คืนหนึ่งเธอช่วยชีวิตเขาโดยไม่รู้ว่าเขาคือคนที่จะทำลายโลกทั้งใบของเธอความรักที่เหมือนพรหมลิขิตแท้จริงคือการหลอกลวง และเธอต้องเลือกระหว่างหัวใจกับความจริง
รัก,ชาย-หญิง,รักต้องห้าม,มาเฟีย,มาเฟียจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
น้ำอุ่นไหลผ่านผิวกาย แต่ไม่อาจชะล้างความวุ่นวายในหัวของอลิชาออกไปได้เลย แม้จะอยู่คนเดียวในห้องน้ำ กลับรู้สึกเหมือนเขายังอยู่ใกล้ ทุกอย่างพาเธอย้อนกลับไปช็อตเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบใกล้หู คำพูดกำกวมที่ฝังอยู่ในหัว ทำหัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ “บ้าเอ๊ย…” อลิชาสบถเบาๆ เธอรีบอาบน้ำอย่างลนลาน บางครั้งยกมืออุดหูราวกับจะกันเสียงนั้นออกไป บางครั้งก็หลับตาแน่น พยายามไม่คิดถึง
แต่ยิ่งพยายาม ใบหน้าคมได้รูปนั้นก็ยิ่งชัด สุดท้ายเธอเร่งอาบจนเสร็จ ออกมาพร้อมหัวใจที่ยังเต้นระรัว
ขณะเดียวกันมิสเตอร์เฉินนั่งอยู่ในรถ “คุณแน่ใจนะ ดี…งั้นเวลาเดิม ผมอยากฟังว่าคุณจะขออะไร แล้วอย่าให้ผมต้องรอ” ปลายสายตอบอะไรบางอย่าง เขาฟังเงียบๆก่อนสายถูกตัด จังหวะเดียวกับที่อลิชาเดินออกมา
ชุดนักเรียนเรียบร้อย กระโปรงพลิ้วเล็กน้อยตามจังหวะเดิน เธอมาถึงรถเปิดประตูรถแล้วนั่งลงอย่างเกร็งๆ “ขอโทษนะคะที่ให้รอ จริงๆ หนูไปเรียนเองก็ได้ค่ะ ไม่อยากรบกวนคุณอาเลย”
มิสเตอร์เฉินหันมามองเธอด้วยสายตานิ่ง “ผมบอกเองว่าจะไปส่ง แน่นอนว่ารอได้”
เขาออกรถ และพูดเบาๆโดยไม่มอง “และไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้”
อลิชาชะงักงัน ต่อให้เธอพยายามถอยมากแค่ไหน เขาก็ยังยืนยันจะก้าวเข้ามา นี่เป็นแค่การตอบแทนบุญคุณที่เธอช่วยชีวิตจริงหรอ
รถเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางเดิม ถนนสายเดิมที่อลิชาคุ้นเคย ร่างกายเอนพิงพนักเบาะ แต่สายตากลับตั้งใจมองออกไปนอกหน้าต่าง ร้านเล็กๆ ริมถนนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเช้าทุกวัน ภาพหม้อโจ๊กที่มีไอร้อนลอยคลุ้ง โต๊ะมุมเดิมที่เธอไม่เคยเปลี่ยน
แต่วันนี้กลับหายไปแล้ว
รถแล่นผ่านไป แต่อลิชายังคงหันกลับไปมองไม่กล้าละสายตา เธอเพ่งมองแล้วมองอีก แต่พบเพียง บานประตูเหล็กถูกปิดแน่น ถนนหน้าร้านว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีร้านขายโจ๊กอยู่ตรงนั้นมาก่อน
