ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter) - 1 จิ้งจอกไม่จำชาติแต่สายเลือดจำกลิ่น โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน

แท็คที่เกี่ยวข้อง

สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน

รายละเอียด

 องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter) โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน

ผู้แต่ง

สุสาส์นราคะ

เรื่องย่อ

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)

°•. เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า กายกลายธุลี เหลือเพียงวิญญาณคืนกลับประสพพบพักตร์. •°

อี้เหยียน องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกขาว ยืนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย เขาอ่านความลับที่คนอื่นมองไม่เห็น คลายปมที่การเดินทางแห่งเวลาทิ้งไว้ และชำระสิ่งที่ค้างอยู่ในโลกนี้ให้ผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ เคียงข้างด้วยเมียวกิภูติอีกาดำ และสถูปหวนชะตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดของมัน

เทียนจวิน มือปราบมารองค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน รูปงาม แข็งแกร่ง อ่อนโยน เขาตามอี้เหยียนมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นทางการ แต่ความจริงนั้นลึกกว่า และเก่ากว่า กว่าที่ทั้งสองจะรู้ตัว

ทั้งสองร่วมเดินทางเผชิญหน้าเรื่องราวลึกลับที่ไม่มีในตำราใด วิญญาณที่ยังค้างเพราะรักที่หลุดลอย ประตูมืดที่เปิดไปสู่สิ่งที่ไม่ควรออกมา เมล็ดพันธุ์ฝันที่ทำให้คนหลับและไม่ตื่น สมรภูมิเก่าที่นักรบสามร้อยคนยังยืนรออยู่ และความจริงเรื่องชาติก่อนที่สะสมมาหลายร้อยปีจนหนักพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชาตินี้ โดยที่เบื้องหลังคดีทุกคดีนั้น มีด้ายเส้นเดียวที่ร้อยทุกสิ่งเข้าหากัน ด้ายที่นำไปสู่ความจริงที่ใหญ่กว่าทุกคดีที่เผชิญมา และไปสู่คำถามที่สถูปหวนชะตาเก็บไว้มาตลอดว่า สถูปสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือและผู้รักษาเลือกกันอย่างสมบูรณ์

เรื่องราวความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่ใช่รักที่ฟ้ากำหนด แต่เป็นโชคชะตาและความพันผูกทางจิตวิญญาณที่ทำให้ดวงจิตทั้งสองดวงยังคงเลือกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอในทุกชาติ และ ทุกชีวิต

°•. องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter). •°

มีรายตอนทั้งหมด 36 ตอน ลงให้อ่านถึงตอนที่ 4 (ติดเหรียญตอนที่5)

มี E-Book1เล่ม ลงขาย 22เมษา (ลดราคา40% 22.04-22.05)

ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)

ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”

°•. สุสาส์นราคะ. •°

สารบัญ

องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-1 จิ้งจอกไม่จำชาติแต่สายเลือดจำกลิ่น, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-2 ระยะห่างระหว่างเราที่ไม่มีชื่อ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-3 หลงเฉิงเมืองที่โคมทุกดวงมีเงา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-4 วิญญาณที่ไม่ดับสูญ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-5 จิ้งเหมียนเก๋อ การชำระครั้งสุดท้าย, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-บทที่6 บทที่6 เมล็ดพันธุ์ที่ฝังในฝัน , องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-7 กระจกสะท้อนทางที่ไม่เคยเดิน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-8 ศาลเจ้าผนึกเสียงวิญญาณในห้วงฝัน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-9 เงามืดสองชั้นแห่งความจริงที่ยังไม่สิ้นสุด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-10 ป่ากระซิบเสียงอักขระโบราณ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-11 คนที่มาในใบหน้าเก่าและคนที่เลือกในชาตินี้, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-12 บทที่12 ความเจ็บปวดทำลายได้แค่คนที่ยังจมกับมัน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-13 สะพานสู่หุบเขาสิ้นเสียง, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-14 บทที่14 ประกายเสียงเดียวในห้วงมรณะ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-15 กระดาษที่ถูกเขียนจากสิ่งที่รอเผย, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-16 เสียงสวดธรรมที่ติดในวังวน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-17 บ้านที่มีรอยเท้าปรากฏ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-18 คำทำนายที่ต้องการสองคนในการอ่าน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-19 วิญญาณในทะเลสาบหยกขาว, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-20 สถูป(คู่)หวนชะตา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-21 คำสาปที่ถักทอจากความเจ็บปวด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-22 คำสาปคือความงดงามแห่งโชคชะตา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-23 จดหมายที่ถามว่าตัวเองคือใคร, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-24 สมรภูมิที่ไม่มีวันสิ้นสุด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-25 ทุ่งอาทิตย์ดับในแสงดาวและความเงียบ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-26 วันที่แสงดี และสิ่งที่พูดในสวน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-27 วันที่แสงดี เดือนมีจังหวะ และชีวิตที่ดำเนินอยู่, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-28 เงาที่ซ่อนเร้นอยู่ในแสงสว่าง, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-29 ชิงหวานเมืองวิญญาณสองใจ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-30 บทเพลงแห่งวิญญาณที่หลงทาง, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-31 ภูมิวิญญาณกระจกเงา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-32 คำสาปจากวิญญาณที่แตกสลาย, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-33 ใจที่ต้องการลบการมีอยู่ของจิตวิญญาณ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-34 หวูหมิงจือเหมินประตูสู่สิ่งที่ไม่ควรปิด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-35 ในวันที่บางความจำหล่นหาย (ตำหนักเมฆาหล่น), องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-36 วัฏจักการดูดซับหวูเซิน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-37 กระดาษที่เขียนด้วยมือคนตาย , องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-38 หัวใจที่เรียกหาและรอการกลับมา, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-39 เสียงที่ไม่เคยได้ยินแต่หัวใจจดจำ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-40 เหตุผลที่ข้าไม่หลงทางคือเจ้า, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-41 'กู่เหรินเซียน' เจ้าแห่งกระดูก, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-42 เสียงเพรียกของวิญญาณที่เฝ้ารอ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-43 คำตัดสินนั้นทิ้งร่องรอยไว้เสมอ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-44 ‘ฉีหลิน’ผู้พิพากษาวิญญาณ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-45 นามคือหนึ่งในเวทย์สะกดที่สั้นที่สุด, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-46 ‘เทียนจวิน’องค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-47 รากที่ซ่อนใต้หิมะดอกที่บานในไฟ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-48 คนหนึ่งถือสถูปอีกคนหนึ่งถือผู้ถือสถูป, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-49 ความทรงจำคือสิ่งที่มีค่าที่สุดของมนุษย์, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-50 ที่แข็งแกร่งกว่าความรักคือจิตวิญญาณที่มีรัก, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-51 รากจำไม่ได้ว่าเคยกินน้ำฝนสายไหน แต่รู้ว่าดินนี้คือบ้าน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-52 บทที่52 รอยแยกสะท้อนสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-53 หิมะละลายและฝนในฤดูร้อน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-54 ข้ารอเพราะอยากรอ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-55 คืนที่ฝันซ้อนฝันฝันไม่ใช่ฝัน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-56 วิญญาณที่หิวโหยในชั้นฝัน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-57 สะพานเชื่อมสิ่งที่ไม่อยากพบกัน, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-58 ‘อิงเฉียนต้ง' โพรงเงาสำหรับสิ่งไม่มีชื่อ, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-59 รูปปั้นเงาที่หล่อจากความเจ็บปวด , องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-60 คำที่รอเอื้อนเอ่ยในเวลาที่ถูกต้อง, องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)-61 สะพานจบที่คนสองคนข้ามมาถึงกัน

เนื้อหา

1 จิ้งจอกไม่จำชาติแต่สายเลือดจำกลิ่น

"จิ้งจอกไม่ต้องจำ เพราะสิ่งที่สำคัญนั้นฝังอยู่ในสิ่งที่ลึกกว่าความทรงจำ"

ว่ากันว่า บางชีวิตนั้นไม่ได้เริ่มต้นที่การเกิด มันเริ่มต้นก่อนหน้านั้นหลายชั่วอายุคนในวันที่วิญญาณดวงหนึ่งทำสัญญากับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง และสัญญานั้นไม่มีวันหมดอายุไม่ว่าจะเกิดใหม่กี่ครั้ง ไม่ว่าจะจำหรือลืม ร่างกายจะจำในสิ่งที่วิญญาณลืมและวิญญาณจะจำในสิ่งที่ร่างกายไม่รู้ เพราะบางสิ่งนั้นลึกกว่าความทรงจำลึกกว่าชาติใดชาติหนึ่ง มันคือสิ่งที่เรียกว่า — พันธะแห่งองค์เมียวจิ


ตอนที่หนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง…….

