คืนหนึ่งเธอช่วยชีวิตเขาโดยไม่รู้ว่าเขาคือคนที่จะทำลายโลกทั้งใบของเธอความรักที่เหมือนพรหมลิขิตแท้จริงคือการหลอกลวง และเธอต้องเลือกระหว่างหัวใจกับความจริง
รัก,ชาย-หญิง,รักต้องห้าม,มาเฟีย,มาเฟียจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
รถของมิสเตอร์เฉินจอดข้างทางหน้าหอพัก เขานั่งอยู่ในรถสักพักอลิชาก็ถูกแม่จูงแขนออกมา เขามองใบหน้าอึดอัดนั้นแอบยิ้มหัวในใจ
พ่อเดินตามสองแม่ลูก ทว่ากำลังมุ่งมั่นจัดเสื้อกับเนคไทสีแดงอย่างจริงจัง
“สวัสดีครับ คุณพ่อ คุณแม่” มิสเตอร์เฉินเปิดประตูให้ผู้ใหญ่ทั้งสองเข้าไปนั่ง และส่งสายตายิ้มให้อลิชาแต่นั่นกลับทำให้เธอไม่มองเขา หลบสายตาและรีบเปิดประตูเข้าไปนั่ง ทันใดนั้น
“มานั่งอะไรตรงนี้ลิชา ไปๆๆๆ ข้างหน้าๆๆ” เด็กสาวถูกผลักออกจากเบาะเสร็จแล้วแม่ก็ปิดประตูทิ้งเธอปล่อยให้เธอยืนงง เห็นดังนั้นมิสเตอร์เฉินก็เดินไปเปิดประตูข้างคนขับให้เธอ
“นั่งนี่สิ”
แต่แล้วเด็กสาวก็เงียบกริบราวกับคนใบ้ และเข้าไปนั่งด้วยสีหน้าอึดอัด
เมื่อทั้งสี่ขึ้นมาอยู่บนรถ ความเงียบกริบก่อนหน้านี้ก็หายไปทันที พ่อกับแม่ราวกับสวมวิญญาณนักพากย์ศิษย์เอก
“หมิงคุนลูก วาสนาลูกสาวแม่จริงๆ ได้ผู้ชายเพอร์เฟกต์ขนาดนี้มาดูแล รู้มั้ยอลิชาลูกแม่ไม่เคยมีแฟนเลยนะ มีแค่หมิงคุนคนแรกเลยที่พาพ่อกับแม่ไปกินข้าวแบบนี้ เป็นเด็กน่ารัก รู้กาละเทศะถูกใจแม่จริง ดูหน้าดูตาสิ ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน นี่ถ้าแม่ย้อนเวลาไปได้ แม่คงจีบตาหมิงคุนแล้วนะเนี้ย”
พ่อกระแอมเล็กน้อย ยืดอกขึ้น ก่อนเริ่มร่ายสรรพคุณลูกสาวประหนึ่งนักขายมือทอง “แม่ก็ หนุ่มหล่อก็ต้องคู่กับสาวสวยที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างลูกเราสิ หมิงคุนรู้มั้ย อลิชาลูกพ่อน่ะ เรียนดีมาตลอด เกรดเฉลี่ยแทบไม่เคยหลุดจากอันดับต้นๆ เลยนะ ภาษาอังกฤษเป๊ะ ภาษาจีนคล่อง งานบ้านงานเรือนไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่เที่ยวเตร่ให้พ่อแม่ลำบากใจ ไม่เคยเกเรที่ไหนเลย”
