คืนหนึ่งเธอช่วยชีวิตเขาโดยไม่รู้ว่าเขาคือคนที่จะทำลายโลกทั้งใบของเธอความรักที่เหมือนพรหมลิขิตแท้จริงคือการหลอกลวง และเธอต้องเลือกระหว่างหัวใจกับความจริง

ก็ผมคือมาเฟีย - ตอนที่ 11 สยบ โดย facelove @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-หญิง,รักต้องห้าม,มาเฟีย,มาเฟียจีน ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ก็ผมคือมาเฟีย

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-หญิง

แท็คที่เกี่ยวข้อง

รักต้องห้าม,มาเฟีย,มาเฟียจีน

รายละเอียด

ก็ผมคือมาเฟีย โดย facelove @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

คืนหนึ่งเธอช่วยชีวิตเขาโดยไม่รู้ว่าเขาคือคนที่จะทำลายโลกทั้งใบของเธอความรักที่เหมือนพรหมลิขิตแท้จริงคือการหลอกลวง และเธอต้องเลือกระหว่างหัวใจกับความจริง

ผู้แต่ง

facelove

เรื่องย่อ


สารบัญ

ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 1 เเม้ไม่ควรพบกัน,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 2 หนี้บุญคุณ,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 3 คำสั่ง,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 4 ปรากฏตัว,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 5 คำขอบคุณหว่านล้อม,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 6 รู้สึก,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 7 ค็อกเทล,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 8 โจ๊กถ้วยแรก,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 9 เปลี่ยนแปลง,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 10 ยังไม่ตาย,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 11 สยบ,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 12 พ่อเทพบุตร,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 13 ว่าที่ลูกเขย,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 14 วางหมาก,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 15 มันต้องตาย,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 16 ช่วยเพื่อน,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 17 ลูกไก่ในกำมือ,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 18 สินค้าใหม่,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 19 ฟันเฟืองของอำนาจ,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 20 ยัดยา,ก็ผมคือมาเฟีย-ตอนที่ 21 จูบแรก

เนื้อหา

ตอนที่ 11 สยบ

มิสเตอร์เฉินขับรถออกจากเมืองด้วยความเร็วสูงสุด ถนนยาวเหยียดราวกับจะกลืนกินทุกเหตุผลที่เหลืออยู่ในหัว เสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่ถูกเร่งเร้าอย่างบ้าคลั่ง แววตาแข็งกร้าวคุกรุ่นไปด้วยโทสะที่ไม่มีคำพูดใด

อลิชานั่งเกร็งตัวฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อ เธอมองภาพข้างทางที่พุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว อยากจะร้องขอให้หยุดรถแต่ราวกับมีก้อนหินตีขึ้นมาจุกอยู่ลำคอจนพูดไม่ออก ทำได้เพียงกำมือตัวเองแน่น

เธอเหลือมองเขาเป็นพักๆแต่ไม่กล้าพูดอะไร 

ในตอนนี้ในหัวของเขา มีเพียงภาพเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชื่อของไอ้เด็กหนุ่มที่ไม่ควรมีตัวตนในพื้นที่ของเขากับเธอ

และความจริงที่ว่าเขาอยู่ใกล้เธอขนาดนี้แล้ว แต่กลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้ว่าเธอร้องไห้ให้ใครนั่นต่างหากที่ทำให้เขาเดือดดาล เขามีอำนาจเคยควบคุมทุกอย่าง ทว่าหัวใจของเด็กคนหนึ่งกลับไม่ได้ดั่งใจซ้ำๆ

เข็มไมล์กวาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ถนนยาวเหยียดตรงหน้ากลายเป็นที่ระบายอารมณ์ เสี้ยววิรถย้อนศรพุ่งเข้ามา แสงไฟหน้าอันเจิดจ้าจากรถเสียดแทงเข้าประสาทตาเขาไม่ให้ตั้งตัว "เฮ้ย!!!"

สัญชาตญาณสั่งการให้เขากระชากพวงมาลัยหักหลบกะทันหัน เสียงยางรถบดผิวถนนดังสนั่นแสบแก้วหู รถทั้งคันเหวี่ยงคว้างจนเสียการทรงตัว และกำลังจะชนขอบสะพาน “กรี๊ดดด”

เสียงร้องด้วยความกลัวของคนข้างๆราวกับเรียกสติเขา

มิสเตอรฺเฉินรวบรวมสติไม่ได้เหยียบเบรกจนมิดเพื่อให้ล้อล็อกแต่ควบคุมน้ำหนักและลดแรงเหวี่ยงของรถ รถที่กำลังจะปะทะขอบสะพานค่อยๆ คืนการทรงตัวและหลีกการชนได้อย่างหวุดหวิด 