บันทึกจากสมุดของจางเว่ย บัณฑิตแห่งตำหนักเมฆาหล่น เขียนในปีที่สามหลังจากเหตุการณ์อิงเฉียนต้งเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าทุกสิ่งนั้นเริ่มต้นอย่างไร

"ข้าใช้เวลาสามปีรวบรวมเรื่องราวนี้ จากบันทึกเก่า จากคำบอกเล่า จากสิ่งที่ข้าเห็นด้วยตัวเอง และจากสิ่งที่ท่านองค์เมียวจิบอกข้าในค่ำคืนหนึ่งที่ท่านนั่งอยู่ในสวนสมุนไพรและดูเหมือนจะพูดสิ่งที่ท่านไม่เคยพูดให้ใครฟัง

เรื่องราวนี้ไม่ได้เริ่มที่วันที่ท่านและเทียนจวินพบกัน มันเริ่มต้นก่อนหน้านั้นนานมากนานกว่าที่ใครในรุ่นนี้จะจำได้"

ต้นกำเนิดของสถูปหวนชะตา และพันธะที่ไม่มีใครเลือก…….

ในยุคที่ขอบเขตระหว่างโลกคนเป็นและโลกวิญญาณยังบางกว่านี้

มีสถูปหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วย

ทองคำเก่า รูปทรงเรียบในแบบที่เรียบเกินกว่าจะเป็นฝีมือช่าง บนผิวของมันมีอักษรที่บัณฑิตทุกยุคอ่านออกแต่ไม่เคยเข้าใจ ไม่ใช่เพราะอักษรนั้นยาก แต่เพราะความหมายของมันเปลี่ยนไปตามคนที่อ่าน

สำหรับคนที่ยังไม่พร้อม มันอ่านว่า "จงรอ"

สำหรับคนที่พร้อมแล้ว มันอ่านว่า "จงรับ"

และสำหรับคนเพียงคนเดียวในทุกยุคที่สถูปนั้นเลือก มันอ่านว่า "จงเป็น"

สถูปหวนชะตาเป็นของที่ไม่ถูกครอบครอง แต่เลือกผู้ถือ และในทุกชั่วอายุคน มันจะเลือกผู้ถือที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองโลกได้โดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะฝึกมา แต่เพราะเป็น

ผู้ถือสถูปคนสุดท้ายก่อนอี้เหยียนนั้น

เป็นหญิงชรานามว่า เป้ยหลิน ที่ถือมันมาเจ็ดสิบปีและส่งมอบให้ก่อนสิ้นใจด้วยรอยยิ้ม ในแบบที่คนยิ้มเมื่อพวกเขาส่งบางอย่างที่ดีต่อไปยังมือที่ถูกต้อง

แต่ก่อนที่เป้ยหลินจะส่งมัน นางพูดสิ่งหนึ่งกับสถูป ในแบบที่คนพูดกับสิ่งที่มีชีวิตและรับรู้

"เด็กคนนี้มีพันธะหนัก" นางพูดเบา ๆ "และเขาจะไม่รู้ว่าหนักแค่ไหน เขาจะรู้ต่อเมื่อถึงเวลา ดูแลเขาด้วย"

สถูปไม่ตอบ แต่แสงทองอ่อน ๆ บนผิวของมันสว่างขึ้นสักวินาที ในแบบที่รับรู้

อี้เหยียน ร่างที่เกิดมาในตอนรุ่งอรุณ……..

ตำหนักเล็กบนเนินเขาในช่วงเปลี่ยนฤดู

อี้เหยียนเกิดในตอนรุ่งอรุณของวันที่ท้องฟ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเป็นคืนหรือเช้า แสงเพิ่งเริ่มกรองผ่านขอบฟ้า หมอกยังลอยต่ำในหุบเขา

และในตอนที่เด็กทารกนั้นร้องครั้งแรก เด็กในห้องข้างๆ ทั้งหมดหยุดร้องพร้อมกัน ราวกับได้ยินบางอย่างที่ทำให้พวกเขานิ่ง

หมอตำแยที่คลอดเด็กมาสามสิบปีหยุดนิ่งสักวินาทีเมื่อเห็นเด็กทารกนั้น

ไม่ใช่เพราะอะไรผิดปกติ ทุกอย่างปกติดี ห้าสิบนิ้วครบ ร้องแข็งแกร่ง ผิวหนังสีปกติ

เว้นแต่ร่างที่เย็นยะเยือกราวนน้ำแข็งแม้จะเกิดในเวลาเช้าที่อบอุ่น

และดวงตาเมื่อลืมขึ้นมานั้น

ไม่ใช่ดวงตาของทารกแรกเกิด

มันเป็นดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่างในห้องในพริบตาเดียว ในแบบที่ดวงตาของคนที่มีประสบการณ์มากมายจะอ่าน

แม่ของเด็กที่นอนเหนื่อยอยู่นั้นยิ้มเมื่อเห็นลูก

"ดวงตาเหมือนปู่" แม่พูดเบา ๆ ก่อนหลับตาลงพัก

หมอตำแยที่อุ้มเด็กในมือเห็นบางอย่างที่แม่ไม่เห็น ที่บนข้อมือซ้ายของเด็กทารกนั้นมีรอยสีขาวจาง ๆ รูปร่างที่นางไม่เคยเห็นในเด็กคนไหน รูปร่างที่คล้ายอักษรโบราณแต่ไม่ใช่อักษรที่นางรู้จัก

นางไม่ได้พูดถึงมัน

เพราะในทันทีที่เขาจะพูด อีกาดำตัวหนึ่งบินลงมาเกาะที่กรอบหน้าต่างห้องคลอด ผิดปกติในหลายแบบ อีกาไม่บินในตอนรุ่งอรุณ และอีกาตัวนี้มีดวงตาสีทองที่มองตรงมาที่เด็กทารกในมือของหมอตำแย

มองในแบบที่รู้จัก

เด็กทารกหยุดร้อง ยื่นมือเล็ก ๆ ออกไปในทิศทางของหน้าต่าง

อีกาตัวนั้นส่งเสียงร้องสั้นหนึ่งเสียง แล้วบินขึ้นไปในแสงรุ่งอรุณที่สว่างขึ้นทุกที

เรื่องของเลือดที่ไม่ธรรมดา..........

