ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
รัก,สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ชาย-ชาย,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายจีนโบราณ,นิยายรัก ,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายวาย,นิยายจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)ในโลกที่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา กับ มือปราบมารองค์ชายจวิ้นเทียน ในทุกคดี ในทุกความลึกลับ ในทุกความมืด ทั้งสองร่วมกันอ่านคลี่คลาย และ เรื่องราวความรักที่จิตวิญญาณพันผูกกัน
องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)
°•. เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า กายกลายธุลี เหลือเพียงวิญญาณคืนกลับประสพพบพักตร์. •°
อี้เหยียน องค์เมียวจิผู้ถือสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกขาว ยืนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย เขาอ่านความลับที่คนอื่นมองไม่เห็น คลายปมที่การเดินทางแห่งเวลาทิ้งไว้ และชำระสิ่งที่ค้างอยู่ในโลกนี้ให้ผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ เคียงข้างด้วยเมียวกิภูติอีกาดำ และสถูปหวนชะตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดของมัน
เทียนจวิน มือปราบมารองค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน รูปงาม แข็งแกร่ง อ่อนโยน เขาตามอี้เหยียนมาด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นทางการ แต่ความจริงนั้นลึกกว่า และเก่ากว่า กว่าที่ทั้งสองจะรู้ตัว
ทั้งสองร่วมเดินทางเผชิญหน้าเรื่องราวลึกลับที่ไม่มีในตำราใด วิญญาณที่ยังค้างเพราะรักที่หลุดลอย ประตูมืดที่เปิดไปสู่สิ่งที่ไม่ควรออกมา เมล็ดพันธุ์ฝันที่ทำให้คนหลับและไม่ตื่น สมรภูมิเก่าที่นักรบสามร้อยคนยังยืนรออยู่ และความจริงเรื่องชาติก่อนที่สะสมมาหลายร้อยปีจนหนักพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชาตินี้ โดยที่เบื้องหลังคดีทุกคดีนั้น มีด้ายเส้นเดียวที่ร้อยทุกสิ่งเข้าหากัน ด้ายที่นำไปสู่ความจริงที่ใหญ่กว่าทุกคดีที่เผชิญมา และไปสู่คำถามที่สถูปหวนชะตาเก็บไว้มาตลอดว่า สถูปสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือและผู้รักษาเลือกกันอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่ใช่รักที่ฟ้ากำหนด แต่เป็นโชคชะตาและความพันผูกทางจิตวิญญาณที่ทำให้ดวงจิตทั้งสองดวงยังคงเลือกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอในทุกชาติ และ ทุกชีวิต
°•. องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter). •°
มีรายตอนทั้งหมด 36 ตอน ลงให้อ่านถึงตอนที่ 4 (ติดเหรียญตอนที่5)
มี E-Book1เล่ม ลงขาย 22เมษา (ลดราคา40% 22.04-22.05)
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
"จิ้งจอกไม่ต้องจำ เพราะสิ่งที่สำคัญนั้นฝังอยู่ในสิ่งที่ลึกกว่าความทรงจำ"
ว่ากันว่า บางชีวิตนั้นไม่ได้เริ่มต้นที่การเกิด มันเริ่มต้นก่อนหน้านั้นหลายชั่วอายุคนในวันที่วิญญาณดวงหนึ่งทำสัญญากับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง และสัญญานั้นไม่มีวันหมดอายุไม่ว่าจะเกิดใหม่กี่ครั้ง ไม่ว่าจะจำหรือลืม ร่างกายจะจำในสิ่งที่วิญญาณลืมและวิญญาณจะจำในสิ่งที่ร่างกายไม่รู้ เพราะบางสิ่งนั้นลึกกว่าความทรงจำลึกกว่าชาติใดชาติหนึ่ง มันคือสิ่งที่เรียกว่า — พันธะแห่งองค์เมียวจิ
ตอนที่หนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง…….
บันทึกจากสมุดของจางเว่ย บัณฑิตแห่งตำหนักเมฆาหล่น เขียนในปีที่สามหลังจากเหตุการณ์อิงเฉียนต้งเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าทุกสิ่งนั้นเริ่มต้นอย่างไร
"ข้าใช้เวลาสามปีรวบรวมเรื่องราวนี้ จากบันทึกเก่า จากคำบอกเล่า จากสิ่งที่ข้าเห็นด้วยตัวเอง และจากสิ่งที่ท่านองค์เมียวจิบอกข้าในค่ำคืนหนึ่งที่ท่านนั่งอยู่ในสวนสมุนไพรและดูเหมือนจะพูดสิ่งที่ท่านไม่เคยพูดให้ใครฟัง
เรื่องราวนี้ไม่ได้เริ่มที่วันที่ท่านและเทียนจวินพบกัน มันเริ่มต้นก่อนหน้านั้นนานมากนานกว่าที่ใครในรุ่นนี้จะจำได้"
ต้นกำเนิดของสถูปหวนชะตา และพันธะที่ไม่มีใครเลือก…….
ในยุคที่ขอบเขตระหว่างโลกคนเป็นและโลกวิญญาณยังบางกว่านี้
มีสถูปหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วย
ทองคำเก่า รูปทรงเรียบในแบบที่เรียบเกินกว่าจะเป็นฝีมือช่าง บนผิวของมันมีอักษรที่บัณฑิตทุกยุคอ่านออกแต่ไม่เคยเข้าใจ ไม่ใช่เพราะอักษรนั้นยาก แต่เพราะความหมายของมันเปลี่ยนไปตามคนที่อ่าน
สำหรับคนที่ยังไม่พร้อม มันอ่านว่า "จงรอ"
สำหรับคนที่พร้อมแล้ว มันอ่านว่า "จงรับ"
และสำหรับคนเพียงคนเดียวในทุกยุคที่สถูปนั้นเลือก มันอ่านว่า "จงเป็น"
สถูปหวนชะตาเป็นของที่ไม่ถูกครอบครอง แต่เลือกผู้ถือ และในทุกชั่วอายุคน มันจะเลือกผู้ถือที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองโลกได้โดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะฝึกมา แต่เพราะเป็น
ผู้ถือสถูปคนสุดท้ายก่อนอี้เหยียนนั้น
เป็นหญิงชรานามว่า เป้ยหลิน ที่ถือมันมาเจ็ดสิบปีและส่งมอบให้ก่อนสิ้นใจด้วยรอยยิ้ม ในแบบที่คนยิ้มเมื่อพวกเขาส่งบางอย่างที่ดีต่อไปยังมือที่ถูกต้อง
แต่ก่อนที่เป้ยหลินจะส่งมัน นางพูดสิ่งหนึ่งกับสถูป ในแบบที่คนพูดกับสิ่งที่มีชีวิตและรับรู้
"เด็กคนนี้มีพันธะหนัก" นางพูดเบา ๆ "และเขาจะไม่รู้ว่าหนักแค่ไหน เขาจะรู้ต่อเมื่อถึงเวลา ดูแลเขาด้วย"
สถูปไม่ตอบ แต่แสงทองอ่อน ๆ บนผิวของมันสว่างขึ้นสักวินาที ในแบบที่รับรู้
อี้เหยียน ร่างที่เกิดมาในตอนรุ่งอรุณ……..