รถหรูค่อยๆลดความเร็วและจอดสนิทที่ริมทางอย่างมั่นคงในที่สุด เครื่องยนต์ดับวูบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ทำทั้งคู่ใจหาย เขาหันไปมองร่างเล็กข้างกายด้วยหัวใจที่เต้นรัวยิ่งกว่า

 หญิงสาวยังคงหลับตาแน่น ร่างกายสั่นเทิ้ม ใบหน้าซีดเผือดทำเอาหัวใจของเขากระตุกวูบ
ไฟโทสะที่เคยแผดเผาก่อนหน้านี้ ดับมอดลงเหลือเพียงความรู้สึกหวาดกลัวว่าจะทำให้เธอบาดเจ็บ 

“อลิชา!” เขารีบลงจากรถมาเปิดประตูฝั่งเธอ

เธอตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างราวกับวิญญาณยังไม่กลับเข้าร่าง เขารีบดึงเธอออกจากรถ ตรวจดูตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“เป็นอะไรไหม เจ็บตรงไหนรึเปล่า?” 

คำถามนั้นทำให้เธอหลุดร้องไห้ เธอพุ่งเข้ากอดเขาแน่นร่างสั่นเทา ทำเอามิสเตอร์เฉินชะงัก

นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าเป็นฝ่ายกอดเขาก่อนและ มือหนาค่อยๆโอบตอบอย่างไม่รู้ตัว หัวใจที่เคยแข็งกร้าวกลับสั่นไหว “ไม่เป็นไรแล้ว”เขากระซิบน้ำเสียงอ่อนลง


ทั้งคู่อยู่ตรงนั้นสักพัก จากนั้นเขาตัดสินใจพาเธอขึ้นสู่บ้านพักตากอากาศบนยอดเขาห้างออกไป แสงไฟสีส้มนวลตาจากตัวบ้านตัดกับความมืดมิดของป่าทึบโดยรอบ มอบความรู้สึกปลีกวิเวกและเป็นส่วนตัวอย่างหาได้ยาก  

มิสเตอร์เฉิน เดินเข้ามาช้อนร่างเล็กของหญิงสาวที่ยังคงขวัญเสีย ก้าวเข้าไปด้านใน กลิ่นหอมของอาหารและไวน์ชั้นเลิศอบอวลไปทั่ว ราวกับทุกอย่างถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า เขาวา
งเธอลงบนเก้าอี้บุนวมอย่างแผ่วเบา โดยไม่พูดอะไร 

 
แต่แววตาที่เคยแข็งกร้าวฉายแววอ่อนโยน เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าเธอ มือหนาเอื้อมถอดรองเท้านักเรียนที่เปื้อนฝุ่นออกอย่างเบามือ

 "ยังกลัวอยู่ไหม..."เขาถามน้ำเสียงอ่อน

ทว่าคำถามสั้นๆ กับ สายตาที่จ้องมองเพื่อรอคำตอบ คำตอบสำหรับคำถามที่แฝงความหมายไว้สองนัย 

กลัวเหตุการณ์เมื่อครู่ หรือ กลัวตัวเขาในตอนนี้

อลิชานั่งนิ่ง มือเล็กที่วางอยู่บนตักยังคงสั่นน้อยๆ เธอจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคมคู่นั้น ดวงตาที่เธอไม่เคยเดาอะไรได้ ดวงตาที่มีเรื่องราวมากมายดุจก้นทะเลลึก 

เธอไม่เข้าใจเขาสักเท่าไหร่เลย

ทว่าคุณอาก็เอื้อมมือมากุมมือที่สั่นเทาของเธอ

"ถ้าเธอยังกลัว...จะกอดฉันอีกรอบก็ได้นะ” ริมฝีปากคล้ายยิ้มไม่ยิ้มนั่น อลิชามองและรีบละสายตาไปทางอื่น แต่กระนั้นก็ยังคงรับรู้ความอุ่นซ่านจากฝ่ามือหนาที่กุมมือเธอไว้ เธอรีบชักมือกลับและเปลี่ยนประเด็น

"คุณ...คุณอาลุกขึ้นเถอะค่ะ" เธอลุกประคองตัวเขา จะว่าไปเขาอายุใกล้เท่านี้แล้ว ท่าทางแบบนี้ค่อนข้างเสียมารยาทเกินไปนิดหน่อย แต่แล้วเธอก็ต้องนิ่งค้างอีกครั้งเมื่อคุณอาขยับเข้ามาใกล้จนเธอสัมผัสแม้กระทั่งไออุ่นจากตัวเขา และเขาก็เอ่ยสิ่งที่ทำให้เธอพูดไม่ออก