พ่อของอี้เหยียนเป็นบัณฑิตที่ศึกษาคัมภีร์โบราณมาตลอดชีวิต เป็นคนที่รู้ว่าโลกนั้นกว้างกว่าที่ตาเห็นแต่เลือกที่จะรับมันด้วยหมึกและกระดาษมากกว่าด้วยการออกไปสัมผัส

แม่ของอี้เหยียนเป็นสิ่งที่ต่างออกไป

ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ว่าแม่ของเขามาจากไหน ปรากฏตัวขึ้นในฤดูหนาวหนึ่ง ใบหน้างามเกินมนุษย์ ผิวขาวผิดปกติ ผมดำเงา ดวงตาที่บางครั้งดูเหมือนสีทองในแสงน้อย และหายไปในคืนหนึ่งเมื่ออี้เหยียนอายุสามขวบ ไม่มีร่องรอย ไม่มีคำอธิบาย แค่หายไปในแบบที่บางสิ่งหายไปเมื่อมันทำสิ่งที่ต้องทำเสร็จแล้ว

ทิ้งไว้แค่ลูกที่มีดวงตาสีทองและผิวขาวราวหิมะ

และบนข้อมือซ้ายของเด็กที่อายุสามขวบนั้น รอยที่เคยจางเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันที่อายุเจ็ดปี รอยนั้นชัดพอที่จะอ่านได้

อี้เหยียนอ่านมันในกระจกบานเล็กของพ่อ

อักษรโบราณที่เขาอ่านออกแม้ไม่เคยเรียน ในแบบที่บางสิ่งรู้เองโดยไม่ต้องสอน

"ผู้ถือสถูปหวนชะตา ผู้ยืนระหว่างสองโลก ผู้ที่เกิดมาเพื่อส่ง"

เขาอ่านมันออกเสียงในห้องเงียบ และในขณะที่คำสุดท้ายออกมา สถูปเล็กที่เป้ยหลินฝากไว้ที่บ้านพ่อก่อนสิ้นใจนั้น เรืองแสงขึ้นจากกล่องไม้ที่มันนอนอยู่ในห้องเก็บของมาสามปี

วันที่สถูปเลือก

อี้เหยียนเปิดกล่องไม้ด้วยมือเล็ก ๆ ของเด็กอายุเจ็ดปี

สถูปนั้นเล็กพอที่จะถือในฝ่ามือ ทองคำที่เก่าแต่สะอาด อักษรบนผิวของมันในแสงที่กรองผ่านหน้าต่างห้องเก็บของนั้นอ่านชัดเจน

เขาอ่านมัน

"จงเป็น"

สถูปนั้นอุ่นในมือของเขาในทันทีที่หยิบขึ้นมา ไม่ใช่อุณหภูมิของโลหะที่รับความอบอุ่นจากมือ แต่อุ่นจากข้างใน ในแบบที่สิ่งที่มีชีวิตจะอุ่น

และในพริบตาเดียว

เขารู้สึกบางอย่างที่เขาไม่มีคำพูดสำหรับมันในอายุเจ็ดขวบ แต่เมื่อโตขึ้นเขาจะอธิบายได้ว่า รู้สึกเหมือนจำบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตนี้ รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่รอเขาอยู่ในที่ที่เขายังไม่ถึง รู้สึกเหมือนชีวิตก่อนหน้านี้ที่เขาไม่จำได้กำลังเคาะที่ผนังของความทรงจำในชีวิตนี้

เขาไม่กลัว!

เพราะดวงตาสีทองในร่างที่มีเลือดจิ้งจอกขาวผสมอยู่นั้น รับรู้บางสิ่งที่คนอื่นไม่รับรู้ รับรู้ว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง

"ข้าจะถือเจ้า" เขาพูดกับสถูปในมือ เสียงเด็กอายุเจ็ดที่พูดในแบบที่ไม่ใช่เสียงเด็กอายุเจ็ด

อีกาดำตัวหนึ่งเกาะบนขอบหน้าต่างของห้องเก็บของ

ดวงตาสีทองมองเขา จากนั้นก็บินเข้ามาในห้องและลงเกาะที่ไหล่ซ้ายของเขาอย่างเบา ๆ

ราวกับกลับมาบ้าน

อี้เหยียนมองอีกาดำที่ไหล่ซ้าย อีกาดำมองเขากลับ

"เจ้าตามข้ามาตั้งแต่เกิด" เขาพูดเบา ๆ 

อีการ้องเสียงสั้นหนึ่งครั้ง กาววว! ในแบบที่ยืนยัน

"ข้าจะเรียกเจ้าว่าเมียวกิ" อี้เหยียนพูด "แปลว่าสหายของสิ่งที่อธิบายไม่ได้แต่มีอยู่จริง"

เมียวกิ ชื่อที่ให้ในวันนั้น กวัดหางหนึ่งครั้งในแบบที่พอใจ

การเติบโตของอี้เหยียน และสิ่งที่เรียนรู้ได้โดยไม่ต้องสอน........

สิบปีถัดมา

พ่อของอี้เหยียนเป็นบัณฑิตที่ดีและเป็นพ่อที่รักลูก แต่เขาเป็นคนที่รู้เร็วว่าสิ่งที่ลูกของเขาเป็นนั้นเกินกว่าที่เขาจะสอนได้

เขาจึงหาคนที่สอนได้

ในห้าปีแรก อาจารย์ที่เขาพาลูกไปเรียนมาสิบสองคน ทุกคนส่งเขากลับมาในเวลาไม่เกินหนึ่งเดือน ไม่ใช่เพราะเขาเรียนช้า แต่เพราะเขาเรียนเร็วเกินไปจนไม่มีอะไรเหลือให้สอน

ไม่ใช่แค่เร็ว แต่เขารู้สิ่งที่ไม่มีใครสอน

คัมภีร์ที่เขาไม่เคยอ่าน อี้เหยียนอ่านแล้วรู้ว่าหน้าต่อไปพูดถึงอะไรก่อนที่จะพลิก สูตรที่ซับซ้อน เขาแก้ได้ในวิธีที่อาจารย์ไม่รู้จัก และพิธีกรรมที่ต้องใช้เวลาฝึกหลายปี เขาทำได้ในการลองครั้งแรกในแบบที่อาจารย์คนที่สี่บอกพ่อของเธอว่า "ลูกของท่านนั้นไม่ได้เรียนรู้ในชาตินี้ มันมาจากที่อื่น"

พ่อของเขาเชื่อ

เพราะเขาเป็นบัณฑิตที่อ่านคัมภีร์มากพอที่จะรู้ว่าบางสิ่งนั้นไม่สามารถอธิบายด้วยตรรกะของชีวิตเดียว

ในปีที่สิบสอง อาจารย์คนสุดท้ายที่พ่อพาเขาไปหาคือชายชราชื่อ เฉินเหวิน ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูงทางตะวันตก บัณฑิตที่เก่ามากจนไม่มีใครรู้อายุที่แน่นอนของเขา

เฉินเหวินเปิดประตูมาพบอี้เหยียน มองเขาสักพัก

แล้วก็หันไปบอกพ่อของอี้เหยียนว่า "กลับบ้านได้ ข้าจะเป็นคนดูแลเอง"

พ่อของอี้เหยียนถามว่าจะสอนอะไร

เฉินเหวินพูดว่า "ข้าจะไม่สอน ข้าจะช่วยเขาจำสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว"

สี่ปีบนภูเขาของเฉินเหวิน.............

