รวมเรื่องสั้นสยองขวัญ ถวิลหาอดีต คิดถึงปัจจุบัน หลอนไปในอนาคต เพราะความตายมิใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสยองขวัญ
ลึกลับ,เรื่องสั้น,ระทึกขวัญ,ดราม่า,ย้อนยุค,ผึ,สยองขวัญ,ผี,ดราม่า,ลึกลับ,ย้อนยุค,ชนบท,วัด,เรื่องเล่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club)รวมเรื่องสั้นสยองขวัญ ถวิลหาอดีต คิดถึงปัจจุบัน หลอนไปในอนาคต เพราะความตายมิใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสยองขวัญ
ผีมีจริงหรือไม่?
คนเราตายแล้วไปไหน?
สโมสรหลังเมรุ(Cemetery Club) มีจุดกำเนิดจากการได้รับแรงบันดาลใจจากได้ฟังเรื่องผี เรื่องวิญญาณ ทว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริงเกิดจากพระภิกษุกลุ่มหนึ่งสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องเร้นลับทั้งประสบพบเจอเอง ได้ยินได้ฟังมาในระหว่างรอสวดมาติกาบังสุกุลศพในช่วงบ่ายและระหว่างรอสวดพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ในงานพิธีศพ บางคนอาจจะมองว่าการฟัง การอ่าน การชมเรื่องผีเป็นเพียงแค่ความบันเทิงเท่านั้น สำหรับผมเรื่องผีเป็นเรื่องที่มีเสน่ห์ชวนน่าหลงใหล มีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง เราอยากจะรู้ว่าประเทศนั้นประเทศนี้มีความเชื่อค่านิยม วัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ตัวตนของประเทศนั้นๆ ผ่านการศึกษาเรื่องผี ผ่านคติความเชื่อในโลกหลังความตายได้ เรื่องผีบางเรื่องมีคติสอนใจซ่อนอยู่ มนุษย์ที่ตายไปแล้วไปสู่ภพภูมิที่ตนเองควรไป ยังวนเวียนอยู่กับมนุษย์เพราะความต้องการของเขา เธอทั้งหลายยังไม่บรรลุ ไม่ว่าจะเป็นการทวงความยุติธรรมให้แก่ตน การสั่งเสียอำลาคนที่เรารัก การใช้ตนเองเป็นธรรมทาน หรือแม้กระทั่งเป็นประจักษ์พยานในการแสดงผลของการทำความดีและผลของการทำชั่ว เรื่องผีบางเรื่องสะท้อนสภาพสังคมในแต่ละยุคอย่างเรื่อง นางนวล สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นปกครองกับชนชั้นสามัญชนคนธรรมดา แม้จะมีการเลิกทาสมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ผู้คนมากมายก็ยังคงตกเป็นทาสของอำนาจเงิน อย่าง ซ่องเจ๊เนาและซุ้มยาดองยายนี สะท้อนสภาพบ้านเมืองของอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานีในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ท่านทองนอนซมเพราะพิษไข้ต้องให้พิณคอยพยาบาลเช็ดเนื้อเช็ดตัวระบายความร้อนจากร่างกาย จนร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัว ท่านทองฟื้นคืนสติขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ในกระท่อมกลางป่าโดยมีหญิงสาวหน้าตารูปร่างงดงามราวกับเทพธิดา
“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไร?” ท่านทองถาม
