอยกร่อนจากเวลาสองร้อยปี แต่ยังแข็งแกร่งอยู่ โคมที่นำลงไปนั้นสว่างพอสำหรับสามก้าวข้างหน้า
อี้เหยียนลงก่อน สถูปในมือเรืองทองเบา ๆ นำทาง เมียวกิบินอยู่เหนือหัวในพื้นที่คับแคบ ส่งแสงทองจากดวงตาออกมาในแบบที่สว่างพื้นที่เพิ่มขึ้น
เทียนจวินตามลงมาข้างหลัง ดาบออกจากฝักครึ่งหนึ่ง พร้อมแต่ไม่รีบ
"อุณหภูมิลดลง" เขาสังเกตเสียงเบา
"พลังงานสะสมนั้นดูดความอบอุ่น" อี้เหยียนพูด "เหมือนหุบเขาเฉียนหลิง แต่เก่ากว่ามาก"
ในท้ายบันไดมีห้องใต้ดินขนาดกลาง ผนังหินทั้งสี่ด้าน เพดานต่ำ ในห้องนั้นว่างเปล่า ยกเว้นสิ่งหนึ่งที่อยู่กลางห้อง
แท่นหินที่มีวัตถุวางอยู่บนนั้น
วัตถุที่ดูเหมือนสถูปอีกอัน แต่สีต่างออกไป ไม่ใช่สีทอง แต่เป็นสีเทาเข้มเกือบดำ รูปทรงเหมือนกันทุกอย่างกับสถูปหวนชะตาของอี้เหยียน แต่พลังงานที่ออกมานั้นหนักกว่า ลึกกว่า และเย็นกว่า
อี้เหยียนยืนนิ่ง
เมียวกิหยุดบินทันที ลงมาเกาะที่ไหล่ซ้าย ขนตั้งชัน แต่ไม่ร้อง
"สถูปอีกอัน" เทียนจวินพูดเสียงเบา
"ไม่ใช่สถูปธรรมดา" อี้เหยียนพูด ปล่อยสถูปของเขาอ่านพลังงานของวัตถุนั้น "มันเป็นสถูปหวนชะตาอีกอัน แต่ถูกทำให้กลับด้าน ถ้าสถูปของข้าทำงานส่งวิญญาณออกไปและปิดรอยแยก สถูปนี้ทำงานดึงพลังงานเข้ามาและเปิดรอยแยก ดูดพลัง!"
"ใครวางมันไว้ที่นี่?" เทียนจวินถาม
ก่อนที่อี้เหยียนจะตอบ ประตูห้องใต้ดินที่อยู่อีกมุมหนึ่งที่พวกเขาไม่ได้สังเกตเปิดออก เสียงหินเสียดกันเบา ๆ
เงาของคนออกมาจากประตูนั้น
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ
ในชุดดำ ถือโคมสีดำในมือซ้าย ดวงตาสีเทาเข้มมองสถูปสีเทาดำบนแท่นหินก่อน แล้วก็มองอี้เหยียน รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก
"ท่านมาเร็วกว่าที่ข้าคาด" เขาพูดเสียงเงียบ "ข้าคิดว่าต้องรออีกวันหนึ่ง"
"เจ้ารู้ว่าข้าจะมาที่นี่" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
"ข้าวางแผนให้ท่านมา" เขาพูดตรง "เช่นเดียวกับที่วางแผนให้เจ้ามาหลงเฉิง"
เทียนจวินดาบออกจากฝักเต็มที่ แสงสีขาวในห้องใต้ดินที่ลึก
"เจ้าทำให้ผนังในจิ้งเหมียนเก๋อเปลี่ยน ทำให้ขุนนางสองคนล้มป่วย และทำให้องค์จักรพรรดิพะวงติดในภวังค์ของในฝันร้าย" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง "ทั้งหมดนั้นเพื่อให้ท่านองค์เมียวจิมาที่นี่"
"เพื่อให้เจ้าทั้งสองมา" เสี่ยวอวิ๋นจื่อแก้เสียงเรียบ มองทั้งสอง "และเพื่อให้ท่านองค์เมียวจิพบสถูปนี้"
"สถูปหวนชะตากลับด้าน" อี้เหยียนพูด "เจ้าวางมันไว้ที่นี่"
"ข้านำมันมา" เขาพูดตรง "แต่ไม่ได้วาง มันอยู่ที่นี่มาก่อนข้านานมาก ข้าแค่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน"
"รู้ได้ยังไง?" อี้เหยียนถาม
เสี่ยวอวิ๋นจื่อหันไปมองสถูปสีเทาดำบนแท่นหิน
"เพราะข้าวางมันไว้ที่นี่เอง" เขาพูดเสียงเงียบ "ในชาติก่อน"
ความจริงที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อเลือกเล่า......