เฉินเหวินเป็นครูที่ต่างจากคนอื่น เขาไม่สอน เขาถาม

ถามในแบบที่คำถามของเขาเป็นกุญแจที่เปิดประตูในใจของอี้เหยียน ประตูที่มีสิ่งซ่อนอยู่ข้างหลังมากกว่าที่ตัวอี้เหยียนเองรู้

ปีแรก เขาถามเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งมีชีวิต อี้เหยียนตอบในแบบที่เขาพยักหน้าและจดบันทึก

ปีที่สอง เขาถามเกี่ยวกับความตายและสิ่งที่อยู่หลังมัน อี้เหยียนตอบในแบบที่เขาวางปากกาลงและมองอี้เหยียนนาน แล้วพูดว่า "เจ้าเห็นแล้ว ในชาติก่อน"

อี้เหยียนไม่ตอบยืนยันหรือปฏิเสธ แต่ก็ไม่บอกว่าไม่ใช่

ปีที่สาม เขาถามเกี่ยวกับสถูปหวนชะตา อี้เหยียนเล่าสิ่งที่ตัวเองรู้สึกตั้งแต่วันแรกที่จับมัน เฉินเหวินฟังแล้วพูดว่า "สถูปนั้นเลือกผู้ถือในแต่ละยุค ผู้ถือก่อนเจ้าทำงานส่งวิญญาณที่หลงทางกลับไปในแบบที่ถูกต้อง และตัวเจ้าจะทำเหมือนกัน แต่สิ่งที่เจ้าต้องเผชิญจะใหญ่กว่า"

"ใหญ่กว่าแค่ไหน?" อี้เหยียนถาม

"ใหญ่กว่าที่ผู้ถือสถูปคนใดเคยเผชิญ" เขาตอบตรง "แต่เจ้าไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนที่จะยืนข้างๆ เจ้า คนที่ตามเจ้ามาทุกชาติ"

อี้เหยียนมองเขา ดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่าง

"ท่านรู้เรื่องชาติก่อนของข้า" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ ไม่ใช่คำถาม

"รู้บางส่วน" เขายอมรับ "พอที่จะรู้ว่าเจ้ามาถึงชาตินี้ด้วยราคาที่หนักมาก"

"ราคาอะไร?"

เฉินเหวินมองอี้เหยียนนาน แล้วก็หยิบม้วนกระดาษออกมาจากชั้นหนังสือที่อยู่หลังเขา ม้วนที่เขาเก็บไว้นานก่อนที่อี้เหยียนจะมาถึงเสียอีก

"ปีที่สี่" เขาพูด "ข้าจะบอกเจ้าในปีที่สี่"

ปีที่สี่ สิ่งที่เฉินเหวินบอก....

คืนหนึ่งในฤดูหนาว ไฟในเตาลุกอยู่ เฉินเหวินวางม้วนกระดาษเก่าลงบนโต๊ะ

อี้เหยียนอายุสิบหกปีนั่งอยู่ตรงข้าม เมียวกิบนไหล่ซ้าย ดวงตาสีทองทั้งสองในห้องนั้นมองเฉินเหวินรอ

"ม้วนกระดาษนี้เป็นบันทึกชาติก่อนของเจ้า" เฉินเหวินพูดเสียงเงียบ "ไม่ทั้งหมด แค่บางส่วน และแค่บางส่วนเท่านั้นที่ข้าคิดว่าเจ้าควรรู้"

"ทำไมไม่ทั้งหมด?"

"เพราะส่วนที่เหลือนั้น เจ้าต้องจำเอง" เขาพูด "บางสิ่งถ้ารู้ก่อนเวลา มันจะเปลี่ยนสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น"

เขารับม้วนกระดาษ เปิดอ่าน

ลายมือบนนั้นเป็นลายมือที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยเห็น แต่อ่านออกในทันทีในแบบที่เขาอ่านทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเขาออก

"บันทึกชาติก่อนของผู้ถือสถูปหวนชะตาคนปัจจุบัน

ชาติแรก อ้ายเหลียน นักดนตรีในราชสำนักที่รักนักรบผู้หนึ่ง รักอย่างลึกและเงียบ จนวันที่นักรบนั้นถูกใส่ร้ายว่าทรยศ อ้ายเหลียนเลือกเชื่อคำกล่าวหาเพราะกลัวว่าความรักของตัวเองนั้นทำให้ตัดสินใจผิดพลาด และในวันที่รู้ว่าทุกอย่างเป็นความเข้าใจผิด นักรบนั้นสิ้นชีวิตไปแล้ว อ้ายเหลียนใช้ชีวิตที่เหลือกับความเสียใจ และสิ้นชีวิตโดยไม่ได้พูดสิ่งที่ควรพูด

ชาติที่สอง หลิวเย่ นักบวชชายในวัดห่างไกล รักลูกศิษย์สำนักฝ่ายตรงข้ามที่มาขอคำแนะนำในเรื่องลึกลับ รักอย่างเงียบ ๆ ในแบบที่คนที่ถือศีลจะรัก แต่คราวนี้ถูกหักหลัง ลูกศิษย์สำนักนั้นใช้ความไว้วางใจของนางเพื่อผลประโยชน์ของสำนัก หลิวเย่สิ้นชีวิตด้วยการทรยศที่เจ็บปวด แต่ในชาตินั้นนางเรียนรู้ว่าความรักนั้นไม่ผิด แค่คนที่เลือกผิด

ชาติที่สาม เซียนหรู นักรบหญิงที่รักผู้บัญชาการของตัวเองอย่างเปิดเผย ผู้บัญชาการที่รักกลับและรักยาว รักในแบบที่ดีที่สุดของทั้งสองชาติก่อน แต่สงครามพรากทุกอย่างไป ทั้งสองสิ้นชีวิตในสนามรบในวันเดียวกัน ห่างกันสิบก้าว ไม่มีใครรู้ว่าอีกคนยังมีชีวิตอยู่ในสิบก้าวนั้น

สามชาติที่ผ่านมา วิญญาณสองดวงนี้เวียนวนหากันและพลาดกันทุกครั้ง ในแบบที่ต่างกัน ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน แต่ผลลัพธ์เดียวกัน

ในชาติที่สี่ ซึ่งเป็นชาติสุดท้ายก่อนชาตินี้  เซี่ยหมิง มีทั้งหมดที่ชาติก่อน ๆ ต้องการ รักและรู้ว่ารัก รักและได้รับรัก รักในแบบที่ครบถ้วน

จนกระทั่งเซี่ยหมิงพบว่าคนที่เขารักนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายที่ไม่ใช่ของเขาคนเดียว และราคานั้นจะพรากเขาไปในวันที่ราคาครบกำหนด เซี่ยหมิงเลือกจ่ายแทน แต่ราคาที่เขาไม่ควรจ่ายนั้นทำลายร่างของเขา

วิญญาณของเซี่ยหมิงเข้าสู่กระบวนการเกิดใหม่ แต่ไม่ใช่การเกิดใหม่ธรรมดา มันเป็นการเกิดใหม่ที่มีเงื่อนไข เกิดมาพร้อมพันธะกับสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมพลังงานที่สะสมจากสี่ชาติ และเกิดมาในร่างที่มีเลือดที่ต่างออกไปเพื่อให้รับมือกับสิ่งที่ชาตินี้ต้องเผชิญได้

และอีกวิญญาณหนึ่ง วิญญาณที่ตามมาทุกชาติ ก็เกิดมาในชาตินี้เช่นกัน รอการพบกัน"

อี้เหยียนวางม้วนกระดาษลงในขณะที่แสงไฟในเตาเปลี่ยนสีอย่างช้า ๆ

เขาไม่พูดอะไรสักพัก ในแบบที่เขาเงียบเมื่อรับสิ่งที่สำคัญมาก

"ชาติก่อนข้าจ่ายราคาแทนคนที่รัก" เขาพูดในที่สุด เสียงเรียบ

"ใช่" เฉินเหวินพูดเบา

"และในชาตินี้ข้าเกิดมาพร้อมพันธะกับสถูป เพื่อทำงานที่ต้องทำ"

"ใช่"

"และอีกวิญญาณหนึ่ง" เขาพูดช้า ๆ "คนที่ตามมาทุกชาติ เขาคือใคร?"

