ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

Forever Crusade ศาสนสงคราม - บทที่1 ผู้ตรวจการ 5 โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Forever Crusade ศาสนสงคราม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ

รายละเอียด

Forever Crusade ศาสนสงคราม โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

ผู้แต่ง

spoiledlotus

เรื่องย่อ

 

บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211

มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง

นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน

บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”

ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน

เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ

และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก

กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง

มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ

แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี

ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด

เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ

และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ

พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์

และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด

แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น

“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”

นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่

เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต

และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์

ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า

สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์

 

ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์

หมายเหตุผู้เขียน

นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง

แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง

ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง

ผนวก A  อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26

นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์

ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ

และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่

Spoiled Lotus

 

สารบัญ

Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทนำ .,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 4,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 5,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 6,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 4

เนื้อหา

บทที่1 ผู้ตรวจการ 5

 

ดวงตาสีแดงฉานของผู้ตรวจการหนุ่มวูบไหวท่ามกลางแสงสลัวและฝุ่นควันของอาคารที่พังยับเยิน ร่างกำยำภายใต้เครื่องแบบที่เปรอะเปื้อนเลือดพุ่งทะยานข้ามซากปรักหักพัง ตามเสียงหวีดร้องแห่งความเจ็บปวดของคู่หูร่วมชะตากรรม

และที่ตรงนั้น... ท่ามกลางความมืดมิดของห้องโถงที่ถูกถล่ม... คือภาพที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันเกิดขึ้นกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็น 'ผู้ตรวจการ'

คนที่เป็นดั่งค้อนศักดิ์สิทธิ์แห่งมวลมนุษยชาติ... เป็นคำพิพากษาศัตรูในนามแห่งองค์จักรพรรดิ...

บัดนี้... ร่างของ 'โซเลม' ได้บิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม อำนาจโสมมของพวกปีศาจไม่ได้เพิ่งกัดกินเขาในวินาทีนี้... แต่อาร์กัสตระหนักได้ทันทีว่า พวกมันคงล่อลวงเขาได้สำเร็จมานานแล้ว...

นานเสียก่อนที่เขาจะเหยียบย่างลงมายัง 'อัลตรัส' เสียด้วยซ้ำ

อาร์กัสแทบไม่อยากเชื่อสายตาต่อสิ่งวิปลาสที่ต้องเผชิญเบื้องหน้า...

ร่างของโซเลมบวมเป่งขยายขนาดขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ จนชุดเกราะผู้ไถ่บาปไม่อาจกักขังความโสมมภายในได้อีกต่อไป โลหะหนาปริแตกออกพร้อมเสียงลั่นเปรี๊ยะ เผยให้เห็นก้อนเนื้อสีเหลืองซีดที่แย่งกันทะลักออกมาตามรอยต่อและรอยเชื่อม

แผ่นเกราะสีดำสนิท... อันถูกรังสรรค์ขึ้นจากเทวะโลหะสังเคราะห์เพื่อมอบอำนาจแด่ยอดคนผู้คู่ควรในการประหัตประหารปีศาจ บัดนี้... มันกำลังบิดเบี้ยวและกรีดร้องจากการถูกตุ่มหนองดันจนผิดรูป และถูกสนิมร้ายกัดกร่อนจนผุพังในชั่วพริบตา บ้างก็มีรยางค์หลายเส้นแทงทะลุออกมา

และที่กลางหน้าอกนั้น... สัญลักษณ์แห่งมวลมนุษย์ ได้ถูกหลอมละลายและบิดเบือน... กลายเป็นตราประทับวงแหวนแห่งความเสื่อมโทรม... เครื่องรางแห่งราชาผู้เกียจคร้าน!

วงแหวนแห่ง "เบลเฟกอร์"

และเจ้าสิ่งนั้นสิ่งที่เคยเป็นโซเลม กำลังใช้รยางค์ของมันแทงทะลุไหล่ซ้ายของวาร์กัสแขวนเขาไว้บนเพดานราวประติมากรรมแห่งความชั่วร้าย

“เห็นไหม..ไอ้หนู ฮึฮึฮึ..” ถ้อยคำน่าสะอิดสะเอียนถูกพ่นออกมาจากปากของมันที่ตอนนี้ไม่มีหมวกเกราะคอยปกปิดอีกต่อไป เผยให้เห็นใบหน้าซีดเหลืองและปากทรงกลมที่เรียงรายด้วยฟันอันแหลมคมซ้อนกันหลายชั้นอันมีลิ้นอ้วนอวบที่กวัดไกวไปมา