“ข้าพบท่านสลบอยู่ที่ริมลำธารเจ้าค่ะ ข้าจึงนำพาท่านมารักษาอย่างยากลำบาก” พิณตอบ
“ข้าขอบน้ำใจเจ้ายิ่งนัก หากช้าไม่ได้เจ้าช่วยเหลือแล้วไซร้ ข้าจักตายเป็นแน่แท้” ท่านทองเอื้อนเอ่ยวาจาขอบคุณด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ความเจ้าชู้ของฉิมคงได้มาจากพ่อเต็มๆ “เจ้าชื่อกระไร แล้วเหตุอันใดถึงอยู่ในป่าแห่งนี้เพียงผู้เดียว”
“ข้าชื่อพิณเจ้าค่ะ แต่เดิมแล้วข้าอยู่กับยาย ยายท่านเพิ่งตายจากไป ท่านคงจะหิว ข้าไปหาของกินให้ท่านดีกว่าเจ้าค่ะ” พิณตัดบทเพราะรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะปล่อยให้ผู้ชายมีอายุโอ้โลมปฏิโลมเยี่ยงนี้ พิณต้มผักป่าในครัวไฟข้างกระท่อม
“แม่นายเจ้าขา เหตุอันใดแม่นายไม่ยอมท่านเจ้าเมืองเสียเล่าเจ้าคะ” ปอบส่งเสียงเบาๆ มาถาม
“อย่าพูดมากไปนะเจ้า หากท่านได้ยินเข้าจะกลายเป็นเรื่อง แผนการที่ข้ากับเจ้าคิดไว้จะพัง” พิณเตือนปอบผ่านลมผ่านอากาศ
“มิต้องกังวลไปดอกเจ้าค่ะแม่นาย ข้าใช้มนต์คาถากำบังเอาไว้ ท่านทองจะเห็นว่าแม่นายทำอาหารอยู่ ไม่ได้พูดจาอยู่เพียงลำพัง” ปอบรับใช้บอกกับนายสาว
“ข้าต้องทำถึงเพียงนี้เชียวรึ?” พิณถาม
“มาถึงขั้นนี้แล้ว แม่นายจะต้องทำต่อไป ถ้าแม่นายไม่ทำเยี่ยงนี้แล้ว ถึงที่แม่นายได้เข้าเมืองไป ก็เป็นได้แค่แม่ค้านั่งตลาดเช่นเดิม อีบัวเขียวคนที่ทำร้ายแม่นายก็ใช่ว่าจะออกจากคุ้มมาตลาด หมายให้แม่นายแก้แค้นทุกเมื่อเชื่อวันก็ใช่ที่ ไปเป็นแม่นางนั่งเมืองมีเกียรติมีอำนาจมากกว่าแม่ค้านั่งตลาดนะเจ้าคะ” ปอบรับใช้แนะนำ
พิณต้มผักป่าผสมสมุนไพรเพื่อเพิ่มพละกำลังให้ท่านทองกิน ท่านทองกินอย่างเอร็ดอร่อย ท่านทองกินผักต้มจนหมดชาม
“เจ้าเก่งมากผักต้มที่คิดว่าขมกลับหวานอร่อยได้ ข้าอยากจะรู้ว่าเจ้าจะหวานเหมือนผักต้มนี้หรือไม่?” ท่านทองเอ่ยวาจาเกี้ยวพิณ
“ตัวข้าเป็นแค่หญิงชาวป่าไร้ญาติขาดมิตร เกรงว่าใครจะมารักใคร่ชอบพออย่างจริงใจ ข้าเกรงว่าหากข้าเชื่อในลมปากของท่านแล้วจะมาช้ำชอกเอาเสียทีหลังได้” พิณแสร้งสงวนท่าทีไว้
“ชายชาตินักรบย่อมถือสัจจะ ตัวข้าเสียเมียไปเนิ่นนานหลายเพลา ข้ารักเจ้านะพิณ” ท่านทองพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
ในค่ำคืนนั้นพิณก็ตกเป็นเมียท่านทองอย่างเต็มใจ ทั้งสองฝ่ายก็ได้ในสิ่งที่ต้องการคือ ท่านทองได้หญิงสาวสะคราญเป็นเมียใหม่ ส่วนพิณก็ได้ใบเบิกทางเข้าเมืองอย่างสวยงาม ท่านทองกับพิณอยู่ด้วยกับในกระท่อมอยู่นานหลายวัน ทหารและข้าราชการงานเมืองผู้ติดตามออกตามหาท่านทองจนเจอ
“พวกข้าทั้งหลายขอกราบอภัยที่ปล่อยให้ท่านต้องมาประสบกับความยากลำบากเยี่ยงนี้” หัวหน้าทหารคนสนิทของท่านทองกล่าวขึ้นหลังจากได้พบกับท่านทองแล้ว