“รู้ตัวมั้ย ทุกครั้งที่ฉันพยายามจะเดินเข้าไป เธอจะถอยหนีอีกก้าวเสมอ เธอไม่เคยอนุญาตให้ฉันเข้าไปอยู่ในโลกของเธอเลยอลิชา เรื่องที่ให้เธอเสียใจฉันยังไม่มีสิทธิ์รู้ด้วยซ้ำ ต่อหน้าฉันเธอก็ยังจงใจซ่อนความลับอยู่อีก”

“หนูไม่ได้ตั้งใจจะมีความลับกับคุณอานะคะ” อลิชายังคงตีหน้าไขสือ ไม่ใช่เธอตั้งใจปิดบัง แต่เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา เธอไม่รู้ว่าจะพูดให้มันได้อะไรขึ้นมา เรื่องแย่ๆของชีวิตปล่อยให้มันเกิดขึ้นแล้วหายไปแบบไม่ต้องให้ใครจดจำดีกว่า 


มิสเตอร์เฉินเชยคางเธอขึ้นเบาๆ “เชื่อก็ได้ ถ้าอย่างนั้น” 

สายตาที่อ่านไม่ออกตั้งใจทำให้อีกฝ่ายครุ่นคิด พูดเสียงทุ้มต่ำ และแหบพร่า“เรามากินกันเถอะ” 

ทำให้อลิชาสะดุ้งสุดตัวเธอเบิกตากว้างมองหน้าเขาด้วยความตกใจ“กิน... กินอะไรนะคะ?”

พวงแก้มขึ้นสีแดงจัดจนร้อนผ่าว สายตาคมกริบคู่นั้นที่ดูเหมือนจะอ่านความคิดเธอออก เขาจ้องมองเธออย่างลึกซึ้งราวกับจะกลินกินเข้าไปทั้งตัว  

“ฉันหมายถึงอาหารน่ะอลิชา...” เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาเจ้าเล่ห์พาดผ่านเข้ามาแทนที่มุมปากหยักยกยิ้มกริ่มอย่างนึกสนุกที่ได้แกล้ง

“ใช่ค่ะ หนูก็คิดไว้แล้วว่าต้องเป็นอาหารเพราะหนูหูไม่ค่อยดีค่ะ ถึงถามย้ำไปอย่างนั้น” เธอรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมา แล้วพยายามวางมาดนิ่งขรึม แม้ในใจจะเต้นรำวงจนแทบทะลุอก ต้องโทษสมองเจ้ากรรมดันแปลความหมายไปไกลกว่าเรื่องอาหารบนโต๊ะ ยิ่งบรรยากาศรอบตัวมันเป็นใจ บวกกับหน้าหล่อๆนั่นอีก 

เขาไม่พูดอะไร หยิบช้อนตักซุปครีมล็อบสเตอร์ใส่ถ้วยเล็กแล้วยื่นมาให้เธอ “ลองนี่หน่อยร่างกายเธอเพิ่งเจอเรื่องหนักมา ทานอะไรร้อนๆ จะได้ดีขึ้น”

“คุณอารู้ได้ไงคะว่าหนูเจอเรื่องหนักมา?” 

“กลับห้องสภาพนั้น หรือเธอจะบอกว่าไม่ได้ร้องไห้?” 

“เปล่าสักหน่อยค่ะ หนูจะจบแล้ว เพื่อนๆเลยพากันมารำลึกความทรงจำน่ะค่ะ รำลึกไปรำลึกมาก็เลยคิดถึงกันซะได้ ” หญิงสาวรีบสวนกลับทันควัน ยิ้มตาหยีสู้กับสายตาคมกริบที่เหมือนจะมองทะลุความคิดเธอ อ้างนุ่นอ้างนี่เสร็จก็กลบพิรุจด้วยการคว้าช้อนซุปขึ้นมาตักกินรัวๆ และนั่นก็โคตรจะอร่อยอีกด้วย 

“หืมมม อร่อยมากเลยค่ะคุณอา!” 

มิสเตอร์เฉินมองท่าทางเด็กดื้อตรงหน้าส่ายหัวเบาๆ แล้วตักกุ้งลายเสือตัวโตไปวางเพิ่มให้อีกตัว 

ภายในคฤหาสน์สไตล์เยอรมันขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามท่ามกลางพื้นที่นอกเมือง หญิงสาวลูกครึ่งวัย28 นั่งเหม่อลอยอยู่ริมหน้าต่างบานสูง 

