คืนหนึ่งเธอช่วยชีวิตเขาโดยไม่รู้ว่าเขาคือคนที่จะทำลายโลกทั้งใบของเธอความรักที่เหมือนพรหมลิขิตแท้จริงคือการหลอกลวง และเธอต้องเลือกระหว่างหัวใจกับความจริง

ก็ผมคือมาเฟีย - ตอนที่ 16 ช่วยเพื่อน โดย facelove @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-หญิง,รักต้องห้าม,มาเฟีย,มาเฟียจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ก็ผมคือมาเฟีย

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-หญิง

แท็คที่เกี่ยวข้อง

รักต้องห้าม,มาเฟีย,มาเฟียจีน

รายละเอียด

ก็ผมคือมาเฟีย โดย facelove @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

คืนหนึ่งเธอช่วยชีวิตเขาโดยไม่รู้ว่าเขาคือคนที่จะทำลายโลกทั้งใบของเธอความรักที่เหมือนพรหมลิขิตแท้จริงคือการหลอกลวง และเธอต้องเลือกระหว่างหัวใจกับความจริง

ผู้แต่ง

facelove

เรื่องย่อ


สารบัญ

ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 1 เเม้ไม่ควรพบกัน,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 2 หนี้บุญคุณ,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 3 คำสั่ง,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 4 ปรากฏตัว,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 5 คำขอบคุณหว่านล้อม,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 6 รู้สึก,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 7 ค็อกเทล,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 8 โจ๊กถ้วยแรก,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 9 เปลี่ยนแปลง,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 10 ยังไม่ตาย,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 11 สยบ,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 12 พ่อเทพบุตร,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 13 ว่าที่ลูกเขย,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 14 วางหมาก,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 15 มันต้องตาย,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 16 ช่วยเพื่อน,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 17 ลูกไก่ในกำมือ,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 18 สินค้าใหม่,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 19 ฟันเฟืองของอำนาจ,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 20 ยัดยา,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 21 จูบแรก

เนื้อหา

ตอนที่ 16 ช่วยเพื่อน

ท่ามกลางความเวิ้งว้างของชนบท เสียงเครื่องยนต์แท็กซี่ค่อยๆ ลับหายไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นสีแดงที่ม้วนตัวคว้างอยู่ในอากาศจากทางลูกรัง อลิชา ตัส และนาเดีย ยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหน้า ห่างพวกเธอออกไปคือร้านอาหารที่ดูธรมมดา

 ป้ายไฟนีออนเหนือประตูทอประกายอ่อนละมุน นุ่มนวลเสียจนดูเหมือนอ้อมกอดที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความจริงใจ ทว่าในสายตาของพวกเธอ สถานที่แห่งนี้กลับดูอันตรายยิ่งกว่าบ่อนคาสิโนทั่วไป

"แต่พวกเราจะเข้าไปยังไงดี..." อลิชาพึมพำ แววตาสั่นระริก เธอมองร้านอาหารที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวนี้พร้อมกับความหวั่นใจ ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อนของเธอถูกขังอยู่ข้างใน ยิ่งทำให้เด็กสาวอายุ18ที่ไม่เคยเข้าสถานบันเทิงกระทั่งสัมผัสโลกสีเทามาก่อน กดดันนั้นหนักอึ้งจนแม้แต่ก้าวขายังก้าวไม่ออก

ตัสลอบกลืนน้ำลายพลางบุ้ยปากไปยังร่างทะมึนสองร่างที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตู

"ไม่รู้สิ เห็นการ์ดสองคนข้างหน้านั่นมั้ย กล้ามใหญ่ขนาดนั้น แล้วดูส่วนสูงพวกมันสิพวกเราจะเอาแรงที่ไหนไปสู้" ชายร่างยักษ์ทั้งสองยืนนิ่งดั่งรูปปั้นหิน แต่สายตานั้นเหมือนสัตว์ร้ายพร้อมขย้ำผู้บุกรุกทุกเมื่อ

"อย่าลืมนะ พวกเราแค่มาทานอาหาร..."