"ในชาติที่สี่" เขาเริ่มเล่าในแสงโคมสีดำที่ห้องใต้ดิน เสียงของเขาสะท้อนในพื้นที่แคบ "เมื่อข้าทำให้สถูปเสียสมดุลด้วยการถ่ายโอนคำสาปและราคา พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาในกระบวนการนั้นไม่ได้หายไป มันต้องไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง เพื่อ........” เขาหยุดไป “ข้าต้องครอบครอง แต่ไม่ถือไว้ มันต้องอยู่สักแห่ง"
"และเจ้าวางไว้ในสถูปที่สอง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ข้าสร้างสถูปที่สองเพื่อรับพลังงานนั้นไว้" เขาพูด "ในตอนนั้นมันเป็นทางออกที่ดูสมเหตุสมผล เก็บพลังงานที่เสียสมดุลไว้ในภาชนะที่ปลอดภัย"
"แต่สถูปที่รับพลังงานที่เสียสมดุลนั้นกลายเป็นสถูปกลับด้าน" อี้เหยียนพูด อ่านออกจากสิ่งที่เห็นต่อหน้า
"ใช่" เขาพูด "และข้านำมันมาซ่อนในพระราชวังหลงเฉิงของยุคนั้น เพราะที่นี่มีพลังงานหลายชั้นที่กักมันไว้ไม่ให้ซึมออกมา แต่สองร้อยปีผ่านไป พลังงานที่สะสมในมันนั้นหนักพอที่จะซึมออกมาแม้จะถูกกักไว้"
"ซึมขึ้นมาในผนังของจิ้งเหมียนเก๋อ" เทียนจวินพูด
"ใช่" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูด "และนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้น"
"เจ้าต้องการให้ข้ามาเพราะ?" อี้เหยียนถามตรง
เสี่ยวอวิ๋นจื่อหันมามองอี้เหยียน ในดวงตาสีเทาเข้มมีบางอย่างที่ลึกและเก่ากว่าทุกสิ่งที่เขาแสดงออกมาก่อนหน้า
"เพราะสถูปกลับด้านนั้นจะหยุดซึมออกมาได้ก็ต่อเมื่อพลังงานที่อยู่ในมันถูกดูดซับออกไป" เขาพูด "และสิ่งเดียวที่ดูดซับพลังงานและถูกดูดซับพลังนั้นๆได้คือสถูปที่มาจากแหล่งเดียวกัน สถูปหวนชะตาของท่านผู้ครอบครอง ณ ขณะปัจจุบัน"
ห้องเงียบ
"ท่านต้องการให้ข้าดูดซับพลังงานจากสถูปนั้น" อี้เหยียนพูดเสียงนิ่ง
"ซึ่งเป็นพลังงานที่มาจากชาติก่อนของเจ้าเอง" เขาพูดเสียงเงียบ "พลังงานที่เซี่ยหมิงจ่ายไปในชาตินั้น บางส่วนถูกกักไว้ในสถูปนี้ ถ้าท่านดูดซับออกมา มันจะไม่ซึมออกมาอีก พระราชวังจะปลอดภัย และท่านอาจจะจำสิ่งที่ท่านลืมในชาตินั้นได้บางส่วน"
เทียนจวินเดินมาข้างๆ ยืนในแบบที่เขายืนเมื่อเขาต้องการให้รู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น
"และถ้าข้าไม่ทำ?" อี้เหยียนถาม
"สถูปกลับด้านจะซึมออกมาเรื่อย ๆ" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูด "จิ้งเหมียนเก๋อจะเริ่มดึงคนเข้าไปในผนัง ไม่ใช่แค่หยุดนิ่ง แต่ดูดซับสมบูรณ์ และเมื่อผนังนั้นเต็ม มันจะเริ่มซึมออกไปในพื้นที่อื่นของพระราชวัง ซึ่งรวมถึงห้องส่วนพระองค์ขององค์จักรพรรดิ"
"องค์จักรพรรดิอยู่ในอันตราย" เทียนจวินพูดเสียงขรึม
"ทุกคนในพระราชวังอยู่ในอันตราย" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูด "เมื่อพลังงานนั้นรั่วออกมาเต็มที่"
การต่อสู้ในห้องใต้ดิน.....