“ข้าไม่เอาความถือโทษพวกเจ้าดอกหนา มันเป็นอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ หากข้าไม่พลัดหลงกับพวกเจ้า ข้าคงไม่ได้แม่นางพิณนางนี้เป็นเมีย เอาเถิดวันพรุ่งค่อยเดินทางกลับเข้าเมืองกัน” ท่านทองไม่ถือสาเอาความกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ในค่ำคืนนั้น พิณหลับนอนกับท่านทองในกระท่อม ส่วนพวกทหารและผู้ติดตามนอนกลางดินกินกลางทรายอยู่ห่างออกจากไปกระท่อมพอสมควรเพื่อความเป็นส่วนระหว่างท่านทองกับพิณ
“แม่นาย... แม่นายเจ้าขา” ปอบรับใช้เรียกนางพิณในกลางดึกน้ำค้างตก พิณรู้สึกตัวงัวเงียแล้วคลำทางเดินออกจากกระท่อม พบว่าปอบรับใช้นั่งคอยท่าอยู่ตรงชานเรือน ความมืดมิดแห่งราตรีกาลทำให้เห็นร่างปอบกลืนกับความมืด
“มีเหตุอันใดกัน? คนมากมายอยู่ จะเป็นที่แลเห็นได้โดยง่าย” พิณทักปอบรับใช้
“วันพรุ่งแม่นายเข้าเมือง ข้าเกรงว่าจะมีปัญหาเจ้าค่ะ” ปอบบอก
“ปัญหาอะไรรึ?” พิณถาม
“ในเมืองมีเทพเทวาปกปักรักษาอยู่ ข้าอาจจะเข้าเมืองมิได้ เทวดาเสื้อเมืองทรงเมืองมีหน้าที่ห้ามผีสางเข้าเมืองไปทำร้ายคน” ปอบรับใช้อธิบาย
“แล้วต้องทำเยี่ยงไร?” พิณถาม
“ข้าต้องเข้าแฝงร่างแม่นายเจ้าค่ะ” ปอบรับใช้ตอบ
“เอาเลย ข้ามิขัดข้อง จะสิงจะแฝงก็เอาตามสบายเถิด” พิณอนุญาต
“มันไม่ง่ายเยี่ยงนั้นสิเจ้าคะ ถ้าข้าสิงสู่แฝงร่างแม่นายโดยไม่ได้ผิดสัจจะ แม่นายจะล้มป่วยลงหรือไม่ก็ขวัญแม่นายเปิดจะมองเห็นผีได้ง่ายขึ้นเจ้าค่ะ” ปอบรับใช้อธิบาย
“ไม่เป็นไรดอก เจ้าก็แฝงร่างข้าเข้าเมืองเถิดหนา ในเมื่อเป้าหมายคือการแก้แค้นอีบัวเขียวให้สาสม เรื่องเล็กน้อยเยี่ยงนี้ ข้ายอม” พิณอนุญาตให้ปอบรับใช้แฝงร่างตนเข้าเมืองในวันพรุ่งนี้
วันพรุ่งมาถึง... หลังจากพิณเก็บของใช้ส่วนตัวเรียบร้อย ท่านทอง พิณกับกลุ่มผู้ติดตามเดินเท้าออกจากป่าไปทางทิศตะวันออกเพื่อเข้าเมือง เดินกันนานมาก พักกินข้าวห่อกลางทางแล้ว พักผ่อนให้หายเหนื่อยก็ยังไม่ถึงเมืองเสียที มันเป็นเรื่องแปลกในความรู้สึกของท่านทองและผู้ติดตามเพราะระยะทางจากป่าไปเมืองไม่ได้ไกลมาก ขึ้นยอดเขากลางป่าก็เห็นอยู่ลิบๆ แต่ทำไมยังไม่ถึงประตูเมืองเสียที แต่พิณรู้ว่าเป็นฝีมือของปอบรับใช้ของตนเองที่เตะถ่วงให้การเดินทางชักช้าลงเพื่ออะไรสักอย่าง
“เวลาโพล้เพล้ก้ำกึ่งระหว่างกลางวันกับกลางคืนเป็นเวลาเหมาะสมที่สุดเจ้าค่ะ ข้ามีพละกำลังมากพอที่จะแฝงร่างแม่นาย” ปอบรับใช้กระซิบบอก
ตะวันคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้ม ผู้คนทั้งหมดมาถึงกำแพงเมืองแล้ว พิณแสร้งขอนั่งพักเหนื่อยครู่หนึ่งในศาลา เมืองๆ นี้ล้อมรอบกำแพงทำด้วยอิฐสลับกับศิลาแลง มีประตูออกสี่ทิศ คนทั่วไปใช้เข้าสามประตูคือ ประตูทิศเหนือ ทิศใต้และทิศตะวันออก ส่วนประตูทางทิศตะวันตกเป็นประตูใช้ลำเลียงศพของคนในเมืองไปปลงศพนอกเมือง นอกกำแพงใกล้กับประตูทุกประตูจะมีศาลาโถงหลังใหญ่ไว้ให้ผู้คนที่มาถึงเมืองในเพลาที่ประตูเมืองปิดแล้ว ความพิเศษของศาลาใกล้ประตูทิศตะวันตกอีกอย่างหนึ่งศาลานี้ใช้เป็นศาลาพักศพระหว่างทางไปป่าช้า ปอบรับใช้เข้าสิงร่างพิณแสร้งทำกิริยาท่าทางให้เหมือนพิณ
