ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

Forever Crusade ศาสนสงคราม - บทที่ 4 ปราสาทหิน 2 โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Forever Crusade ศาสนสงคราม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ

รายละเอียด

Forever Crusade ศาสนสงคราม โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

ผู้แต่ง

spoiledlotus

เรื่องย่อ

 

บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211

มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง

นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน

บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”

ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน

เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ

และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก

กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง

มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ

แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี

ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด

เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ

และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ

พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์

และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด

แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น

“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”

นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่

เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต

และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์

ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า

สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์

 

ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์

หมายเหตุผู้เขียน

นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง

แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง

ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง

ผนวก A  อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26

นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์

ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ

และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่

Spoiled Lotus

 

สารบัญ

Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทนำ .,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 4,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 5,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 6,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 4,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่3 แขก 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่3 แขก 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่ 3 แขก 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่ 4 ปราสาทหิน 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่ 4 ปราสาทหิน 2

เนื้อหา

บทที่ 4 ปราสาทหิน 2

 

 

"และด้วยเหตุนั้น ข้าและมหาสมาชิกภาพจึงเห็นสมควรให้จัดตั้งแผนการสำหรับเรียก ความศรัทธา คืนมาตามที่เห็นสมควรเจ้าค่ะ" โรวันด้ากล่าวจบ และในการตระหนักรู้สามด้าน เธอค้นพบถึงความโอนอ่อนให้เชื่อว่า นักอ่านหลงไปในถ้อยคำที่เธอเลือกให้พวกเขาอ่านเป็นที่เรียบร้อย

พริบตาต่อมาก็เกิดเสียง อืมม ต่ำในลำคอตีบตันของบารอนอ้วน เขาผายมือขึ้นในอากาศเป็นสัญญาณ ก่อนที่ซาร์ตจะพุ่งปราดเข้ามาข้างหูของผู้เป็นนาย โดยมิแยแสต่อสายตาปรามาสของแขกเหรื่อ

"เจ้าเห็นว่ายังไง" บารอนกระซิบ

"ขอรับนายท่าน นักอ่านของเราจับความคิดปองร้ายต่อท่าน และ งานใหญ่ นั้นไม่ได้ขอรับ" ซาร์ตอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้น

บารอนเบือนหน้าหนี ในขณะที่ผายมือไล่ แล้วซาร์ตก็สืบเท้าถอยกลับไปยืนในที่ประจำของตน

"บางทีนางอาจไม่รู้ เช่นที่ข้าระแวงสงสัยไปเอง" บารอนคิด

"อืม.. แล้วธุระเร่งด่วนเยี่ยงนั้นเลยเป็นเหตุให้หลานข้าติดต่อมหาสมาชิกภาพผู้พยากรณ์ของนางสินะ" เขาว่าพลางจ้องมองไปยังหลานสาว

"ค่ะ ท่านลุง" คราวนี้เป็นฝ่ายเกอร์ด้าที่ต้องตอบบ้าง

ทว่าทันทีที่นางปริปาก สัมผัสยุบยับประหลาดก็แล่นปราดไปตามผิวหนังและแทรกซึมเข้าสู่เส้นเลือด ราวกับมีแมลงที่มองไม่เห็นไต่ยั้วเยี้ยอยู่ภายใน จนร่างบางเผลอสั่นเทิ้มด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างสุดจะกลั้น

หยุด!

แล้วตอนนั้นเอง เพียงคำเดียวสั้น ๆ ลูกกลมที่หมุนวนด้วยแก๊สสีประหลาดบนบ่าทั้งสามก็หยุดตามคำสั่งจากบารอน

"อย่าได้สอดมือเข้าไปในจิตของหลานข้า... เจ้าพวกไพร่!" เขาแผดเสียงกึกก้อง ก่อนเอื้อมคว้าส้อมที่วางอยู่ใกล้มือซัดเต็มแรงใส่หนึ่งใน 'นักอ่าน' ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งใกล้ที่สุด

โลหะเงินส่องประกายวาบกลางอากาศเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะพุ่งไปปักตรึงสนิทอยู่บน ครอบแก้วใสทรงกลม ที่สวมทับศีรษะของมันจนเกิดเสียงร้าวลั่น!