ทว่า... ชายร่างยักษ์นั้นยังไม่สิ้นฤทธิ์

เพียงการสะบัดข้อมือครั้งเดียว กรงเล็บโอริคัลคุมก็ตวัดวูบ ตัดรยางค์อวบอ้วนสีเขียวชวนขนลุกที่แทงทะลุหัวไหล่ของตนจนขาดสะบั้นอย่างง่ายดายราวกับตัดเต้าหู้

ร่างของวาร์กัสร่วงลงกระแทกพื้นดังสนั่น แต่เขากลับไม่แสดงอาการเจ็บปวด มือเหล็กข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้าเจ้าสิ่งแปลกปลอมส่วนที่ยังดิ้นกระแด่วคาอยู่ในปากแผล ก่อนจะกระชากมันออกมาอย่างแรง!

ฉึก!

เลือดสีสดพวยพุ่งตามออกมาสาดกระจายเต็มชุดเกราะ แต่ชายร่างยักษ์กลับไม่แยแส เขาบดขยี้หนอนปรสิตนั้นจนแหลกคามือ แล้วแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวท่ามกลางคราบเลือด

ดวงตาสีเหลืองของนักล่าร่างยักษ์บัดนี้ส่องประกายวาวโรจน์ ยิ่งกว่าเปลวไฟในเตาหลอม มันคือแววตาของสัตว์ร้ายที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีล

“มันต้องอย่างงี้สิวะ... ฮ่าๆๆๆ!!!” เสียงหัวเราะบ้าคลั่งดังก้องไปทั่วห้องโถงที่พังยับเยิน “เข้ามาเลยไอ้ตัวน่ารังเกียจ! ข้าจะเลาะกระดูกแกออกมาทำไม้จิ้มฟัน!”

เจ้าสิ่งนั้นก้มลงจ้องมองรยางค์อวบอ้วนที่ถูกตัดขาด รอยตัดนั้นเรียบกริบราวกับถูกเฉือนด้วยอุปกรณ์ผ่าตัดของโบสถ์ผู้รักษา ซึ่งบัดนี้ปากแผลกำลังลุกไหม้เป็นสีดำสนิทและควันฉุนกึก... อันเป็นผลจากการสัมผัสกับแร่โอริคัลคุมบริสุทธิ์ที่เปรียบเสมือนยาพิษสำหรับเผ่าพันธุ์ของมันเอง

มันหวีดร้องด้วยสุ้มเสียงแหลมสูงที่ไม่ได้มาจากโลกฝั่งนี้ ก่อนจะบิดตัวกระโจนเข้าใส่ศัตรูที่ใกล้ที่สุด... วาร์กัส!

ปัง!! ปัง!! ปัง!!

ทว่า... ศัตรูของมันมิได้มีเพียงหนึ่ง

อาร์กัสที่ยืนคุมเชิงอยู่อีกด้านเริ่มเปิดฉากยิงสนับสนุน เขาเคลื่อนที่วาดออกเป็นรูปครึ่งวงกลมอย่างคล่องแคล่ว สายตาจับจ้องหาช่องว่างระหว่างเกราะที่ปริแตก ก่อนจะบรรจงเหนี่ยวไกส่งกระสุนเจาะเกราะเข้าใส่จุดตายอย่างแม่นยำ

แม้หัวกระสุนจะเป็นเพียงโลหะผสมสังเคราะห์ มิใช่ของบริสุทธิ์เทียบเท่ากรงเล็บของวาร์กัส แต่มันก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยม แรงปะทะของกระสุนขนาดใหญ่กระแทกร่างบวมเป่งของโซเลม จนตัวกระตุกถอยหลังไปสามสี่ก้าว

โลหิตสีเขียวคล้ำพุ่งทะลักออกจากบาดแผลราวกับเขื่อนแตก เจ้าสิ่งน่ารังเกียจนั้นดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดทุรนทุราย

และในจังหวะที่มันเสียหลัก... วาร์กัสก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย

“ตายซะ!!!”