“ข้าหายเหนื่อยแล้วเจ้าค่ะ เข้าเมืองกันเถิดหนา” ปอบในร่างพิณบอก
“ไปกันเถิด” ท่านทองบอกกับทหารและผู้ติดตามแล้วลุกขึ้นเดินไปตรงประตู
“ท่านขอรับ นี่มันประตูผีนะขอรับ ไปเข้าเมืองทางประตูอื่นๆ น่าจะดีกว่านะขอรับ” ทหารนายหนึ่งพูดทัดทาน
“โอ๊ย! ข้าปวดท้องเจ้าค่ะ” ปอบในร่างพิณทำมารยาสาไถย
“เข้าเมืองทางนี้แหละ ไม่มีเพลามากแล้ว ข้าจำต้องพาแม่พิณไปที่คุ้มโดยด่วนที่สุดเพื่อให้หมอดูอาการของแม่พิณ” ท่านประคองพิณข้ามประตูเมืองเข้าไปแต่ปอบในร่างพิณเหยียบธรณีประตูเข้าอย่างจัง โดยปกติประตูทุกประตูมีขอบอยู่เหนือพื้นเหนือแผ่นดินเรียกว่าธรณีประตู เชื่อกันว่ามีเทพยดาสถิตอยู่คอยปกป้องคุ้มครองภัย หากจะข้ามประตูต้องไม่เหยียบธรณีประตูเพราะการเหยียบธรณีประตูถือเป็นการลบหลู่เทพยดาอารักษ์อย่างแรง เทพยดาอารักษ์จะหนีหายไปไม่ได้คุ้มครองให้บังเกิดสวัสดิภาพ จะนำพาหายนภัยต่อไปในเบื้องหน้า เมื่อก้าวล่วงพ้นเข้ามาในเมือง ปอบในร่างพิณถอยออกมาทำให้พิณหมดสติ ท่านทองต้องเรียกทหารมาช่วยกันพยุงหามกันไปถึงคุ้ม
ณ คุ้มเจ้าเมือง ความวุ่นวายโกลาหลบังเกิดขึ้นทันทีเมื่อท่านทองมาถึง หมอประจำคุ้มท่านเจ้าเมืองถูกตามตัวมารักษาดูแลอาการป่วยของพิณหลังหมอจับชีพจรชั่วครู่แล้วถอยออกมาแจ้งอาการให้ท่านทองทราบ
“ว่าไง นางเจ็บป่วยอันใด?” ท่านทองถาม
“นางเป็นลมขอรับ เหตุที่เป็นลมเพราะนางเดินทางมาไกลเหน็ดเหนื่อยจึงหมดเรี่ยวแรงเป็นลมขอรับ รอให้นางฟื้นแล้วให้กินยาหอม เดี๋ยวข้าจะเจียดยาบำรุงร่างกานสักถ้วยสองถ้วยก็จะหายเป็นปกติขอรับ” แพทย์ประจำคุ้มเจ้าเมืองรายงานอาการเจ็บป่วยของพิณให้ท่านเจ้าเมืองฟัง
“ข้าไปอาบน้ำพักผ่อนก่อน นังเม่าดูแลนางให้ดี นับจากบัดนี้ไป นางผู้นี้จักเป็นแม่นายของมึง” ท่านทองสั่งความแล้วออกจากหอนอนไป ปล่อยให้พิณนอนสลบบนเตียงโดยมีนางเม่าเฝ้าแหนคอยรับใช้หากพิณฟื้นขึ้นมา จวบจนค่ำมืด พิณค่อยๆ รู้สึกตัวฟื้นคืนสติ
“ที่นี่ที่ไหน?” พิณค่อยๆ เหยียดตัวดีดขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง มองดูรอบๆ ตัว เห็นว่าตนเองอยู่ในห้องหับไม้ฝากระดานเนื้อหนา ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งเตียงไม้ ฟูกปูที่นอน ของใช้ต่างๆ ล้วนแต่เป็นของดีมีราคาทั้งสิ้น
“แม่นายอยู่ในหอนอนคุ้มท่านเจ้าเมืองเจ้าค่ะ” นางเม่าตอบ
“ข้ามาที่นี่ได้เยี่ยงไร?” พิณซักถามต่อ เพราะความทรงจำครั้งสุดท้ายคือ ตนเองนั่งอยู่ในศาลานอกประตูเมืองแล้วสติพลันวูบดับลง
“แม่นายเป็นลมมาเจ้าค่ะ ท่านทองให้หมอรักษาแลอาการแม่นาย เมื่อแม่นายฟื้นแล้วให้กินยาหอมกับยาบำรุงร่างกายเจ้าค่ะ” นางเม่าตอบ
“เจ้าชื่ออะไรรึ?”