พอดีกับที่ประตูทางเข้าหลักที่พวกเขาลงมาด้วยกันนั้นเปิดออกอีกครั้ง
คนในชุดดำสี่คน ไม่ใช่คนเดียวกับที่หนานซวี แต่พลังงานที่ออกมาจากพวกเขาเหมือนกัน ได้รับการเสริมจากแหล่งเดียวกัน
"สำนักเมฆาดำ" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเงียบ "พวกเขาติดตามข้ามาหลงเฉิง"
"พวกเขาเป็นคนของเจ้าหรือเปล่า?" เทียนจวินถามเสียงเงียบ ดาบพร้อม
"เป็นของสำนักเมฆาดำ" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูด "ซึ่งข้าไม่ใช่ผู้นำ"
อี้เหยียนไม่รอให้สถานการณ์ชัดขึ้น เขาอ่านพลังงานของคนสี่คนในพริบตา
"พวกเขาต้องการสถูปกลับด้าน" อี้เหยียนพูดเบา ๆ ให้เทียนจวินได้ยิน "และพวกเขาจะดูดซับพลังงานจากมันเพื่อเสริมกำลัง"
"ไม่ให้พวกเขาเข้าถึงแท่น" เขาพูดและพุ่งออกไปในทันที
ดาบของเทียนจวินพบกับดาบของคนแรกในเสียงโลหะที่ดังก้องในห้องใต้ดิน แสงสีขาวจากดาบของเขาและแสงสีดำหม่นจากดาบของคนตรงข้ามปะทะกัน เทียนจวินถอยครึ่งก้าวรับแรง แล้วเบี่ยงดาบออกด้วยท่าที่ประหยัดการเคลื่อนไหวสูงสุด
ลูกศิษย์สำนักสองคนรับสองคนที่เหลือทันที
คนที่สี่พุ่งตรงไปที่แท่นหิน
อี้เหยียนยืนอยู่ระหว่างเขาและแท่น
"เมียวกิ" อี้เหยียนพูดเงียบ
เมียวกิส่งเสียงร้องยาวขึ้นไปในพื้นที่แคบของห้องใต้ดิน เสียงนั้นก้องในแบบที่บอกว่าดังกว่าที่ร่างกายของมันควรทำได้ และในเสียงนั้นมีบางอย่างที่เรียกสิ่งอื่นมา
แสงสีเขียวสองจุดปรากฏขึ้นในอากาศของห้องใต้ดิน ภูติพิทักษ์สองดวงที่เล็กกว่าที่เรียกมาก่อนหน้า แต่เคลื่อนไหวเร็วกว่า วนรอบคนที่พุ่งเข้ามาและสร้างแนวพลังงานที่ชะลอการเคลื่อนไหวของเขาลง
สถูปในมือของเขาส่งแสงทองออกมาสองสาย สายหนึ่งล็อคพลังงานที่เสริมอยู่ในตัวเขาให้นิ่งสักวินาที สายที่สองผลักเขาออกไปจากแนวที่พุ่งมา
เขาล้มลงสามก้าวจากแท่น
เทียนจวินจัดการคนแรกในสองนาที ลูกศิษย์สำนักจัดการอีกสองคนในเวลาใกล้เคียงกัน ทุกคนล้มลงในแบบที่หมดแรงต่อสู้แต่ไม่มีใครเสียชีวิต
ห้องใต้ดินเงียบลง
เสี่ยวอวิ๋นจื่อยืนอยู่ที่มุมห้องตลอดการต่อสู้ โคมสีดำในมือยังถือ ดวงตาสีเทาเข้มมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นในแบบที่บันทึก
"เจ้าไม่ช่วย" เทียนจวินพูดเสียงเรียบเมื่อทุกอย่างสงบ
"ข้าสังเกต" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเรียบ "และข้าแน่ใจแล้วว่าไม่จำเป็นต้องช่วย"
"แน่ใจจากการสังเกตหรือแน่ใจเพราะรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้า?" อี้เหยียนถาม
มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย
"ทั้งสอง" เขาพูด
สถูปกลับด้าน และสิ่งที่อี้เหยียนตัดสินใจ.........
หลังจากคนในชุดดำถูกมัดและส่งมอบให้เฉิงหมิงจาง ห้องใต้ดินเหลือสามคน อี้เหยียน เทียนจวิน และเสี่ยวอวิ๋นจื่อ
ทั้งสามยืนอยู่รอบแท่นหินที่มีสถูปกลับด้านวางอยู่
"ถ้าข้าทำสิ่งที่เจ้าบอก" อี้เหยียนพูด มองสถูปสีเทาดำต่อหน้า "ผลที่ตามมาสำหรับข้าคืออะไร?"
