รวมเรื่องสั้นสยองขวัญ ถวิลหาอดีต คิดถึงปัจจุบัน หลอนไปในอนาคต เพราะความตายมิใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสยองขวัญ
ลึกลับ,เรื่องสั้น,ระทึกขวัญ,ดราม่า,ย้อนยุค,ผึ,สยองขวัญ,ผี,ดราม่า,ลึกลับ,ย้อนยุค,ชนบท,วัด,เรื่องเล่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สโมสรหลังเมรุ (The Cemetery Club)รวมเรื่องสั้นสยองขวัญ ถวิลหาอดีต คิดถึงปัจจุบัน หลอนไปในอนาคต เพราะความตายมิใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสยองขวัญ
ผีมีจริงหรือไม่?
คนเราตายแล้วไปไหน?
สโมสรหลังเมรุ(Cemetery Club) มีจุดกำเนิดจากการได้รับแรงบันดาลใจจากได้ฟังเรื่องผี เรื่องวิญญาณ ทว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริงเกิดจากพระภิกษุกลุ่มหนึ่งสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องเร้นลับทั้งประสบพบเจอเอง ได้ยินได้ฟังมาในระหว่างรอสวดมาติกาบังสุกุลศพในช่วงบ่ายและระหว่างรอสวดพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ในงานพิธีศพ บางคนอาจจะมองว่าการฟัง การอ่าน การชมเรื่องผีเป็นเพียงแค่ความบันเทิงเท่านั้น สำหรับผมเรื่องผีเป็นเรื่องที่มีเสน่ห์ชวนน่าหลงใหล มีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง เราอยากจะรู้ว่าประเทศนั้นประเทศนี้มีความเชื่อค่านิยม วัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ตัวตนของประเทศนั้นๆ ผ่านการศึกษาเรื่องผี ผ่านคติความเชื่อในโลกหลังความตายได้ เรื่องผีบางเรื่องมีคติสอนใจซ่อนอยู่ มนุษย์ที่ตายไปแล้วไปสู่ภพภูมิที่ตนเองควรไป ยังวนเวียนอยู่กับมนุษย์เพราะความต้องการของเขา เธอทั้งหลายยังไม่บรรลุ ไม่ว่าจะเป็นการทวงความยุติธรรมให้แก่ตน การสั่งเสียอำลาคนที่เรารัก การใช้ตนเองเป็นธรรมทาน หรือแม้กระทั่งเป็นประจักษ์พยานในการแสดงผลของการทำความดีและผลของการทำชั่ว เรื่องผีบางเรื่องสะท้อนสภาพสังคมในแต่ละยุคอย่างเรื่อง นางนวล สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นปกครองกับชนชั้นสามัญชนคนธรรมดา แม้จะมีการเลิกทาสมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ผู้คนมากมายก็ยังคงตกเป็นทาสของอำนาจเงิน อย่าง ซ่องเจ๊เนาและซุ้มยาดองยายนี สะท้อนสภาพบ้านเมืองของอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานีในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ณ หอนอนของนางพิณ บนเรือนใหญ่ภายในคุ้มท่านเจ้าเมือง พิณกำลังจะล้มตัวหลับลงเพียงลำพังโดยมิให้นางเม่าและบ่าวไพร่คอยนอนเฝ้าแหน ปอบรับใช้ปรากฏตัวขึ้นนำความมาบอก