“เม่าเจ้าค่ะ ท่านทองให้ข้าน้อยดูแลรับใช้แม่นายเจ้าค่ะ” นางเม่าแนะนำตนแล้วจอกยาหอมให้พิณดื่มกิน ตามด้วยถ้วยยาบำรุงร่างกายให้พิณดื่มต่อเนื่องกัน “แม่นายคงจะเหนียวตัว ข้าจักนำอ่างน้ำกับผ้ามาให้แม่นายลูบเนื้อลูบตัวดีไหมเจ้าคะ”
“เอาเถิด ข้าก็เหนียวตัวเต็มทีแล้ว เช็ดเนื้อเช็ดตัวเสร็จจะพักผ่อนนอนหลับให้เต็มที่” พิณพูด
เช้าวันต่อมา... พิณตื่นนอนมีนางเม่าและข้าทาสบริวารอีกสองคนมาคอยรับใช้ เริ่มนำอ่างน้ำมาให้พิณล้างหน้า พิณล้างหน้าเสร็จ นางส่งไม้ทุบจิ้มเกลือให้พิณสีฟัน
“ข้าอยากไปทุ่ง” พิณกระซิบบอกกับนางเม่าหลังจากบ้วนปาก
“แม่นายจะลงกระโถนหรือไปเว็จเจ้าคะ” นางเม่าถาม
“ไปเว็จ” พิณตอบ นางเม่าและนางรับใช้อีกสองคนนำทางพิณออกจากหอนอนลงเรือนไปเว็จริมกำแพงคุ้มท่านเจ้าเมือง หลังจากปลดทุกข์เรียบร้อยก็อาบน้ำอาบท่าชายคาหอนอน อาบน้ำอาบท่าเสร็จ นางรับใช้ทั้งสามคนพาพิณเช้าหอนอน แต่งเนื้อแต่งตัวให้สวยงามสมฐานะภริยาท่านเจ้าเมือง สลัดคราบสาวบ้านป่าออกไปหมดสิ้นแล้ว
หลังจากพิณรับประทานอาหารเช้ากับท่านเจ้าเมืองเสร็จ ท่านทองนำพาพิณไปทำความรู้จักกับนายฉิมและบรรดาลูกสะใภ้โดยเรียกบรรดาเจ้านายในคุ้มทั้งหลายมารวมตัวกันณ หอกลางคุ้มเจ้าเมือง พิณพบปะนายฉิมตกใจวูบวาบเพราะคนมันเคยรักนี่หน่า เห็นนางบัวเขียวนั่งหน้าหักคอตั้งอยู่แล้วรู้สึกโกรธแค้น พิณต้องใช้ความพยายามยามในการสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ให้อยู่ เพราะพิณคนนี้ไม่ใช่เหยื่อของพวกมันอีกต่อไป ส่วนนางคำหยาดเมียเอกของนายฉิมมองพิณด้วยสายตาเป็นมิตร
“ข้าร้อนใจเป็นหนักหนา พ่อท่านหายไปนานหลายเพลาหลายวัน ข้าคิดตรองว่าจะพาพรรคพวกออกไปตามหาพ่อท่านในป่าเสียแล้ว แต่หลายๆ คนทัดทานเอาไว้” นายฉิมรีบเอ่ยแก้ตัว “แล้วแม่นางผู้นี้เป็นใครกันรึพ่อท่าน”
“นี่พิณ นางเป็นเมียใหม่ของข้า ข้าเกือบตายอยู่ในป่า คนอย่างข้าคงจะทำบาปไม่ขึ้น ดีที่พิณช่วยเหลือรักษาข้าไว้จนรอดตาย” ท่านทองตอบ
“ชื่อพิณรึ หน้าไม่เหมือนแต่เสียงคล้ายกับ...” นายฉิมพูดคุยกับพิณ
“เหมือนกับใครรึเจ้าคะ” พิณถาม
