รวมเรื่องสั้นสยองขวัญ ถวิลหาอดีต คิดถึงปัจจุบัน หลอนไปในอนาคต เพราะความตายมิใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสยองขวัญ

สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) - 52 หนึ่งไม้หมอน... หนึ่งวิญญาณ โดย ท่าเพชร @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ลึกลับ,เรื่องสั้น,ระทึกขวัญ,ดราม่า,ย้อนยุค,ผึ,สยองขวัญ,ผี,ดราม่า,ลึกลับ,ย้อนยุค,ชนบท,วัด,เรื่องเล่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ลึกลับ,เรื่องสั้น,ระทึกขวัญ,ดราม่า,ย้อนยุค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ผึ,สยองขวัญ,ผี,ดราม่า,ลึกลับ,ย้อนยุค,ชนบท,วัด,เรื่องเล่า

รายละเอียด

สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club)  โดย ท่าเพชร @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รวมเรื่องสั้นสยองขวัญ ถวิลหาอดีต คิดถึงปัจจุบัน หลอนไปในอนาคต เพราะความตายมิใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสยองขวัญ

ผู้แต่ง

ท่าเพชร

เรื่องย่อ

ผีมีจริงหรือไม่?

          คนเราตายแล้วไปไหน?

            สโมสรหลังเมรุ(Cemetery Club) มีจุดกำเนิดจากการได้รับแรงบันดาลใจจากได้ฟังเรื่องผี เรื่องวิญญาณ ทว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริงเกิดจากพระภิกษุกลุ่มหนึ่งสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องเร้นลับทั้งประสบพบเจอเอง ได้ยินได้ฟังมาในระหว่างรอสวดมาติกาบังสุกุลศพในช่วงบ่ายและระหว่างรอสวดพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ในงานพิธีศพ บางคนอาจจะมองว่าการฟัง การอ่าน การชมเรื่องผีเป็นเพียงแค่ความบันเทิงเท่านั้น สำหรับผมเรื่องผีเป็นเรื่องที่มีเสน่ห์ชวนน่าหลงใหล มีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง เราอยากจะรู้ว่าประเทศนั้นประเทศนี้มีความเชื่อค่านิยม วัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ตัวตนของประเทศนั้นๆ ผ่านการศึกษาเรื่องผี ผ่านคติความเชื่อในโลกหลังความตายได้ เรื่องผีบางเรื่องมีคติสอนใจซ่อนอยู่ มนุษย์ที่ตายไปแล้วไปสู่ภพภูมิที่ตนเองควรไป ยังวนเวียนอยู่กับมนุษย์เพราะความต้องการของเขา เธอทั้งหลายยังไม่บรรลุ ไม่ว่าจะเป็นการทวงความยุติธรรมให้แก่ตน การสั่งเสียอำลาคนที่เรารัก การใช้ตนเองเป็นธรรมทาน หรือแม้กระทั่งเป็นประจักษ์พยานในการแสดงผลของการทำความดีและผลของการทำชั่ว เรื่องผีบางเรื่องสะท้อนสภาพสังคมในแต่ละยุคอย่างเรื่อง นางนวล สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นปกครองกับชนชั้นสามัญชนคนธรรมดา แม้จะมีการเลิกทาสมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ผู้คนมากมายก็ยังคงตกเป็นทาสของอำนาจเงิน อย่าง ซ่องเจ๊เนาและซุ้มยาดองยายนี สะท้อนสภาพบ้านเมืองของอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานีในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

