ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Forever Crusade ศาสนสงครามในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211
มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง
นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน
บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”
ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน
เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ
และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก
กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง
มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ
แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี
ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด
เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ
และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ
พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์
และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด
แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น
“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”
นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่
เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต
และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์
ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า
สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์
ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์
หมายเหตุผู้เขียน
นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง
แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง
ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง
ผนวก A อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26
นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์
ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ
และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่
Spoiled Lotus
ดวงตาสีแดงฉานของผู้ตรวจการหนุ่มวูบไหวท่ามกลางแสงสลัวและฝุ่นควันของอาคารที่พังยับเยิน ร่างกำยำภายใต้เครื่องแบบที่เปรอะเปื้อนเลือดพุ่งทะยานข้ามซากปรักหักพัง ตามเสียงหวีดร้องแห่งความเจ็บปวดของคู่หูร่วมชะตากรรม
และที่ตรงนั้น... ท่ามกลางความมืดมิดของห้องโถงที่ถูกถล่ม... คือภาพที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันเกิดขึ้นกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็น 'ผู้ตรวจการ'
คนที่เป็นดั่งค้อนศักดิ์สิทธิ์แห่งมวลมนุษยชาติ... เป็นคำพิพากษาศัตรูในนามแห่งองค์จักรพรรดิ...
บัดนี้... ร่างของ 'โซเลม' ได้บิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม อำนาจโสมมของพวกปีศาจไม่ได้เพิ่งกัดกินเขาในวินาทีนี้... แต่อาร์กัสตระหนักได้ทันทีว่า พวกมันคงล่อลวงเขาได้สำเร็จมานานแล้ว...
นานเสียก่อนที่เขาจะเหยียบย่างลงมายัง 'อัลตรัส' เสียด้วยซ้ำ
อาร์กัสแทบไม่อยากเชื่อสายตาต่อสิ่งวิปลาสที่ต้องเผชิญเบื้องหน้า...
ร่างของโซเลมบวมเป่งขยายขนาดขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ จนชุดเกราะผู้ไถ่บาปไม่อาจกักขังความโสมมภายในได้อีกต่อไป โลหะหนาปริแตกออกพร้อมเสียงลั่นเปรี๊ยะ เผยให้เห็นก้อนเนื้อสีเหลืองซีดที่แย่งกันทะลักออกมาตามรอยต่อและรอยเชื่อม
แผ่นเกราะสีดำสนิท... อันถูกรังสรรค์ขึ้นจากเทวะโลหะสังเคราะห์เพื่อมอบอำนาจแด่ยอดคนผู้คู่ควรในการประหัตประหารปีศาจ บัดนี้... มันกำลังบิดเบี้ยวและกรีดร้องจากการถูกตุ่มหนองดันจนผิดรูป และถูกสนิมร้ายกัดกร่อนจนผุพังในชั่วพริบตา บ้างก็มีรยางค์หลายเส้นแทงทะลุออกมา
และที่กลางหน้าอกนั้น... สัญลักษณ์แห่งมวลมนุษย์ ได้ถูกหลอมละลายและบิดเบือน... กลายเป็นตราประทับวงแหวนแห่งความเสื่อมโทรม... เครื่องรางแห่งราชาผู้เกียจคร้าน!
วงแหวนแห่ง "เบลเฟกอร์"
และเจ้าสิ่งนั้นสิ่งที่เคยเป็นโซเลม กำลังใช้รยางค์ของมันแทงทะลุไหล่ซ้ายของวาร์กัสแขวนเขาไว้บนเพดานราวประติมากรรมแห่งความชั่วร้าย
“เห็นไหม..ไอ้หนู ฮึฮึฮึ..” ถ้อยคำน่าสะอิดสะเอียนถูกพ่นออกมาจากปากของมันที่ตอนนี้ไม่มีหมวกเกราะคอยปกปิดอีกต่อไป เผยให้เห็นใบหน้าซีดเหลืองและปากทรงกลมที่เรียงรายด้วยฟันอันแหลมคมซ้อนกันหลายชั้นอันมีลิ้นอ้วนอวบที่กวัดไกวไปมา
ทว่า... ชายร่างยักษ์นั้นยังไม่สิ้นฤทธิ์
เพียงการสะบัดข้อมือครั้งเดียว กรงเล็บโอริคัลคุมก็ตวัดวูบ ตัดรยางค์อวบอ้วนสีเขียวชวนขนลุกที่แทงทะลุหัวไหล่ของตนจนขาดสะบั้นอย่างง่ายดายราวกับตัดเต้าหู้
ร่างของวาร์กัสร่วงลงกระแทกพื้นดังสนั่น แต่เขากลับไม่แสดงอาการเจ็บปวด มือเหล็กข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้าเจ้าสิ่งแปลกปลอมส่วนที่ยังดิ้นกระแด่วคาอยู่ในปากแผล ก่อนจะกระชากมันออกมาอย่างแรง!