พริบตาต่อมา ร่างผอมแห้งของมันก็ทรุดฮวบลงแทบเท้านักอ่านอีกสองตน ซึ่งยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง มองดูร่างที่กำลังชักกระตุกทุรนทุรายด้วยสายตาว่างเปล่า ในขณะที่แก๊สสีม่วงข้นคลั่กเริ่มฟู่ออกมาจากรอยปริแตกของหน้ากาก ส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วบริเวณ

"เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม หลานลุง"

"ค ค่ะ ข้าแค่ไม่ชิน" เกอร์ด้าตอบ พลางคิดว่า เกือบไป! หากเป็นคำอื่นที่นักอ่านผู้นั้นจับได้ในเจตนาของข้า เป้าหมายแท้จริง แห่งมหาสมาชิกภาพคงถูกเปิดโปง

"ดี! ทีนี้เล่าต่อเถิดลุงอยากฟังที่เจ้าว่าต่อ" เขายกยิ้มอย่างเป็นมิตร จนดวงตาสีเทาปรอทจมหายเข้าไปในเบ้าอิ่มน้ำ

"แสวงบุญ!"

"แสวงบุญ?" บารอนทวนคำ

"ค่ะ ข้าหมายมั่นจะให้มีการจัดจารีตแห่งการแสวงบุญในนาม ภคินีภาพผู้พยากรณ์ ในการอัญเชิญคำทำนายไปสู่เหล่าผู้อ่อนแรงในศรัทธาต่อองค์พระจักรพรรดิ"

"โอ้ แล้วมันจะทำให้ปัญหากวนใจเล็ก ๆ ในเขตทะเลทรายทางตอนใต้นั้นคลี่คลายได้รึ?" บารอนขมวดปมในน้ำเสียง

เกอร์ด้ายังเห็นว่าเส้นเลือดปูดโปนบนขมับด้านขวาเต้นตุบผิดจังหวะ ทั้งกิริยาในน้ำเสียงนั้นก็ไม่ชวนให้เชื่อว่าเขาไม่สนใจในการเผยแพร่คำสอนของศาสนจักรเลยแม้แต่น้อย

"สำหรับท่านลุง จะสามล้าน หรือ สามพันล้าน ก็คงไม่ติดขัดอันใด" นางคิดก่อนกล่าวตอบ

"เรื่องนั้นทางแม่ใหญ่อธิการ เฮเลน เห็นชอบจากองค์สันตะปาปาว่าให้สมควรทำเจ้าค่ะ" นางเว้นช่วงก่อนใช้สองมือผอมบางประสานเหนืออก "เราจะช่วยได้เท่าที่ช่วย...และเราจะพิพากษาได้ตราบที่จำเป็น"

"แล้วเรื่องการคุ้มกันเล่า? ให้ลุงเดา เจ้าคงออกตัวลงไปเองอยู่แล้วล่ะสิ" บารอนว่าพลางใช้นิ้วป้อมเป็นปล้องลูบเค้นไปบนขอบกลามชุ่มน้ำของตน

"จิ้งจอกเฒ่า!" โรวันด้าที่คอยสังเกตการณ์สนทนาอยู่คิด

"เรื่องนั้น..ข้าเพียงเป็นผู้ติดตามขบวนของท่านโรวันด้าก็เท่านั้น สำหรับการคุ้มกัน ทหารจากอีฟรอทาร์จะรับหน้าที่เจ้าค่ะ"

"จำเป็นขนาดนั้นเลยรึ"

เกอร์ด้าส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนตอบ "เป็นประสงค์ของท่านดยุคเจ้าค่ะ"

"ดยุค! อืม..." บารอนทำเสียงยานทึบในลำคออีกครั้งหลังจากได้ยินการอ้างถึงดยุค

"งั้นมันจะเป็นไปตามนั้น" แต่ก่อนที่ภคินีทั้งสี่จะทันได้ยกยิ้ม "แต่!"