แม่รีบพยักหน้าเป็นปี่เป็นขลุ่ย “จริงค่ะลูก หมิงคุน! ยัยลิชาน่ะเป็นคนกตัญญูที่สุด เห็นตัวเล็กๆแบบนี้ หัวใจสู้คนมาก แถมยังใจดี อ่อนโยน ถ้าได้ไปเป็นภรรยาเนี่ย แม่บอกเลยว่าได้ทั้งเมีย ทั้งเลขา ทั้งแม่ครัวเลยนะคะ”
มิสเตอร์เฉินใบหน้านิ่ง หันมามองคนข้างๆ เด็กสาวเอาแต่หันมองไปนอกหน้าต่าง อลิชาทนไม่ไหวอีกต่อไป
“แม่คะพ่อคะ หนูกับคุณอาไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ อีกอย่างคุณอาก็มีคนรักแล้วค่ะ”
มือที่จับพวงมาลัยชะงักในเสี้ยววิ มีคนรักแล้ว? เขาไปมีคนรักตอนไหน ที่เขาไม่มีแฟนก็เคยบอกเธอไปแล้วไม่ใช่หรอ แต่แล้วสิ่งที่อลิชาพูดต่อไปก็ทำให้เขาเข้าใจ
เธอหันมายิ้มให้เขา “รอยแดงวันนั้นทำให้พ่อกับกับแม่เข้าใจหนูกับคุณอาผิดน่ะค่ะ เอาล่ะตอนนี้คุณอาช่วยบอกพ่อกับแม่หนูหน่อยค่ะ ว่าไม่เกี่ยวกับหนูเราสองคนเป็นแค่คนรู้จักกัน คุณอามีคนของคุณอาอยู่แล้ว และที่อยู่ห้องด้วยกันเพราะแค่ไปส่งหนูเฉยๆ พ่อกับแม่จะเข้าใจผิดไปกันใหญ่น่ะค่ะ แหะ” เธอพูดรัวราวกับจะแร็ปให้ใครฟัง พูดเสร็จแล้วก็หัวเราะแห้งๆ
"คนรัก?" เขาเลิกคิ้วขึ้น
มิสเตอร์เฉินกระตุกยิ้มที่มุมปาก แววตาคมกริบฉายแววเจ้าเล่ห์ ถอนหายใจยาวๆ ออกมาครั้งหนึ่ง “อลิชาพูดถูกแล้วครับคุณพ่อคุณแม่ จริงๆ ผมมีคนในความลับอยู่ และเราก็ตกลงกันว่าจะเก็บเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวน่ะครับ เพราะเธอค่อนข้างขี้อาย และกังวลมากว่าถ้าผู้ใหญ่รู้เรื่องของเราแล้วเธอจะทำตัวไม่ถูก”
อลิชาพยักหน้าหงึกๆ
“เธอถึงกำชับนักหนาไงครับว่าห้ามผมทำตัวรุ่มร่าม ห้ามแสดงตัวว่าเป็นแฟน ให้บอกว่าเป็นแค่คนรู้จักกันเท่านั้น ซึ่งผมก็พยายามจะทำตามความต้องการของเธออยู่ครับ” ว่าแล้วเขาจงใจเอื้อมมือไปลูบหัวอลิชาเบาๆ ต่อหน้าต่อตาพ่อกับแม่ที่นั่งยิ้มกริ่มอยู่ข้างหลัง
พ่อและแม่มองหน้ากันส่งสายตาราวกับเข้าใจพร้องกันว่า ที่แท้ทั้งคู่แอบคบกันแล้ว แต่ลูกสาวตัวแสบสั่งห้ามลูกเขยเปิดตัวเพราะเขินพ่อกับแม่!