สารบัญ

สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 1 ไปสวดศพ(ตอนแรก),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 1 ไปสวดศพ(ตอนจบ),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 2 วิวาห์ผี,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 3 วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า(ตอนแรก),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 3 วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า(ตอนจบ),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 4 หอปรารถนาดี,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 5 โรงเรียนสยองขวัญ,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 6 ซ่องเจ๊เนา(ตอนแรก),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 6 ซ่องเจ๊เนา(ตอนจบ),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 7 นางนวล(ตอนที่ 1),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 7 นางนวล(ตอนที่ 2),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 7 นางนวล(ตอนที่ 3),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 7 นางนวล(ตอนจบ),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 8 ไปหาดใหญ่คราวนั้นฉันยังจดจำ,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 9 โค้งเขาท่าเพชร,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 10 อย่านึกถึงฉัน,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 11 รวมเรื่องเล่าในโรงพยาบาล,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 12 เพื่อนตายถ่ายแทนชีวาอาตม์(ตอนที่ 1),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 12 เพื่อนตายถ่ายแทนชีวาอาตม์(ตอนที่ 2),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 12 เพื่อนตายถ่ายแทนชีวาอาตม์(ตอนที่ 3),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 12 เพื่อนตายถ่ายแทนชีวาอาตม์(ตอนจบ),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 13 สามเณรใจสิงห์(ตอนแรก),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 13 สามเณรใจสิงห์(ตอนที่ 2),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 13 สามเณรใจสิงห์(ตอนที่ 3),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 13 สามเณรใจสิงห์(ตอนที่ 4),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 14 นางเบ็ด(ตอนแรก),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 14 นางเบ็ด(ตอนจบ),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 15 ดงพญาไฟ,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 16 ยายฉิมเก็บเห็ด,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 17 ปลายฝนต้นหนาว,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 18 พี่สุดสวยแห่งหอใน,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 19 นอนกลางขวัญผวา,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 20 บีผู้เจอผีระดับบอส,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 21 ผีอีเปรี้ยว,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 22 เพื่อนผู้จากไป,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 23 ปริศนาชายเสื้อลายแห่งห้อง 52xx,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -เรื่องที่ 24 โค้งเขาท่าเพชร(อีกแล้ว),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -25 อย่านึกถึงฉัน,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -26 รวมเรื่องเล่าในโรงพยาบาล,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -27 เพื่อนตายถ่ายแทนชีวาอาตม์(ตอนที่ 1),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -28 เพื่อนตายถ่ายแทนชีวาอาตม์(ตอนที่ 2),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -29 เพื่อนตายถ่ายแทนชีวาอาตม์(ตอนที่ 3),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -30 เพื่อนตายถ่ายแทนชีวาอาตม์(ตอนจบ),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -31 สามเณรใจสิงห์(ตอนแรก),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -32 สามเณรใจสิงห์(ตอนที่ 2),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -33 สามเณรใจสิงห์(ตอนที่ 3),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -34 สามเณรใจสิงห์(ตอนที่ 4),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -35 นางเบ็ด(ตอนแรก),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -36 นางเบ็ด(ตอนจบ),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -37 ดงพญาไฟ,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -38 ยายฉิมเก็บเห็ด,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -39 ซุ้มยาดองยายนี(ตอนที่ 1),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -40 ซุ้มยาดองยายนี(ตอนที่ 2),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -41 ซุ้มยาดองยายนี(ตอนที่ 3),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -42 ซุ้มยาดองยายนี(ตอนที่ 4),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -43 ซุ้มยาดองยายนี(ตอนที่ 5),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -44 ซุ้มยาดองยายนี(ตอนจบ),สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -45 ปอบงามล่มเมือง ตอนที่ 1,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -46 ปอบงามล่มเมือง ตอนที่ 2,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -47 ปอบงามล่มเมือง ตอนที่ 3,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -48 ปอบงามล่มเมือง ตอนที่ 4,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -49 ปอบงามล่มเมือง ตอนที่ 5,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -50 ปอบงามล่มเมือง ตอนที่ 6,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -51 ปอบงามล่มเมือง ตอนจบ,สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club) -52 หนึ่งไม้หมอน... หนึ่งวิญญาณ