ตำหนักเล็กบนเนินเขาในช่วงเปลี่ยนฤดู
อี้เหยียนเกิดในตอนรุ่งอรุณของวันที่ท้องฟ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเป็นคืนหรือเช้า แสงเพิ่งเริ่มกรองผ่านขอบฟ้า หมอกยังลอยต่ำในหุบเขา
และในตอนที่เด็กทารกนั้นร้องครั้งแรก เด็กในห้องข้างๆ ทั้งหมดหยุดร้องพร้อมกัน ราวกับได้ยินบางอย่างที่ทำให้พวกเขานิ่ง
หมอตำแยที่คลอดเด็กมาสามสิบปีหยุดนิ่งสักวินาทีเมื่อเห็นเด็กทารกนั้น
ไม่ใช่เพราะอะไรผิดปกติ ทุกอย่างปกติดี ห้าสิบนิ้วครบ ร้องแข็งแกร่ง ผิวหนังสีปกติ
เว้นแต่ร่างที่เย็นยะเยือกราวนน้ำแข็งแม้จะเกิดในเวลาเช้าที่อบอุ่น
และดวงตาเมื่อลืมขึ้นมานั้น
ไม่ใช่ดวงตาของทารกแรกเกิด
มันเป็นดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่างในห้องในพริบตาเดียว ในแบบที่ดวงตาของคนที่มีประสบการณ์มากมายจะอ่าน
แม่ของเด็กที่นอนเหนื่อยอยู่นั้นยิ้มเมื่อเห็นลูก
"ดวงตาเหมือนปู่" แม่พูดเบา ๆ ก่อนหลับตาลงพัก
หมอตำแยที่อุ้มเด็กในมือเห็นบางอย่างที่แม่ไม่เห็น ที่บนข้อมือซ้ายของเด็กทารกนั้นมีรอยสีขาวจาง ๆ รูปร่างที่นางไม่เคยเห็นในเด็กคนไหน รูปร่างที่คล้ายอักษรโบราณแต่ไม่ใช่อักษรที่นางรู้จัก
นางไม่ได้พูดถึงมัน
เพราะในทันทีที่เขาจะพูด อีกาดำตัวหนึ่งบินลงมาเกาะที่กรอบหน้าต่างห้องคลอด ผิดปกติในหลายแบบ อีกาไม่บินในตอนรุ่งอรุณ และอีกาตัวนี้มีดวงตาสีทองที่มองตรงมาที่เด็กทารกในมือของหมอตำแย
มองในแบบที่รู้จัก
เด็กทารกหยุดร้อง ยื่นมือเล็ก ๆ ออกไปในทิศทางของหน้าต่าง
อีกาตัวนั้นส่งเสียงร้องสั้นหนึ่งเสียง แล้วบินขึ้นไปในแสงรุ่งอรุณที่สว่างขึ้นทุกที
เรื่องของเลือดที่ไม่ธรรมดา..........
พ่อของอี้เหยียนเป็นบัณฑิตที่ศึกษาคัมภีร์โบราณมาตลอดชีวิต เป็นคนที่รู้ว่าโลกนั้นกว้างกว่าที่ตาเห็นแต่เลือกที่จะรับมันด้วยหมึกและกระดาษมากกว่าด้วยการออกไปสัมผัส
แม่ของอี้เหยียนเป็นสิ่งที่ต่างออกไป
ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ว่าแม่ของเขามาจากไหน ปรากฏตัวขึ้นในฤดูหนาวหนึ่ง ใบหน้างามเกินมนุษย์ ผิวขาวผิดปกติ ผมดำเงา ดวงตาที่บางครั้งดูเหมือนสีทองในแสงน้อย และหายไปในคืนหนึ่งเมื่ออี้เหยียนอายุสามขวบ ไม่มีร่องรอย ไม่มีคำอธิบาย แค่หายไปในแบบที่บางสิ่งหายไปเมื่อมันทำสิ่งที่ต้องทำเสร็จแล้ว
ทิ้งไว้แค่ลูกที่มีดวงตาสีทองและผิวขาวราวหิมะ
และบนข้อมือซ้ายของเด็กที่อายุสามขวบนั้น รอยที่เคยจางเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันที่อายุเจ็ดปี รอยนั้นชัดพอที่จะอ่านได้
อี้เหยียนอ่านมันในกระจกบานเล็กของพ่อ
อักษรโบราณที่เขาอ่านออกแม้ไม่เคยเรียน ในแบบที่บางสิ่งรู้เองโดยไม่ต้องสอน
"ผู้ถือสถูปหวนชะตา ผู้ยืนระหว่างสองโลก ผู้ที่เกิดมาเพื่อส่ง"
เขาอ่านมันออกเสียงในห้องเงียบ และในขณะที่คำสุดท้ายออกมา สถูปเล็กที่เป้ยหลินฝากไว้ที่บ้านพ่อก่อนสิ้นใจนั้น เรืองแสงขึ้นจากกล่องไม้ที่มันนอนอยู่ในห้องเก็บของมาสามปี
วันที่สถูปเลือก
อี้เหยียนเปิดกล่องไม้ด้วยมือเล็ก ๆ ของเด็กอายุเจ็ดปี
สถูปนั้นเล็กพอที่จะถือในฝ่ามือ ทองคำที่เก่าแต่สะอาด อักษรบนผิวของมันในแสงที่กรองผ่านหน้าต่างห้องเก็บของนั้นอ่านชัดเจน
เขาอ่านมัน
"จงเป็น"
สถูปนั้นอุ่นในมือของเขาในทันทีที่หยิบขึ้นมา ไม่ใช่อุณหภูมิของโลหะที่รับความอบอุ่นจากมือ แต่อุ่นจากข้างใน ในแบบที่สิ่งที่มีชีวิตจะอุ่น
และในพริบตาเดียว
เขารู้สึกบางอย่างที่เขาไม่มีคำพูดสำหรับมันในอายุเจ็ดขวบ แต่เมื่อโตขึ้นเขาจะอธิบายได้ว่า รู้สึกเหมือนจำบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตนี้ รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่รอเขาอยู่ในที่ที่เขายังไม่ถึง รู้สึกเหมือนชีวิตก่อนหน้านี้ที่เขาไม่จำได้กำลังเคาะที่ผนังของความทรงจำในชีวิตนี้
เขาไม่กลัว!