"ข้าไม่รู้แน่ชัด" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดตรง "พลังงานที่อยู่ในสถูปนั้นคือพลังงานจากชาติก่อนของท่าน ถ้าท่านดูดซับมัน มันอาจกระตุ้นความทรงจำที่ไม่ได้ตั้งใจจะเปิด อาจทำให้เจ็บปวด อาจทำให้เข้าใจสิ่งที่เข้าใจยาก หรือแม้กระทั่งคำสาป"
"คำสาปจากเจ้า! หรืออาจจะทั้งหมด!" อี้เหยียนพูด
"ข้าบอกความจริงในแบบที่รู้" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูด
อี้เหยียนมองสถูปกลับด้านอยู่สักพัก ดวงตาสีทองอ่านพลังงานในมันอีกครั้ง
เจ้ารู้สึกบางอย่างในพลังงานนั้นที่เจ้าไม่รู้สึกตอนแรก เพราะตอนแรกตัวเขาระวัง ตั้งแนวป้องกัน แต่ตอนนี้เขาอ่านอย่างตั้งใจ
และในพลังงานที่หนักและเย็นนั้น มีบางอย่างที่คุ้นเคย ไม่ใช่คุ้นเคยในแบบที่น่ากลัว แต่คุ้นเคยในแบบที่เขารู้จัก รู้จักในแบบที่คนรู้จักสิ่งที่เป็นของตัวเอง
"มันเป็นพลังงานของข้า" อี้เหยียนพูดเสียงเบา ไม่ใช่คำถาม
เสี่ยวอวิ๋นจื่อพยักหน้าช้า ๆ
"บางส่วนของชีวิตที่ผ่านมาของท่านนั้นอยู่ในนั้น" เขาพูดเสียงเงียบ "สิ่งที่เซี่ยหมิงจ่ายไปนั้นไม่ได้หายไป มันแค่ถูกกักไว้ที่นี่สองร้อยปี พลัง ความทรงจำ ราคาที่ต้องจ่ายหรือคำสาป"
อี้เหยียนเอื้อมมือออกไปจับสถูปกลับด้าน
เทียนจวินพูดทันที
"เจ้าแน่ใจ?"
อี้เหยียนหันมามองเขา ดวงตาสีทองในความมืดของห้องใต้ดิน
"ไม่แน่ใจ" อี้เหยียนพูดตรง "แต่ข้ารู้ว่าต้องทำ"
"ต่างกัน" เขาพูดเบา ๆ รับสิ่งที่อี้เหยียนพูด
"ต่างกันมาก" อี้เหยียนพูดซ้ำ
แล้วก็จับสถูปกลับด้านขึ้นมา
ในพริบตาที่อี้เหยียนจับ พลังงานออกมาทันที ไม่ใช่แสง ไม่ใช่เสียง แต่เป็นความรู้สึก ความรู้สึกที่หนักและเก่าและมาจากส่วนที่ลึกกว่าความทรงจำในชาตินี้
ภาพลอยขึ้นมาในหัวของอี้เหยียนในแบบที่ไม่ใช่ฝัน เป็นความทรงจำที่ชัดกว่าฝัน
ชัดเจนและเจ็บปวดและแท้จริง
เซี่ยหมิงยืนอยู่ในวงกลมพิธีกรรม มือสัมผัสบางสิ่ง พลังงานออกมาจากร่าง และในพลังงานที่ออกไปนั้นมีสิ่งที่นางรู้ว่าหายไป รู้ว่าสูญเสีย แต่ก็รู้ว่าเลือกสูญเสียด้วยความเต็มใจ
และในภาพนั้น
มีคนหนึ่งยืนอยู่นอกวงกลม มือยื่นออกมาในแบบที่อยากจะหยุดอี้เหยียน แต่หยุดไม่ได้เพราะถ้าหยุด ราคาที่ต้องจ่ายจะตกไปที่คนอื่น และคนที่ยืนอยู่นอกวงกลมนั้นรู้ดีว่าเซี่ยหมิงจะไม่ยอม
ใบหน้าของคนที่ยืนอยู่นอกวงกลมนั้น
ชัดเจน
เทียนจวิน ในร่างที่ต่างออกไป แต่ดวงตาเดียวกัน
อี้เหยียนรับรู้สิ่งนั้นในพริบตา แล้วพลังงานจากสถูปกลับด้านก็ออกมาเป็นคลื่น