เธอคือสตรีที่นิยามได้ว่างดงามอย่างอันตราย ใบหน้าเรียวรูปไข่รับกับดวงตาคมเฉี่ยวสีนิลแฝงประกายฉลาดแกมโกง เส้นผมสีน้ำตาลไหม้ดัดลอพาดผ่านต้นคอขาวเนียน ผิวพรรณผุดผ่องภายใต้ชุดเดรสผ้าไหมเข้ารูปสีไวน์แดงขับเน้นสรีระโค้งเว้าเย้ายวนใจ ทว่าในความเซ็กซี่นั้นกลับมีความอ่อนโยนประดุจกลีบกุหลาบซ่อนอยู่ เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนลุ่มหลงแต่ก็พร้อมจะทิ่มแทงทุกคนที่ประมาทด้วยหนามพิษ

“มิสไลยีชการ์คะ น้ำชามาแล้วค่ะ” เสียงเรียกของสาวรับใช้ทำให้เธอหลุดจากภวังค์ ขณะรับถ้วยชาพอร์ซเลนเนื้อดีขึ้นมาถือไว้ เธอก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็น ครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้ากับ มิสเตอร์เฉินตัวต่อตัว

ห้องรับรองส่วนตัวในโรงแรมหรูที่ฮ่องกง
โต๊ะหมากรุกตั้งอยู่กลางห้อง ระหว่างคนทั้งสอง

หมากสีขาวเรียงตัวสวยงาม อัศวินสองคุมจุดยุทธศาสตร์ ปราสาทตั้งมั่นพร้อมเปิดทางให้ราชินีรุกฆาต หมากสีขาวบีบบังคับให้หมากสีดำตายไปทีละตัว

“ดูเหมือนคุณจะจนมุมแล้วนะคะ มิสเตอร์เฉิน


เขาไม่มีท่าทีรีบร้อน ดวงตาคมดำจับจ้องกระดาน

มือขยับหมากเพียงหนึ่งก้าวอัศวินดำกระโดดเข้ากลางกระดาน บล็อกการคุมเกมทั้งหมดของหมากขาวในพริบตา 

มิสไลยีชการ์นิ่งไป เธอมองกระดานอีกครั้งมองลึกกว่าเดิม และในวินาทีนั้นเธอจึงเข้าใจ


เธอเงยหน้ามองเขาตรงๆ เป็นครั้งแรกที่ไม่ใช่ในห้องประชุมรวมผู้บริหาร ตัวจริงของเขา เยือกเย็น นิ่ง และกดดันกว่าที่คิด วางแผนอย่างรัดกุมจนเธอคิดว่าชัยชนะอยู่แค่เอื้อม แต่เขากลับขยับหมากเพียงตัวเดียวพลิกกระดานกลับมาชนะเธออย่างเหนือความคาดหมาย

“ฉลาดกว่าที่คำล่ำลือว่าไว้จริงๆ” 


มิสไลยีชการ์ถูกแววตาคมกริบของเขาในตอนนั้นทำเอาหัวใจเธอสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ฉันมีเรื่องขอให้คุณช่วย”

“ราชินีแปดอาณาจักรอย่างมิสไลยีชการ์... ยังมีเรื่องที่คนระดับคุณทำไม่ได้ด้วยเหรอครับ?”

“ปัญหาก็อยู่ในคำถามที่คุณถามนั่นแหละ เข้าเรื่องเลยแล้วกัน... ตระกูลเวอลินอฟเริ่มลงมือกับเครือเล็กของฉันแล้ว”

“ที่ตรงนั้นคือทำเลสำคัญของเครือเล็ก มันส่งคนในตระกูลไปแต่งกับเจ้าของอสังหา ใช้พันธะสมรสเป็นเกราะบังหน้าเพื่อยึดครองพื้นที่ตรงนั้น ถ้าฉันแย่งที่ตรงนั้นคืนมาไม่ได้ เครือเล็กของซีดับบิวต้องล้มแน่”

กระแสแห่งความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ถูกมิสเตอร์เฉินอ่านทุกความนัยอย่างทะลุปรุโปร่ง

“มิสเตอร์เฉิน หากคุณช่วยฉัน ฉันจะตอบแทนคุณอย่างสมน้ำสมเนื้อแน่นอน”

แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับแปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึก

“เลดี้แน่ใจเหรอ ว่าคุณมีสิ่งที่ผมต้องการ?”

“นั่นก็ต้องดูว่าสิ่งที่ ผู้ชายอย่างคุณต้องการ... มันคืออะไรกันแน่”

ทุกครั้งที่เธอนึกถึงสายตาคู่นั้น ความร้อนวูบวาบก็แล่นพล่านไปตามแนวกระดูกสันหลัง

เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางจิบชาที่เย็นชืด ความเจ้าเล่ห์ของเขามันกระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเธอ การได้เป็นพันธมิตรกับคนฉลาดที่มองเกมทะลุปรุโปร่งเช่นเขา คงเป็นเดิมพันธะที่คุ้มค่าที่สุด

ข้อแลกเปลี่ยนที่เขากำลังโหยหาจากเธอ คืออะไรกัน