เพราะดวงตาสีทองในร่างที่มีเลือดจิ้งจอกขาวผสมอยู่นั้น รับรู้บางสิ่งที่คนอื่นไม่รับรู้ รับรู้ว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง
"ข้าจะถือเจ้า" เขาพูดกับสถูปในมือ เสียงเด็กอายุเจ็ดที่พูดในแบบที่ไม่ใช่เสียงเด็กอายุเจ็ด
อีกาดำตัวหนึ่งเกาะบนขอบหน้าต่างของห้องเก็บของ
ดวงตาสีทองมองเขา จากนั้นก็บินเข้ามาในห้องและลงเกาะที่ไหล่ซ้ายของเขาอย่างเบา ๆ
ราวกับกลับมาบ้าน
อี้เหยียนมองอีกาดำที่ไหล่ซ้าย อีกาดำมองเขากลับ
"เจ้าตามข้ามาตั้งแต่เกิด" เขาพูดเบา ๆ
อีการ้องเสียงสั้นหนึ่งครั้ง กาววว! ในแบบที่ยืนยัน
"ข้าจะเรียกเจ้าว่าเมียวกิ" อี้เหยียนพูด "แปลว่าสหายของสิ่งที่อธิบายไม่ได้แต่มีอยู่จริง"
เมียวกิ ชื่อที่ให้ในวันนั้น กวัดหางหนึ่งครั้งในแบบที่พอใจ
การเติบโตของอี้เหยียน และสิ่งที่เรียนรู้ได้โดยไม่ต้องสอน........
สิบปีถัดมา
พ่อของอี้เหยียนเป็นบัณฑิตที่ดีและเป็นพ่อที่รักลูก แต่เขาเป็นคนที่รู้เร็วว่าสิ่งที่ลูกของเขาเป็นนั้นเกินกว่าที่เขาจะสอนได้
เขาจึงหาคนที่สอนได้
ในห้าปีแรก อาจารย์ที่เขาพาลูกไปเรียนมาสิบสองคน ทุกคนส่งเขากลับมาในเวลาไม่เกินหนึ่งเดือน ไม่ใช่เพราะเขาเรียนช้า แต่เพราะเขาเรียนเร็วเกินไปจนไม่มีอะไรเหลือให้สอน
ไม่ใช่แค่เร็ว แต่เขารู้สิ่งที่ไม่มีใครสอน
คัมภีร์ที่เขาไม่เคยอ่าน อี้เหยียนอ่านแล้วรู้ว่าหน้าต่อไปพูดถึงอะไรก่อนที่จะพลิก สูตรที่ซับซ้อน เขาแก้ได้ในวิธีที่อาจารย์ไม่รู้จัก และพิธีกรรมที่ต้องใช้เวลาฝึกหลายปี เขาทำได้ในการลองครั้งแรกในแบบที่อาจารย์คนที่สี่บอกพ่อของเธอว่า "ลูกของท่านนั้นไม่ได้เรียนรู้ในชาตินี้ มันมาจากที่อื่น"
พ่อของเขาเชื่อ
เพราะเขาเป็นบัณฑิตที่อ่านคัมภีร์มากพอที่จะรู้ว่าบางสิ่งนั้นไม่สามารถอธิบายด้วยตรรกะของชีวิตเดียว
ในปีที่สิบสอง อาจารย์คนสุดท้ายที่พ่อพาเขาไปหาคือชายชราชื่อ เฉินเหวิน ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูงทางตะวันตก บัณฑิตที่เก่ามากจนไม่มีใครรู้อายุที่แน่นอนของเขา
เฉินเหวินเปิดประตูมาพบอี้เหยียน มองเขาสักพัก
แล้วก็หันไปบอกพ่อของอี้เหยียนว่า "กลับบ้านได้ ข้าจะเป็นคนดูแลเอง"
พ่อของอี้เหยียนถามว่าจะสอนอะไร
เฉินเหวินพูดว่า "ข้าจะไม่สอน ข้าจะช่วยเขาจำสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว"
สี่ปีบนภูเขาของเฉินเหวิน.............
เฉินเหวินเป็นครูที่ต่างจากคนอื่น เขาไม่สอน เขาถาม
ถามในแบบที่คำถามของเขาเป็นกุญแจที่เปิดประตูในใจของอี้เหยียน ประตูที่มีสิ่งซ่อนอยู่ข้างหลังมากกว่าที่ตัวอี้เหยียนเองรู้
ปีแรก เขาถามเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งมีชีวิต อี้เหยียนตอบในแบบที่เขาพยักหน้าและจดบันทึก
ปีที่สอง เขาถามเกี่ยวกับความตายและสิ่งที่อยู่หลังมัน อี้เหยียนตอบในแบบที่เขาวางปากกาลงและมองอี้เหยียนนาน แล้วพูดว่า "เจ้าเห็นแล้ว ในชาติก่อน"
อี้เหยียนไม่ตอบยืนยันหรือปฏิเสธ แต่ก็ไม่บอกว่าไม่ใช่
ปีที่สาม เขาถามเกี่ยวกับสถูปหวนชะตา อี้เหยียนเล่าสิ่งที่ตัวเองรู้สึกตั้งแต่วันแรกที่จับมัน เฉินเหวินฟังแล้วพูดว่า "สถูปนั้นเลือกผู้ถือในแต่ละยุค ผู้ถือก่อนเจ้าทำงานส่งวิญญาณที่หลงทางกลับไปในแบบที่ถูกต้อง และตัวเจ้าจะทำเหมือนกัน แต่สิ่งที่เจ้าต้องเผชิญจะใหญ่กว่า"
"ใหญ่กว่าแค่ไหน?" อี้เหยียนถาม
"ใหญ่กว่าที่ผู้ถือสถูปคนใดเคยเผชิญ" เขาตอบตรง "แต่เจ้าไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนที่จะยืนข้างๆ เจ้า คนที่ตามเจ้ามาทุกชาติ"
อี้เหยียนมองเขา ดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่าง
"ท่านรู้เรื่องชาติก่อนของข้า" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ ไม่ใช่คำถาม
"รู้บางส่วน" เขายอมรับ "พอที่จะรู้ว่าเจ้ามาถึงชาตินี้ด้วยราคาที่หนักมาก"
"ราคาอะไร?"
เฉินเหวินมองอี้เหยียนนาน แล้วก็หยิบม้วนกระดาษออกมาจากชั้นหนังสือที่อยู่หลังเขา ม้วนที่เขาเก็บไว้นานก่อนที่อี้เหยียนจะมาถึงเสียอีก
"ปีที่สี่" เขาพูด "ข้าจะบอกเจ้าในปีที่สี่"
ปีที่สี่ สิ่งที่เฉินเหวินบอก....
คืนหนึ่งในฤดูหนาว ไฟในเตาลุกอยู่ เฉินเหวินวางม้วนกระดาษเก่าลงบนโต๊ะ
อี้เหยียนอายุสิบหกปีนั่งอยู่ตรงข้าม เมียวกิบนไหล่ซ้าย ดวงตาสีทองทั้งสองในห้องนั้นมองเฉินเหวินรอ
"ม้วนกระดาษนี้เป็นบันทึกชาติก่อนของเจ้า" เฉินเหวินพูดเสียงเงียบ "ไม่ทั้งหมด แค่บางส่วน และแค่บางส่วนเท่านั้นที่ข้าคิดว่าเจ้าควรรู้"
"ทำไมไม่ทั้งหมด?"