ฉึก!
เลือดสีสดพวยพุ่งตามออกมาสาดกระจายเต็มชุดเกราะ แต่ชายร่างยักษ์กลับไม่แยแส เขาบดขยี้หนอนปรสิตนั้นจนแหลกคามือ แล้วแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวท่ามกลางคราบเลือด
ดวงตาสีเหลืองของนักล่าร่างยักษ์บัดนี้ส่องประกายวาวโรจน์ ยิ่งกว่าเปลวไฟในเตาหลอม มันคือแววตาของสัตว์ร้ายที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีล
“มันต้องอย่างงี้สิวะ... ฮ่าๆๆๆ!!!” เสียงหัวเราะบ้าคลั่งดังก้องไปทั่วห้องโถงที่พังยับเยิน “เข้ามาเลยไอ้ตัวน่ารังเกียจ! ข้าจะเลาะกระดูกแกออกมาทำไม้จิ้มฟัน!”
เจ้าสิ่งนั้นก้มลงจ้องมองรยางค์อวบอ้วนที่ถูกตัดขาด รอยตัดนั้นเรียบกริบราวกับถูกเฉือนด้วยอุปกรณ์ผ่าตัดของโบสถ์ผู้รักษา ซึ่งบัดนี้ปากแผลกำลังลุกไหม้เป็นสีดำสนิทและควันฉุนกึก... อันเป็นผลจากการสัมผัสกับแร่โอริคัลคุมบริสุทธิ์ที่เปรียบเสมือนยาพิษสำหรับเผ่าพันธุ์ของมันเอง
มันหวีดร้องด้วยสุ้มเสียงแหลมสูงที่ไม่ได้มาจากโลกฝั่งนี้ ก่อนจะบิดตัวกระโจนเข้าใส่ศัตรูที่ใกล้ที่สุด... วาร์กัส!
ปัง!! ปัง!! ปัง!!
ทว่า... ศัตรูของมันมิได้มีเพียงหนึ่ง
อาร์กัสที่ยืนคุมเชิงอยู่อีกด้านเริ่มเปิดฉากยิงสนับสนุน เขาเคลื่อนที่วาดออกเป็นรูปครึ่งวงกลมอย่างคล่องแคล่ว สายตาจับจ้องหาช่องว่างระหว่างเกราะที่ปริแตก ก่อนจะบรรจงเหนี่ยวไกส่งกระสุนเจาะเกราะเข้าใส่จุดตายอย่างแม่นยำ
แม้หัวกระสุนจะเป็นเพียงโลหะผสมสังเคราะห์ มิใช่ของบริสุทธิ์เทียบเท่ากรงเล็บของวาร์กัส แต่มันก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยม แรงปะทะของกระสุนขนาดใหญ่กระแทกร่างบวมเป่งของโซเลม จนตัวกระตุกถอยหลังไปสามสี่ก้าว
โลหิตสีเขียวคล้ำพุ่งทะลักออกจากบาดแผลราวกับเขื่อนแตก เจ้าสิ่งน่ารังเกียจนั้นดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดทุรนทุราย
และในจังหวะที่มันเสียหลัก... วาร์กัสก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย
“ตายซะ!!!”
ร่างยักษ์กระโจนเข้าใส่ด้วยแรงขับดันมหาศาล ฟาดกรงเล็บโอริคัลคุมลงไปกลางแผ่นเกราะช่วงอกอย่างจัง! เสียงโลหะฉีกขาดดังสนั่นพร้อมกับโลหิตสีประหลาดที่สาดกระเซ็นอาบไปทั่วทั้งชุดเกราะและหน้ากากของเขา ผสานกับการระดมยิงซ้ำของอาร์กัสที่ไร้ความปรานี
เจ้าปีศาจคำราม มันดิ้นทุรนทุรายทันทีที่ร่างบวมเป่งกระทบพื้น
แต่ปีศาจก็คือปีศาจ... โซเลมคำรามลั่นก่อนจะบิดหนวดรยางค์นับสิบเส้นของมันเข้ามาพันกันจนกลายเป็นโล่เนื้อหนาทึบ รับการโจมตีจากคมกระสุนเพื่อปกป้องแกนกลางชีวิต ทั้งที่มันยังคงนอนอยู่บนพื้น
มันลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนหมุนตัวเหวี่ยงก้อนเนื้อและรยางค์เหล่านั้นฟาดเข้าใส่ร่างเทวโลหะของวาร์กัสเต็มแรง!