เฉินเหวินมองอี้เหยียน ดวงตาของชายชราที่รู้มากเกินไปนั้นอ่อนลงเล็กน้อย

"ข้าไม่รู้ชื่อ" เขาพูดตรง "แต่ม้วนนี้ระบุว่าเป็นวิญญาณที่แข็งแกร่ง ไม่ยอมแพ้ และตามเจ้ามาทุกชาติโดยไม่ได้รับคำเชิญ แค่ตามมาเพราะเลือก"

"ตามมาเพราะเลือก" อี้เหยียนพูดซ้ำเบา ๆ

"ในชาตินี้เจ้าจะพบเขา" เฉินเหวินพูด "และเมื่อพบ เจ้าจะรู้"

"รู้อะไร?"

"รู้ว่ารู้จักกัน" เขาพูดเงียบ ๆ "ในแบบที่ลึกกว่าการพบกันครั้งแรกในชีวิตนี้จะรู้สึก"

ตำหนักเมฆาหล่น ที่ที่ถูกเลือกให้เป็นบ้าน.........

หลังจากสี่ปีบนภูเขา

อี้เหยียนอายุสิบเจ็ด กลับลงมาสู่โลกในแบบที่ต่างจากเด็กอายุสิบสามที่ขึ้นไป ไม่ใช่ต่างในรูปร่าง ความสูงสมส่วน ผิวขาวราวเกล็ดหิมะ ดวงตาสีทอง และใบหน้าลึกลับ คม งดงามราวสุนัขจิ้งจอก แต่ต่างในแบบที่ตัวเขาเองรู้แล้วว่าตัวเองเป็นอะไร ไม่ใช่ต่างในแบบคนที่ยังไม่รู้

พ่อของเขาเสียชีวิตในปีที่สาม จดหมายส่งขึ้นไปบนภูเขา เขาอ่านจดหมายในค่ำคืนหนึ่ง นั่งอยู่กับมันสักพัก แล้วก็วางลงและนอนหลับ ไม่ใช่เพราะไม่เสียใจ แต่เพราะเขารู้สึกว่าพ่อของเขาเดินทางไปในที่ที่ถูกต้องแล้ว และสถูปในมือเขาบอกเงียบ ๆ ว่าพ่อนั้นปลอดภัยดี

เขาลงจากภูเขามาพร้อมกับสิ่งเดียว ตำหนักเมฆาหล่น

ไม่ใช่ตำหนักที่ใครสร้างให้ แต่ตำหนักที่อี้เหยียนพบในเส้นทางลงเขา ตำหนักร้างบนเนินเขาเล็ก ๆ ที่มองออกไปเห็นทั้งหุบเขาและป่าในระยะไกล เขายืนอยู่ที่ประตูตำหนักนั้นสักพักในแสงบ่าย

แล้วก็รู้ว่านี่คือที่ที่ตัวเขาเองควรอยู่

เมียวกิบินลงมาเกาะที่หลังคาตำหนัก มองลงมาที่เขา

"ใช่ไหม?" อี้เหยียนถามมัน

มันร้องเสียงสั้นหนึ่งครั้งในแบบที่ยืนยัน

ปีแรกที่ตำหนักเมฆาหล่น การเริ่มต้นงาน…..

อี้เหยียนซ่อมตำหนักด้วยมือของตัวเอง ปลูกสวนสมุนไพร จัดห้องสมุดจากคัมภีร์ที่เฉินเหวินให้มา และเริ่มรับรายงานเรื่องลึกลับที่คนในพื้นที่ใกล้เคียงนำมาบอก

เรื่องแรกที่เขารับคือเรื่องวิญญาณที่หลงอยู่ในบ้านเก่าและทำให้คนในบ้านนั้นไม่มีความสุข เขาไปดู ส่งวิญญาณนั้นกลับในเวลาสองชั่วโมง กลับมาโดยไม่บอกว่าทำอะไร ไม่รับเงิน รับแค่สมุนไพรที่เจ้าของบ้านปลูกไว้

เรื่องที่สองซับซ้อนขึ้น เรื่องที่สามมีการต่อสู้ครั้งแรก ครั้งที่อี้เหยียนพบว่าสถูปนั้นไม่ใช่แค่เครื่องมือส่งวิญญาณ มันเป็นอาวุธด้วยเมื่อจำเป็น และเมียวกิที่เติบโตขึ้นพร้อมกับงานที่หนักขึ้นนั้น เรียกภูติพิทักษ์ดวงแรกมาช่วยได้ในคืนที่สาม ของปีแรก

ข่าวของตำหนักเมฆาหล่นและองค์เมียวจิแพร่ออกไปในแบบที่ข่าวของคนที่งดงาม ลึกลับ และมีฝีมือหาตัวจับยากแพร่ ไม่ใช่เป็นการป่าวประกาศ แค่คนบอกต่อในแบบที่คนบอกเมื่อพวกเขาพบบางอย่างที่ เก่ง ศักดิ์สิทธิ์ และน่านับถือ

ในปีที่สาม ทีมของเขาก็ก่อตัวขึ้นเองตามธรรมชาติ จางเว่ยที่มาขอเป็นบัณฑิตประจำตำหนัก หลี่เซียนที่มาเพราะอยากทำงานที่มีความหมาย ซวินฮัวที่มาเพราะดาบของเขาต้องการใช้ เซินเหมยที่มาเพราะยาของนางต้องการคนป่วยที่นางรักษาได้

และชีวิตของอี้เหยียนในช่วงนั้น ถ้าจะสรุปในหนึ่งประโยค คือ สมบูรณ์ในแบบที่งานสมบูรณ์ แต่ยังมีบางอย่างที่ว่างเปล่าในแบบที่เขาไม่รู้จะอธิบายให้ใครเข้าใจ

สำนักจวิ้นเทียน และมือปราบมารคนหนึ่ง….....

ในระยะทางสามวันจากตำหนักเมฆาหล่น

สำนักจวิ้นเทียนตั้งอยู่บนภูเขาที่สูงกว่า มีประวัติยาวนานกว่า มีสมาชิกมากกว่า และมีชื่อเสียงในแบบที่ต่างออกไป ชื่อเสียงของสถานที่ฝึกคนปราบมาร ไม่ใช่คนส่งวิญญาณ แต่คนกำจัดสิ่งชั่วร้าย

สำนักจวิ้นเทียนและตำหนักเมฆาหล่นทำงานในโลกเดียวกัน แต่ไม่เคยมีเส้นทางที่ตัดกัน

จนกระทั่งปีที่เทียนจวินอายุยี่สิบสอง

เทียนจวินเป็นลูกศิษย์ที่หยวนซินรับมาเองจากถนนในตอนที่เด็กชายคนนั้นอายุเจ็ดปีและกำลังสู้กับอันธพาลสามคนด้วยท่าทีที่บอกว่าเขาจะไม่ยอมแม้ว่าจะแพ้ก็ตาม

หยวนซินเห็นเด็กชายคนนั้นสู้แล้วก็รู้ว่าต้องรับมาสอน ไม่ใช่เพราะเด็กนั้นเก่ง แต่เพราะเด็กนั้นไม่ยอมแพ้ในแบบที่บอกว่าสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นแข็งแกร่งกว่าร่างกายภายนอก

สิบห้าปีในสำนักจวิ้นเทียน

เทียนจวินกลายเป็นสิ่งที่หยวนซินรู้ว่าเขาจะเป็นมาตั้งแต่วันแรก นักรบที่เก่งที่สุดของสำนักในรุ่น ดาบที่ไวที่สุด พลังงานที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือใจที่เป็นธรรม ไม่ฆ่าในแบบที่ไม่จำเป็น ไม่ทำร้ายในแบบที่เกินพอดี

แต่มีบางอย่างในเทียนจวินที่ทำให้หยวนซินสังเกตมาตลอดสิบห้าปี

บางอย่างที่หยวนซินในฐานะบัณฑิตที่ศึกษาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดรู้จักดี ความรู้สึกของคนที่กำลังมองหาบางอย่างโดยไม่รู้ว่ากำลังมองหา

"เจ้ารู้สึกไหม?" หยวนซินถามเทียนจวินในคืนหนึ่ง เมื่อเทียนจวินอายุยี่สิบ

"รู้สึกอะไร?"

"รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ต้องไปถึง แต่ยังไม่รู้ว่าไปที่ไหน"

เทียนจวินนั่งนิ่งอยู่สักพัก ดวงตาของเขาในแสงโคมนั้นคิดอยู่

"ใช่" เขาตอบในที่สุด เสียงเบา "ข้ารู้สึกแบบนั้นตลอดมา"

หยวนซินพยักหน้าช้า ๆ ในแบบที่รับรู้สิ่งที่เขาคาดคิดไว้

"เจ้าจะพบมันเมื่อถึงเวลา" หยวนซินพูดเบา ๆ

วูหมิงเหมิน คดีแรกที่ทำให้สองเส้นทางตัดกัน….....

ปีที่เทียนจวินอายุยี่สิบสอง

รายงานเรื่องประตูวูหมิงเหมินเข้ามาที่สำนักจวิ้นเทียนในเช้าของวันหนึ่ง ประตูในซุ้มตลาดเก่าที่ใครก็ตามที่เดินผ่านมันในเวลากลางคืนหายตัวไปโดยไม่มีร่องรอย เจ็ดคนในเจ็ดคืน

หยวนซินส่งเทียนจวินพร้อมลูกศิษย์สำนักสี่คน

ที่ซุ้มตลาดเก่าในตอนบ่าย ก่อนที่เทียนจวินจะมาถึง

มีคนอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว

ชายหนุ่มในชุดสีแดง ผมขาวเงางาม ผิวขาวในแบบที่ทำให้เส้นเลือดฟ้าอ่อน ๆ ร่างแน่นด้วยมัดกล้ามตัวบางสูงชะรูด ที่ข้อมือดูชัดเจน ยืนอยู่หน้าประตูซุ้มนั้นในท่าที่บอกว่าเขากำลังอ่านบางอย่างที่คนอื่นมองไม่เห็น มือซ้ายถือสถูปทองที่เรืองแสงเบา ๆ ในแดดบ่าย

บนไหล่ซ้ายของเขามีอีกาดำที่ใหญ่กว่าอีกาทั่วไป ดวงตาสีทองมองรอบ ๆ ในแบบที่สิ่งมีชีวิตที่รู้ว่าตัวเองเฝ้าระวังอะไรอยู่

เทียนจวินหยุดนิ่งสักวินาที

ไม่ใช่เพราะหน้าตาของอีกฝ่าย แม้จะงดงามในแบบที่ทำให้หยุดได้ แต่เพราะบางอย่างที่เขารู้สึกในทันทีที่เห็นอีกฝ่าย ในแบบที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต

ความรู้สึกที่เขาจะอธิบายได้ในภายหลังว่า ราวกับว่าเขาเดินหามาตลอดชีวิตแล้วก็เดินมาถึงสิ่งที่เดินหา โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินหามาตลอด

"ท่านคือคนของสำนักจวิ้นเทียน" อี้เหยียนพูดโดยไม่หันมามองเขา เสียงเรียบและแน่ใจ ยังคงมองที่ประตูซุ้มอยู่

"ใช่" เทียนจวินตอบ เดินเข้าไปใกล้ "และท่านคือ?"

"ผู้ถือสถูปหวนชะตา องค์เมียวจิ" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ ราวกับนั้นเพียงพอเป็นคำแนะนำตัว

"ท่านคือองค์เมียวจิที่ผู้คนต่างเซ็งแซ่ แต่ข้าไม่รู้ว่าสถูปหวนชะตาคืออะไร" เขาพูดตรง

เขาหันมามองเขาในที่สุด ครั้งแรกที่ดวงตาสีทองของอี้เหยียนพบกับดวงตาของเทียนจวิน

เทียนจวินมีความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ชัดกว่าเดิม ชัดในแบบที่เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรในตอนนั้น

อี้เหยียนมองเขาในแบบที่มองเมื่อพวกเขาทั้งคู่เห็นบางอย่างที่ต่างฝ่ายต่างรับรู้แต่ไม่พูดออกมา

"ท่านจะรู้ว่ามันคืออะไรในเวลาที่เหมาะสม" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ แล้วก็หันกลับไปมองประตูซุ้ม "แต่ตอนนี้มีงานที่ต้องทำ ประตูนี้เป็นทางเข้าสู่ชั้นที่สาม ไม่ใช่ประตูธรรมดา คนเจ็ดคนที่หายไปนั้นยังมีชีวิตอยู่ แค่ติดอยู่"

"ติดอยู่ที่ไหน?"

"ในชั้นระหว่างโลก" อี้เหยียนพูด "และถ้าไม่นำพวกเขากลับมาภายในสามคืน พลังงานในชั้นนั้นจะดูดซับพวกเขาสมบูรณ์"

เทียนจวินมองอีกฝ่ายสักพัก มองในแบบที่เขามองเมื่อเขาประเมินบางอย่าง แต่คราวนี้ไม่ใช่การประเมินความสามารถ มันเป็นบางอย่างที่ลึกกว่านั้น

"ท่านต้องการความช่วยเหลือจากสำนักจวิ้นเทียนไหม?" เขาถาม

อี้เหยียนคิดอยู่สักวินาที

"ประตูนั้นมีการป้องกันที่ต้องถูกทำลายจากภายนอกก่อนที่ข้าจะเข้าไปข้างในได้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ถ้าท่านสามารถจัดการกับสิ่งที่อยู่ภายนอกได้ ข้าจะจัดการกับสิ่งที่อยู่ภายในได้"

"แบ่งหน้าที่กัน" เขาพูด

"แบ่งหน้าที่ตามที่แต่ละคนทำได้ดีที่สุด" อี้หยียนแก้เสียงเรียบ

ลูกศิษย์สำนักจวิ้นเทียนที่มาพร้อมเทียนจวินแลกสายตากัน บางคนในกลุ่มนั้นยักไหล่เล็กน้อยในแบบที่บอกว่าไม่คัดค้าน

เทียนจวินมองอี้เหยียนอีกครั้ง มองในแสงบ่ายที่ทำให้ผิวขาวของอี้เหยียนดูขาวโพลนดั่งหิมะ ดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่าง และอีกาดำบนไหล่ซ้ายที่มองเขาในแบบที่พิจารณาอยู่

"ตกลง" เขาพูดเสียงเรียบ

แล้วก็พูดต่อเบา ๆ ก่อนที่อี้เหยียนจะหันกลับไป

"ข้าชื่อเทียนจวิน"

อี้เหยียนหยุดสักวินาที

"อี้เหยียน" เขาพูดสั้น ๆ ไม่หัน

ชื่อที่อี้เหยียนพูดออกมานั้นเงียบและเรียบ แต่เทียนจวินได้ยินมันในแบบที่เขาได้ยินสิ่งที่เขาได้ยินไม่ออกนาน ในแบบที่คำคำหนึ่งเข้าไปอยู่ในหัวและรู้ว่าจะอยู่ที่นั่น

คืนของประตูวูหมิงเหมิน การต่อสู้ครั้งแรก.............