สถูปหวนชะตาในมืออีกข้างของเขาเรืองทองสว่างขึ้นในทันที ในแบบที่ตอบสนองต่อสิ่งที่ออกมา ทั้งสองสถูปในมือสองข้างของเขาส่งพลังงานออกมาพบกันในตัวเขา
เขายืนนิ่ง รับมันทั้งหมด ไม่ต้าน ไม่หนี แค่รับ
เทียนจวินก้าวมาข้างหลังอี้เหยียนในทันที มือวางบนไหล่ของเขา ส่งพลังงานเข้ามาในแบบที่เขาทำในจิ้งเหมียนเก๋อ อบอุ่น สม่ำเสมอ มั่นคง ในแบบที่บอกว่า “ข้าอยู่ที่นี่”
อี้เหยียนรับพลังงานของเขาเข้ามาร่วมกับสิ่งที่ออกจากสถูปกลับด้าน ปล่อยให้สถูปหวนชะตาดูดซับมันออกมาในแบบที่เขาอ่านจากคัมภีร์เกี่ยวกับการชดเชยพลังงาน ช้า ๆ สม่ำเสมอ สะอาด
สิบนาที
สถูปกลับด้านในมือของอี้เหยียนค่อย ๆ จางลงทีละน้อย สีเทาดำนั้นอ่อนลง อ่อนลง จนในที่สุดก็กลายเป็นสีเทาจาง ๆ ที่ไม่มีพลังงานอยู่อีกต่อไป
อี้เหยียนปล่อยมือ สถูปนั้นหล่นลงบนแท่นหินในเสียงที่เบาในห้องใต้ดินที่เงียบ
เทียนจวินยังไม่เอามือออกจากไหล่ของเขา
"เจ้าเป็นยังไง?" เขาถามเสียงเบา
อี้เหยียนยืนนิ่งสักพัก รับรู้ตัวเองว่าอยู่ที่ไหน รับรู้ว่าร่างกายเป็นอย่างไร
แล้วก็พูด
"จำบางอย่างได้" เสียงของอี้เหยียนนิ่งแต่มีบางอย่างที่ต่างจากปกติ
"อะไร?"
อี้เหยียนไม่ตอบทันที มองออกไปที่แท่นหินที่มีสถูปที่ว่างเปล่าแล้ว
"จำว่าเจ้าอยู่ที่นั่นในชาติก่อน" อี้เหยียนพูดเสียงเบา "ในชาติที่สี่ ในวงกลมนั้น เจ้าอยู่ที่นั่น"
มือที่บนไหล่ของอี้เหยียนแน่นขึ้นเล็กน้อย ไม่มาก แต่พอที่จะรับรู้
"ใช่" เขาพูดเสียงเบาที่สุดเท่าที่เขาพูดได้
อี้เหยียนหันมามองเขาในแสงโคมของห้องใต้ดิน ดวงตาสีทองอ่านใบหน้าของเขาในแบบที่เขาอ่านทุกวัน แต่คราวนี้อ่านในแบบที่รู้มากกว่าเดิม
"เจ้าอยู่ที่นั่นในทุกชาติ" อี้เหยียนพูดเงียบ ๆ ไม่ใช่คำถาม
"ข้าพยายาม" เขาพูดเสียงเบา ในสองคำนั้นมีทุกอย่าง
เสี่ยวอวิ๋นจื่อที่ยืนอยู่ห่างออกไปมองทั้งสองในแสงโคมสีดำ ในดวงตาสีเทาเข้มมีบางอย่างที่อ่อนโยนลงในแบบที่เขาไม่ค่อยแสดง แต่แววแข็งกร้าวก็ยังคงมีอยู่ แล้วก็หันหน้าออกไปมองผนังห้องใต้ดินแทน ในแบบที่ให้พื้นที่กับสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของเขา
เมียวกิบนไหล่ซ้ายของเขาส่งเสียงร้องเบา ๆ หนึ่งครั้ง ในแบบที่มันร้องเมื่อมันรู้สึกว่าทุกอย่างเดินไปในทิศที่ถูกต้อง
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"ราคาที่คนอื่นกำหนด และความเชื่อที่ไม่ต้องการหลักฐาน" เพราะความสงสัยในตัวเองนั้นเข้ามาได้เสมอ เมื่อมีคนพูดสิ่งที่เจาะจงพอ แต่ความเชื่อที่แท้จริงนั้น ไม่ต้องการหลักฐาน มันต้องการแค่คนที่ยืนอยู่ข้างๆ และพูดในสิ่งที่เชื่อ โดยไม่รอให้มีเหตุผลพอ