โครม!!!
วาร์กัสที่เพิ่งโจมตีไปไม่ทันได้ตั้งการ์ดรับ ร่างของเขาลอยละลิ่วกระเด็นกลับไปกระแทกกำแพงฝั่งเดิมจนอิฐปูนร่วงกราวลงมาทับร่าง
สายตาอำมหิตของมันเบนกลับมาหาอาร์กัส... ผู้ตรวจการหนุ่มที่ไร้ซึ่งเทวโลหะห่อหุ้มกายหยาบ ในมือมีเพียงปืนพกที่กระสุนใกล้หมดเต็มที
“มาเถิดเจ้าหนู... เจ้าเห็นไหม ของขวัญจากพระองค์”
โซเลมที่บัดนี้สิ้นสภาพมนุษย์ ยกมือซ้ายขึ้นลูบไล้รยางค์กล้ามเนื้ออวบอ้วนที่กลืนกินแขนขวาของตนไปด้วยความหลงใหล
“หากเจ้ายอมรับ... เจ้าจักได้สดับสุรเสียงที่จะปลดแอกผองเรา จากคำลวงของศาสดาอันโสมม”
“แล้วเจ้าจะได้พักผ่อน... ได้หยุดพักชั่วนิรันดร์”
มันผายมือเชื้อเชิญอย่างเย้ยหยัน ก่อนที่ปากทรงกลมอันเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมจะฉีกยิ้มกว้างอย่างน่าสะอิดสะเอียน... หากแต่ว่า...
ปัง!!!
กระสุนนัดสุดท้ายถูกยิงออกไปดังก้องกัมปนาท! แน่นอนว่าโซเลมเพียงแค่ยกหนวดรยางค์ขึ้นปัดมันทิ้งไปได้อย่างง่ายดายราวกับปัดแมลงวัน—ซึ่งนั่นนับว่าสำเร็จแล้วหากหมายจะยั่วโทษะเจ้าปีศาจ
“สิ่งโสมมนั้นคือพวกเจ้าต่างหาก!!” อาร์กัสแผดเสียงกร้าว ปาปืนพกที่หมดสภาพทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
“ยืนคอยอยู่ตรงนั้นแหละ... ข้าจะกุดหัวเจ้าไปพร้อมๆ กับนายอันโสมมจากอีกฟากฝั่งของเจ้าเสียให้สิ้นซาก!!”
อาร์กัสกำหมัดแน่น มือขวาชักมีดพกคอมแบทที่เหน็บซ่อนไว้ในรองเท้าบูตขึ้นมากระชับมั่น แม้รู้ดีว่าคมมีดสั้นเพียงเท่านี้ไม่อาจเจาะเกราะปีศาจได้... แต่แววตาสีแดงฉานของเขากลับส่องประกายวาวโรจน์ในความมืดสลัว
ไม่มีความกลัว... มีเพียงการคำนวณ
เขาไม่ได้หวังจะชนะด้วยมีดเล่มนี้... แต่หากพอยื้อเวลาให้สหายร่วมชะตากรรมฟื้นคืนสติได้สักเสี้ยววินาที... ก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง
อาร์กัสคิดเช่นนั้นพลางลอบชำเลืองมองไปยังร่างยักษ์ของวาร์กัส ที่ศีรษะทะลุจมเข้าไปในกำแพงอิฐจนฝุ่นตลบ... ทว่าปลายนิ้วมือเหล็กของยักษ์ใหญ่เริ่มกระตุกไหวเล็กน้อย เป็นสัญญาณชีพที่บ่งบอกว่าสัตว์ร้ายยังไม่สิ้นฤทธิ์
“ถึกชะมัด... เจ้ายักษ์สมองกล้าม” ก่อนตั้งท่าตามแบบรบประชิดของตระกูลไคล์ คือกระชับมีดเข้าแนบกาย ขาอีกข้างยืดสร้างระยะไปด้านหน้า
เพียงเสี้ยวเดียวของอึดใจเจ้าอสูรร้ายก็เคลื่อนไหว มันตวัดมือเพียงครั้ง ยืดรยางค์เส้นยักษ์ฟาดมาทางชายหนุ่ม
ทว่า
ร่างกายที่ผ่านพิธีกรรมและการฝึกฝนมาอย่างดี เอี้ยวตัวเล็กน้อยและหลบมันไปได้เพียงเส้นยาแดง ก่อนจะพุ่งตัวเพียงสามก้าวก็เข้าถึงตัวโซเลม โดยที่เจ้าอสูรร่างยักษ์จะทันได้เตรียมการ
ฉึก!