“ที่เรือนอ้ายเหิมเกิดเรื่องเจ้าค่ะ” ปอบรับใช้บอก “อ้ายเหิมให้บ่าวชายสามคนกินชาสมุนไพรสารพัดพิษ เป็นการฆ่าปิดปากมิให้มีหลักฐานหลงเหลือสืบมาถึงตัวมัน”
“อย่างนี้ก็แย่สิ” พิณร้องอย่างรำคาญและชัดเคืองใจ “นี่ข้าจะกำจัดพวกคนชั่วนี้ ไม่ได้เชียวรึ”
“แม่นายใจเย็นเสียก่อนเจ้าค่ะ อ้ายเหิมมันเหมือนเสือติดจั่น ยิ่งแก้ก็เหมือนยิ่งผูก ศพบ่าวก็ยังถูกทิ้งคาสวนท้ายเรือนมัน ซ้ำยังมีคนร้ายอีกหนึ่งคนที่ยังมีชีวิตกระเสือกกระสนถดร่างของมันมาถึงเขตคุ้มแห่งนี้แล้วเจ้าค่ะ” ปอบรับใช้บอก
“อ้ายคนนั้นอยู่ที่ตรงไหน ข้าจักไปหามัน” พิณรู้สึกดีใจเป็นกำลัง
“ช้าก่อนเจ้าค่ะ รอให้วันพรุ่งก่อนจะดีกว่า หากแม่นายออกจากหอนอนลงจากเรือนไปช่วยเหลือมันผู้นั้นในเพลานี้ จะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี พวกคนชั่วจะใช้จุดนี้ใส่ความหาว่าแม่นายรู้เห็นเป็นใจกับการเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อคืนก่อน ร้ายที่สุดอาจจะใส่ความว่าแม่นายเล่นชู้เอาได้ ข้ากำกับมนต์กำบังตัวมันผู้นั้นเอาไว้ มนต์จะเสื่อมเมื่อแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า เช้ามาแม่นายแสร้งลงเรือนไปแล้วพบมัน ขืนหากให้ใครคนอื่นไปพบมัน แม่นายอาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตัวมัน โดยเฉพาะยิ่งหากอีกบัวเขียวเป็นคนพบเจอ คงจะฆ่าปิดปากอ้ายผู้นั้นซ้ำสอง แม่นายเจ้าคะ ข้าไปดูศพอ้ายสองคนมาแล้ว และข้าก็ได้...” ปอบรับใช้พูดความยาวสาวความยืดและลังเลที่บอกเรื่องอะไรบางอย่าง
“พูดมาเลย ไม่ต้องอ้ำอึ้ง” พิณอนุญาต
“ข้าเห็นศพชายสองคนนั้นแล้ว บังเกิดความหิวตามสัญชาตญาณ ข้าตึงกินเครื่องในตับไตไส้พุงของมันจนหมดสิ้นเจ้าค่ะ” ปอบรับใช้บอก
“เอาเถิดข้าเข้าใจ ในเมื่อเจ้าเข้าเมืองมากับข้า ได้กินเพียงขี้เยี่ยว ซากสัตว์ตาย เมื่อมาเจอศพคน คงจะรู้สึกเหมือนกินอาหารดีเลิศ แต่ทำอะไรก็ต้องระวังไว้นะ” พิณไม่ถือสาหาความกับปอบรับใช้
หลังจากนอนหลับพักผ่อนไป จนถึงเช้ารุ่งอรุโณทัย พิณทำธุระส่วนตัวเสร็จสิ้นก็แสร้งทำทีว่าใคร่ลงสวนดอกไม้เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ พอเดินเข้าไปในสวน พบเห็นชายผ๔หนึ่งนอนสลบหมดสติอยู่
“ว้าย! ช่วยด้วยๆ ทางนี้มีคนนอนอยู่” พิณแสร้งร้องเอะอะโวย ทำเอาบ่าวไพร่ในคุ้มแตกตื่นมาดูพิณ และพบเห็นเป็นประจักษ์พยาน ชายผู้นั้นถูกหามขึ้นเรือนรับรอง แล้วเรียกหมอประจำคุ้มมาตรวจดู ท่านเจ้าเมืองทราบเรื่องรีบมาดู ท่านทองมองออกว่าอะไรเป็นอะไร จึงคอยอำนวยการ สั่งการธุระต่างๆ อย่างเด็ดขาด