"เพราะส่วนที่เหลือนั้น เจ้าต้องจำเอง" เขาพูด "บางสิ่งถ้ารู้ก่อนเวลา มันจะเปลี่ยนสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น"
เขารับม้วนกระดาษ เปิดอ่าน
ลายมือบนนั้นเป็นลายมือที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยเห็น แต่อ่านออกในทันทีในแบบที่เขาอ่านทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเขาออก
"บันทึกชาติก่อนของผู้ถือสถูปหวนชะตาคนปัจจุบัน
ชาติแรก อ้ายเหลียน นักดนตรีในราชสำนักที่รักนักรบผู้หนึ่ง รักอย่างลึกและเงียบ จนวันที่นักรบนั้นถูกใส่ร้ายว่าทรยศ อ้ายเหลียนเลือกเชื่อคำกล่าวหาเพราะกลัวว่าความรักของตัวเองนั้นทำให้ตัดสินใจผิดพลาด และในวันที่รู้ว่าทุกอย่างเป็นความเข้าใจผิด นักรบนั้นสิ้นชีวิตไปแล้ว อ้ายเหลียนใช้ชีวิตที่เหลือกับความเสียใจ และสิ้นชีวิตโดยไม่ได้พูดสิ่งที่ควรพูด
ชาติที่สอง หลิวเย่ นักบวชชายในวัดห่างไกล รักลูกศิษย์สำนักฝ่ายตรงข้ามที่มาขอคำแนะนำในเรื่องลึกลับ รักอย่างเงียบ ๆ ในแบบที่คนที่ถือศีลจะรัก แต่คราวนี้ถูกหักหลัง ลูกศิษย์สำนักนั้นใช้ความไว้วางใจของนางเพื่อผลประโยชน์ของสำนัก หลิวเย่สิ้นชีวิตด้วยการทรยศที่เจ็บปวด แต่ในชาตินั้นนางเรียนรู้ว่าความรักนั้นไม่ผิด แค่คนที่เลือกผิด
ชาติที่สาม เซียนหรู นักรบหญิงที่รักผู้บัญชาการของตัวเองอย่างเปิดเผย ผู้บัญชาการที่รักกลับและรักยาว รักในแบบที่ดีที่สุดของทั้งสองชาติก่อน แต่สงครามพรากทุกอย่างไป ทั้งสองสิ้นชีวิตในสนามรบในวันเดียวกัน ห่างกันสิบก้าว ไม่มีใครรู้ว่าอีกคนยังมีชีวิตอยู่ในสิบก้าวนั้น
สามชาติที่ผ่านมา วิญญาณสองดวงนี้เวียนวนหากันและพลาดกันทุกครั้ง ในแบบที่ต่างกัน ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน แต่ผลลัพธ์เดียวกัน
ในชาติที่สี่ ซึ่งเป็นชาติสุดท้ายก่อนชาตินี้ เซี่ยหมิง มีทั้งหมดที่ชาติก่อน ๆ ต้องการ รักและรู้ว่ารัก รักและได้รับรัก รักในแบบที่ครบถ้วน
จนกระทั่งเซี่ยหมิงพบว่าคนที่เขารักนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายที่ไม่ใช่ของเขาคนเดียว และราคานั้นจะพรากเขาไปในวันที่ราคาครบกำหนด เซี่ยหมิงเลือกจ่ายแทน แต่ราคาที่เขาไม่ควรจ่ายนั้นทำลายร่างของเขา
วิญญาณของเซี่ยหมิงเข้าสู่กระบวนการเกิดใหม่ แต่ไม่ใช่การเกิดใหม่ธรรมดา มันเป็นการเกิดใหม่ที่มีเงื่อนไข เกิดมาพร้อมพันธะกับสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมพลังงานที่สะสมจากสี่ชาติ และเกิดมาในร่างที่มีเลือดที่ต่างออกไปเพื่อให้รับมือกับสิ่งที่ชาตินี้ต้องเผชิญได้
และอีกวิญญาณหนึ่ง วิญญาณที่ตามมาทุกชาติ ก็เกิดมาในชาตินี้เช่นกัน รอการพบกัน"
อี้เหยียนวางม้วนกระดาษลงในขณะที่แสงไฟในเตาเปลี่ยนสีอย่างช้า ๆ
เขาไม่พูดอะไรสักพัก ในแบบที่เขาเงียบเมื่อรับสิ่งที่สำคัญมาก
"ชาติก่อนข้าจ่ายราคาแทนคนที่รัก" เขาพูดในที่สุด เสียงเรียบ
"ใช่" เฉินเหวินพูดเบา
"และในชาตินี้ข้าเกิดมาพร้อมพันธะกับสถูป เพื่อทำงานที่ต้องทำ"
"ใช่"
"และอีกวิญญาณหนึ่ง" เขาพูดช้า ๆ "คนที่ตามมาทุกชาติ เขาคือใคร?"
เฉินเหวินมองอี้เหยียน ดวงตาของชายชราที่รู้มากเกินไปนั้นอ่อนลงเล็กน้อย
"ข้าไม่รู้ชื่อ" เขาพูดตรง "แต่ม้วนนี้ระบุว่าเป็นวิญญาณที่แข็งแกร่ง ไม่ยอมแพ้ และตามเจ้ามาทุกชาติโดยไม่ได้รับคำเชิญ แค่ตามมาเพราะเลือก"
"ตามมาเพราะเลือก" อี้เหยียนพูดซ้ำเบา ๆ
"ในชาตินี้เจ้าจะพบเขา" เฉินเหวินพูด "และเมื่อพบ เจ้าจะรู้"
"รู้อะไร?"
"รู้ว่ารู้จักกัน" เขาพูดเงียบ ๆ "ในแบบที่ลึกกว่าการพบกันครั้งแรกในชีวิตนี้จะรู้สึก"
ตำหนักเมฆาหล่น ที่ที่ถูกเลือกให้เป็นบ้าน.........
หลังจากสี่ปีบนภูเขา
อี้เหยียนอายุสิบเจ็ด กลับลงมาสู่โลกในแบบที่ต่างจากเด็กอายุสิบสามที่ขึ้นไป ไม่ใช่ต่างในรูปร่าง ความสูงสมส่วน ผิวขาวราวเกล็ดหิมะ ดวงตาสีทอง และใบหน้าลึกลับ คม งดงามราวสุนัขจิ้งจอก แต่ต่างในแบบที่ตัวเขาเองรู้แล้วว่าตัวเองเป็นอะไร ไม่ใช่ต่างในแบบคนที่ยังไม่รู้
พ่อของเขาเสียชีวิตในปีที่สาม จดหมายส่งขึ้นไปบนภูเขา เขาอ่านจดหมายในค่ำคืนหนึ่ง นั่งอยู่กับมันสักพัก แล้วก็วางลงและนอนหลับ ไม่ใช่เพราะไม่เสียใจ แต่เพราะเขารู้สึกว่าพ่อของเขาเดินทางไปในที่ที่ถูกต้องแล้ว และสถูปในมือเขาบอกเงียบ ๆ ว่าพ่อนั้นปลอดภัยดี
เขาลงจากภูเขามาพร้อมกับสิ่งเดียว ตำหนักเมฆาหล่น
ไม่ใช่ตำหนักที่ใครสร้างให้ แต่ตำหนักที่อี้เหยียนพบในเส้นทางลงเขา ตำหนักร้างบนเนินเขาเล็ก ๆ ที่มองออกไปเห็นทั้งหุบเขาและป่าในระยะไกล เขายืนอยู่ที่ประตูตำหนักนั้นสักพักในแสงบ่าย
แล้วก็รู้ว่านี่คือที่ที่ตัวเขาเองควรอยู่
เมียวกิบินลงมาเกาะที่หลังคาตำหนัก มองลงมาที่เขา
"ใช่ไหม?" อี้เหยียนถามมัน
มันร้องเสียงสั้นหนึ่งครั้งในแบบที่ยืนยัน
ปีแรกที่ตำหนักเมฆาหล่น การเริ่มต้นงาน…..