"พี่น้องรอร์ธวินจากอีฟรอทาร์คงไม่ชำนาญในที่แดนแรงเช่นนั้นจริงไหม?" บารอนกล่าวท้วง ก่อนยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ดวงตาสีเทาปรอทจ้องเขม็งไปยังสตรีสีดำทั้งสาม

"เรื่องนั้นได้รับการตระเตรียมเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ" โรวันด้าตอบ พลางโค้งศีรษะลงในอากัปกิริยา

"ภคินีฟุรล์รีชนำ 'โซเลซสูท' มาให้ท่านบารอนได้ยลโฉม" โรวันด้าว่าจบ ภคินีผู้ยืนเยื้องอยู่ทางด้านขวาไปทางหลัง ก็สืบท้าวไปหาคนรับใช้หญิงที่เตรียมยื่นกระเป๋ารูปสี่เหลี่ยมสมมาตรให้ ก่อนจะก้าวเดินอย่างมั่นใจด้วยกิริยาสำรวมไปยังบารอน แน่นอนว่าซาร์ตไม่รั้งรอที่จะเข้ามาขวางไว้เสียก่อน

"ให้ข้าเป็นคนจัดการเถิด ท่านหญิง"

"หลีกทางให้ข้า เจ้าคนประหลาด!" ฟุรล์รีชตวาดเสียงเย็น ก่อนจะกระแทกส้นเท้าลงบนปลายรองเท้าบูตของอีกฝ่ายเต็มแรง!

เสียง กึก! ดังสนั่นจนซาร์ตต้องกัดฟันกรอดและยอมถอยร่นไปก้าวหนึ่งด้วยความเจ็บปวด ภาพนั้นทำให้บารอนอ้วนถึงกับส่งเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความชอบใจที่เห็นลูกสมุนคนสนิทถูกเล่นงาน

สักวัน... ข้าจะเชือดคอแกทิ้งซะ นังแม่ชีวิปลาส! ซาร์ตคำรามลั่นในใจ ขณะจ้องมองแผ่นหลังของนางด้วยแววตาอาฆาต

แล้วเพียงปลายลมหายใจต่อมา ฟุรล์รีชก็มาหยุด ณ เบื้องขวาของบารอน วลาดิมเมียร์ รอร์ธวิน แล้วชั่วขณะหนึ่งในการรับรู้สัมผัสยุบยับจากนักอ่านก็หันมาเล่นงานเธอแทน แต่นั่นไม่เหลือบ่ากว่าแรง ด้วยการตระหนักรู้แบบพัลวันจิตที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเท่าเทียมในหมู่ภคินีภาพ แม้จะน่าขนลุกสักหน่อย แต่นักอ่านจะไม่ได้อะไรไป

ฟุรล์รีชพลิกกระเป๋านั้นหงายขึ้น จนเห็นสัญลักษณ์อินทรีสามหัวสีทองประดับเด่นอยู่กลางสี่เหลี่ยมนั้น นางขยับปลายนิ้วไล้ไปตามขอบแผ่วเบา ก่อนเสียง กริ๊ก หนึ่งจะดังแผ่วเบา ตามด้วยเสียง ฟืบ เมื่อกลไกของกระเป๋าแยกออก

ภายในตรารูปโล่ทรงว่าวสีนิกเกิล เรียบลื่นไร้ขอบมุมอยู่ในผ้าบุกันกระแทกสีดำขลับ บารอนไล้นิ้วป้อมไปบนมัน ก่อนงัดขึ้นวางบนฝ่ามือด้วยปลายเล็บ

"เจ้าสิ่งนี้หรือคือ โซเลซสูท อะไรที่เจ้าว่า" เขาทำหน้าหงนใจอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อพบว่าตนไม่เข้าใจกลไกของสิ่งของในฝ่ามือ ก่อนที่ความสงสัยนั้นจะได้รับการตอบ เมื่อภคินีสาวคว้ามันไปจากมือ ก่อนจะแปะมันลงตรงกลางอกโดยที่บารอนอ้วนไม่ทันตั้งตัว

"ตาย! มันจะฆ่าข้า ข้าตายแน่!"

เขาเผลอแผดเสียงด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะพบว่าตนไม่ได้บาดเจ็บหรือมีบาดแผล แต่กลับกลายเป็นเส้นสายสีเงินเรืองรองขึ้นไปตามส่วนกายที่บวมพองของเขาก่อนผสานเข้าหากันเป็นชุดผ้าเลียบลื่น ที่ครอบทับส่วนหัวด้วยหน้ากากแข็งอีกหนึ่งชั้น

บารอนลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความตกใจ ขาทั้งสองข้างที่เคยหนักอึ้งบัดนี้กลับขยับได้ดั่งใจนึก "ความรู้สึกเบาสบายนี่มันอะไรกัน..." บารอนคิดในใจด้วยความตะลึงงัน เขาแทบจะลืมความโกรธเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น