“อาการของอ้ายผู้นี้ถูกพิษรุนแรง แต่ถูกพิษในปริมาณไม่มากพอที่จะทำอันตรายแก่ชีวิตได้ ข้าใช้สมุนไพรรางจืดกับน้ำถั่วเขียวกรอกปากชายผู้นี้เพื่อล้างพิษในร่างกาย ภายในสามวันนี้ อาการน่าจะทุเลา” หมอประจำคุ้มท่านเจ้าเมืองกล่าวรายงานอาการของชายผู้เคราะห์ร้าย
“รักษาอ้ายผู้นี้ให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ แล้วอย่านำความเรื่องนี้ไปเพร่งพรายให้คนอื่นๆ รู้” ท่านทองสั่งกำชับแล้วแยกตัวไปทำงานราชการอย่างอื่นๆ ต่อไป
ชายผู้นั้นได้รับการรักษาพยาบาลอย่างดี คนในเรือนอื่นๆ แม้จะไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นที่เรือน ตัวนางบัวเขียวเองก็สงสัยแต่ไม่ได้สอดส่องสู่รู้เป็นพิเศษ เพราะทางท่านเศรษฐีเหิมส่งข่าวมาว่าจัดการเก็บกวาดทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องด้วยการวางเพลิงโรงไหมจนลุกลามสร้างความเสียหายไปค่อนเมือง นางจึงเบาใจว่าไม่มีอะไรมาหักล้างทำลายนางและพ่อของนางอีก ชายผู้นั้นค่อยๆ หายเป็นปกติ จนท่านทองเรียกตัวเข้าพบเพื่อสืบความโดยมีพิณและขุนนางข้าราชการและทหารจำนวนหนึ่งนั่งรับฟังความจากชายผู้นั้น
“เจ้าเป็นผู้ใด มาจากไหน จงเล่าความแห่งมูลเหตุแห่งการถูกทำร้ายจนแทบปางตายของเจ้าโดยเป็นสัตย์สุจริตเสียเถิด อย่าปิดบังอำพรางเลย จักไม่มีผู้ใด ไม่มีอิทธิพลของใครมาทำให้เจ้าเกรงกลัวจนต้องปิดบังความสืบไปอีกแล้ว” ท่านทองสั่งกำชับให้ชายผู้นั้นเล่าความแถลงไข
“หากท่านอยากรู้เรื่องราวให้กระจ่าง ตัวข้าก็พร้อมที่จะแถลงไข ข้าชื่อหวัง เป็นบ่าวรับใช้ของอ้ายเศรษฐีเหิมคนใจร้าย มันสั่งให้ข้า นายฟองและนายขอมวางเพลิงโรงเลี้ยงไหมและโรงทอผ้าของแม่นางพิณขอรับ แต่ไฟลุกลามไปเผาบ้านเรือนชาวบ้านไปค่อนเมือง จนเรื่องมันแดง อ้ายเหิมสั่งคนไปทำลายหลักฐานแล้วให้พวกข้าสามคนกินชาคนละจอก ช้าสงสัยว่าชานั้นต้องมียาพิษจึงกินแต่น้อย มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ขอรับ อ้ายฟองกับอ้ายขอมชักดิ้นกระแด่วๆ ส่วนข้าปวดท้องราวกับมีไฟร้อนแรงอยู่ในท้อง จนอ้ายสองคนนั้นกระอักเลือดออกมาขาดใจตาย ข้าจึงแสร้งทำเป็นตายเหมือนกับมันทั้งสอง อ้ายเหิมมันสั่งบ่าวไพร่หามศพอ้ายฟอง อ้ายขอมและนำตัวข้าไปทิ้งไว้สวนท้ายเรือนชองมันขอรับ จนเมื่อปลอดคนแล้วข้าจึงถดกระเถิบนำพาร่างของตนมาถึงคตุ้มท่านเจ้าเมือง เพื่อมอบตัวและร้องเรียนต่อท่านขอรับ ข้าเก็บซ่อนกากชานั้นไว้ด้วยขอรับ มันอยู่ในผ้าคาดเอวของข้าขอรับ ข้าเก็บมันไว้ นี่ขอรับ” อ้ายหวังเล่าความทั้งหมดอย่างไม่มุสาแล้วหยิบกากชาแสดงให้ทุกคนดู
“หมอเอาไปดูเสียเถิดหนาว่าพิษร้ายนี้มาจากชาที่อ้ายเหิมใช้ฆ่าปิดปากจริงหรือไม่?” ท่านทองสั่ง นายหวังส่งกากชาแห้งๆ นั้นไปให้หมอ”