ค่ำคืนของวันเดียวกัน

ซุ้มตลาดเก่าในความมืดมีบรรยากาศที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงจากตอนบ่าย ประตูซุ้มนั้นในความมืดเรืองแสงสีดำในแบบที่แสงดำจะเรือง และรอบ ๆ ประตูนั้นมีสิ่งที่เคลื่อนไหวในความมืดในแบบที่ทำให้รู้ว่าไม่ใช่สิ่งธรรมชาติ

"ภูตชั้นต่ำที่ดูดซับพลังงานของประตู" อี้เหยียนพูดเบา ๆ ข้างๆ เทียนจวิน "กำจัดได้ด้วยพลังงานแสงหรือไฟ ไม่ต้องฆ่า แค่ผลักออกไปจากขอบเขตของประตู"

"กี่ตัว?" เขาถาม

"นับไม่ออกในความมืด" อี้เหยียนพูดตรง "แต่ไม่น้อยกว่าสิบ"

เมียวกิบนไหล่ซ้ายของเขากางปีกออก ดวงตาทองเปล่งแสงในความมืด

"เมียวกิจะช่วยด้านซ้าย" อี้เหยียนพูดเบา ๆ ให้มัน มันร้องตอบหนึ่งเสียง

เทียนจวินพูดกับลูกศิษย์สำนักทั้งสี่คนสั้น ๆ แบ่งตำแหน่ง ในแบบที่คนที่เคยนำทีมมาหลายครั้งจะแบ่ง ไม่มีคำอธิบายยาว แต่ทุกคนเข้าใจ

"พร้อม?" เขาถามอีกฝ่าย

"พร้อม" อี้เหยียนตอบ "แต่ข้าจะเข้าไปในประตูในสิบนาที อี้เหยียนต้องจัดการขอบเขตภายนอกให้ได้ภายในนั้น"

"สิบนาทีพอ" เขาพูดมั่นคง

อี้เหยียนมองเขาสักวินาที ดวงตาสีทองพิจารณาในแบบที่ตัวเขาพิจาณาทุกอย่างก่อนตัดสินใจเชื่อ

แล้วก็พยักหน้า

"ข้าเชื่อ" อี้เหยียนพูดเสียงเบา

คำสองคำนั้นเบา แต่เทียนจวินได้ยินมันหนักกว่าที่ควร ในแบบที่บางคำพูดนั้นหนักกว่าน้ำหนักของมัน

ภูตชั้นต่ำสิบสี่ตัวในความมืดของซุ้มตลาด

ดาบของเทียนจวินออกมาเป็นแสงสีขาวในความมืด เร็วในแบบที่คนที่ฝึกมาสิบห้าปีจะเร็ว แต่ที่ทำให้ลูกศิษย์สำนักที่ตามมาเห็นมาตลอดสามปียังทึ่งอยู่คือการที่เขาไม่ฟุ่มเฟือยในทุกท่า ทุกการเคลื่อนไหวมีเหตุผล ทุกการตัดมีจุดหมาย

ภูตตัวแรกถูกผลักออกไปในห้าวินาที ตัวที่สองสิบสาม ตัวที่สามสิบแปด

เมียวกิทางด้านซ้ายเรียกภูติพิทักษ์สองดวงลงมา แสงสีเขียวสองจุดวนรอบขอบเขตด้านซ้ายของประตู กดภูตชั้นต่ำที่พยายาม กลับเข้ามาออกไป

ลูกศิษย์สำนักทั้งสี่ทำงานสอดประสานกัน สร้างแนวป้องกันที่ด้านขวาและด้านหน้า

เจ็ดนาที

ขอบเขตรอบประตูว่างจากภูตชั้นต่ำ

อี้เหยียนเดินเข้ามาที่ประตูซุ้มในตอนที่เทียนจวินหันกลับมาบอกว่าเสร็จแล้ว แต่อี้เหยียนรู้แล้วก่อนที่เขาจะหัน เพราะเขานับเวลาและนับพลังงานในพื้นที่มาตลอด

"ดีกว่าสิบนาที" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบขณะเดิน

"ข้าบอกว่าสิบนาทีพอ" เขาพูดตาม มีอะไรบางอย่างที่เบาในน้ำเสียงนั้น

"บอกว่าพอ ไม่ได้บอกว่าจะทำในเวลาเท่าไหร่" อี้เหยียนแก้เสียงเรียบ

เขาหยุดสักวินาที แล้วหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นสั้นและเบา แต่ในความมืดของซุ้มตลาดมันดังชัดเจน

อี้เหยียนไม่หัน แต่ก้าวเท้าช้าลงเล็กน้อยสักก้าวหนึ่งก่อนจะเดินต่อ

สิ่งที่เล็กน้อยมาก แต่เทียนจวินสังเกตเห็น

ภายในประตูวูหมิงเหมิน

ชั้นระหว่างโลกนั้นมองเห็นด้วยดวงตาของผู้ถือสถูปแตกต่างจากชั้นปกติ มันดูเหมือนโลกปกติแต่สีจางลง ราวกับเป็นภาพสีซีดของความเป็นจริง และในโลกสีซีดนั้น คนเจ็ดคนที่หายไปนั้นยืนอยู่ในแบบที่คนยืนเมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไร

อี้เหยียนใช้สถูปนำทางออก

ไม่ง่าย ชั้นระหว่างโลกนั้นพยายามรักษาสิ่งที่อยู่ในมันไว้ แต่สถูปหวนชะตาเปิดทางออกในแบบที่เขารู้วิธีและชั้นนั้นไม่อาจต่อต้านได้

แต่ในขณะที่อี้เหยียนนำคนที่หกออกมา คนที่เจ็ดซึ่งติดลึกที่สุดนั้นดึงกลับ มีบางอย่างในชั้นนั้นที่จับเขาไว้หนักกว่าคนอื่น

พลังงานในสถูปที่ตัวเขาส่งออกไปนั้นเริ่มน้อยลง อี้เหยียนรู้สึกได้

อี้เหยียนส่งแรงสุดท้ายออกไป พลังงานทองออกมาจากสถูปในแบบที่ดึงคนสุดท้ายออกมา แต่ทำให้ตัวเขาเองโซเซ ชั้นระหว่างโลกนั้นพยายามดึงกลับในทันที

แล้วก็มีบางอย่างที่แน่นและอบอุ่นจับที่ข้อมือของเขา

ดึงออกมาแรงพอที่จะชนะแรงดึงของชั้นนั้น

เขาพบว่าตัวเองอยู่นอกประตูซุ้มในอากาศกลางคืนที่เย็น พร้อมกับมือที่ยังจับข้อมือของตัวเขาอยู่

มองขึ้นไป

เทียนจวินยืนอยู่ที่ขอบประตูซุ้ม มือที่ยื่นเข้าไปในชั้นระหว่างโลกเพื่อดึงอี้เหยียนออกมานั้นยังจับข้อมือของตัวเขาอยู่ ใบหน้าของเขาในแสงน้อยของกลางคืนนั้นบอกว่าเขาไม่ได้คิดก่อน เขาแค่ทำ

"ข้าเห็นว่าเจ้าโซเซ" เขาพูดเสียงเงียบ "และดูเหมือนจะต้องการความช่วยเหลือ"

อี้เหยียนมองมือที่จับข้อมือของตัวเองอยู่ มือที่อุ่นและมั่นคงในแบบที่บอกว่าไม่ปล่อย

แล้วก็มองขึ้นไปที่ใบหน้าของเขา

ในตอนนั้น ในแสงน้อยของกลางคืน อี้เหยียนรู้สึกบางอย่างที่ตัวเขารู้จักในแบบที่รู้จักสิ่งที่จำไม่ได้ว่าเคยพบ แต่รู้ว่าเคย

อี้เหยียนไม่พูดสิ่งที่รู้สึก

แค่พูดสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด

"ขอบคุณ"