อี้เหยียนซ่อมตำหนักด้วยมือของตัวเอง ปลูกสวนสมุนไพร จัดห้องสมุดจากคัมภีร์ที่เฉินเหวินให้มา และเริ่มรับรายงานเรื่องลึกลับที่คนในพื้นที่ใกล้เคียงนำมาบอก
เรื่องแรกที่เขารับคือเรื่องวิญญาณที่หลงอยู่ในบ้านเก่าและทำให้คนในบ้านนั้นไม่มีความสุข เขาไปดู ส่งวิญญาณนั้นกลับในเวลาสองชั่วโมง กลับมาโดยไม่บอกว่าทำอะไร ไม่รับเงิน รับแค่สมุนไพรที่เจ้าของบ้านปลูกไว้
เรื่องที่สองซับซ้อนขึ้น เรื่องที่สามมีการต่อสู้ครั้งแรก ครั้งที่อี้เหยียนพบว่าสถูปนั้นไม่ใช่แค่เครื่องมือส่งวิญญาณ มันเป็นอาวุธด้วยเมื่อจำเป็น และเมียวกิที่เติบโตขึ้นพร้อมกับงานที่หนักขึ้นนั้น เรียกภูติพิทักษ์ดวงแรกมาช่วยได้ในคืนที่สาม ของปีแรก
ข่าวของตำหนักเมฆาหล่นและองค์เมียวจิแพร่ออกไปในแบบที่ข่าวของคนที่งดงาม ลึกลับ และมีฝีมือหาตัวจับยากแพร่ ไม่ใช่เป็นการป่าวประกาศ แค่คนบอกต่อในแบบที่คนบอกเมื่อพวกเขาพบบางอย่างที่ เก่ง ศักดิ์สิทธิ์ และน่านับถือ
ในปีที่สาม ทีมของเขาก็ก่อตัวขึ้นเองตามธรรมชาติ จางเว่ยที่มาขอเป็นบัณฑิตประจำตำหนัก หลี่เซียนที่มาเพราะอยากทำงานที่มีความหมาย ซวินฮัวที่มาเพราะดาบของเขาต้องการใช้ เซินเหมยที่มาเพราะยาของนางต้องการคนป่วยที่นางรักษาได้
และชีวิตของอี้เหยียนในช่วงนั้น ถ้าจะสรุปในหนึ่งประโยค คือ สมบูรณ์ในแบบที่งานสมบูรณ์ แต่ยังมีบางอย่างที่ว่างเปล่าในแบบที่เขาไม่รู้จะอธิบายให้ใครเข้าใจ
สำนักจวิ้นเทียน และมือปราบมารคนหนึ่ง….....
ในระยะทางสามวันจากตำหนักเมฆาหล่น
สำนักจวิ้นเทียนตั้งอยู่บนภูเขาที่สูงกว่า มีประวัติยาวนานกว่า มีสมาชิกมากกว่า และมีชื่อเสียงในแบบที่ต่างออกไป ชื่อเสียงของสถานที่ฝึกคนปราบมาร ไม่ใช่คนส่งวิญญาณ แต่คนกำจัดสิ่งชั่วร้าย
สำนักจวิ้นเทียนและตำหนักเมฆาหล่นทำงานในโลกเดียวกัน แต่ไม่เคยมีเส้นทางที่ตัดกัน
จนกระทั่งปีที่เทียนจวินอายุยี่สิบสอง
เทียนจวินเป็นลูกศิษย์ที่หยวนซินรับมาเองจากถนนในตอนที่เด็กชายคนนั้นอายุเจ็ดปีและกำลังสู้กับอันธพาลสามคนด้วยท่าทีที่บอกว่าเขาจะไม่ยอมแม้ว่าจะแพ้ก็ตาม
หยวนซินเห็นเด็กชายคนนั้นสู้แล้วก็รู้ว่าต้องรับมาสอน ไม่ใช่เพราะเด็กนั้นเก่ง แต่เพราะเด็กนั้นไม่ยอมแพ้ในแบบที่บอกว่าสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นแข็งแกร่งกว่าร่างกายภายนอก
สิบห้าปีในสำนักจวิ้นเทียน
เทียนจวินกลายเป็นสิ่งที่หยวนซินรู้ว่าเขาจะเป็นมาตั้งแต่วันแรก นักรบที่เก่งที่สุดของสำนักในรุ่น ดาบที่ไวที่สุด พลังงานที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือใจที่เป็นธรรม ไม่ฆ่าในแบบที่ไม่จำเป็น ไม่ทำร้ายในแบบที่เกินพอดี
แต่มีบางอย่างในเทียนจวินที่ทำให้หยวนซินสังเกตมาตลอดสิบห้าปี
บางอย่างที่หยวนซินในฐานะบัณฑิตที่ศึกษาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดรู้จักดี ความรู้สึกของคนที่กำลังมองหาบางอย่างโดยไม่รู้ว่ากำลังมองหา
"เจ้ารู้สึกไหม?" หยวนซินถามเทียนจวินในคืนหนึ่ง เมื่อเทียนจวินอายุยี่สิบ
"รู้สึกอะไร?"
"รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ต้องไปถึง แต่ยังไม่รู้ว่าไปที่ไหน"
เทียนจวินนั่งนิ่งอยู่สักพัก ดวงตาของเขาในแสงโคมนั้นคิดอยู่
"ใช่" เขาตอบในที่สุด เสียงเบา "ข้ารู้สึกแบบนั้นตลอดมา"
หยวนซินพยักหน้าช้า ๆ ในแบบที่รับรู้สิ่งที่เขาคาดคิดไว้
"เจ้าจะพบมันเมื่อถึงเวลา" หยวนซินพูดเบา ๆ
วูหมิงเหมิน คดีแรกที่ทำให้สองเส้นทางตัดกัน….....