ภาพและเสียงผุดในหัวของอลิชา หญิงชราร่างเล็กยืนอยู่หลังเตา ขาข้างหนึ่งวางน้ำหนักไม่ถนัด มือเหี่ยวย่นคนโจ๊กช้าๆ แต่ไม่เคยหยุดพัก
“ยาย…ขาผ่าตัดมาแท้ๆ ทำไมไม่หยุดพักสักหน่อยล่ะคะ”
“ถ้าหยุด ชีวิตมันก็เดินต่อไม่ได้น่ะสิ” หญิงชราอายุราวหกสิบกว่าหัวเราะเสียงแห้ง มือยังคนโจ๊กไม่หยุด
ในเช้าอีกวัน
“ยาย พึ่งหายไข้มาแท้ๆ ไม่ปิดร้านนอกพักฟื้นสักวันหรอคะ แบบนี้หมอจะดุเอานะ”
“ไข้ก็ไข้ แต่เช้ามันต้องมีโจ๊กยายรู้น่า ร่างกายมันยังไหว สบายๆ ” รอยยิ้มบางๆที่แสดงถึงความรับผิดชอบของร้านขายโจ๊กที่เธอไม่เคยลืม
อลิชานั่งนิ่ง สายตาค้างอยู่ตรงนั้นนานกว่าที่คิด คำพูดนั้นวนอยู่ในความคิด ยายไม่ใช่คนที่หยุดง่ายๆ
หรือยายเป็นอะไรไปนะ
อลิชาขมวดคิ้วเล็กน้อย ปลายนิ้วบีบชายกระโปรงแน่นขึ้น
บ้านไม้หลังเล็กห่างออกไปจากร้านโจ๊กไม่กี่ร้อยเมตร ยายชรา นั่งลงข้างเตียง
มือเหี่ยวย่นจับมือชายชราที่นอนพิงหมอนอยู่ “ตาจ๋า หมอบอกว่า…ข้อสะโพกมันสึกหมดแล้ว”
ตาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มบางๆให้ภรรยา “ไม่เห็นเป็นไรหรอกยาย คนก็แก่แล้ว ถึงคราวจะตาย มันก็ต้องตาย แต่ถึงไม่ผ่าฉันก็อยู่ได้อีกหลายปีไม่ใช่เร๊อะ ฮ่าฮ่าฉันทำใจไว้นานแล้ว ”
ยายบีบมือตาแน่น “แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้วนะ เราได้เงินค่าผ่าตัดครบแล้ว ตาจะต้องกลับมาเดินได้นะ ต่อไปนี้…ยายจะอยู่เฝ้าตา ไม่ต้องยืนขายโจ๊กทั้งวันอีกแล้ว”
ตานิ่งเงียบไปนาน สายตามองเพดานไม้เก่า “เงินค่าผ่าตัด…มันไม่น้อยนะ ยายไปเอามาจากไหน”
หญิงชราเอ่ยทั้งน้ำตา กุมมือสามีด้วยความสั่นเทา “มีคนมาหา”
“ใคร”
“เขาเสนอเงินสิบล้าน ซื้อสูตรโจ๊ก เขาบอกให้ยายหยุดขายโจ๊กตลอดไป ห้ามส่งต่อสูตรให้ใครนอกจากเขา” ยายยิ้มอีกครั้ง รอยยิ้มของคนที่ดีใจจนกลั้นไม่อยู่ เธอหลับตาลงช้าๆ เหมือนปล่อยภาระที่แบกมาทั้งชีวิต
น้ำตาของหญิงชราหยดแล้วหยดเล่า ด้วยความปลื้มปิติ “เงินก้อนนี้ ซื้อเวลาที่เหลือของยาย ให้ได้อยู่กับตา ”
ตานอนฟังพูดไม่ออก แววตาชราที่เคยหม่นหมองเอ่อล้นด้วยความรู้สึกที่เกินจะบรรยาย
“ถ้าแลกสูตรหนึ่งชาม กับการได้อยู่กับตาจนวันสุดท้าย ยายว่า…คุ้ม”
ยายโผลเข้ากอดสามีด้วยน้ำตาและรอยยิ้ม
สำหรับทั้งสองสามีภรรยาแล้ว เงินก้อนนี้ราวกับ ได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง
………………………………………
แสงแดดยามสายที่สาดผ่านระเบียงอาคารเรียน อลิชานั่งอยู่ตรงม้านั่งหินอ่อนใต้ร่มเงาตึก หนังสือเปิดค้างอยู่บนตัก แต่สายตากลับไม่จดจ่ออยู่กับตัวอักษรเลยสักนิด
ห่างออกไปตรงทางเดิน ชายหนุ่มสองคนกำลังก้าวเดินผ่านม้านั่งที่เธอนั่งอยู่ ออสการ์เดินอยู่ด้านในรูปร่างสูงโปร่ง เสื้อเชิ้ตสีอ่อนพับแขนขึ้นอย่างลวกๆ ทรงผมที่ดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจจัด กลับเข้ากับใบหน้ารูปไข่อย่างพอดี
รูปลักษณ์ที่แม้ไม่ได้ยิ้ม แต่กลับดึงดูดสายตาให้คนมองได้ ส่วนคนข้างๆที่เดินมากับเขาคือคิมหันต์เพื่อนสนิท “เฮ้ อลิชา”
เสียงทักดังขึ้นกะทันหัน ดึงเธอกลับจากภวังค์ใบหน้าที่วนอยู่ในหัวหายไปทันที อลิชาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นอย่างงงงวย ก่อนจะพบสายตาของทั้งสองมองมา “อะ…อ๋อ สวัสดี” เธอตอบกลับช้าๆ น้ำเสียงยังมึนๆ
คิมหันต์ยิ้มกว้าง หันไปพยักเพยิดใส่เพื่อนตัวเอง “นี่ไง ออสการ์มานี่แล้ว ไม่ทักทายหน่อยเหรอ”
อลิชาชะงัก แต่ออสการ์กลับขมวดคิ้วทันที สีหน้าแสดงความรำคาญ “พอได้แล้ว ฉันมีแฟนแล้ว เลิกพยายามเถอะ” เขาพูดเสียงสั้น ตัดบท ก่อนจะก้าวเดินออกไปโดยไม่มองเธอด้วยซ้ำ
คิมหันต์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินตามไป “เฮ้ยเดี๋ยวดิ อลิชาก็จีบแกมาจะครบสามปีแล้วนะเว้ย นี่ก็จะแยกย้ายกันละ ทำไมไม่คิดจะรับรักเขาบ้างวะ”
“ไม่น่าสนใจ ก็คือไม่น่าสนใจ”
คำพูดนั้นดังแว่วมาไม่ดังนัก แต่ชัดพอที่จะดังถึงหูของคนที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม
อลิชานั่งนิ่งเม้มปากก้มหน้าน้อยๆ ในใจเธอเจ็บอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเขาตอกย้ำเธออีกครั้ง ว่าตลอดเวลาที่เธอเคยพยายาม เคยให้ค่าเขา เคยเข้าหาเขาอย่างจริงๆจังๆและยอมละทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเอง
ตลอดช่วงเวลานั้น เธอไม่เคยถูกนับว่าเป็นอะไรเลย อลิชาหลุบตามองหน้ากระดาษ แววตาที่ไม่แม้แต่จะอยากรับรู้ความรู้สึกของตัวเอง
“อลิชา!” เสียงเรียกคุ้นหูดังขึ้นจากอีกฝั่ง ก่อนแก๊งค์สี่สหายจะเดินตรงเข้ามา ในมือเต็มไปด้วยถุงขนมและแก้วเครื่องดื่มหลากสี
“เห็นนะ เมื่อกี้ใครมา” นาเดียนั่งลงตบบ่าอลิชาเบาๆ