ส่วนอลิชา เธอเห็นพ่อกับแม่ไม่พูดก็โล่งใจ ราวกับว่า ในที่สุดก็ทำลายความเข้าใจผิดสำเร็จ แต่ทำไมถึงยังรู้สึกทะแม่งๆอยู่นะ และอาการที่คุณอาลูบหัวเธอเมื่อกี้ มันไม่เหมือนการปลอบใจเธอสักเท่าไหร่ แต่เหมือนความรักใคร่ยังไงไม่รู้
เมื่อรถจอดสนิทหน้าภัตตาคารหรูระดับห้าดาว พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเนี้ยบกริบรีบตรงเข้ามาเปิดประตูรถให้ทันที พ่อกับแม่ก้าวลงจากรถด้วยท่าทางสง่างาม ที่พยายามฝืนสุดชีวิตไม่ให้ดูตื่นเต้นกับพรมแดงทั้งสองต่างเดาได้ว่าฐานะของลูกเขยคนนี้คงต้องไม่ธรรมดา
ส่วนอลิชาเดินคอตกตามหลังมาติดๆ ในใจยังวนเวียนอยู่กับคำว่าคนรักขี้อาย ของคุณอาที่ยังสลัดไม่หลุด
มิสเตอร์เฉินเดินข้างอลิชา หันไปยิ้มให้พ่อกับแม่เดินนำไปก่อน
ทันทีที่เข้ามาในร้านกลิ่นแรกคือดอกลิลลี่ขาว ผสมกลิ่น ไม้กฤษณาและเทียนหอม พื้นพรมกำมะหยี่สีแดงหนานุ่ม โคมระย้าคริสตัลส่องสะท้อนเครื่องเงินแก้วเจียระไนให้ระยิบระยับ
ยิ่งเดินเข้ามา กลิ่นอาหารเริ่มชัดเจน เนยทรัฟเฟิลหอมกรุ่น เคล้ากลิ่นไวน์แดงที่เพิ่งเปิด อากาศในร้านเย็นฉ่ำทว่าแห้งและหรูหรา ความประหม่าทำให้เธอเผลอบีบมือตัวเอง
ทว่าไออุ่นจากฝ่ามือหนาของคุณอาก็ถือวิสาสะมากุมมือเธอตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้
พนักงานค่อยๆ วางจานอาหารลงบนโต๊ะ ตรงหน้าอลิชา “เนื้อวากิวมีเดียมแรร์ เคียงด้วยหน่อไม้ฝรั่ง และซุปครีมล็อปสเตอร์ค่ะ”
“กินให้เยอะๆเหมือนคืนนั้นที่อยู่ด้วยกันเลยนะ เด็กน้อย” เขาหันพูดกับอลิชาเสียงอ่อนโยน
ฝั่งตรงข้าม สองสามีภรรยาชะงักช้อนในมือพร้อมกัน ‘คืนนั้น’ ก่อนจะยิ้มกว้างอย่างมีนัย
มิสเตอร์เฉินยิ้มมุมปาก เขารู้ดีว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำของเขาสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนความคิดของผู้ใหญ่ทั้งสอง
ส่วนอลิชาไม่รู้ความคิดของพ่อและแม่ตัวเอง ใบหน้านั้นยังคงมองอาหารด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์
ทว่าความบริสุทธิ์ของเธอไม่อาจปกป้องเธอจากสถานการณ์ที่มิสเตอร์เฉินสร้างขึ้นได้เลย
…………………………………………..
หน้าเคาน์เตอร์ พนักงานสาวจัดเรียงครัวซองต์ลงบนถาด “เอ้อพี่แนน วันนี้อลิชาไม่มาทำงานเหรอคะ? ปกติเห็นมาเช้าตลอด แต่นี่สายแล้วยังไม่เห็นเลย”
แนนเงยหน้าจากการเช็ดโต๊ะ “ลิชาลางานด่วนน่ะ พอดีพ่อกับแม่เขามาจากต่างประเทศ เห็นว่าต้องไปทำธุระสำคัญกับครอบครัวน่ะ”
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังกรุ๊งกริ๊งเรียกสายตาพนักงานให้หันไปมอง ทว่าครั้งนี้พนักงานและแนนผู้จัดการไม่กล้ายิ้มต้อนรับ
ชายฉกรรจ์สามคนในชุดแจ็คเก็ตหนังสีเข้มก้าวเข้ามา โดยเฉพาะ ชายคนที่มีบาดแผลที่หน้า แค่มองสายตาใครก็รู้ว่าไม่ได้มาเพื่อซื้อ