ปีที่เทียนจวินอายุยี่สิบสอง
รายงานเรื่องประตูวูหมิงเหมินเข้ามาที่สำนักจวิ้นเทียนในเช้าของวันหนึ่ง ประตูในซุ้มตลาดเก่าที่ใครก็ตามที่เดินผ่านมันในเวลากลางคืนหายตัวไปโดยไม่มีร่องรอย เจ็ดคนในเจ็ดคืน
หยวนซินส่งเทียนจวินพร้อมลูกศิษย์สำนักสี่คน
ที่ซุ้มตลาดเก่าในตอนบ่าย ก่อนที่เทียนจวินจะมาถึง
มีคนอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
ชายหนุ่มในชุดสีแดง ผมขาวเงางาม ผิวขาวในแบบที่ทำให้เส้นเลือดฟ้าอ่อน ๆ ร่างแน่นด้วยมัดกล้ามตัวบางสูงชะรูด ที่ข้อมือดูชัดเจน ยืนอยู่หน้าประตูซุ้มนั้นในท่าที่บอกว่าเขากำลังอ่านบางอย่างที่คนอื่นมองไม่เห็น มือซ้ายถือสถูปทองที่เรืองแสงเบา ๆ ในแดดบ่าย
บนไหล่ซ้ายของเขามีอีกาดำที่ใหญ่กว่าอีกาทั่วไป ดวงตาสีทองมองรอบ ๆ ในแบบที่สิ่งมีชีวิตที่รู้ว่าตัวเองเฝ้าระวังอะไรอยู่
เทียนจวินหยุดนิ่งสักวินาที
ไม่ใช่เพราะหน้าตาของอีกฝ่าย แม้จะงดงามในแบบที่ทำให้หยุดได้ แต่เพราะบางอย่างที่เขารู้สึกในทันทีที่เห็นอีกฝ่าย ในแบบที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต
ความรู้สึกที่เขาจะอธิบายได้ในภายหลังว่า ราวกับว่าเขาเดินหามาตลอดชีวิตแล้วก็เดินมาถึงสิ่งที่เดินหา โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินหามาตลอด
"ท่านคือคนของสำนักจวิ้นเทียน" อี้เหยียนพูดโดยไม่หันมามองเขา เสียงเรียบและแน่ใจ ยังคงมองที่ประตูซุ้มอยู่
"ใช่" เทียนจวินตอบ เดินเข้าไปใกล้ "และท่านคือ?"
"ผู้ถือสถูปหวนชะตา องค์เมียวจิ" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ ราวกับนั้นเพียงพอเป็นคำแนะนำตัว
"ท่านคือองค์เมียวจิที่ผู้คนต่างเซ็งแซ่ แต่ข้าไม่รู้ว่าสถูปหวนชะตาคืออะไร" เขาพูดตรง
เขาหันมามองเขาในที่สุด ครั้งแรกที่ดวงตาสีทองของอี้เหยียนพบกับดวงตาของเทียนจวิน
เทียนจวินมีความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ชัดกว่าเดิม ชัดในแบบที่เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรในตอนนั้น
อี้เหยียนมองเขาในแบบที่มองเมื่อพวกเขาทั้งคู่เห็นบางอย่างที่ต่างฝ่ายต่างรับรู้แต่ไม่พูดออกมา
"ท่านจะรู้ว่ามันคืออะไรในเวลาที่เหมาะสม" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ แล้วก็หันกลับไปมองประตูซุ้ม "แต่ตอนนี้มีงานที่ต้องทำ ประตูนี้เป็นทางเข้าสู่ชั้นที่สาม ไม่ใช่ประตูธรรมดา คนเจ็ดคนที่หายไปนั้นยังมีชีวิตอยู่ แค่ติดอยู่"
"ติดอยู่ที่ไหน?"
"ในชั้นระหว่างโลก" อี้เหยียนพูด "และถ้าไม่นำพวกเขากลับมาภายในสามคืน พลังงานในชั้นนั้นจะดูดซับพวกเขาสมบูรณ์"
เทียนจวินมองอีกฝ่ายสักพัก มองในแบบที่เขามองเมื่อเขาประเมินบางอย่าง แต่คราวนี้ไม่ใช่การประเมินความสามารถ มันเป็นบางอย่างที่ลึกกว่านั้น
"ท่านต้องการความช่วยเหลือจากสำนักจวิ้นเทียนไหม?" เขาถาม
อี้เหยียนคิดอยู่สักวินาที
"ประตูนั้นมีการป้องกันที่ต้องถูกทำลายจากภายนอกก่อนที่ข้าจะเข้าไปข้างในได้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ถ้าท่านสามารถจัดการกับสิ่งที่อยู่ภายนอกได้ ข้าจะจัดการกับสิ่งที่อยู่ภายในได้"
"แบ่งหน้าที่กัน" เขาพูด
"แบ่งหน้าที่ตามที่แต่ละคนทำได้ดีที่สุด" อี้หยียนแก้เสียงเรียบ
ลูกศิษย์สำนักจวิ้นเทียนที่มาพร้อมเทียนจวินแลกสายตากัน บางคนในกลุ่มนั้นยักไหล่เล็กน้อยในแบบที่บอกว่าไม่คัดค้าน
เทียนจวินมองอี้เหยียนอีกครั้ง มองในแสงบ่ายที่ทำให้ผิวขาวของอี้เหยียนดูขาวโพลนดั่งหิมะ ดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่าง และอีกาดำบนไหล่ซ้ายที่มองเขาในแบบที่พิจารณาอยู่
"ตกลง" เขาพูดเสียงเรียบ
แล้วก็พูดต่อเบา ๆ ก่อนที่อี้เหยียนจะหันกลับไป
"ข้าชื่อเทียนจวิน"
อี้เหยียนหยุดสักวินาที
"อี้เหยียน" เขาพูดสั้น ๆ ไม่หัน
ชื่อที่อี้เหยียนพูดออกมานั้นเงียบและเรียบ แต่เทียนจวินได้ยินมันในแบบที่เขาได้ยินสิ่งที่เขาได้ยินไม่ออกนาน ในแบบที่คำคำหนึ่งเข้าไปอยู่ในหัวและรู้ว่าจะอยู่ที่นั่น
คืนของประตูวูหมิงเหมิน การต่อสู้ครั้งแรก.............