"ทำตัวให้เป็นปกติเข้าไว้ เข้าไปข้างในก่อน แล้วค่อยหาจังหวะแอบย่องไปในโซนลับของพวกมัน" นาเดียปลอบขวัญทั้งสอง เมื่อเห็นเพื่อนยังคงตกอยู่ในภวังค์ เธอจึงพูดเสริม 


"อีกอย่าง ตัสก็โทรเรียกตำรวจมาที่นี่แล้ว ถ้าเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นจริงๆ พวกเขาคงมาช่วยเราทัน แต่ตอนนี้รักกำลังรอพวกเราอยู่นะ เราต้องเข้าไปข้างในนั้นก่อน"

สิ้นคำพูดของนาเดีย ทั้งสามสบตากัน ท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลงที่ลอยออกมาจากด้านใน มันช่างขัดกับความโหดเหี้ยมที่ซ่อนอยู่หลังบานประตูนั้นเหลือเกิน แต่เพราะคำว่า เพื่อน ต่อให้ต้องก้าวสู่ปากทางของขุมนรก ชีวิตของเพื่อนก็ต้องมาก่อน 

พวกเธอพร้อมใจกัน ก้าวเข้าไปยังร้านอาหาร กระทั่งการ์ดทั้งสองเห็นผู้มาเยือนก็แปลกใจเมื่อเห็นร่างเล็กทั้งสามก้าวมาทางพวกเขา ไฟสลัวทำให้เห็นใบหน้าของพวกเขาชัดขึ้นเรื่อยๆ เขาลอบสำรวจทั้งสามคน

โดยปกติแล้ว ในช่วงเวลาค่ำมืดที่ความมืดโรยตัวหนาเช่นนี้ ลูกค้าที่แวะเวียนมามีอยู่แค่สองประเภทเท่านั้น 

กลุ่มแรกคือพวกมีฐานะที่ชอบบรรยากาศปลีกวิเวกขับรถยุโรปคันหรูมาทานอาหารรสชาติบ้านป่าที่ปรุงอย่างประณีต กลุ่มที่สอง ลูกค้าวีไอพีที่รู้กันดีว่ามีนัดหมายพิเศษในโซนลับหลังร้าน

แต่เด็กวัยรุ่นทั้งสามคนนี้ดูต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงคนหน้าสุด ดวงตากลมโตเป็นประกายคู่นั้นเมื่อมองมากลับฉายแววประหม่าอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังดูไร้เดียงสาไม่เข้ากับสถานที่อโคจรแห่งนี้เลยสักนิด อายุของพวกเธอไม่น่าจะเกิน 18 หรือ 20 ปีด้วยซ้ำ

เด็กพวกนี้หลงทางมา หรือเป็นแขกที่ใครบางคนสั่งมากันแน่?

"เชิญครับ" เขาขยับถอยหลังหนึ่งก้าว เอื้อมมือไปผลักบานประตูออกอย่างช้าๆ

พ้นจากรัศมีของแสงนีออนหน้าประตูอลิชาที่กลั้นหายใจก็ระบายลมหายใจออกมา ความเย็นเยียบที่แผ่นหลังจางลง ชายทั้งสองคนนั้นไม่ได้ประชิดตัว ไม่ได้ข่มขู่หรือแสดงท่าทีอันตรายอะไรออกมาเลย กลับกัน เขาเเค่เปิดประตูให้พวกเธอเข้ามาท่าทางนิ่งสงบ 

ความสุภาพของพวกเขาทำให้ร้านอาหารนี้ดูเป็นเหมือนร้านอาหารธรรมดาจริงๆ

แต่ยิ่งพวกเขาดูปกติมากเท่าไหร่ ใจของอลิชากลับยิ่งกระวนกระวาย เพราะมันหมายความว่าพวกเขาสร้างภาพลักษณ์ที่แนบเนียนเหลือเกิน ภายใต้ความนิ่งสงบนั้นพวกเขาซ่อนรักไว้ที่ไหน?

เธอพยายามเดินให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ตามหลังนาเดียและตัสไปที่โต๊ะไม้ตัวหนึ่ง

แสงไฟสีส้มอ่อนโยนฉาบไล้ไปตามโต๊ะไม้และผ้าปูโต๊ะสะอาดสะอ้านดูอบอุ่นและปลอดภัยราวกับนี่คือสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง

"นั่งก่อนเถอะ" นาเดียกระซิบพลางเลื่อนเก้าอี้ให้ จากนั้นพนักงานผู้หญิงก็มารับออเดอร์พวกเธอ

"รับอะไรดีคะ?"