“ก็แค่อีแม่ค้าหน้าเหมือนผีคนหนึ่ง ท่านพี่ฉิมไปติดพันอยู่เพลาหนึ่ง แต่นางหน้าผีนั่นหายตัวไปไหนมิทราบได้” นางบัวเขียวตอบแทนนายฉิม
ฟังดูน่าสงสารเชียว” พิณออกความคิดเห็น
“จะไปสงสารมันทำไม มันก็แค่อีคางคกขั้นวอ คิดใฝ่สูงเกินตัวจะมาเป็นเมียท่านพี่ฉิม” นางบัวเขียวพลั้งปากพูด ทำเอาคนอื่นๆ ทั้งท่านทอง นายฉิมและนางคำหยาดตกใจในคำพูดของนางบัวเขียวเพราะเหมือนไปด่ากระทบกระเทียบกับพิณ ส่วนพิณนั้นเหมือนถูกด่าสองเด้งคือถูด่าในฐานะพิณคนเก่าและพิณคนใหม่แต่ต้องทำนิ่งเฉยทั้งในใจโกรธร้อนคุกรุ่นราวกับถูกไฟเผา
“หุบปากซะ ถ้าพูดกระไรแล้วทำให้เลวร้าย อย่าพูดดีกว่า” นายฉิมตวาดนางบัวเขียว
“ข้าขออภัยเจ้าค่ะ อย่าถือสาหาความข้าเลยนะ” นางบัวเขียวพูดขอขมาแก่นางพิณ
“ไม่เป็นไรดอก ข้าไม่ถือสาเพราะข้ารู้ว่าเจ้าด่านังแม่ค้านั่งตลาดนั่น ไม่ได้ด่าว่าข้าเสียหน่อย ดูท่าเจ้าจะเกลียดนังแม่ค้านั่นมากสินะ” พิณกัดฟันแสร้งพูดจาไม่ถือสาหาความ
“เจ้าค่ะ ข้าเกลียดมันมาก แต่มันหายตัวไปแล้ว คงจะอับอายที่ถูกบ่าวไพร่ของข้าตบสั่งสอนกลางตลาด” นางบัวเขียวตอบ
“ยั้งไว้ก่อนเถิด ข้าจักพานางพิณไปศาลปู่ย่าไปไหว้สา” ท่านทองยับยั้งการสนทนาที่ไร้สาระของสาวๆ ไว้เท่านี้ แล้วนำพาไปสู่ศาลปู่ย่าประจำคุ้ม
ศาลปู่ย่าถือเป็นหัวใจที่ยึดเหนี่ยวของคนในคุ้มเจ้าเมือง ลักษณะของศาลเป็นเรือนไม้ขนาดสามห้อง มีพระพุทธรูป เทวรูปมากมายทำจากทองคำ ทองสัมฤทธิ์ แก้วหลากสีสัน และโกศเก็บอัฐิบรรพบุรุษวงศ์วานว่านเครือทั้งหมดของท่านทองรวมทั้งภริยาผู้ล่วงลับไปแล้ว แค่ก้าวแรกที่พิณย่างกรายติดตามท่านทองเข้ามารู้สึกร้อนผ่าววูบวาบแต่พยายามสะกดกั้นไม่ตนเองเป็นอะไรไปมากกว่านี้ นางเม่าจุดธูปให้นางพิณ พิณรับธูปมาไหว้แบบขอไปทีแล้วนำธูปปักไว้ในกระถางปักธูป จากนั้นเดินเลี่ยงออกมา สร้างความสงสัยให้แก่ท่านทอง
“เจ้าเป็นกระไร? ใยถึงรีบร้อนเยี่ยงนี้” ท่านทองถามระหว่างเดินตามพิณออกมา
“ข้ารู้สึกร้อนเจ้าค่ะ อากาศในศาลปู่ย่าไม่ใคร่ถ่ายเทนัก ต้องขออภัยที่รีบร้อนออกมา” พิณตอบ
“เอาเถิด กลับหอนอนไปเถิด หากเบื่อๆ ก็เรียนวิชาเย็บปักถักร้อยจากนางคำหยาดเอาเสีย จะได้ไม่รู้สึกเบื่อ” ท่านทองแนะนำ
“เจ้าค่ะ” พิณรับคำ