เนื้อหา

52 หนึ่งไม้หมอน... หนึ่งวิญญาณ

แปดธันธ์แปดสี่นั้น ดัสกร

ญี่ปุ่นยกทัพรอน รุกบ้าน

ไทยชาติมาดหมายทอน ทัพหยุด อยู่ฤๅ

จึ่งร่วมฤทธิ์แรงต้าน ตื่นทั้ง ชายหญิง

ประวิงทัพญี่ปุ่นด้วย ทำนอง ยุทธพ่อ

รักชาติศาสน์กษัตริย์ปอง ปกาสสู้

เลิศชายชื่อลำยอง วิศุภ-กาญจน์ เฮย

พลีชีพชูชาติกู้ เกียรติไว้ กลางสมร

บวรมิตรศิษย์ญาติพ้อง ภักดี

ต่างมอบกายพจี จิตพร้อม

กตัญญูกตเวที เทิดเกียร-ติคุณเฮย

มุ่งแผ่กุศลน้อม ระลึกเบื้อง แปดธนู [1]

“วันนี้วันวิญญาณนี่หว่า ฉันเกือบลืมไปแล้วนะนี่” ยายนีพูดขึ้นหลังจากได้ยินมหาฉ่ำท่องบทวิญญาณสดุดีระหว่างร่ำยาดอง

“สงครามโลกก็ผ่านไปนานหลายปีดีดักแล้ว พอนึกๆ ไปมันก็มีอะไรให้น่าจดจำ” นายชาติพูด

“มันก็น่าจดจำอยู่หรอกต้องใช้คำว่าสงสารปนขนหัวลุกมากกว่า” มหาฉ่ำบอก

“อย่างไรลุง?” นายชาติถาม

“มันเริ่มต้นก่อนวันที่ 8 ธันวาคมปีพ.ศ. 2484 มีข่าวมานานแล้วมีสงคราม แต่คนบ้านดอนที่ได้ยินข่าวก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะคิดว่าสงครามไม่ได้มารบที่สยามหรือแม้กระทั่งจะมารบที่บ้านดอน จนมาถึงเช้ามืดวันที่ 8 ธันวาคม วันที่คนบ้านดอนทั้งหลายเตรียมจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญกัน คนในบ้านดอนถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงแตรเรียกสัญญาณเป่าแตร ตำรวจทหารทราบว่าเป็นสัญญาณเรียกกำลังพลให้ไปรวมตัวที่โรงพักเพราะได้รับโทรเลขมาจากปัตตานีว่าทหารญี่ปุ่นบุก มีตำรวจ ลูกเสือ ยุวชนทหารรวมครูลำยองมารับปืน จนเวลาแปดโมงเช้าเรือบรรทุกทหารญี่ปุ่น 2 ลำมาขึ้นบกที่ท่าเรือตลาดแม่ครู ทหารญี่ปุ่นนำโดยนายทหารที่ปลอมตัวมาเป็นพ่อค้าขายถ้วยขายจาน ทหารญี่ปุ่นเดินพลหมายจะไปยึดศาลากลางจังหวัดแต่ถูกสกัดไว้ที่คูเมืองสถานีดับเพลิง มีการเจรจากันระหว่างฝ่ายไทยนำโดยท่านผู้ว่า ท่านผู้กำกับ ผลการเจรจาผ่านล่ามไม่สำเร็จ ท่านผู้ว่าถูกยิงจนถูกหามไปสุขศาลา เป็นการเริ่มต้นการปะทะยิงต่อสู้กันท่ามกลางสายฝนกระหน่ำลงมา นั่นแหละทำให้การปะทะกันเป็นไปอย่างยากลำบาก มันก็ดีหน่อยที่เพราะฝนตกหนักไม่เห็นอะไรชัดเจนมากนัก มันก็เป็นการดีไปอย่างหนึ่งเพราะมีคนตายและบาดเจ็บจำนวนน้อย ทหารญี่ปุ่นต้องปีนขึ้นต้นมะพร้าวเพื่อสังเกตที่มั่นของฝ่ายไทย ในระหว่างสู้รบกัน มีใครก็มิทราบวางเพลิงเผาศาลากลางจังหวัดเพื่อไม่ให้เอกสารราชการตกไปอยู่ในมือทหารญี่ปุ่น การสู้รบยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง ฝ่ายไทยเสียเปรียบหลายประการเพราะอาวุธยุทโธปกรณ์ล้าสมัยและมีอย่างจำกัดและกำลังพลมีอยู่น้อย ตายและบาดเจ็บไปพอควร จนเลยเพลครูลำยองถูกยิงเข้ากลางหน้าผากที่สวนจ่าจ้อยถูกหามไปที่สุขศาลาและตายที่นั่น พอบ่ายโมงท่านผู้นำประกาศให้ยุติการต่อสู้ ไทยยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านไทยไปพม่าได้ ในการศึกครานี้เสียหายทั้งสองฝ่าย ตำรวจและพลเรือนไทยตายไปประมาณ 30 คน จัดการปลงศพที่วัดเลียบ ฝ่ายญี่ปุ่นเสียชีวิตไปมากเช่นกัน ทหารชั้นสัญญาบัตรที่เสียชีวิตปลงศพโดยนำไปลอยทะเลลงสู่ก้นทะเลเพื่อเป็นเกียรติตามพิธีของทหาร ส่วนศพชั้นประทวนและพลทหารประมาณ 60 กว่าศพได้ขุดหลุมราดน้ำมันจุดไฟเผาบริเวณข้างคูเมือง ครูขุนฯ [2] ครูใหญ่ของโรงเรียนจังหวัดได้จัดกิจกรรมรำลึกวีรกรรมของครูลำยองในวันครบรอบการเสียชีวิต 8 ธันวาคมของทุกปีเรียกว่าวันวิญญาณสืบเนื่องมา” มหาฉ่ำเล่าเหตุการณ์ตามที่ได้ทราบมา