ร่างยักษ์กระโจนเข้าใส่ด้วยแรงขับดันมหาศาล ฟาดกรงเล็บโอริคัลคุมลงไปกลางแผ่นเกราะช่วงอกอย่างจัง! เสียงโลหะฉีกขาดดังสนั่นพร้อมกับโลหิตสีประหลาดที่สาดกระเซ็นอาบไปทั่วทั้งชุดเกราะและหน้ากากของเขา ผสานกับการระดมยิงซ้ำของอาร์กัสที่ไร้ความปรานี

เจ้าปีศาจคำราม มันดิ้นทุรนทุรายทันทีที่ร่างบวมเป่งกระทบพื้น

แต่ปีศาจก็คือปีศาจ... โซเลมคำรามลั่นก่อนจะบิดหนวดรยางค์นับสิบเส้นของมันเข้ามาพันกันจนกลายเป็นโล่เนื้อหนาทึบ รับการโจมตีจากคมกระสุนเพื่อปกป้องแกนกลางชีวิต ทั้งที่มันยังคงนอนอยู่บนพื้น

มันลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนหมุนตัวเหวี่ยงก้อนเนื้อและรยางค์เหล่านั้นฟาดเข้าใส่ร่างเทวโลหะของวาร์กัสเต็มแรง!

โครม!!!

วาร์กัสที่เพิ่งโจมตีไปไม่ทันได้ตั้งการ์ดรับ ร่างของเขาลอยละลิ่วกระเด็นกลับไปกระแทกกำแพงฝั่งเดิมจนอิฐปูนร่วงกราวลงมาทับร่าง

สายตาอำมหิตของมันเบนกลับมาหาอาร์กัส... ผู้ตรวจการหนุ่มที่ไร้ซึ่งเทวโลหะห่อหุ้มกายหยาบ ในมือมีเพียงปืนพกที่กระสุนใกล้หมดเต็มที

“มาเถิดเจ้าหนู... เจ้าเห็นไหม ของขวัญจากพระองค์”

โซเลมที่บัดนี้สิ้นสภาพมนุษย์ ยกมือซ้ายขึ้นลูบไล้รยางค์กล้ามเนื้ออวบอ้วนที่กลืนกินแขนขวาของตนไปด้วยความหลงใหล

“หากเจ้ายอมรับ... เจ้าจักได้สดับสุรเสียงที่จะปลดแอกผองเรา จากคำลวงของศาสดาอันโสมม”

“แล้วเจ้าจะได้พักผ่อน... ได้หยุดพักชั่วนิรันดร์”

มันผายมือเชื้อเชิญอย่างเย้ยหยัน ก่อนที่ปากทรงกลมอันเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมจะฉีกยิ้มกว้างอย่างน่าสะอิดสะเอียน... หากแต่ว่า...

ปัง!!!

กระสุนนัดสุดท้ายถูกยิงออกไปดังก้องกัมปนาท! แน่นอนว่าโซเลมเพียงแค่ยกหนวดรยางค์ขึ้นปัดมันทิ้งไปได้อย่างง่ายดายราวกับปัดแมลงวัน—ซึ่งนั่นนับว่าสำเร็จแล้วหากหมายจะยั่วโทษะเจ้าปีศาจ

“สิ่งโสมมนั้นคือพวกเจ้าต่างหาก!!” อาร์กัสแผดเสียงกร้าว ปาปืนพกที่หมดสภาพทิ้งไปอย่างไม่ไยดี

“ยืนคอยอยู่ตรงนั้นแหละ... ข้าจะกุดหัวเจ้าไปพร้อมๆ กับนายอันโสมมจากอีกฟากฝั่งของเจ้าเสียให้สิ้นซาก!!”

อาร์กัสกำหมัดแน่น มือขวาชักมีดพกคอมแบทที่เหน็บซ่อนไว้ในรองเท้าบูตขึ้นมากระชับมั่น แม้รู้ดีว่าคมมีดสั้นเพียงเท่านี้ไม่อาจเจาะเกราะปีศาจได้... แต่แววตาสีแดงฉานของเขากลับส่องประกายวาวโรจน์ในความมืดสลัว

ไม่มีความกลัว... มีเพียงการคำนวณ

เขาไม่ได้หวังจะชนะด้วยมีดเล่มนี้... แต่หากพอยื้อเวลาให้สหายร่วมชะตากรรมฟื้นคืนสติได้สักเสี้ยววินาที... ก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง

อาร์กัสคิดเช่นนั้นพลางลอบชำเลืองมองไปยังร่างยักษ์ของวาร์กัส ที่ศีรษะทะลุจมเข้าไปในกำแพงอิฐจนฝุ่นตลบ... ทว่าปลายนิ้วมือเหล็กของยักษ์ใหญ่เริ่มกระตุกไหวเล็กน้อย เป็นสัญญาณชีพที่บ่งบอกว่าสัตว์ร้ายยังไม่สิ้นฤทธิ์

“ถึกชะมัด... เจ้ายักษ์สมองกล้าม”  ก่อนตั้งท่าตามแบบรบประชิดของตระกูลไคล์ คือกระชับมีดเข้าแนบกาย ขาอีกข้างยืดสร้างระยะไปด้านหน้า