นาเดียรีบเปิดเมนูและสั่งอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ดูมีพิรุธ "ขอต้มยำกุ้ง ผัดผักรวม แล้วก็ข้าวเปล่าสามจานค่ะ อ้อ... ขอน้ำเปล่าด้วยนะคะ"

พนักงานสาวจดอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพวกเธอช้าๆ สายตาของเธอหยุดที่มือของเด็กสาวหน้าตาน่ารักดูใสซื่อที่ยังคงกำสายกระเป๋าแน่นจนสั่น แล้วเลื่อนไปมองเพื่อนของเธอที่ลอบกวาดสายตามองไปทางประตูหลังร้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขณะที่สมองเริ่มประมวลผลความผิดปกติที่สัมผัสได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เด็กสาวกลุ่มนี้ก้าวเข้ามา เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองลูกค้าทั้งสามช้าๆ พยายามรักษาใบหน้าให้เรียบเฉยที่สุด

ต้องไม่ใช่คนแถวนี้ และไม่ใช่ลูกค้าที่ตั้งใจมาทานข้าวแน่ๆ

ลูกค้าที่แทบไม่ได้สนใจเมนูอาหารตรงหน้าเอาแต่มองไปประตูหลังเคาน์เตอร์บาร์ เหตุการณ์แบบนี้ ดูคุ้นเคยดีจริง 

"รับต้มยำกุ้งกับผัดผักนะคะ" เธอกวาดสายตามองเด็กทั้งสาม คลี่ยิ้มอย่างเข้าใจอะไรบางอย่างจากนั้นจึงเดินจากไป

เมื่อพนักงานเสิร์ฟเดินลับตาไป ทั้งสามคนรีบโน้มตัวเข้าหากัน

"ฉันจะเริ่มก่อน" นาเดียกระซิบพลางเอื้อมมือไปคว้าแก้วน้ำเปล่าที่เพิ่งมาเสิร์ฟ "เดี๋ยวฉันจะแกล้งทำน้ำหกใส่ตัวเอง แล้วขอไปห้องน้ำที่อยู่ลึกที่สุด ถ้าโชคดีฉันอาจจะเห็นรหัสประตู หรือเห็นว่าทางเดินหลังห้องน้ำมันเชื่อมไปไหน แต่ระหว่างนั้น วานพวกแกช่วยดูต้นทางให้ที"

นาเดียจงใจปัดมือไปโดนแก้วน้ำจนมันคว่ำรดกระโปรงเธออย่างพอดิบพอดี "ว้าย!" ก่อนจะรีบลุกขึ้นทำท่าทางลนลาน


"ห้องน้ำไปทางไหนคะ?" เธออาศัยจังหวะที่พนักงานชี้ทาง เดินดิ่งลึกเข้าไปในโซนด้านหลังร้านทันที ขณะที่สายตาคอยสังเกตประตูทุกบานที่เดินผ่าน

 

หลังจากนาเดียแยกตัวไป อลิชาพยายามสงบสติอารมณ์ เธอจดจำคำสอนของนาเดียที่ให้สังเกตความผิดปกติเธอแสร้งทำเป็นนั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ หยิบน้ำขึ้นมาจิบเป็นพักๆ แต่สายตากลับจ้องไปยังทางเข้า

ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนื้อดี สองคนก็เดินเข้ามา พวกเขาไม่ได้มองหาโต๊ะว่างด้วยซ้ำ เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์บาร์ พยักหน้าให้พนักงานเสิร์ฟคนเดิมเพียงนิดเดียว พนักงานคนนั้นไม่ได้ยื่นเมนูให้ แต่กลับผายมือเชิญลูกค้าสองคนนั้นพร้อมเดินนำไปยังหลังเคาน์เตอร์ อลิชาเห็นประตูบานที่ดูธรรมดาบานนั้นเปิดออก และปิดลง

อลิชากับตัสหันสบตากันอย่างเข้าใจ ในตอนนี้พนักงานที่เคาน์เตอร์เหลือแค่คนเดียวจากสองคน อีกคนเข้าไปข้างในแล้ว ส่วนอีกคนก็ยืนรับลูกค้า ฉะนั้น วิธีเดียวที่เธอจะเข้าไปข้างในได้คือให้คนใดคนหนึ่งดึงความสนใจพนักงาน