“ทำไมเป็นคนที่อำมหิตเยี่ยงนี้” พิณแสร้งอุทานต่อหน้าท่านทอง ทั้งๆ ที่รู้ความทั้งหมดมาแล้ว “ท่านพี่จักทำเยี่ยงไรเจ้าคะ จะปล่อยไม่เอาความอีกหรือไม่เจ้าคะ ข้าใจคอไม่ดีเสียเลย ถ้าไฟไหม้คราวนี้เสียหายเฉพาะโรงเลี้ยงไหมโรงทอผ้า ข้าคงจะยอมหลับตาข้างหนึ่ง ไม่เอาความใดๆ ดอก แต่นี่มีคนบริสุทธิ์มากมายต้องตายโดยไม่มีความผิด”
“ทหารไปคุมอ้ายเหิมมาจำตรุในคุกเพื่อทำการไต่สวน แล้วค้นหาหลักฐานในระหว่างนี้ให้กักบริเวณนางบัวเขียวให้อยู่แต่หอนอน ห้ามออกมาพบปะผู้ใด” ท่านทองออกคำสั่ง
“ขอรับ” ทหารรับคำ
หลังจากนั้นความวุ่นวายบังเกิดขึ้น เริ่มจากบ่าวไพร่คนสนิทของท่านทองนำพาบ่าวไพร่ชายฉกรรจ์ไปที่เรือนนายฉิมด้วยท่าทีเหี้ยมเกรียม แล้วถ่ายทอดคำสั่งจากท่านเจ้าเมืองเรื่องให้กักบริเวณนางบัวเขียว แม้นางบัวเขียวจะกรี้ดกร๊าดวี้ดว้ายแต่ก็จำยอมถูกกักบริเวณอยู่ในหอนอน นางคงจะรู้ว่าบิดาของตนคงจะเข้าตาจนเสียแล้ว แต่จะไปสืบเสาะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ยากเต็มทน
ทางเรือนเศรษฐีเหิมก็บังเกิดความวุ่นวายโกลาหลยิ่งกว่าในคุ้มท่านเจ้าเมือง ทหารบุกเข้าไปจับกุมตัวเศรษฐีเหิมที่กำลังตรวจพิจารณาสินค้านำเข้าจากต่างเมืองรอบใหม่ ท่านเศรษฐีขัดขืนโวยวายแต่ก็ไม่อาจต้านทานกำลังของทหารหาญได้ ทหารฝ่ายตุลาการได้ทีจึงตรวจค้นในเรือนทั่วทุกตารางเมตร และรวมไปถึงไปค้นหาศพอ้ายฟองและอ้ายขอมจนพบเจอ สภาพศพเริ่มอืดบวมเน่าเฟะ ที่สำคัญบริเวณช่องท้องของทั้งสองศพเป็นแผลเหวอะหวะ ทหารตรวจศพทั้งสองศพเบื้องต้นไม่พบเจออวัยวะภายในของศพ เมื่อทหารตรวจศพพอสมควรแล้วก็ประกกาศให้ลูกเมียมารับศพนายฟองและนายขอมมารับศพไปปลงศพที่ป่าช้านอกเมืองสมตามฐานะต่อไป เศรษฐีเหิมถูกจับตัวใส่ขื่อคาจองจำไว้ในคุก รอไต่สวนยังศาลาลูกขุน ข่าวเรื่องท่านเศรษฐีถูกจับตัวไปไต่สวนแพร่สะพรัดไปสู่ชาวบ้านชาวเมืองอย่างรวดเร็ว
“คนชั่วอย่างมันต้องตายตกไป” ชาวบ้านคนหนึ่งออกความเห็น
“ใช่ๆ มันโลภมาก คนเช่นมันเป็นคนชั่วหนักแผ่นดิน” หญิงอีกคนพูดขึ้น
“วันพรุ่ง ข้าจักไปดูการตัดสินโทษ อ้ายเหิมกัน”
พอเช้าวันพรุ่ง ความสนใจของทุกๆ คนมุงตรงไปที่ศาลาลูกขุน ท่านทองเป็นผู้ไต่สวนและตัดสินคดีเบ็ดเสร็จ ส่วนชาวบ้านที่นัดแนะกันมาสังเกตการณ์ก็อยู่ในพื้นที่ทางเจ้าหน้าที่จัดไว้อย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการรบกวนการไต่สวนและตัดสินคดี
“นำตัวนักโทษมา” ท่านทองสั่ง
ผู้คุมนักโทษสองคนนำพาอ้ายเหิมที่ถูกตรึงไว้ด้วยขื่อคาเพื่อป้องกันการหลบหนี อ้ายเหิมไม่เต็มใจนักที่ถูกกระทำเยี่ยงนี้จึงแสดงออกด้วยการขัดขืน พูดจาบ่นสบถไปเรื่อยๆ “ปล่อยข้าบัดเดี๋ยวนี้นะ ข้ามีเบี้ย พวกเจ้าปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้นะ ข้าจะให้เบี้ยเจ้าอย่างงาม อย่ามาลองดีกับข้าเชียวนะโว้ย ต่อไปลูกสาวข้าได้เป็นแม่นางนั่งเมือง ข้าจะสั่งพวกเจ้าจำตรุทุกคนเลยทีเดียว”