ลูกค้าหนุ่มสาวนั่งจิบกาแฟอยู่ริมหน้าต่างหันมามอง ป้าแม่บ้านคนหนึ่งที่กำลังเลือกซื้อขนมปังอยู่ก็เลือกเดินออกไปโดยไม่ซื้ออะไรเลย
ชายมีบาดแผลที่หน้าก้าวเท้ามาที่เคาน์เตอร์ ไม่ได้พูดอะไร แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเย็นเหยียบ เขาวางมือลงบนกระจกตู้โชว์ขนมก่อนจะโน้มตัวลงไปหาพนักงานที่กำลังสั่นเทา “ผมไม่ได้มาซื้อขนม...”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลยิ้มเย็นเยียบ “แต่มาตามหา แม่พระ ของร้านนี้”
แนนเดินมาหยุดอยู่ข้างพนักงานเคาน์เตอร์และดึงเธอมาไว้ข้างหลังตัวเอง แม้ในใจจะหวาดกลัวคนพวกนี้ แต่เธอต้องสุภาพและรักษาสถานการณ์ให้ดีที่สุด “ไม่ทราบว่า มาตามหาใครนะคะ”
“ผู้หญิงที่ใจดีช่วยชีวิต ไอ้คนเจ็บที่นอนปางตายอยู่แถวนี้เมื่อวันก่อนน่ะ”
พนักงานที่ยืนอยู่ข้างแนนพูดขึ้นในขณะตัวสั่นเทา “พ…พี่แนน หรือว่าจะเป็นอลิชา อาทิตย์ก่อนอลิชาเล่าให้หนู-”
ยังไม่ทันพูดจบแนนก็บีบมือเธออย่างแรง จนเธอต้องหยุดพูด
ชายตรงหน้าพวกเธอ ขยับรอยยิ้ม ทว่า ไปไม่ถึงดวงตา นิ้วเคาะกระจกเป็นจังหวะเชื่องช้า... ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
“ผมมีธุระสำคัญต้องคุยกับเธอหน่อย อลิชาอยู่ไหน?” ดวงตาคมปลาบที่ดูว่างเปล่าวาวโรจน์ด้วยรังสีอำมหิตอย่างปิดไม่มิด
“อย่าให้ผมต้องถามเป็นครั้งที่สาม...” เขาขยับรอยยิ้มวิปริตที่ดูกระหายเลือด
“เพราะถ้าอลิชาไม่โผล่มาในห้านาที ผมจะแล่เนื้อพนักงานในร้านนี้ทีละคน เริ่มจากลิ้นที่ใช้ตอบคำถามไม่ตรงคำถามของพวกคุณก่อนดีมั้ย?” เขาขยับรอยยิ้มวิปริตที่ดูกระหายเลือดนั่น
กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านจนแนนรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมด มือจับมีดหั่นขนมสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เธอรู้ดีว่าชายคนนี้ไม่ได้ขู่ แต่พวกมันเป็นใครกัน ถึงได้กล้าข่มขู่คนแบบนี้
“ฉัน…ฉันจะไปโทรตามอลิชาให้ค่ะ แต่ในร้านนี้มันเสียงดัง ฉันคุยไม่รู้เรื่อง”
“เชิญครับ หึ ชอบจริงๆเลยคนให้ความร่วมมือแบบนี้” ชายคนนั้นแค่นยิ้มทำท่าเชิญ
แนนรีบเข้าไปหลังร้านทันที ทันทีที่ประตูปิดลง เธอรีบควักมือถือออกมา ปลายนิ้วสั่นเทาพยายามกดเบอร์ตำรวจ
แต่ยังไม่ทันที่สัญญาณจะดัง ประตูก็ถูกถีบโครมจนบานพับหลุด แนนร้องหลงเสียง ร่างสูงใหญ่คว้าคอเสื้อเธอแล้วเหวี่ยงแนนกระแทกกับผนัง ดัง ปึก!พวกมันกระชากโทรศัพท์ไปจากมือเธอ
“ตุกติกไม่เก่งเลยนะ”
เสียงขึ้นลำกล้องปืนดังขึ้นข้างขมับ แนนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกสัมผัสได้ถึงความเย็นของปากกระบอกปืนที่จ่อกดลงบนผิวเธอ
“เบอร์ 191?” มันเคาะปืนกับหัวเธอเบาๆ
“คงต้องเปลี่ยนจากตามหาคน เป็นตามเก็บศพแทนแล้วมั้ง”
แนนพยายามฝืนยืนหยัดทั้งที่น้ำตาไหลออกมาด้วยความกลัว “เธอไม่อยู่ ลางานด่วน!”