คมมีดปักลงใต้ชายโครงของมัน ก่อนจะซ้ำไปอีกหลายแผล
ทว่านั่นก็เป็นความพยายามที่เสียเปล่า
เมื่อกำปั้นอีกข้างของมันพุ่งเข้าปะทะร่างของอาร์กัส จนชายหนุ่มลอยกระเด็นไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเพื่อนของตนเสียอีก แรงปะทะนั้นรุนแรงราวการกระแทกของค้อนสงคราม
เขาพบว่าตัวเองลอยคว้างในอากาศก่อนจะปะทะเข้ากับรูปประจำครอบครัวที่ติดอยู่บนผนังเบื้องหลัง
โครม!
โชคยังดีที่ชายหนุ่มยกแขนขึ้นป้องได้ทัน หากแต่นั่นก็ทำให้มันแตกละเอียดไปเสียแล้ว
ดวงตาสีแดงวูบไหวขึ้นหนึ่งครั้ง เมื่ออาร์กัสพยุงร่างที่บอบช้ำให้ลุกขึ้นยืน
อาร์กัสพบความจริงที่น่าสิ้นหวัง... ไม่เพียงแต่คมมีดธรรมดาจะสร้างบาดแผลให้มันไม่ได้ แต่รอยฉีกขาดบนเนื้อหนังเน่าเฟะนั้นกลับสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วด้วยเมือกสนิม ราวกับบาดแผลไม่เคยมีอยู่จริง
อีกทั้งมีดเล่มน้อยในมือก็กร่อนผุจากสนิมเลือดของมันเพียงเสี้ยววิ
“เจ้าเด็กโง่...” โซเลมหัวเราะเสียงต่ำ ลำตัวกระเพื่อมไหว “ภาคีไม่ได้สอนเจ้าหรือ... ว่าโลหะสามัญไม่อาจระคายเคืองร่างกายอันวิเศษนี้ได้?”
มันแสยะยิ้มกว้างจนปากฉีกถึงใบหู
“จะสิ้นหวังก็ได้นะ... ข้าไม่ว่าหรอก”
ทว่า... แววตาของชายหนุ่มที่ยืนโงนเงนพิงซากกำแพงกลับไม่มีร่องรอยของความยอมจำนน นัยน์ตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาขาวขุ่นของปีศาจ ราวกับจะมองทะลุเข้าไปเผาผลาญวิญญาณส่วนลึกที่มันได้ขายให้กับเจ้าชายแห่งความเกียจคร้านไปแล้ว
“เหอะ!! สิ้นหวังรึ... โซเลม”
อาร์กัสกัดฟันฝืนความเจ็บปวด ทุกการขยับตัวส่งความร้าวรานไปทั่วกระดูกที่ปริแตก เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ... กระชากสร้อยโลหะสีทองแวววาวที่บิดายัดใส่มือเขาเมื่อครู่ออกมา
มันคือสิ่งใด ณ ยามนี้มิได้สำคัญอีกแล้ว
มืออันสั่นเทาของเขาพันสร้อยเส้นนั้นรอบด้ามมีด ที่ตอนนี้ใบของมันแทบไม่เหลือชิ้นดีกับกำปั้นของตนเองจนแน่น เพราะยามนี้มันคือตัวช่วยสุดท้ายที่จะพันธนาการตัวเขาไว้กับศาสตราวุธที่เขาหวังจะใช้มันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
“ข้าคือผู้ตรวจการแห่งจักรวรรดิ... คือค้อนศักดิ์สิทธิ์ที่ทุบทำลายบาปชั่วร้ายที่บรรพบุรุษเราละทิ้ง... คือผู้พิพากษาแก่ผู้ทรยศอันโสมมและเหล่าสานุศิษย์ของมัน”
เสียงของเขาดังกังวานและทรงอำนาจขึ้นเรื่อยๆ กลบเสียงเครื่องจักรที่กรีดร้อง
“ในนามอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพระจักรพรรดิ... ข้าจักพิพากษาเจ้า! ผู้ตรวจการ โซเลม”
อาร์กัสตั้งท่าเตรียมพุ่งตัว รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายไว้ที่ปลายมีด
“เจ้าจะต้องถูกกำจัด... ในข้อหา...”