“หยุดโวยวายได้แล้ว เจ้าคุกเข่าเสียบัดเดี๋ยวนี้” ท่านทองสั่ง
“ท่านทอง ท่านกล้าทำกับข้าเพียงนี้เชียวรึ? ท่านไม่สำนึกบุญคุณข้าบ้างเลยรึกระไร ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ท่านอำนาจ มีทุกอย่างเพราะใครกัน ท่านมัวแต่หลงเมียใหม่จนทรยศหักหลังข้า ท่านนั่นจะต้องถูกจำตรุแทนข้าสักวันหนึ่ง” อ้ายเหิมยังคงกำเริบเสิบสานต่อท่านทอง ชี้นิ้วปรามาสบริภาษท่านทองโดยไม่มีสำนึกต่อความชั่วที่ตนได้กระทำไป
“บังอาจมากเกินไปแล้ว ทหารจงไปตบปากมันเสียสิบที เผื่อมันจะหุบปากบลงเสียบ้าง” ท่านทองเลือดขึ้นหน้าแล้ว เพราะไม่เคยมีใครกล้าพูดจาสามหาวกับท่านเยี่ยงนี้มาก่อน ทหารฝีมือดีปรี่เข้าตบปากดังเผียะๆ สิบครั้งจนอ้ายเหิมมีเลือดกลบปาก “เจ้าเป็นคนสั่งให้เผาโรงเลี้ยงฃไหมและโรงทอผ้าใช่หรือไม่?”
“ไม่... ข้าไม่ได้ทำ ท่านจักหาหลักฐานอันใดมาปรักปรำข้าล่ะ ท่านก็เอาออกมาสิ แต่ข้าไม่ได้ทำเรื่องชั่วๆ เยี่ยงนั้นดอก” อ้ายเหิมยังคงปากแข็งเช่นเดิม
“ทหารเบิกตัวอ้ายหวังมาให้การต่อหน้าจำเลย” ท่านทองสั่ง
“เชอะ! ท่านเอาอะไรมาพูด คนตายไปแล้วจักมาพูดให้การสิ่งใดกัน” อ้ายเหิมพลั้งปากพูด
“เจ้ารู้ได้เยี่ยงไรว่าอ้ายหวังตายไปแล้ว เจ้ามีพิรุธนะเนี่ย” ท่านทองพูดตั้งข้อสังเกต
“ข้าก็ไม่รู้อะไรมากดอก เห็นบ่าวในเรือนมันมาบอก อ้ายหวังตายเพราะเป็นโรคลมปัจจุบัน ข้าเลยสั่งให้เอาศพไปไว้ที่สวนท้ายเรือน เพราะเพลานั้น เมืองถูกสั่งปิด มิให้มีใครเข้าออก” อ้ายเหิมให้การเฉไฉไป
“ใครว่ากูตายไปแล้ว” เสียงพูดไล่หลังมาทำให้อ้ายเหิมต้องเหลียวหลังไปมอง อ้ายหวังตัวเป็นๆ เดินเข้ามาในศาลาลูกขุนแล้วคุกเข่ากราบท่านทอง “ข้ายังไม่ได้จากไป ต้องอยู่คอยเปิดโปงความชั่วของมึงไง”
“ข้าไม่เคยทำอะไร พวกมึงไปทำอะไรกันก็ทำกันเอง ข้าไม่เคยออกคำสั่งใดๆ มึงเป็นแค่ข้าทาสของกู สมควรแล้วรึ? ที่บังอาจใส่ความนายของมึง ผู้เป็นนายย่อมมีสิทธิ์ทำอะไรกับทาสของตนก็ได้” อ้ายเหิมยังขู่เข็ญอ้ายหวังโดยไม่สะทกสะท้านเช่นเดิม
“เจ้าเล่าความไปให้ทุกในที่แห่งฟังอีกครั้งเถิด” ท่านทองสั่งนายหวังให้เล่าประจานความร้ายกาจของอ้ายเหิมอีกครั้งอย่างหมดเปลือก จนชาวบ้านชาวเมืองที่ได้ฟังอยู่โกรธเคืองแสดงออกด้วยการโห่ร้อง
“เบิกตัวหมอที่รักษาอ้ายหวัง” ท่านทองสั่ง สักครู่หมอประจำคุ้มท่านเจ้าเมืองเดินเข้ามาแล้วยืนรอให้การ “เจ้าตรวจสอบกากชาที่นายหวังเก็บเอาไว้ ใช่หรือไม่?”