“มีธุระอะไรก็ฝากไว้ที่ฉัน หรือไม่ก็ทิ้งเบอร์ไว้สิคะ” เธอพยายามทำเสียงให้สั่นน้อยที่สุด
“อย่าเล่นลิ้น ถึงมันไม่อยู่ที่นี่ มึงก็ต้องรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน”
“ฉันไม่รู้” อลิชาเป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาที่ทำงานพาร์ทไทม์ในร้าน ไม่รู้ว่าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกคนสารเลวนี้ได้ยังไง ถ้าพวกมันจะพังร้านหรือหาเรื่อง เธอก็จะไม่ขัดขวาง แต่ถ้ามันมายุ่งกับอลิชาเด็กที่บริสุทธิ์คนนั้นล่ะก็ เธอไม่ยอม
ปืนตบเข้าที่หน้าแนนอย่างจัง ร่างเธอถลาไปกระแทกกับชั้นวางของ และทรุดลงกองกับพื้นทันที ความเจ็บปวดแล่นแปลบทั้งหน้า กลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปาก แนน เงยหน้าขึ้นช้าๆดวงตางามเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เลือดสีแดงไหลซึมจากมุมปากหยดลงพื้นทีละหยด
มันกดปากกระบอกปืนเน้นลงบนโหนกแก้มเขียวช้ำของเธอ บดขยี้มันลงไปจนแนนต้องครางออกมาด้วยความทรมาน “หึ ความตายของเธอมันไม่ได้ช่วยให้มันรอดหรอก ถ้ายังไม่บอกที่อยู่ยัยนั่นมาตอนนี้ ฉันจะเริ่มจากการยิงที่ขาเธอทีละข้าง ดีมั้ย?”
เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมันด้วยสายตาที่พร้อมจะฉีกทึ้งร่างตรงหน้าให้เป็นชิ้นๆ หากเธอมีกำลังพอ “ไอ้พวกสารเลว”
“ปากดีจังนะ อยากตายนักใช่มั้ย!”
“ฆ่า ฉัน เลย คนอย่างพวกแก ไม่มีวันได้อะไรจากฉันทั้งนั้น” แนนเค้นเสียงรอดไรฟัน
เส้นเลือดปูดโปนบนขมับที่เต็มไปด้วยบาดแผล แอสเชอร์คว้าหมับลำคอแนนบีบแน่นจนเธอหายใจไม่ออก ขณะที่ปากกระบอกปืนกดลึกเข้าที่หน้าผากจนเนื้อบุ๋ม
“งั้นก็ไปรอเจอมันในนรก”
เสียงกระจกหน้าต่างแตกละเอียดก็ดังสนั่น มือที่กำลังลั่นไกลหยุด แอสเชอร์พุ่งออกไปหน้าร้าน ลูกน้องของเขาทั้งสองคนล้มกองกับพื้นและสิ้นใจตาย ลูกค้าในร้านพากันวิ่งหนีตายออกไป
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอานักฆ่าชั้นสูงอย่างเขารู้ได้ทันที แอสเชอร์หันไปรอบทิศทาง เขาออกมาในมุมโปร่งแล้ว ตอนนี้เขาต้องหาทางหลบ
ลูกน้องมือดีสองคนที่เขาสั่งให้เฝ้าหน้าร้าน บัดนี้กลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นกระเบื้อง รอยกระสุนเจาะเข้าที่กลางหน้าผากอย่างแม่นยำจนไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ร้องขอชีวิต
แต่แล้วประสาทสัมผัสสุดท้ายของเขาได้ยินเสียงกระจกแตกอีกครั้ง เพล้ง!