“กบฏ!!!”
คำปวารณานั้นไม่เพียงแต่ส่งผลกับชายหนุ่ม หากแต่มันยังไปกระตุ้นโทสะของเจ้าปีศาจให้มันตระหนักถึงภาระที่ครั้งหนึ่งมันเคยแบกรับ ภาระที่ครั้งหนึ่งมันเคยยึดมั่น และภาระที่ครั้งนี้มันละทิ้ง
“เจ้าโง่ ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!!!”
.
.
ทว่า…ก่อนที่มันจะได้ทำการอันใด
ปาฏิหาริย์พลันบังเกิด
สร้อยเส้นนั้นในมือของชายหนุ่ม เรืองวาบขึ้นเป็นสีทอง—แผ่กระจายออกไปราวผืนปีก ปะทะเนื้อเน่าของอสูรจนมัน สะท้าน ราวถูกไฟศักดิ์สิทธิ์จี้ลงบนบาดแผล
และในอ้อมกอดแห่งแสงนั้น ผู้ศรัทธาที่พิงกำแพงอยู่ก็เหมือนถูกยกขึ้นจากความตาย—แขนทั้งสองข้างที่เคยร้าวฉาน คืนรูป ในชั่วลมหายใจเดียว
แม้กระทั่งร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ ณ อีกมุมหนึ่งของห้อง…ก็พลันมีลมหายใจกลับมาอีกครั้ง
โซเลมหวีดร้องจนเส้นเสียงของมันขาดหายทว่ารอยไหม้นั้นกลับยิ่งลุกลามราวไฟชำระ และหนวดรยางค์ที่แตกออกจากหน่อเนื้อนับร้อยเส้นก็พลันมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตาที่อาร์กัสค่อย ๆ ขยับร่างกายที่อ่อนล้าเข้าใกล้ พร้อมชูแสงนั้นขึ้นประจักษ์เหนือหัว
บทปวารณาตนถูกขับขานในนามแห่งผู้อุทิศตนวนเวียนซ้ำไปมาส่งให้แสงนั้นสว่างขึ้น ขับไล่ความมืดจนห้องทั้งห้องกลายเป็นสีทองอร่าม ส่วนเจ้าปีศาจที่ไม่อาจส่งเสียงใดได้
ก็ทำได้เพียงคุดคู้ก้อนเนื้อเน่าหนอนของมันอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง แม้พยายามเพียงใดก็ไม่อาจจะเข้าใกล้แสงศรัทธา
ศรัทธาที่มันละทิ้ง…
“ข้าผิดไปแล้ว!! พระองค์ อึก..มีจริง” ปากที่งอกขึ้นใหม่หวีดร้องขอความสำนึกผิด หากแต่นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผู้ตรวจการ เพราะยามนี้….วาร์กัสตื่นแล้ว
ร่างหนาหนักเดินย่ำเข้าหาด้วยร่างกายที่อาบไปด้วยแสงแห่งศรัทธา และพระคัมภีร์ที่เขากางมันตอกติดไว้กับเกราะชิ้นหน้าก็ขานรับกับแสงนั้นตอบ
ได้โปรด…เจ้าปีศาจร้องขอเป็นครั้งสุดท้าย
หากแต่นั่น..ไม่มีอีกแล้วซึ่งการทีเล่นทีจริง กรงเล็บเทวโลหะศักดิ์สิทธิ์สีทองอร่ามฟาดตะปบลงบนก้อนเนื้อกรีดเป็นทางยาว ก่อนที่ร่างของมันจะระเบิดออกและมอดไหม้เป็นจุณ!!!
กลิ่นโลหะผสมความคาวของเลือดสีสดไหลย้อนขึ้นมาในโพรงจมูก ในที่สุดอาร์กัสก็ไม่อาจที่จะทานทนต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์นี้ต่อไปได้ไหว
ร่างที่อ่อนยวบล้มลงไปกองราวขนวิหคร่วงหล่นสู่ผืนดิน..ภาพสุดท้ายคือสหายผู้ตรวจการที่รีบวิ่งเข้ามาพยุงร่างของตนขึ้น
ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกสิ่งให้เลือนหายไป
อาร์กัส!!!!!……