“ข้าได้ตรวจสอบแล้วครับ กากชาไม่ใช่ชาจากเมืองจีนขอรับ แต่สมุนไพรพิษหลากชนิดที่ให้ผลร้ายต่อผู้ดื่มกิน ปริมาณความเข้มข้นของชามากน้อยจะให้ผลต่างกันถ้าเข้มข้นมากจะทำให้คนที่กินตายได้ในเวลารวดเร็ว ทหารที่ไปค้นที่เรือนนักโทษพบเจอห่อสมุนไพรสารพัดพิษจำนวนมาก จึงเป็นมีน้ำหนักมากพอที่จะเชื่อได้ว่าอ้ายหวังเป็นเหยื่อและถูกนักโทษสั่งให้กินชาสมุนไพรสารพัดพิษจริงๆ ขอรับ” หมอประจำคุ้มให้การตามความเป็นจริง เป็นคำให้การที่มีน้ำหนักมากพอที่จะเชื่อถือได้
ท่านทองไต่สวนคดีเสร็จสิ้นแล้ว ถึงเวลาที่ตัดสินโทษแล้ว...
“ฟังคำตัดสิน... นักโทษเหิมประพฤติตชั่วช้า สร้างอิทธิพลแก่ตนเองด้วยการผูกขาดการค้าและใช้อิทธิพลมืดของตนกำจัดคู่แข่ง ท้าทายอำนาจของเมือง สั่งวางเพลิงจนเป็นเหตุให้บังเกิดดความเสียหายต่อชชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนมากมาย ซ้ำร้ายยังฆ่าคนปิดปากและอำพรางศพเอาไว้ การกระทำของอ้ายเหิมแสดงให้เห็นถึงความอหังการ มิได้สำนึกถึงในความผิดบาปเอาเสียเลย หากไม่ลงโทษให้เป็นยี่ยงอย่างแล้วจะสร้างความวุ่นววายภายในบ้านเมืองได้ ให้ปประหารชีวิตตายตกไปตามมกัน ลูกเมียให้เป็นทาสทุกคน ส่วนนางบัวเขียวให้เป็นบ่าวไพร่ในคุ้มเจ้าเมือง ทรัพย์สินทั้งหมดยึดเข้าคลังและค่อยให้กรมคลังจัดการแบ่งสันปันส่วนให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองที่ประสบเคราะห์ร้าย และมอบเงินจำนวน 20 ตำลึงให้แก่ลูกเมียของอ้ายฟองและอ้ายขอม ปิดคดี” ท่านทองตัดสินคดีอย่างยุติธรรม
อ้ายเหิมตกใจกลัวกับคำตัดสินที่ประหัตประหารตนจนปัสสาวะราด “ข้าไม่ผิด ข้าถูกปรักปรำ... ข้าถูกปรักปรำ”
“จะตายโหงอยู่แล้ว ยังไม่สำนึกเสียอีก ชั่วเสียจริง” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น
บรรดาคนอื่นๆ ในคุ้มคอยฟังคำตัดสินคดีอย่างสงบ รู้สึกดีใจเป็นล้นพ้นที่อ้ายเหิมถูกกำจัด อิทธิพลมืดที่คอยแทรกซึมเข้ามาในคุ้มพลอยมลายหายไปด้วย พิณรู้สึกดีใจเป็นล้นพ้นผิดกับนางบัวเขียวที่ตกสวรรค์ลงมาเป็นอีบัวเขียว บ่าวไพร่ในคุ้มเจ้าเมืองเมื่อรู้เรื่องจึงหมกตัวอยู่ในห้องร้องไห้ นางคำหยาดอดทนมานานแล้วเมื่ออีบัวเขียวไร้พ่อคุ้มครองแล้วจึงเปิดเผยความเกลียดชังที่ซ่อนไว้ภายในใจ สั่งให้บ่าวไพร่จับตัวบัวเขียวออกมาจากหอนอน