ค่ำคืนของวันเดียวกัน
ซุ้มตลาดเก่าในความมืดมีบรรยากาศที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงจากตอนบ่าย ประตูซุ้มนั้นในความมืดเรืองแสงสีดำในแบบที่แสงดำจะเรือง และรอบ ๆ ประตูนั้นมีสิ่งที่เคลื่อนไหวในความมืดในแบบที่ทำให้รู้ว่าไม่ใช่สิ่งธรรมชาติ
"ภูตชั้นต่ำที่ดูดซับพลังงานของประตู" อี้เหยียนพูดเบา ๆ ข้างๆ เทียนจวิน "กำจัดได้ด้วยพลังงานแสงหรือไฟ ไม่ต้องฆ่า แค่ผลักออกไปจากขอบเขตของประตู"
"กี่ตัว?" เขาถาม
"นับไม่ออกในความมืด" อี้เหยียนพูดตรง "แต่ไม่น้อยกว่าสิบ"
เมียวกิบนไหล่ซ้ายของเขากางปีกออก ดวงตาทองเปล่งแสงในความมืด
"เมียวกิจะช่วยด้านซ้าย" อี้เหยียนพูดเบา ๆ ให้มัน มันร้องตอบหนึ่งเสียง
เทียนจวินพูดกับลูกศิษย์สำนักทั้งสี่คนสั้น ๆ แบ่งตำแหน่ง ในแบบที่คนที่เคยนำทีมมาหลายครั้งจะแบ่ง ไม่มีคำอธิบายยาว แต่ทุกคนเข้าใจ
"พร้อม?" เขาถามอีกฝ่าย
"พร้อม" อี้เหยียนตอบ "แต่ข้าจะเข้าไปในประตูในสิบนาที อี้เหยียนต้องจัดการขอบเขตภายนอกให้ได้ภายในนั้น"
"สิบนาทีพอ" เขาพูดมั่นคง
อี้เหยียนมองเขาสักวินาที ดวงตาสีทองพิจารณาในแบบที่ตัวเขาพิจาณาทุกอย่างก่อนตัดสินใจเชื่อ
แล้วก็พยักหน้า
"ข้าเชื่อ" อี้เหยียนพูดเสียงเบา
คำสองคำนั้นเบา แต่เทียนจวินได้ยินมันหนักกว่าที่ควร ในแบบที่บางคำพูดนั้นหนักกว่าน้ำหนักของมัน
ภูตชั้นต่ำสิบสี่ตัวในความมืดของซุ้มตลาด
ดาบของเทียนจวินออกมาเป็นแสงสีขาวในความมืด เร็วในแบบที่คนที่ฝึกมาสิบห้าปีจะเร็ว แต่ที่ทำให้ลูกศิษย์สำนักที่ตามมาเห็นมาตลอดสามปียังทึ่งอยู่คือการที่เขาไม่ฟุ่มเฟือยในทุกท่า ทุกการเคลื่อนไหวมีเหตุผล ทุกการตัดมีจุดหมาย
ภูตตัวแรกถูกผลักออกไปในห้าวินาที ตัวที่สองสิบสาม ตัวที่สามสิบแปด
เมียวกิทางด้านซ้ายเรียกภูติพิทักษ์สองดวงลงมา แสงสีเขียวสองจุดวนรอบขอบเขตด้านซ้ายของประตู กดภูตชั้นต่ำที่พยายาม กลับเข้ามาออกไป
ลูกศิษย์สำนักทั้งสี่ทำงานสอดประสานกัน สร้างแนวป้องกันที่ด้านขวาและด้านหน้า
เจ็ดนาที
ขอบเขตรอบประตูว่างจากภูตชั้นต่ำ
อี้เหยียนเดินเข้ามาที่ประตูซุ้มในตอนที่เทียนจวินหันกลับมาบอกว่าเสร็จแล้ว แต่อี้เหยียนรู้แล้วก่อนที่เขาจะหัน เพราะเขานับเวลาและนับพลังงานในพื้นที่มาตลอด
"ดีกว่าสิบนาที" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบขณะเดิน
"ข้าบอกว่าสิบนาทีพอ" เขาพูดตาม มีอะไรบางอย่างที่เบาในน้ำเสียงนั้น
"บอกว่าพอ ไม่ได้บอกว่าจะทำในเวลาเท่าไหร่" อี้เหยียนแก้เสียงเรียบ
เขาหยุดสักวินาที แล้วหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นสั้นและเบา แต่ในความมืดของซุ้มตลาดมันดังชัดเจน
อี้เหยียนไม่หัน แต่ก้าวเท้าช้าลงเล็กน้อยสักก้าวหนึ่งก่อนจะเดินต่อ
สิ่งที่เล็กน้อยมาก แต่เทียนจวินสังเกตเห็น
ภายในประตูวูหมิงเหมิน
ชั้นระหว่างโลกนั้นมองเห็นด้วยดวงตาของผู้ถือสถูปแตกต่างจากชั้นปกติ มันดูเหมือนโลกปกติแต่สีจางลง ราวกับเป็นภาพสีซีดของความเป็นจริง และในโลกสีซีดนั้น คนเจ็ดคนที่หายไปนั้นยืนอยู่ในแบบที่คนยืนเมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
อี้เหยียนใช้สถูปนำทางออก
ไม่ง่าย ชั้นระหว่างโลกนั้นพยายามรักษาสิ่งที่อยู่ในมันไว้ แต่สถูปหวนชะตาเปิดทางออกในแบบที่เขารู้วิธีและชั้นนั้นไม่อาจต่อต้านได้
แต่ในขณะที่อี้เหยียนนำคนที่หกออกมา คนที่เจ็ดซึ่งติดลึกที่สุดนั้นดึงกลับ มีบางอย่างในชั้นนั้นที่จับเขาไว้หนักกว่าคนอื่น
พลังงานในสถูปที่ตัวเขาส่งออกไปนั้นเริ่มน้อยลง อี้เหยียนรู้สึกได้
อี้เหยียนส่งแรงสุดท้ายออกไป พลังงานทองออกมาจากสถูปในแบบที่ดึงคนสุดท้ายออกมา แต่ทำให้ตัวเขาเองโซเซ ชั้นระหว่างโลกนั้นพยายามดึงกลับในทันที
แล้วก็มีบางอย่างที่แน่นและอบอุ่นจับที่ข้อมือของเขา
ดึงออกมาแรงพอที่จะชนะแรงดึงของชั้นนั้น
เขาพบว่าตัวเองอยู่นอกประตูซุ้มในอากาศกลางคืนที่เย็น พร้อมกับมือที่ยังจับข้อมือของตัวเขาอยู่
มองขึ้นไป
เทียนจวินยืนอยู่ที่ขอบประตูซุ้ม มือที่ยื่นเข้าไปในชั้นระหว่างโลกเพื่อดึงอี้เหยียนออกมานั้นยังจับข้อมือของตัวเขาอยู่ ใบหน้าของเขาในแสงน้อยของกลางคืนนั้นบอกว่าเขาไม่ได้คิดก่อน เขาแค่ทำ
"ข้าเห็นว่าเจ้าโซเซ" เขาพูดเสียงเงียบ "และดูเหมือนจะต้องการความช่วยเหลือ"
อี้เหยียนมองมือที่จับข้อมือของตัวเองอยู่ มือที่อุ่นและมั่นคงในแบบที่บอกว่าไม่ปล่อย
แล้วก็มองขึ้นไปที่ใบหน้าของเขา
ในตอนนั้น ในแสงน้อยของกลางคืน อี้เหยียนรู้สึกบางอย่างที่ตัวเขารู้จักในแบบที่รู้จักสิ่งที่จำไม่ได้ว่าเคยพบ แต่รู้ว่าเคย
อี้เหยียนไม่พูดสิ่งที่รู้สึก
แค่พูดสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด
"ขอบคุณ"
เขาปล่อยมือ ถอยออกหนึ่งก้าว
"ทุกคนออกมาครบ?" เขาถาม
"ครบ" อี้เหยียนตอบ เสียงมั่นคงกลับมาในแบบที่ตัวเขามั่นคงเสมอ
คนเจ็ดคนที่หายไปนั่งอยู่บนพื้นของซุ้มตลาดในแบบที่คนที่เพิ่งออกมาจากที่ที่ไม่ควรอยู่จะนั่ง บางคนร้องไห้ บางคนเงียบ ทุกคนมีชีวิตอยู่
เมียวกิบินมาเกาะที่ไหล่ซ้ายอีกครั้ง ดวงตาทองมองเทียนจวินสักวินาที แล้วก็หันไปมองทางอื่น ในแบบที่บอกว่าได้ตรวจสอบแล้วและผลการตรวจสอบนั้นน่าพอใจ
เทียนจวินสังเกตเห็นการที่อีกาดำมองเขาแล้วก็หัน เขาไม่แน่ใจว่าตีความถูกหรือเปล่า แต่ก็รู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับการผ่านการทดสอบ
รุ่งเช้าหลังวูหมิงเหมิน สิ่งที่เริ่มขึ้นโดยไม่มีชื่อ…….