“แล้วมันขนหัวลุกอย่างไร?” ยายนีถาม

“ก็มันอย่างนี้ หลังจากนั้นท่านผู้นำได้นำพาชาติไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างสมบูรณ์ ทหารญี่ปุ่นตั้งค่ายในบ้านดอนและพุนพินด้วยเห็นว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญเพราะมีทางรถไฟ นั่นแหละหายนะมาเยือนบ้านดอนโดยแท้ เพราะหลังจากนั้น บ้านดอนโดนบอมบ์จากทหารสัมพันธมิตรเพื่อเข่นฆ่าทหารญี่ปุ่นโดยมีชาวบ้านพลอยฟ้าพลอยฝนรับกรรมไปด้วย เพราะระเบิดมันลอยลงมาจากท้องฟ้าโน่น บางทีเลือกไม่ได้ว่าจะไปตกตรงไหนแม้ว่าจะเลือกเป้าหมายเป็นค่ายทหารญี่ปุ่นแต่ก็พลาดไปลงที่บ้านเรือนชาวบ้าน ชาวบ้านชาวเมืองบาดเจ็บล้มตายไปมาก ภาวะสงครามสงครามมันเลวร้ายมาก ข้ายังจำภาพอ้ายพลเพื่อนล้อถีบร่วมอาชีพ ถีบสามล้อถีบหนีระเบิดแต่หนีไม่รอดถูกสะเก็ดระเบิดตัดคอฉับ ร่างไร้หัวของอ้ายพลยังถีบสามล้อไปอยู่ระยะหนึ่งแล้วหยุดนิ่งไป ส่วนความยากลำบากมันก็มีมาตลอดแหละ แต่บ้านดอนยังดีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ทั้งข้าวปลาอาหารผลหมากรากไม้ ที่ลำบากคือผ้าผ่อนนี่แหละเพราะมันไม่มีจริงๆ แต่เป็นที่ต้องการของทุกคน พ่อค้าที่นำผ้ามาขายนานๆ จะเข้ามาขายที่ตลาดบ้านดอน แม้จะแพงยับก็ขายเกลี้ยงหมดอย่างรวดเร็ว ชีวิตของผู้คนท่ามกลางสงครามเป็นชีวิตที่ยิ่งกว่าแขวนไว้บนเส้นด้ายเพราะเครื่องบินทิ้งบอมบ์มาไม่เลือกเวลานึกจะมาก็มา เทกระจาดลงตู้มทิ้งความเสียหายยับเยินเอาไว้ จนบางคนต้องพาครอบครัวอพยพหนีระเบิดเข้าไปอยู่ในลึกแถบบึงขุนทะเลก็มี หรือไปอยู่ต่างอำเภอที่ไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์เช่นนาสารเป็นต้น ส่วนผีนะรึ เห็นกันชนชาชินไปจากความกลัวกลายเป็นความสลดสังเวชเพราะหลังจากระเบิดลง ซากศพที่เละเทะกระจัดกระจายถูกเก็บไว้รวมๆ กันในโกดังเก็บหลายๆ วัดในบ้านดอนเพราะจะปลงศพเผากันเป็นจริงเป็นจังมันจะกลายเป็นจุดสังเกตสังกาให้เครื่องบินมาทิ้งบอมบ์ลงมาได้โดยง่าย ผีตายโหงพวกนั้นออกมาให้คนเห็นบ้าง อย่างตอนเครื่องบินทิ้งบอมบ์ตอนกลางคืนก็ต้องพรางไฟบ้านเรือนให้มืดสนิท เสียงหวอร้องเตือนเมื่อเห็นว่าเครื่องบินที่จะมาทิ้งบอมบ์บินผ่านมา มันโหยหวนชวนสยิวใจ แค่นี้ก็สยองมากพอแล้ว มีคนเล่าว่าในระหว่างเครื่องบินทิ้งระเบิดผู้คนหาที่หลบภัยเข้าบังเกอร์บ้างเอย ลงท้องร่องในสวนมักจะได้ยินเสียงผู้คนร้องเฮฮาสนุกสนานแทรกมาระหว่างเสียงหวอและเสียงระเบิดดังตูมตาม เสียงนั้นเป็นลักษณะเสียงคนหลากหลายวัยทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่หญิงชายร้องหัวเราะสนุกสนานราวกับมีการละเล่นสนุกสนานอย่างเล่นลากเรือพนมพระ นั่นแหละ คนพวกนั้นไม่ใช่คนหรอก แต่น่าจะเป็นผีที่ตายสะสมไป คนปกติที่ไหนจะเห็นการทิ้งบอมบ์เป็นเรื่องสนุก” ตาเทืองเล่าเรื่องประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา

“ผมก็มีเรื่องเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองมาเล่าให้ฟังเหมือนกันครับ เพราะผมเป็นคนเมืองกาญจนบุรี เมืองที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทหารญี่ปุ่นตั้งฐานทัพอยู่ ด้วยเหตุว่าเป็นเมืองชายแดนมีพรมแดนติดต่อกับพม่า ทหารญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกที่จับมาได้ มาสร้างทางรถไฟไปเมืองพม่าจากสถานีหนองปลาดุกถึงสถานีตันบูซายัดในพม่า การสร้างทางรถไฟเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าดงดิบ ทหารญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกทำงานก่อสร้างอย่างโหดร้ายทารุณจนมีเชลยศึล้มป่วยเสียชีวิตเพราะความตรากตรำในการก่อสร้างทางรถไฟผนวกกับไข้ป่าไข้ป่วง ตายกันมากมายราวกับใบไม้ร่วง จนมีคนพูดกันว่าหนึ่งไม้หมอนทางรถไฟเท่ากับหนึ่งชีวิตของเชลยศึก และขนามนามทางรถไฟสายนี้ว่าทางรถไฟสายมรณะ” นายอำนาจเกริ่นนำเล่าเรื่องผีที่ได้ยินได้ฟังมาจากบ้านเกิดเมืองนอน