พร้อมกับที่ร่างของแอสเชอร์สะบัดอย่างรุนแรง หัวกระสุนความเร็วสูงถูกคำนวณอย่างแม่นยำเจาะทะลุกระโหลก ร่างสูงใหญ่ล้มตึงดวงตาเบิกโพลงไร้ซึ้งลมหายใจในทันที
สิ้นสุดวิถีกระสุนสังหารจากระยะไกล ภายในร้านตกอยู่ในความเงียบ แนนค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เธอย่างออกจากหลังร้าน และปลอบพนักงานที่ตกอยู่ในอาการขวัญเสียทั้งหมด ดวงตามองดูศพชายเหล่านั้นด้วยความกลัวแต่ทว่าก็ขอบคุณ
บนชั้นดาดฟ้าของคอนโดหรูฝั่งตรงข้าม โซย่า บอดี้การ์ดหญิงผู้เป็นมือซ้ายของมิสเตอร์เฉิน ค่อยๆ ถอนสายตาออกจากลำกล้อง ใบหน้าสวยคมที่นิ่งสนิทราวกับรูปปั้นน้ำแข็งไม่มีวี่แววของอารมณ์ใดๆ เธอกดปุ่มสื่อสารที่ข้างหู เอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงเรียบราบ “เป้าหมายถูกกำจัดเรียบร้อย”
มือที่แข็งแรงถอดลำกล้องและเก็บส่วนประกอบของปืนยาวลงในกระเป๋า เงียบเชียบและรวดเร็วรูดซิบกระเป๋าแล้วสะพายขึ้นหลัง ก่อนจะหายตัวไปไม่เหลือร่องรอย
ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้าคมสันของคุณอาจากด้านข้าง “คุณอา... ยิ้มอะไรเหรอคะ?” อลิชาเอ่ยถามเบาๆ พลางหรี่ตามองอย่างจับสังเกต
รอยยิ้มของเขายังคงไม่จางหายไป แต่กลับหันมายิ้มให้เธอ “ขอบคุณที่วันนี้มาทานอาหารด้วยกันนะ”
สมองอลิชาตื้อไปชั่วขณะ
“โถ่ลูกแม่ ไม่ต้องขอบคุณขนาดนั้นเล้ยนะคะ” เสียงแม่แผดขึ้นทำลายความเงียบ
“ ถ้าลูกเหงา วันหลังไม่ต้องโทรชวนก็ได้นะ”
“ ขับรถมารับยัยลิชาไปได้เลย แม่อนุญาต! แถมข้าวสารให้อีกสองกระสอบด้วย!”
มิสเตอร์เฉินหัวเราะในลำคอเบาๆ แต่อลิชากลับเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกน้อยใจพุ่งปรี๊ด “หนูขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะ” เธอเอ่ยขัดวงสนทนาขึ้นมาดื้อๆ
เธอไม่ได้รอให้ใครอนุญาต ร่างบางลุกออกมาจากโต๊ะทันที มาถึงหน้าห้องน้ำ เธอบ่นพึมพำด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า "แม่นะแม่ พ่อนะพ่อ ทำไมถึงอึดอัดขนาดนี้นะ" มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาตัวเอง
“ร้องไห้เลยเหรอ” น้ำเสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหลัง แววตาที่อ่อนโยนลงมองมาที่เธอ
อลิชาก้มหน้าหลบสายตา เขาขยับเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ กระจกที่ประดับข้างๆสะท้อนร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเนี้ยบกริบกับเด็กสาวขอบตาแดงก่ำ
“คุณอา ขอโทษแทนพ่อแม่หนูด้วยนะคะที่เอาแต่พูดอะไรแบบนั้น”
“ไม่เป็นไรหรอก อันที่จริงฉันชอบนะ ที่พ่อกับแม่เธอเข้าใจว่าเราเป็นแฟนกัน”
ดวงตากลมเงยขึ้นมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ความจริงก็คือเราอยู่ห้องเดียวกันจนดึกดื่น แล้วอย่าลืม ฉันเป็นผู้ชาย เธอเป็นผู้หญิง ไม่ดีหรอ ที่ฉันจะรับผิดชอบชื่อเสียงของเด็กน้อยบริสุทธิ์อย่างเธอ”
“รับผิดชอบ... ชื่อเสียงเหรอคะ?” อลิชาทวนคำเสียงแผ่ว แต่ใบหน้าเปื้อนน้ำตานั้นยังคงฉายแววงุนงง
“ไปทานข้าวได้แล้วอลิชา” เขาเอื้อมมือมาบีบจมูกเธอเบาๆ มิสเตอร์เฉินขยับยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เดาอารมณ์ไม่ได้ เขาโน้มตัวลงมาหาเธอจนใบหน้าใกล้กัน
“คนอื่นเขาไม่ได้เห็นในสิ่งที่เราคิดหรอกนะอลิชา เขาเห็นในสิ่งที่เขาอยากเห็น” เขาเชยคางเธอขึ้นเบาๆ ให้สบตา
อลิชาเริ่มตระหนักได้ว่าหัวใจเธอมันเริ่มจะเต้นแรงผิดปกติไปแล้ว