เพียงเสี้ยวเดียวของอึดใจเจ้าอสูรร้ายก็เคลื่อนไหว มันตวัดมือเพียงครั้ง ยืดรยางค์เส้นยักษ์ฟาดมาทางชายหนุ่ม

ทว่า

ร่างกายที่ผ่านพิธีกรรมและการฝึกฝนมาอย่างดี เอี้ยวตัวเล็กน้อยและหลบมันไปได้เพียงเส้นยาแดง ก่อนจะพุ่งตัวเพียงสามก้าวก็เข้าถึงตัวโซเลม โดยที่เจ้าอสูรร่างยักษ์จะทันได้เตรียมการ

ฉึก!

คมมีดปักลงใต้ชายโครงของมัน ก่อนจะซ้ำไปอีกหลายแผล

ทว่านั่นก็เป็นความพยายามที่เสียเปล่า

เมื่อกำปั้นอีกข้างของมันพุ่งเข้าปะทะร่างของอาร์กัส จนชายหนุ่มลอยกระเด็นไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเพื่อนของตนเสียอีก แรงปะทะนั้นรุนแรงราวการกระแทกของค้อนสงคราม

เขาพบว่าตัวเองลอยคว้างในอากาศก่อนจะปะทะเข้ากับรูปประจำครอบครัวที่ติดอยู่บนผนังเบื้องหลัง

โครม!

โชคยังดีที่ชายหนุ่มยกแขนขึ้นป้องได้ทัน หากแต่นั่นก็ทำให้มันแตกละเอียดไปเสียแล้ว

ดวงตาสีแดงวูบไหวขึ้นหนึ่งครั้ง เมื่ออาร์กัสพยุงร่างที่บอบช้ำให้ลุกขึ้นยืน

อาร์กัสพบความจริงที่น่าสิ้นหวัง... ไม่เพียงแต่คมมีดธรรมดาจะสร้างบาดแผลให้มันไม่ได้ แต่รอยฉีกขาดบนเนื้อหนังเน่าเฟะนั้นกลับสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วด้วยเมือกสนิม ราวกับบาดแผลไม่เคยมีอยู่จริง

อีกทั้งมีดเล่มน้อยในมือก็กร่อนผุจากสนิมเลือดของมันเพียงเสี้ยววิ

“เจ้าเด็กโง่...” โซเลมหัวเราะเสียงต่ำ ลำตัวกระเพื่อมไหว “ภาคีไม่ได้สอนเจ้าหรือ... ว่าโลหะสามัญไม่อาจระคายเคืองร่างกายอันวิเศษนี้ได้?”

มันแสยะยิ้มกว้างจนปากฉีกถึงใบหู

“จะสิ้นหวังก็ได้นะ... ข้าไม่ว่าหรอก”

ทว่า... แววตาของชายหนุ่มที่ยืนโงนเงนพิงซากกำแพงกลับไม่มีร่องรอยของความยอมจำนน นัยน์ตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาขาวขุ่นของปีศาจ ราวกับจะมองทะลุเข้าไปเผาผลาญวิญญาณส่วนลึกที่มันได้ขายให้กับเจ้าชายแห่งความเกียจคร้านไปแล้ว

“เหอะ!! สิ้นหวังรึ... โซเลม”

อาร์กัสกัดฟันฝืนความเจ็บปวด ทุกการขยับตัวส่งความร้าวรานไปทั่วกระดูกที่ปริแตก เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ... กระชากสร้อยโลหะสีทองแวววาวที่บิดายัดใส่มือเขาเมื่อครู่ออกมา

มันคือสิ่งใด ณ ยามนี้มิได้สำคัญอีกแล้ว

มืออันสั่นเทาของเขาพันสร้อยเส้นนั้นรอบด้ามมีด ที่ตอนนี้ใบของมันแทบไม่เหลือชิ้นดีกับกำปั้นของตนเองจนแน่น เพราะยามนี้มันคือตัวช่วยสุดท้ายที่จะพันธนาการตัวเขาไว้กับศาสตราวุธที่เขาหวังจะใช้มันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

“ข้าคือผู้ตรวจการแห่งจักรวรรดิ... คือค้อนศักดิ์สิทธิ์ที่ทุบทำลายบาปชั่วร้ายที่บรรพบุรุษเราละทิ้ง... คือผู้พิพากษาแก่ผู้ทรยศอันโสมมและเหล่าสานุศิษย์ของมัน”

เสียงของเขาดังกังวานและทรงอำนาจขึ้นเรื่อยๆ กลบเสียงเครื่องจักรที่กรีดร้อง

“ในนามอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพระจักรพรรดิ... ข้าจักพิพากษาเจ้า! ผู้ตรวจการ โซเลม

อาร์กัสตั้งท่าเตรียมพุ่งตัว รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายไว้ที่ปลายมีด

“เจ้าจะต้องถูกกำจัด... ในข้อหา...”