“เล่ามาเลยนาย” นายชาติสนับสนุนให้นายอำนาจเล่าเรื่องต่อ

“พ่อผมซึ่งเป็นคนตัดไม้นำมาขายให้ทหารญี่ปุ่นใช้เป็นไม้หมอนรางรถไฟได้เล่าให้ฟังว่า มันเริ่มต้นหลังจากที่พวกทหารญี่ปุ่นคิดจะสร้างทางรถไฟจากไทยไปพม่าเพราะต้องการไปบุกทำสงครามในทวีปยุโรปและหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยเรือทางทะเล หลังจากถูกฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีอย่างหนักจึงต้องเปลี่ยนแผนมาใช้ทางรถไฟ โดยแผนการสร้างทางรถไฟเลือกเมืองกาญจน์เพราะชัยภูมิเป็นภูเขาป่าไม้ ยากแก่การทิ้งบอมบ์ลงมาจากเครื่องบิน แต่ต้องสร้างให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาปีเดียวซึ่งมันยากเอาการเลย ทหารญี่ปุ่นจึงบุกตีประเทศอาณานิคมที่เมืองขึ้นของประเทศฝ่ายพันธมิตรอย่างหนักจนได้มีชัยชนะ จับทหารฝรั่งตาน้ำข้าวถูกปลดอาวุธมาเป็นเชลยศึกนับเรือนแสน พวกเชลยศึกได้รับการปฏิบัติอย่างเลวร้ายจากทหารญี่ปุ่น เชลยศึกถูกนำตัวมาจากสิงคโปร์มาเลเซียทางรถไฟอย่างแออัดยัดเยียดและทรมาน แต่ละตู้รถไฟเชลยศึกถูกจับยืนอัดไว้อย่างหนาแน่นและไม่ให้ออกจากตู้ไปไหน ด้วยอากาศร้อนอบอ้าวผนวกกับการขับถ่ายของเสียก็ปล่อยในตู้นั้นจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด เชลยบางคนยืนขับถ่ายอย่างนั้น ความทรมาทรกรรมเพียงเท่านั้นแค่จุดเริ่มต้น ขบวนรถไฟที่ขนเชลยยังไม่ทันเข้าเขตประเทศไทย มีเชลยป่วยเป็นไข้มาลาเรียตายไปหลายนาย เมื่อรถไฟหยุดแล่น ทหารญี่ป่นสั่งให้เชลยที่ยังมีชีวิตรอดเดินเท้าไปถึงเมืองกาญจน์โดยมิสนใจว่าเชลยศึกแต่ละคนเหนื่อยล้าเพียงใด เชลยคนไหนเดินต่อไปไม่ไหวก็ถูกทิ้งให้ตายอยู่กลางทางนั้น จนเชลยมาถึงค่ายกักกันที่เป็นกระท่อมไม้ไผ่สร้างหยาบๆ พวกเชลยได้พักผ่อนเพียงชั่วครู่แล้วให้เริ่มทำงานก่อสร้างทางรถไฟ ไม่ว่าก่อนหน้านี้เชลยศึกจะเป็นใครมีอาชีพความรู้ความสามารถอย่างไร มาถึงที่นี่ก็เป็นกุลีทำงานก่อสร้างทางรถไฟอย่างหนักหนาสาหัสเท่าเทียมกัน ชีวิตในแต่ละวันของเชลยเริ่มต้นตั้งแต่เช้ามืด ทหารญี่ปุ่นให้กินข้าวต้มกับผักแม้ไม่อร่อยและไม่อิ่มก็ต้องฝืนกิน เริ่มงานก่อสร้างตอนหกโมงเช้าเลิกงานหกโมงเย็น ฟังดูเหมือนปกติใช่ไหมแต่มันไม่ใช่อย่างนั้น มันมีความโหดร้ายทารุณหลายประการเลย ประการแรกเมื่อเชลยถูกทหารสั่งให้ทำงานอะไรก็ต้องทำให้เสร็จภายในวันนั้น หากทำงานไม่เสร็จก็ต้องทำให้เสร็จแม้จะล่วงเลยเวลาหยุดงานตอนหกโมงเย็นก็ตาม ประการที่สอง ด้วยความทุรกันดารของภูมิประเทศจังหวัดกาญจนบุรีสมัยนั้นทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บอย่างไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก อหิวาต์ รวมไปถึงการมีบาดแผลตามร่างกายแล้วไม่ได้รับการรักษาจนบาดแผลหายประการสุดท้ายคือความโหดร้ายทารุณของเหล่าทหารญี่ปุ่น เชลยคนไหนทำงานชักช้าไม่ทันใจทหารญี่ปุ่นผู้ควบคุมการก่อสร้างก็ถูกเฆี่ยนตีลงแส้ หากไม่มีอะไรทหารก็ใช้มือประเคนหมัดเข้าหน้าเข้าร่างกายเชลยเพื่อเร่งให้เชลยทำงานเร็วขึ้น เชลยที่ป่วยไม่ได้รับการรักษาจากแพทย์ซ้ำยังไม่ได้รับอาหารมาประทังชีวิตและนำตัวไปแยกอยู่เฉพาะไม่ปะปนกับคนปกติ เพราะทหารญี่ปุ่นถือว่าอาหารการกินมีอย่างจำกัดจำเขี่ย ต้องให้เฉพาะคนที่ทำงานเท่านั้น” นายอำนาจเว้นวรรคเรื่องราวอันโหดร้ายทารุณของทหารญี่ปุ่นที่กระทำต่อเชลยศึก