แต่ตัสตัวใหญ่เกินไปที่จะแอบลอบเข้าไป และอลิชาก็ตัวเล็กเกินไปที่จะบังให้ตัสได้ ฉะนั้นคนที่ต้องเข้าไปก็คือเธอ 

อลิชารู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความกดดันมหาศาลถาโถมใส่เด็กสาววัย 18 เด็กสาวที่เติบโตมาในสังคมธรรมดา บัดนี้กำลังจะก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนมายาที่มีแต่หมอกควัน แต่ภาพใบหน้าของรัก ที่กำลังตกอยู่ในอันตรายกลับเป็นแรงผลักดันเดียวที่ทำให้เธอยังขยับขาได้ 

"ตัส ฉันไปเอง"

ตัสมองเพื่อนรักด้วยความกังวลใจแต่ก็รู้ดีว่านี่คือโอกาสเดียว

"เข้าใจแล้ว ฉันจะดึงความสนใจมันเอง พอฉันเริ่มส่งสัญญาณ แกต้องรีบนะ"

ตัสลุกขึ้นยืนเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์บาร์ด้วยท่าทีเหมือนลูกค้าที่กำลังหงุดหงิดเต็มทน จงใจยืนเบียดขอบเคาน์เตอร์ บดบังทัศนียภาพของพนักงานคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ 

"พี่ครับ พอดีเพื่อนผมทำแหวนเพชรตกลงไปในซอกหลังอ่างล้างมือ พยายามงัดเท่าไหร่ก็ไม่ออก พี่พอจะมีเครื่องมือหรือช่วยไปดูให้หน่อยได้มั้ย? แฟนเขาซื้อให้แพงมากเลยนะพี่"

พนักงานชายที่เคาน์เตอร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสดงท่าทีลุกลน "รอสักครู่นะคะ!" แล้วก็หันเปิดชั้นเก็บหาอะไรบางอย่าง

เป็นวินาทีทองที่อลิชาอาศัยจังหวะมุดตัวลงต่ำแล้วคลานเลียบไปตามผนังไม้หลังเคาน์เตอร์อย่างรวดเร็ว หัวใจของเธอเต้นรัวจนเหมือนจะหลุดออกมา ถึงประตูบานนั้นแล้ว อลิชาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปผลักมันเบาๆ ประตูแง้มออกเพียงนิดพอให้ตัวเล็กๆ ของเธอแทรกผ่านเข้าไปได้ ก่อนจะปิดมันลงอย่างไร้เสียง 

บัดนี้อลิชาเผชิญหน้ากับความมืดที่สุดเพียงลำพัง ภายใต้แสงไฟสลัวสีแดงฉานที่ส่องสว่างอยู่ปลายทางเดินที่ลึกและชันลงเรื่อยๆ

เธอหารู้ไม่ ว่าตอนนี้เธอไม่ต่างจากนกน้อยพลัดหลงเข้าอุโมงค์อสรพิษ 

แสงสีแดงเข้มที่อาบไล้ไปตามผนังคอนกรีต ราวกับเส้นเลือดที่กำลังสูบฉีดไหลเวียนอยู่ในหัวใจของสถานที่แห่งนี้ กลิ่นอับชื้นผสมกับน้ำหอมฉุน ที่ทำให้เธอพะอืดพะอม 

ทางเดินยาวที่มีเพียงแสงไฟเธอรู้สึกเหมือนตัวตนของเธอถูกมองเห็นและไม่อาจะปิดบังเจตนาได้เลย 

อลิชากอดตัวเองแน่น ความหนาวเยือก กัดกินเธอทีละน้อย เธอเดินไปตามผนัง พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ สายตาพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไม่รู้ว่ามาได้ยังไง แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้

"รัก แกอยู่ที่ไหน" เธอพึมพำ ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับ ช่องกระจกเล็กๆ บนบานประตูไม้หมายเลข 8 ที่มีแสงไฟสว่างจ้าลอดออกมาจากด้านใน

อลิชายังไม่ทันได้ขยับกายไปมากกว่านั้น สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเยือกก็แตะลงบนหัวไหล่ของเธออย่างแผ่วเบา แต่มันกลับทำให้ร่างทั้งร่างของเธอแข็งทื่อ 

"มาหาใครหรือครับ?"