แต่ทว่าสีหน้าของเจ้าตัวก็ยิ่งแย่ลง ยิ่งก้มหน้าปิดบังเพื่อนเท่าไหร่ น้ำตาเธอก็ยิ่งไหล เสียงตัสพูดขึ้นอย่างหมดทนทาง “ใครก็ได้บอกที ว่าเมื่อไหร่มันจะเลิกเขาสักที ขนาดเขามีแฟนมาอาทิตย์นึงแล้ว ยังมูฟออนไม่ได้อีก แล้วแฟนเขาก็หาเรื่องมันทุกวัน แซะทุกวัน ไม่รู้จักเจ็บไงวะ”
“ไม่รูัว่ะ”
ทั้งสามส่ายหัวพร้อมกัน
รักหยิบขนมมาฉีกกินก่อนคนแรก ทำลายความเศร้าด้วยการป้อนเข้าปากเพื่อนรักอย่างอลิชา “ไม่มีอะไรสบายใจเท่ากินกับนอนแล้วเพื่อนเอ้ย เศร้าได้ เสียใจได้ แต่ใดใดอย่าลืมกิน รู้มั้ย”
อลิชาเคี้ยวขนมกรุบกรอบมองหน้าเพื่อนรักสายอินดี้คนนี้ ก็จริงอยู่ ต่อให้เศร้าแค่ไหนของกินก็อร่อยเสมอ
ทันใด เบื้องหน้าพวกเธอ ถุงลูกชิ้นที่เหลือลูกชิ้นครึ่งลูกกับน้ำจิ้มที่เลอะทั่วปากถุง ถูกโยนลงบนโต๊ะหินอ่อน
มีนหยุดยืนตรงหน้า กวาดตามองกลุ่มนั้นอย่างไม่เร่งรีบ ริมฝีปากยกยิ้มบางๆ ราวกับไม่ได้ตั้งใจ “ชอบของเหลือใช่ไหม ฉันกินไม่หมดอ่ะ เอาไปกินต่อให้หายหิวสิ”
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที เพื่อนของอลิชาทั้งสามชะงัก นาเดียลุกขึ้นทันที ยังไม่ทันพูดอะไร น้ำในมือรักก็สาดไปหาเจ้าตัวชอบหาเรื่อง
“อีรัก!. เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นจากอีกฝั่งของระเบียง นักเรียนที่นั่งบริเวณนั้นหลายคนเริ่มหันมอง
“มึงก็เก็บไว้กินเองเถอะ” รักตอกลับด้วยใบหน้าแสดความรังเกียจ
มีนฟาดฝ่ามือลงบนหน้าอีกฝ่ายเต็มแรง “อี…!” คำด่าไม่ทันออกจากปาก นาเดียผลักไหล่เธอกลับอย่างแรง มีนเซถอยหลังเสียงซุบซิบรอบข้างเริ่มดังระงม
มีนหยิบหนังสือหนาเขวี้ยงใส่พวกเธอ ตัสจับแขนเธอแน่น ทว่าแขนอีกข้างกลับฟาดเข้าแก้มตัสเต็มแรง “ทำตัวเป็นหมารับใช้อีกแล้วนะมึง เสร่อปกป้องขนาดนี้หวังอะไรจากมันล่ะ” เธอจ้องมองแววตาดูถูก ด้วยความโมโหเขาถีบหล่อนเต็มแรง ตัวมีนเซถลาถอยหลังชนเข้ากับแผ่นอกของใครบางคน
“มึงทำใครวะ!” ออสการ์พยุงมีนเสร็จ ก็พุ่งเข้าต่อยหน้าตัสเต็มแรง
ผั่วะ!
เสียงกรีดร้องดังระงม สายตาเขากวาดมองภาพตรงหน้าอย่างไม่พอใจ คิมหันต์ที่วิ่งตามมารีบเข้าห้ามทั้งสองออกจากกัน และดึงเพื่อนตัวเองกลับมา
มีนที่ยืนอยู่ข้างหลังหอบหายใจ เสื้อยับ ผมยุ่ง แต่ยังไม่วายหันไปมองอลิชาด้วยสายตาเยาะเย้ย พูดเสียงสั่นน้อยๆ “ ฉันแค่เอาหนังสือมาให้ดีๆ หรือเพราะฉันเป็นแฟนออสการ์ เธอเลยสั่งเพื่อนให้มาทำร้ายฉัน?”