“พวกทหารนั่นจิตใจโหดเหี้ยมมาก” ยายนีพูดแสดงความเห็น

“ใช่ครับ มาฟังต่อดีกว่า พวกเชลยศึกที่ป่วยตายก็ถูกนำศพไปโยนทิ้งในหลุมใหญ่รวมๆ กัน พ่อผมเล่าให้ฟังว่า ในการสร้างทางรถไฟสายมรณะนี้ นอกเหนือจากเชลยศึกฝรั่งตาน้ำข้าวแล้วยังมีกรรมกรชาติอื่นๆ ในทวีปเอเชียอย่างจีน ญวน ชวา มลายู พม่า อินเดีย ทางทหารญี่ปุ่นได้จ้างมาใช้แรงงานสร้างทางร่วมกับเชลยศึกโดยทหารญี่ป่นเรียแรงงานกรรมกรกลุ่มนี้ที่ราวๆ 200,000 คนว่า โรมูฉะ แม้จะดีหน่อยที่ทำงานได้ค่าแรงค่าจ้าง แต่สภาพความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ต่างจากเชลยศึกมากนักเพราะต้องทำงานหนักเช่นเดียวกันและได้รับปันส่วนอาหารอย่างจำกัดจำเขี่ยเช่นเดียวกัน กรรมกรคนไหนป่วยไข้ก็กลายเป็นคนไร้ค่าไม่ได้เงินค่าจ้างไม่ได้อาหารเช่นเดียวกับเชลยศึก ใครป่วยตายก็นำไปฝังไว้ในหลุมใหญ่จนเต็มหลุมแล้วจึงฝังดินกลบไว้ ที่ร้ายกาจสุดๆ คือมีคนป่วยจำนวนหนึ่งที่ถูกนำไปโยนทิ้งในหลุมแล้วฝังทั้งเป็นๆ ทั้งที่มีลมหายใจอยู่ มีเรื่องเล่าว่ามีกรรมกรรายหนึ่งเป็นอหิวาต์ท้องเสียตลอดแต่แข็งใจทำงาน ระหว่างทำงานก็ถ่ายท้องไปตามป่าข้างทางก่อสร้างทางรถไฟ ถ่ายท้องจนตายคากองขี้ มีเพื่อนกรรมกรจะไปเก็บศพแต่ทหารญี่ปุ่นห้ามไว้อย่างเด็ดเพราะเกรงว่าเสียงานทำให้งานไม่เดินหน้าตามที่วางแผนไว้ จึงจำใจปล่อยศพทิ้งไว้แบบนั้น แต่ไม่ทันข้ามวันครับศพนั่นเหลือแต่กระดูกขาวโพลนเพราะสัตว์ป่ากินเนื้อตัวเล็กๆ อย่างเม่น มาแทะกินเนื้อศพจนหมดสิ้น นี่เป็นแค่ความโหดร้ายทารุณส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ ในบริเวณที่มีเชลยศึกและโรมูฉะตายเป็นจำนวนมากเป็นบริเวณที่เรียกันว่าช่องเขาขาด ด้วยภูมิประเทศเป็นภูเขาหินแกรนิตสูงการตัดช่องเขาเป็นไปอย่างยากลำบากต้องใช้เครื่องสกัดหินออกมาด้วยพลั่วและค้อนปอนด์เท่านั้น เรียกว่าต้องกระเทาหินด้วยพลั่วทีละก้อนๆ ลำเลียงออกมาจากบริเวณนั้นอย่างยากลำบากและต้องทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ มีคนตายในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก กลางวันกลางคืนต้องทำงานจนช่องเขาขาดมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ช่องไฟนรก