น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำ นุ่มนวล และกังวานอยู่ในลำคอ เป็นน้ำเสียงของสุภาพบุรุษที่ฟังดูรื่นหูทว่ากลับทำให้สันหลังของอลิชาเย็นวาบ 

เธอค่อยๆหันกลับไปมองและพบกับชายหนุ่มในชุดสูทสีแดงเข้มสะอาดสะอ้านรับกับบุคลิกที่ดูสูงส่ง ชายอายุราว 27-28 ปี 

ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับงานประติมากรรมชั้นเลิศ ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับไร้แววของความเมตตา มีเพียงความเจ้าเล่ห์ที่พาดผ่านด้วยรอยยิ้มมุมปากอันทรงเสน่ห์ทว่าไม่น่าไว้วางใจเลยสักนิด

"ผมดูมาสักพักแล้ว ดูเหมือนสาวน้อยคนนี้จะสนุกกับการสำรวจที่นี่ซะเหลือเกิน ผมคิดว่า เราควรมีที่นั่งคุยกันให้เป็นกิจจะลักษณะกว่านี้จะดีมั้ยครับ" 

เขากระชับต้นแขนของอลิชาด้วยแรงที่ไม่เจ็บแต่ไม่อาจขัดขืน แล้วนำเธอเข้าไปในห้องส่วนตัวเบื้องหลังประตูหมายเลข 8 

"ขะ...ขอโทษด้วยนะคะ หนูไม่สะดวกคุยค่ะ คือว่า...ปล่อย!" อลิชาขัดขืนสุดแรง พยายามรั้งตัวเองไม่ให้ถูกอีกฝ่ายฉุดกระชากไป เธอไม่แน่ใจว่าในห้องหมายเลข8นั้นคือห้องอะไร แต่มันต้องไม่ใช่สถานที่ที่ดีแน่ แต่ไม่ว่ายังไงตั้งแต่เธอก้าวเท้ามาที่นี่เธอก็รู้ดีว่าทั่วทั้งสถานที่นี้ล้วนอันตราย

"ดื้อซะด้วย..." เขาพึมพำเบาๆ พร้อมกับกระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูสง่างามทว่าเย็นเยียบไปถึงกระดูก

ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจรดใบหูของเธอ "ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะครับสาวน้อย และผมก็ไม่ใช่คนที่มีความอดทนสูงเสียด้วยมันจะทำให้ชะตาของคุณแย่ลงกว่าเดิมนะ"

อลิชาชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความหวาดกลัว ชายคนนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเธอแต่ไม่รู้ทำไม ภายในใจเธอรู้ดีว่าต่อให้เธอถูกฆ่าตายตรงนี้ ก็จะไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย
"เข้าไปคุยกันข้างในในฐานะแขกของผม ยังดีกว่าให้ผมเปลี่ยนสถานะคุณเป็นสิ่งของแล้วลากเข้าไปแทนนะครับ"
คำขู่ที่โหดเหี้ยมที่สุดเท่าที่อลิชาเคยได้ยินมาในชีวิต ความเดียงสาของวัย 18 ปี กำลังถูกบดขยี้ด้วยความจริงที่ว่า เธอไม่มีทางสู้แรงหรืออำนาจของชายคนนี้ได้เลย สุดท้ายอลิชาก็ถูกพาเข้าไปในห้อง ประตูไม้หนาหนักปิดลงพร้อมเสียงล็อกที่ดัง "คลิก"

นาเดียยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังบานประตูห้องน้ำที่แคบและอับชื้น ลมหายใจของเธอแผ่วเบาจนแทบจะหยุดนิ่ง เมื่อจู่ๆ เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้องดัง "กึก... กึก..." เข้ามาหยุดลงตรงหน้าอ่างล้างหน้า พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาวสองคนที่คุยกัน

"นี่หล่อนเห็นแขกโต๊ะ VIP 1 เมื่อกี้มั้ย ท่านทูตคนดังคนนั้นน่ะ"

"เห็นสิ แหม... ดูภายนอกก็น่าเลื่อมใสดีนะ แต่พอจ่ายหนักเข้าหน่อย ก็ยอมลงไปดูโชว์พิเศษในห้องแดงข้างล่างเหมือนกันหมดนั่นแหละ"