ออสการ์ก้าวออกมา สายตาแข็งกร้าว มองข้ามทุกคนไปหยุดที่อลิชา “สามปีแล้วนะ จะทำตัวไร้ค่าไปถึงไหน ฉันมีแฟน เธอก็ยังไม่หยุด ยังทำเหมือนตัวเองถูกแย่งของทั้งที่ฉันไม่เคยให้ความหวังเธอเลยสักครั้ง คิดว่าโลกต้องหมุนรอบตัวเองหรอถึงได้เรียกร้องทำตัวน่ารำคาญไม่หยุด”
“เลิกฝืนสักที ถ้าอยากมาก ก็แค่ไปหาคนอื่น แล้วอย่ามายุ่งกับฉันอีก”
อลิชามองใบหน้านั้นริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ในตอนนี้ เธอเห็นชัดเจนแล้ว แววตาที่แข็งกระด้างมองเธอเหมือนเป็นของสกปรกที่อยากหนีออกมาให้พ้นนั้น ในตอนนี้ไม่มีเศษเสี้ยวความอ่อนโยนหลงเหลือแม้แต่น้อย
วันแรกที่เธอเหยียบเข้ามาในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ ทุกอย่างดูใหญ่โตเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้ อาคารเรียนสูง ตระหง่าน นักเรียนคนอื่นๆที่เธอไม่รู้จัก เดินสวนกันไปมาไม่หยุด เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยปะปนจนเธอรู้สึกเหมือนตัวเองเล็กเหมือนตัวประหลาดในที่นี้ อลิชากอดแฟ้มแนบอก ยืนอยู่ตรงทางแยกระหว่างอาคาร
เด็กหญิงมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง ที่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตราใคร และยิ่งไม่กล้าถามใคร เธอยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง มองป้ายเรียนสลับกับกระดาษในมือ และไม่รู้ว่าห้องที่เธอต้องไปอยู่ทางไหนกันแน่ ในที่สุด เวลานัดมอบตัวก็เลยมาแล้ว และเธอยังคงหลงทาง ยิ่งมองตัวหนังสือยิ่งพร่าเลือน น้ำตาเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาด้วยความกลัวและความรู้สึกถูกทิ้ง
“ตึกวิชาการอยู่ทางนั้น” ในวินาทีนั้นเองเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง พอเธอหันไปมองก็พบเด็กชายเสื้อเชิ้ตขาวสะอาด กางเกงสีเข้ม ดวงตาเขาเปี่ยมด้วยพลังและความมั่นใจ เหมือนคนที่รู้จักที่นี่ดี เขาเหลือบมองกระดาษในมือเธออีกครั้ง
“ถ้าไปทางนั้นจะสับสน เพราะมันเป็นทางเขาวงกต ตามฉันมา เดี๋ยวไปส่ง”
อลิชาพยักหน้าเร็วๆเธอเดินตามเขาไป ระหว่างทางทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ทุกก้าวที่เดินข้างกันอลิชากลับรู้สึกสบายใจ เด็กสาวเอาแต่จ้องมองใบหน้านั้นจากด้านข้างตลอดทาง และในตอนนั้น อลิชารู้ตัวว่าผู้ชายคนนี้กำลังจะอยู่ในใจเธอตลอดไป
อลิชายืนก้มหน้าอยู่ตรงนั้น น้ำตาหยดลงบนหญ้า หัวใจที่กระตือรือร้นที่จะเอาชนะใจเขาไม่มีแรงเหลืออีกต่อไป ในสายตาเขาเธอไม่เคยมีค่าตั้งแต่แรก ความทรงจำดีๆถูกเหยียบย่ำอยู่ตรงหน้าโดยคนคนเดียวกับที่เธอหวังว่าเขาคือคนที่จะไม่ทิ้งเธอ
ตัสที่ถูกต่อยจนมุมปากแตกเล็กน้อยกัดฟันพูดด้วยความเจ็บ “ผู้ชายโง่ กับผู้หญิงแพศยา แม่งทุเรศจริงว่ะ”
นาเดียเช็ดน้ำตาให้เพื่อนในขณะที่รักเช็ดน้ำที่แขนตัวเองอย่างลวกๆ เหตุการณ์ทำนองนี้นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และพวกเธอสามคนรู้ว่า ต่อให้พูดอะไรไปก็มีแต่เปลืองน้ำลายเท่านั้น