จนกระทั่งทางรถไฟสร้างแล้วเสร็จหลังจากเกิดเริ่มก่อสร้างได้ 1 ปี ภายหลังจากสงครามโลกจบ ทหารญี่ปุ่นถูกปลดอาวุธ โดยมีเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรโปรยใบปลิวมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่าขณะนี้ญี่ปุ่นและเยอรมันยอมแพ้แล้ว สงครามจึงยุติลง ทหารญี่ปุ่นที่ทำทารุณกรรมแก่เชลยศึกถูกจับมายืนเรียงหน้ากระดานให้เชลยศึกชี้ตัวว่าทหารนายไหนมีพฤติกรรมโหดร้ายทารุณถูกจับกุมตัวขึ้นศาลทหารที่สิงคโปร์ซึ่งมีจำนวน 111 รายในข้อหาอาชญากรสงครามเพราะทำทารุณกรรมต่อเชลยศึกในระหว่างสร้างทางรถไฟสายมรณะ มีทหารญี่ปุ่นจำนวน 32 นายถูกตัดสินประหารชีวิต รู้ไหมว่าในความโหดร้ายของการสร้างทางรถไฟสายมรณะยังมีความหวังมิตรภาพซ่อนอยู่ มีชาวบ้านส่วนคอยแอบช่วยเหลือเชลยศึกอย่างลับๆ ล่อๆ เช่นส่งยารักษาอาการเจ็บป่วยให้แก่เชลยศึก แม้จะยากลำบากเพียงใด ชาวบ้านผู้มีใจเมตตาก็ยังจะเสี่ยงช่วยเหลือ เชลยศึกต้องอดทนรักษาชีวิตเพื่อจะได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนอย่างมีความหวัง ทุกอย่างจบลงไปแล้ว สรุปยอดคนตายทั้งเชลยศึก แรงงานและนายทหารราวๆ แสนคน ส่วนเรื่องหลอนๆ ก็ยังตามมา ในแต่ละปียังมีอดีตเชลยศึกเดินกลางกลับมาที่เมืองกาญจนบุรีเพื่อย้อนระลึกอดีตอันขมขื่นและยืนยันให้ลูกหลานเห็นว่าสงครามโลกครั้งที่สองมีความโหดร้ายทารุณเช่นไร ทางรถไฟสายมรณะตกเป็นสมบัติของอังกฤษหลังจากสงครามยุติตามกฎแห่งการเป็นผู้ชนะสงคราม สิ่งใดที่ผู้แพ้สร้างมาย่อมตกเป็นของผู้ชนะ รัฐบาลไทยจำใจซื้อเส้นทางรถไฟสายนี้คืนมาด้วยเงินมหาศาล ปัจจุบันนี้เปิดให้บริการไปถึงน้ำตกไทรโยค และมันยังมีเรื่องหลอนและปริศนาที่เกี่ยวเนื่องด้วยทางรถไฟสายมรณะเส้นนี้ นี่มันก็ดึกมากแล้วครับ ผมคงต้องกลับบ้านแล้วครับ” นายอำนาจเล่าเรื่องค้างไว้เท่านี้ก่อนแล้วค่อยมาเล่าต่ออีกเมื่อมีโอกาสเอื้ออำนวยต่อไป

 


[1] บทวิญญาณสดุดี ประพันธ์โดย: คุณครูแผ้ว พรหมสวัสดิ์ ที่มา> https://www.st.ac.th/ลำยอง-วิศุภกาญจน์

 

[2] วิชา การพิศิษฎ์ อดีคครูใหญ่โรงเรียนประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นครูของคนทั้งเมือง เป็นที่เคารพรักของคนทั้งจังหวัด