"เห็นว่าวันนี้มีของใหม่ที่เพิ่งลงด้วยนี่นา ทางนั้นบอกว่ายังซิงและใจเด็ดสุดๆ ต้องใช้โซ่เส้นใหญ่หน่อยถึงจะเอาอยู่"

นาเดียรู้สึกเหมือนร่างกายเย็นเฉียบ

"ก็แหงล่ะมหาเศรษฐีพวกนี้น่ะ เงินเหลือจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ความสุขแบบคนธรรมดามันไม่เร้าใจ พวกเขาชอบเห็นน้ำตาผสมกับเลือดมากกว่า ของเล่นในห้องหมายเลข8น่ะ มีไว้เพื่อพวกจิตวิตถารระดับนี้โดยเฉพาะ ยิ่งเหยื่อดิ้นรนเท่าไหร่ ค่าตัวก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น"

"ก็นะ แต่ใครใช้ให้หลงเข้ามาในรังของดับบิวเอ็นด์ กันล่ะ รังปีศาจชัดๆ ถ้าลูกค้าพวกนี้ถูกใจใครขึ้นมา คนนั้นไม่มีทางได้กลับออกมาในสภาพที่จำตัวเองได้หรอก"

เสียงฝีเท้าของพวกเธอค่อยๆ ห่างออกไป ทิ้งให้นาเดียยืนจมอยู่กับความจริงที่โหดเหี้ยมเกินมนุษย์มนา 

นาเดียรีบหยิบโทรศัพท์ออกมา พิมพ์ข้อความด้วยนิ้วที่สั่นเทาส่งหาตัสและอลิชา เพื่อที่จะฟบอกว่ารักอาจอยู่ในห้องหมายเลข8

แต่ทว่าบนหน้าจอโทรศัพท์กลับขึ้นเครื่องหมายสัญญาณถูกตัดขาด

นาเดียรีบผลักประตูห้องน้ำออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด หัวใจของเธอสั่นไหวเมื่อนึกถึงอลิชาที่ขาดการติดต่อพุ่งเป้าจะไปหาตัสที่รออยู่ด้านนอกเพื่อแจ้งข่าวร้ายที่เพิ่งได้ยิน

แต่ทว่า ทันทีที่เธอก้าวพ้นเขตหน้าห้องน้ำ ร่างสูงโปร่งในชุดยูนิฟอร์มเนี๊ยบกริบของพนักงานหญิงคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวาง

เขากล่าวดน้ำเสียงสุภาพ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม“จะไปไหนเหรอคะ”


“ฉันจะไปหาเพื่อนที่โต๊ะค่ะ”

“ทางเรามีห้องรับรองพิเศษที่สงบกว่า คุณผู้จัดการสั่งไว้ว่าให้ดูแลกลุ่มของพวกคุณเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อในตอนนี้ เพื่อนของคุณก็กำลังสนทนาอย่างสนุกสนานกับเจ้านายของเราในห้องลับใต้ดิน”

พนักงานคนนี้รู้ด้วยว่าอลิชาอยู่ที่ไหน

“อย่าเชียวนะคะ ฉันไม่อยากไปห้องรับรองอะไรทั้งนั้น!”

ภาพวาดสีน้ำมันรูปดวงตาปีศาจ ที่แขวนอยู่บนผนังไม้หรูหรา นาเดียจ้องมองลึกเข้าไปในใจกลางรูม่านตาภาพวาดนั้น ก่อนพบว่ามันมีเลนส์ขนาดจิ๋วซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนภายใต้ชั้นฟิล์มสีมันวาว

ที่นี่ไม่ได้มีแค่กล้อง แต่มันถูกจัดฉากและตบตาด้วยของประดับตกแต่งราคาแพง เพื่อให้เหล่ามหาเศรษฐีรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่ทุกความเคลื่อนไหวของลูกค้าถูกบันทึกไว้ทุกองศาโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว

นาเดียรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้พวกเธอถูกขังอยู่ในที่แห่งนี้แล้ว และการที่พนักงานเข้ามาขวางแบบนี้ หมายความว่าพวกมันรู้แล้ว

"เชิญค่ะ อย่าให้ดิฉันต้องเสียมารยาทไปมากกว่านี้" พนักงานยังคงรักษากิริยาสุภาพทว่าคำพูดเบาๆนั้นเธอไม่อาจขัดขืนได้เลย