“ปล่อยกูเดี๋ยวนี้นะ” บัวเขียวพยายามดิ้นรนขัดขืนถูลู่ถูกังมาจนหอกลางเรือน บ่าวไพร่ที่จับปล่อยนางทิ้งไว้กับพื้นเบื้องหน้าตั่งที่นางคำหยาดนั่งอยู่ บัวเขียวลุกขึ้นหมายจะมานั่งบนตั่งที่ว่างอยู่
“มึงหยุดบัดนี้อีทาส ตั่งทุกตัวมิใช่ที่นั่งของมึงอีกต่อไปแล้ว มึงจงสำเหนียกไว้ มึงมิได้เป้นเมียท่านพี่ฉิมอีกต่อไปแล้ว มึงเป็นแค่ทาสกลางเรือนนี้ ที่หลับที่นอนของมึงอยู่ที่เรือนบ่าวไพร่ท้ายคุ้มโน่น มิใช่หอนอนบนเรือนนี้ หน้าที่ของมึงในแต่ละวันต้องขึ้นมาถูเรือน นอกเหนือจากนี้ให้บุญไปสั่งมึงอีกที” นางคำหยาดพูด
“พี่นางไยใจร้ายกับเยี่ยงนี้?” นางบัวเขียวไม่เชื่อเลยว่าคนที่ดีกับนางมาตลอดนั้นจะกลายเป็นคนที่ร้ายกาจได้เพียงนี้
“อีหน้าโง่ กูก็หลอกมึงให้ทำงานแทนมึง ควายที่ว่าโง่ยังฉลาดมากกว่ามึง ถูกกูปั่นหัวหลอกใช้ให้จัดการตามล้างตามเช็ดเมียเล็กเมียน้อยแทนกู เพราะกูเป็นใคร ลูกเจ้าเมืองมีศักดิ์สูงส่ง จะลดตัวทำเรื่องชั่วช้าเยี่ยงนั้นไม่ได้ดอกมันเป็นเสนียดมือเป้นเสนียดตีน ท่านพี่ฉิมก็ไม่เคยรักใคร่ไยดีมึง อ้ายคนเลวเหิมพ่อมึงเอามึงใส่พานมาประเคนให้ ท่านก้ต้องจำใจรับ เพราะพ่อมึงมีเงินมีทองไง แต่กลายเป็นว่าพ่อมึงสร้างอิทธิพลทำเรื่องชั่วๆ ใครๆ ส่วนมึงเองก็ใจบาปหยาบช้า ใครๆ ก็เกลียดมึง มึงตกต่ำได้เพียงนี้เพราะมึงหาเรื่องใส่ตัวเอง ไสหัวไปได้แล้ว อ้อ! ห้ามเรียกกูว่าพี่นางอีก กูเป็นนายหญิงของเรือนนี้ เป็นนายในคุ้มท่านเจ้าเมือง มึงเป็นแค่ทาสในเรือน มึงต้องเรียกกูว่าแม่นาย แล้วเรียกตัวว่าบ่าว เข้าใจรึไม่?” นางคำหยาดตอกย้ำสั่งความเสร็จแล้วไล่ให้นางบัวเขียวลงจากเรือนไปโดยมีนางอ่างไปอยู่เป็นเพื่อนที่เรือนบ่าวไพร่จะว่าเป็นเพื่อนก็ไม่ใช่ ทรัพย์สมบัติของนางบัวเขียวถูกยึดไปหมดแม้กระทั่งผ้าผ่อนท่อนสไบดูดีมีราคาที่เคยสวมใส่ก็ถูกยึดไป นางคำหยาดให้เสื้อผ้าเนื้อหยาบเหมาะสมแก่ฐานะข้าทาสบริวารให้แก่นางบัวเขียว นางบัวเขียวรู้สึกคับแค้นใจในชะตาของตนเป็นกำลัง แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