แต่ก่อนที่ห้วงความคิดจะเตลิดไปไกลก็ต้องหยุดชะงักแล้วแผดเสียงร้องปรามทหารองครักษ์ที่เข้ามาล็อกตัวภคินีตรงหน้า

"หยุด พวกเจ้าหยุดมือเสีย! อยากหัวหลุดหรือไรถึงได้กล้าล่วงเกินแขกของข้า" เขาแผดเสียงลั่น จนทหารนายนั้นต้องรีบถอยกรูดกลับไปยืนชิดกำแพงฝั่งตรงข้าม

เขาปรายตามองซาร์ตครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายร่างโปร่งจะเข้าใจในความหมายนั้นในทันที

ฆ่าไอ้โง่นั่นหลังจากนี้เสีย!..

ตอนนี้บารอนกลับมานั่งลงบนแท่นบัลลังก์ของตนอีกครั้ง เขาใช้อุ้งมือที่รู้สึกได้ถึงกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ใต้ผิวสัมผัสไล้ไปตามผิวเลียบลื่นของชุด ก่อนที่เสียงของภคินีสาวจะดึงเขากลับมายังปัจจุบันขณะ

"ด้วยเจ้าชุดนี้รบรุ่นใหม่สำหรับทหารราบนี้ ท่านจะสามารถเพิ่มสมรรถนะให้กับทหารชั้นสูงบางนาย ในการปฏิบัติภารกิจพิเศษบางจำพวก  ทั้งมันยังสามารถทนอุณหภูมิสุดขั้วได้โดยที่ผู้สวมใส่ไม่ได้รับอันตรายในระดับเดียวกันกับชุดเกราะของผู้ไถ่บาป" ฟุร์ลรีชรีบเสริมในขณะที่บารอนกำลังเพลิดเพลินไปกับของเล่นชิ้นใหม่

"แล้วเรื่องกำลังรบล่ะ เทียบเท่าไหม?" บารอนกล่าว ดวงตาสีเทาปรอทฉายแววเจ้าเล่ในหน้ากากแข็ง

"น่าเสียดายที่ทำไม่ได้เจ้าค่ะ เหล่าอัศวินผู้ไถ่บาปนั้นเกินสามัญสำนึกของมนุษย์ไปมาก หากใช้แค่เครื่องจักรเล็กน้อยแค่นี้เห็นทีว่าคงเกินกำลัง" 

"อืม.." บารอนตอบเสียงเรียบ ก่อนใช้ปลายนิ้วจิ้มลงตรงบริเวณตราสีนิกเกิลอันเดิม แล้วชุดทั้งหมดก็หดกลับมาอยู่บนฝ่ามือของเขา ก่อนปรายตามองพลทหารผิวซีดที่ยืนขนาบไปตามส่วนโค้งหลังห้อง

"เพราะอย่างนั้นจึงได้เอาชาวอีฟรอทาร์มาสินะ" เขาเปรยเสียงแผ่ว

"ใช่เจ้าค่ะแล.."

"และเพราะแบบนั้น" บารอนแย้งขึ้นก่อนที่ภคินีสาวจะทันได้กล่าวจบ "ทหารของข้าสักสองสามคนคงจะไม่เป็นอะไร"

บารอนยิ้มเยาะเมื่อสบโอกาสในช่องทาง

"ต้องเรียนนายท่าน ชุดรบนี้ยังเป็นรุ่นต้นแบบ และผลิตมาเพียงพอต่อจำนวนคนที่พวกเรานำมาด้วยเท่านั้น" ฟุร์ลรีชตอบเสียงแข็ง ท่ามกลางการจับจ้องจากโรวันด้าซึ่งเห็นว่าภคินีอ่อนวัยกว่าได้เสียท่าให้เจ้าจิ้งจอกเฒ่าแล้ว

"โอ้ งั้นก็ให้พวกเขาประลองกันเสียสิ" เกอร์ด้าตัดบท จนท่านลุงของนางต้องหันขวับมาสนใจด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ

"รอร์ธวินก่อร่างด้วยความแข็งแกร่ง ธรรมเนียมของเรามิใช่หรือไรล่ะท่านลุง" นางเปรยเสียงเรียบ

"อืม..ธรรมเนียมของเรา"