“กบฏ!!!”

คำปวารณานั้นไม่เพียงแต่ส่งผลกับชายหนุ่ม หากแต่มันยังไปกระตุ้นโทสะของเจ้าปีศาจให้มันตระหนักถึงภาระที่ครั้งหนึ่งมันเคยแบกรับ ภาระที่ครั้งหนึ่งมันเคยยึดมั่น และภาระที่ครั้งนี้มันละทิ้ง

“เจ้าโง่ ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!!!”

.

.

ทว่า…ก่อนที่มันจะได้ทำการอันใด

ปาฏิหาริย์พลันบังเกิด

สร้อยเส้นนั้นในมือของชายหนุ่ม เรืองวาบขึ้นเป็นสีทอง—แผ่กระจายออกไปราวผืนปีก ปะทะเนื้อเน่าของอสูรจนมัน สะท้าน ราวถูกไฟศักดิ์สิทธิ์จี้ลงบนบาดแผล

และในอ้อมกอดแห่งแสงนั้น ผู้ศรัทธาที่พิงกำแพงอยู่ก็เหมือนถูกยกขึ้นจากความตาย—แขนทั้งสองข้างที่เคยร้าวฉาน คืนรูป ในชั่วลมหายใจเดียว

แม้กระทั่งร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ ณ อีกมุมหนึ่งของห้อง…ก็พลันมีลมหายใจกลับมาอีกครั้ง

 

โซเลมหวีดร้องจนเส้นเสียงของมันขาดหายทว่ารอยไหม้นั้นกลับยิ่งลุกลามราวไฟชำระ และหนวดรยางค์ที่แตกออกจากหน่อเนื้อนับร้อยเส้นก็พลันมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตาที่อาร์กัสค่อย ๆ ขยับร่างกายที่อ่อนล้าเข้าใกล้ พร้อมชูแสงนั้นขึ้นประจักษ์เหนือหัว

บทปวารณาตนถูกขับขานในนามแห่งผู้อุทิศตนวนเวียนซ้ำไปมาส่งให้แสงนั้นสว่างขึ้น ขับไล่ความมืดจนห้องทั้งห้องกลายเป็นสีทองอร่าม ส่วนเจ้าปีศาจที่ไม่อาจส่งเสียงใดได้

ก็ทำได้เพียงคุดคู้ก้อนเนื้อเน่าหนอนของมันอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง แม้พยายามเพียงใดก็ไม่อาจจะเข้าใกล้แสงศรัทธา

ศรัทธาที่มันละทิ้ง…

“ข้าผิดไปแล้ว!! พระองค์ อึก..มีจริง” ปากที่งอกขึ้นใหม่หวีดร้องขอความสำนึกผิด หากแต่นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผู้ตรวจการ เพราะยามนี้….วาร์กัสตื่นแล้ว

ร่างหนาหนักเดินย่ำเข้าหาด้วยร่างกายที่อาบไปด้วยแสงแห่งศรัทธา และพระคัมภีร์ที่เขากางมันตอกติดไว้กับเกราะชิ้นหน้าก็ขานรับกับแสงนั้นตอบ

ได้โปรด…เจ้าปีศาจร้องขอเป็นครั้งสุดท้าย

หากแต่นั่น..ไม่มีอีกแล้วซึ่งการทีเล่นทีจริง กรงเล็บเทวโลหะศักดิ์สิทธิ์สีทองอร่ามฟาดตะปบลงบนก้อนเนื้อกรีดเป็นทางยาว ก่อนที่ร่างของมันจะระเบิดออกและมอดไหม้เป็นจุณ!!!

 

กลิ่นโลหะผสมความคาวของเลือดสีสดไหลย้อนขึ้นมาในโพรงจมูก ในที่สุดอาร์กัสก็ไม่อาจที่จะทานทนต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์นี้ต่อไปได้ไหว

ร่างที่อ่อนยวบล้มลงไปกองราวขนวิหคร่วงหล่นสู่ผืนดิน..ภาพสุดท้ายคือสหายผู้ตรวจการที่รีบวิ่งเข้ามาพยุงร่างของตนขึ้น

ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกสิ่งให้เลือนหายไป

อาร์กัส!!!!!……