เขาปล่อยมือ ถอยออกหนึ่งก้าว

"ทุกคนออกมาครบ?" เขาถาม

"ครบ" อี้เหยียนตอบ เสียงมั่นคงกลับมาในแบบที่ตัวเขามั่นคงเสมอ

คนเจ็ดคนที่หายไปนั่งอยู่บนพื้นของซุ้มตลาดในแบบที่คนที่เพิ่งออกมาจากที่ที่ไม่ควรอยู่จะนั่ง บางคนร้องไห้ บางคนเงียบ ทุกคนมีชีวิตอยู่

เมียวกิบินมาเกาะที่ไหล่ซ้ายอีกครั้ง ดวงตาทองมองเทียนจวินสักวินาที แล้วก็หันไปมองทางอื่น ในแบบที่บอกว่าได้ตรวจสอบแล้วและผลการตรวจสอบนั้นน่าพอใจ

เทียนจวินสังเกตเห็นการที่อีกาดำมองเขาแล้วก็หัน เขาไม่แน่ใจว่าตีความถูกหรือเปล่า แต่ก็รู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับการผ่านการทดสอบ

รุ่งเช้าหลังวูหมิงเหมิน สิ่งที่เริ่มขึ้นโดยไม่มีชื่อ…….

รุ่งอรุณหลังจากคืนนั้น

คนเจ็ดคนถูกส่งกลับบ้านด้วยความดูแลของเซินเหมยที่มาถึงช่วงดึก ซุ้มตลาดเก่าที่ไม่มีอะไรผิดปกติอีกต่อไปในตอนรุ่งสาง ในแบบที่สถานที่ที่แก้ปัญหาแล้วจะเป็น

อี้เหยียนนั่งอยู่ที่ขอบทาง ดื่มน้ำชาที่เซินเหมยชงมาในกาเดินทาง มองออกไปที่ท้องฟ้าที่เริ่มสว่าง เมียวกิบนไหล่ซ้ายหลับตาอยู่หลังจากคืนที่ยาว

เทียนจวินมาและนั่งลงข้างๆ ห่างพอสมควรในแบบที่เหมาะสม ไม่ขอนั่ง ไม่ถาม แค่นั่ง

อี้เหยียนไม่ได้บอกให้เขาไปไหน

สักพักหนึ่งที่ทั้งสองไม่พูดอะไร

"ท่านทำงานแบบนี้บ่อยไหม?" เขาถามในที่สุด เสียงเบาในแบบที่คนถามเมื่อพวกเขาอยากรู้จริง ๆ ไม่ใช่แค่พูดเพื่อเติมความเงียบ

"บ่อยพอ" อี้เหยียนตอบเงียบ ๆ

"คนเดียวเสมอ?"

อี้เหยียนคิดอยู่สักพักก่อนตอบ ในแบบที่ตัวเขาคิดก่อนตอบทุกสิ่งที่ควรตอบอย่างซื่อสัตย์

"มีพรรคพวก" อี้เหยียนพูด "แต่ในบางส่วนของงาน ใช่ คนเดียว"

"ส่วนที่เข้าไปในชั้นระหว่างโลก" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม

"ใช่"

"มันปลอดภัยไหม?" เขาถาม เสียงนั้นเป็นห่วงในแบบที่ตรงไปตรงมา ไม่มีการซ่อน ไม่มีการทำเป็นไม่ถาม

อี้เหยียนหันมามองเขาในแสงรุ่งอรุณ ดวงตาสีทองของอี้เหยียนอ่านใบหน้าของเขา อ่านคำถามนั้นในแบบที่ตัวเข้าเองอ่านทุกอย่าง

"เคยมีคนถามคำถามนี้เป็นครั้งแรก" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ

"แล้วเจ้าตอบว่าอะไร?" เขาถาม

"ข้าไม่เคยตอบ เพราะคำถามนั้นถามโดยคนที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับคำตอบ"

เขามองอี้เหยียน ในแสงรุ่งอรุณที่เพิ่มขึ้นทีละน้อย

"และข้าจะทำอะไรกับคำตอบ?"

อี้เหยียนมองเขาอีกครั้ง อ่านในแบบที่ตัวเขาอ่านสิ่งที่สำคัญ ในแสงรุ่งอรุณที่ทำให้ดวงตาของเขาดูชัดเจน ดวงตาที่ถามอย่างตรงไปตรงมาในแบบที่คนที่ตัดสินใจถามแล้วจะถาม

"ยังไม่รู้" อีเหยียนพูดในที่สุด เสียงเงียบแต่ชัดเจน "แต่ข้าคิดว่าเจ้าจะทำอะไรบางอย่างกับมัน"

แล้วก็ลุกขึ้นก่อนที่เขาจะพูดอะไรได้ เก็บถ้วยชาของอี้เหยียน หันไปบอกคนอื่นๆว่าถึงเวลากลับ

เทียนจวินนั่งอยู่ที่ขอบทางสักพักหลังจากที่อี้เหยียนเดินไปแล้ว มองตามหลังอี้เหยียนในแสงรุ่งอรุณที่สว่างขึ้นทีละน้อย

ลูกศิษย์สำนักคนหนึ่งมาถามว่าจะกลับสำนักเวลาไหน

"สักครู่" เขาตอบ เสียงเงียบในแบบที่คนตอบเมื่อความคิดยังอยู่ที่อื่น

เขามองทิวทัศน์ข้างหน้าในแสงรุ่งอรุณ คิดถึงคำถามที่อี้เหยียนไม่ตอบ คิดถึงดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่าง คิดถึงความรู้สึกที่เขารู้สึกตั้งแต่แรกที่เห็นอีกฝ่าย ความรู้สึกที่เขายังหาคำพูดสำหรับมันไม่ได้

และคิดถึงสิ่งที่เขารู้แน่ใจในตอนนี้ สิ่งเดียวที่ชัดเจนในทุกสิ่งที่ไม่ชัดเจน

ว่าเขาจะพบอี้เหยียนอีก

ไม่ใช่ "อาจจะพบ" ไม่ใช่ "หวังว่าจะพบ" แต่จะพบ ในแบบที่บางสิ่งนั้นแน่ใจโดยไม่มีเหตุผล

เมียวกิที่บินออกไปก่อนพร้อมกับอี้เหยียนนั้น หันกลับมาบินวนหัวเขาหนึ่งรอบในแสงรุ่งอรุณ ดวงตาทองมองลงมาที่เขาสักวินาที

แล้วก็บินตามอี้เหยียนไป

เทียนจวินมองอีกาดำบินออกไปในแสงสีทองของรุ่งอรุณ ในแบบที่มองสิ่งที่บอกบางอย่างโดยไม่ต้องพูด

แล้วก็ลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากชุด เดินกลับไปหาลูกศิษย์สำนัก

มีบางอย่างในก้าวเดินของเขาที่ต่างจากก่อน ในแบบที่คนเดินต่างเมื่อพวกเขารู้ว่าตัวเองกำลังเดินไปที่ไหน แม้จะยังไม่รู้ว่าเส้นทางนั้นยาวแค่ไหน


"จิ้งจอกไม่จำชาติ แต่สายเลือดจำกลิ่น" เพราะในทุกการเกิดใหม่ สิ่งที่ลืมได้นั้นถูกลืม แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้นั้นรอ รอในสายเลือด รอในร่างกาย รอในลมหายใจ จนกว่าจะพบกลิ่นที่รู้จัก แล้วทุกอย่างที่ลืมก็ตื่นขึ้น ช้าๆ ทีละน้อย ในแบบที่สิ่งที่แท้จริงตื่นขึ้นเสมอ

..สุสาส์นราคะ..