รุ่งอรุณหลังจากคืนนั้น
คนเจ็ดคนถูกส่งกลับบ้านด้วยความดูแลของเซินเหมยที่มาถึงช่วงดึก ซุ้มตลาดเก่าที่ไม่มีอะไรผิดปกติอีกต่อไปในตอนรุ่งสาง ในแบบที่สถานที่ที่แก้ปัญหาแล้วจะเป็น
อี้เหยียนนั่งอยู่ที่ขอบทาง ดื่มน้ำชาที่เซินเหมยชงมาในกาเดินทาง มองออกไปที่ท้องฟ้าที่เริ่มสว่าง เมียวกิบนไหล่ซ้ายหลับตาอยู่หลังจากคืนที่ยาว
เทียนจวินมาและนั่งลงข้างๆ ห่างพอสมควรในแบบที่เหมาะสม ไม่ขอนั่ง ไม่ถาม แค่นั่ง
อี้เหยียนไม่ได้บอกให้เขาไปไหน
สักพักหนึ่งที่ทั้งสองไม่พูดอะไร
"ท่านทำงานแบบนี้บ่อยไหม?" เขาถามในที่สุด เสียงเบาในแบบที่คนถามเมื่อพวกเขาอยากรู้จริง ๆ ไม่ใช่แค่พูดเพื่อเติมความเงียบ
"บ่อยพอ" อี้เหยียนตอบเงียบ ๆ
"คนเดียวเสมอ?"
อี้เหยียนคิดอยู่สักพักก่อนตอบ ในแบบที่ตัวเขาคิดก่อนตอบทุกสิ่งที่ควรตอบอย่างซื่อสัตย์
"มีพรรคพวก" อี้เหยียนพูด "แต่ในบางส่วนของงาน ใช่ คนเดียว"
"ส่วนที่เข้าไปในชั้นระหว่างโลก" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม
"ใช่"
"มันปลอดภัยไหม?" เขาถาม เสียงนั้นเป็นห่วงในแบบที่ตรงไปตรงมา ไม่มีการซ่อน ไม่มีการทำเป็นไม่ถาม
อี้เหยียนหันมามองเขาในแสงรุ่งอรุณ ดวงตาสีทองของอี้เหยียนอ่านใบหน้าของเขา อ่านคำถามนั้นในแบบที่ตัวเข้าเองอ่านทุกอย่าง
"เคยมีคนถามคำถามนี้เป็นครั้งแรก" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"แล้วเจ้าตอบว่าอะไร?" เขาถาม
"ข้าไม่เคยตอบ เพราะคำถามนั้นถามโดยคนที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับคำตอบ"
เขามองอี้เหยียน ในแสงรุ่งอรุณที่เพิ่มขึ้นทีละน้อย
"และข้าจะทำอะไรกับคำตอบ?"
อี้เหยียนมองเขาอีกครั้ง อ่านในแบบที่ตัวเขาอ่านสิ่งที่สำคัญ ในแสงรุ่งอรุณที่ทำให้ดวงตาของเขาดูชัดเจน ดวงตาที่ถามอย่างตรงไปตรงมาในแบบที่คนที่ตัดสินใจถามแล้วจะถาม
"ยังไม่รู้" อีเหยียนพูดในที่สุด เสียงเงียบแต่ชัดเจน "แต่ข้าคิดว่าเจ้าจะทำอะไรบางอย่างกับมัน"
แล้วก็ลุกขึ้นก่อนที่เขาจะพูดอะไรได้ เก็บถ้วยชาของอี้เหยียน หันไปบอกคนอื่นๆว่าถึงเวลากลับ
เทียนจวินนั่งอยู่ที่ขอบทางสักพักหลังจากที่อี้เหยียนเดินไปแล้ว มองตามหลังอี้เหยียนในแสงรุ่งอรุณที่สว่างขึ้นทีละน้อย
ลูกศิษย์สำนักคนหนึ่งมาถามว่าจะกลับสำนักเวลาไหน
"สักครู่" เขาตอบ เสียงเงียบในแบบที่คนตอบเมื่อความคิดยังอยู่ที่อื่น
เขามองทิวทัศน์ข้างหน้าในแสงรุ่งอรุณ คิดถึงคำถามที่อี้เหยียนไม่ตอบ คิดถึงดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่าง คิดถึงความรู้สึกที่เขารู้สึกตั้งแต่แรกที่เห็นอีกฝ่าย ความรู้สึกที่เขายังหาคำพูดสำหรับมันไม่ได้
และคิดถึงสิ่งที่เขารู้แน่ใจในตอนนี้ สิ่งเดียวที่ชัดเจนในทุกสิ่งที่ไม่ชัดเจน
ว่าเขาจะพบอี้เหยียนอีก
ไม่ใช่ "อาจจะพบ" ไม่ใช่ "หวังว่าจะพบ" แต่จะพบ ในแบบที่บางสิ่งนั้นแน่ใจโดยไม่มีเหตุผล
เมียวกิที่บินออกไปก่อนพร้อมกับอี้เหยียนนั้น หันกลับมาบินวนหัวเขาหนึ่งรอบในแสงรุ่งอรุณ ดวงตาทองมองลงมาที่เขาสักวินาที
แล้วก็บินตามอี้เหยียนไป
เทียนจวินมองอีกาดำบินออกไปในแสงสีทองของรุ่งอรุณ ในแบบที่มองสิ่งที่บอกบางอย่างโดยไม่ต้องพูด
แล้วก็ลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากชุด เดินกลับไปหาลูกศิษย์สำนัก
มีบางอย่างในก้าวเดินของเขาที่ต่างจากก่อน ในแบบที่คนเดินต่างเมื่อพวกเขารู้ว่าตัวเองกำลังเดินไปที่ไหน แม้จะยังไม่รู้ว่าเส้นทางนั้นยาวแค่ไหน
"จิ้งจอกไม่จำชาติ แต่สายเลือดจำกลิ่น" เพราะในทุกการเกิดใหม่ สิ่งที่ลืมได้นั้นถูกลืม แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้นั้นรอ รอในสายเลือด รอในร่างกาย รอในลมหายใจ จนกว่าจะพบกลิ่นที่รู้จัก แล้วทุกอย่างที่ลืมก็ตื่นขึ้น ช้าๆ ทีละน้อย ในแบบที่สิ่งที่แท้จริงตื่นขึ้นเสมอ
..สุสาส์นราคะ..