ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

Forever Crusade ศาสนสงคราม - บทที่1 ผู้ตรวจการ 4 โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Forever Crusade ศาสนสงคราม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ

รายละเอียด

Forever Crusade ศาสนสงคราม โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

ผู้แต่ง

spoiledlotus

เรื่องย่อ

 

บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211

มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง

นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน

บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”

ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน

เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ

และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก

กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง

มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ

แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี

ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด

เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ

และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ

พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์

และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด

แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น

“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”

นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่

เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต

และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์

ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า

สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์

 

ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์

หมายเหตุผู้เขียน

นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง

แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง

ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง

ผนวก A  อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26

นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์

ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ

และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่

Spoiled Lotus

 

สารบัญ

Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทนำ .,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 4,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 5,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 6,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 4

เนื้อหา

บทที่1 ผู้ตรวจการ 4

 

“ดูรานด้า... พาเด็กๆ ไปเล่นของเล่นรอข้าด้านบนหน่อยไป...”

ลอร์ด เอสเคอร์วีล กล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดให้เป็นปกติที่สุด ทว่าแฝงความเด็ดขาดที่ห้ามปฏิเสธ สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ห่อผ้าบนจานเปล่าไม่วางตา...เจ้าสิ่งนั้น

มันกระตุก

ราวดวงใจเต้นตุบอยู่ในห่อผ้า

หญิงสาวในชุดแดงชะงักไปครู่ มองสามีสลับกับแขกแปลกหน้าทั้งสามด้วยความฉงนปนรำคาญใจที่ถูกไล่เหมือนเด็กๆ แต่เมื่อเห็นแววตาที่แข็งกร้าวของสามี นางจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ก็ได้ค่ะ... ไปกันเถอะเด็กๆ อย่าไปรบกวนเวลาของผู้ใหญ่เขา”

ทันทีที่สองพี่น้องได้ยินที่มารดาบอก จากที่ดูเซื่องซึมไม่เจริญอาหารก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจในทันที

นางลุกขึ้นอย่างสง่างาม จูงมือเด็กน้อยทั้งสองที่ยังคงตัวสั่นด้วยความกลัวให้เดินตามออกไป เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินดังก้องค่อยๆ จางหายไป...

ปัง...

เสียงประตูห้องอาหารปิดลง... ตัดขาดโลกแห่งความไร้เดียงสาออกจากเงามืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาโดยสมบูรณ์ บัดนี้เหลือเพียงความเงียบสงัดที่มีแต่เสียงลมหายใจอันติดขัด และเสียง ตึก... ตึก... ที่ดังแผ่วเบาออกมาจากห่อผ้าปริศนาที่ยังคงกระตุกเป็นจังหวะชีพจร

“เอาล่ะ...” ลอร์ดเอสเคอร์วีลเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว มือข้างหนึ่งค่อยๆ เลื่อนไปกำด้ามมีดหั่นเนื้อบนโต๊ะไว้แน่นโดยไม่ให้ผิดสังเกต

แต่ก่อนที่ผู้เป็นบิดาจะได้ทำการใด บุตรชายผู้ห่างเหินของเขาก็กล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

“สิ่งนั้นมันคืออันใดกัน... ท่านผู้ตรวจการโซเลม”

อาร์กัสถามพลางหรี่ตาลง มือขวาเลื่อนต่ำลงไปใต้โต๊ะจนปลายนิ้วสัมผัสกับด้ามปืนพกคู่กาย ก่อนจะกำมันไว้แน่น เตรียมพร้อมสังหารได้ทุกเมื่อ

“ข้าบอกว่าของขวัญไง เจ้าพวกโง่” โซเลมแผดเสียงกร้าว ทิ้งร่องรอยของความเงียบและกดดันเอาไว้ในอากาศ

 

ทั่วทั้งห้องหยุดนิ่งหลังสิ้นประโยคนั้น เว้นช่วงนานจนราวชั่วนิรันดร์

ความเงียบหนักอึ้งจนได้ยินเสียงเลือดวิ่งในใบหู—แล้วโซเลมก็

โครม!!!

แรงกระแทกมหาศาลทำให้จานชามกระเด็นกระดอน อาหารหรูหราหกเลอะเทอะ โซเลมไม่ได้ดูเหนื่อยล้าอีกต่อไป... แต่เขากำลัง "คลุ้มคลั่ง" 

เสียงหายใจหอบต่ำที่ดังลอดออกมาจากเครื่องขยายเสียงใต้คอของเขาเริ่มติดขัดและถี่กระชั้น ราวกับคนเป็นโรคหอบหืดที่กำลังขาดอากาศหายใจ

“รับไปสิ... รับมันไปซะ!!” โซเลมคำรามลั่น น้ำลายสีดำกระเด็นออกจากปากลอดผ่านช่องตะแกรงระบายอากาศเกรอะสนิม

“แล้วความเจ็บปวดทั้งหมดจะจบลง...ความเหนื่อยล้าของพวกเจ้า!! ความเหนื่อยล้าของดวงดาวนี้”

“เจ้าเองก็ควรรับมันไปนะ... เด็กน้อยทั้งสอง” 

"เจ้าควรรับ....ควรรับมันไป" โซเลมหัวเราะในลำคออย่างเสียสติ

“งั้นข้าขอถามอะไรอีกสักหน่อยเถิด…ท่านโซเลม”

วาร์กัสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาสีเหลืองดุร้ายราวนักล่าเบิกกว้าง จ้องเขม็งไปยังร่างบิดเบี้ยวฝั่งตรงข้าม กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งตัวพร้อมปะทะ

กรงเล็บสีทองอร่าม ที่ทำจากแร่โอริคัลคุมบริสุทธิ์... ศาสตราศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับประทานจากองค์พระสันตะปาปา... บัดนี้กางออกจนสุด กรีดลงบนเนื้อไม้ของโต๊ะ จนเกิดเสียงบาดหู

“คัมภีร์บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ของท่าน... ไปอยู่ที่ใดกัน?” วาร์กัสตะเบ็งเสียงถามดังลั่นจนห้องสั่นสะเทือน

“ศรัทธาของท่าน... ไปอยู่ที่ใดกัน!!!”

สิ้นคำประกาศนั้น ร่างของโซเลมก็กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ราวกับมีบางสิ่งกำลังดิ้นพล่านจะระเบิดออกมาจากภายใน ถุงมือเหล็กของเขายกขึ้นกุมศีรษะแน่น ร่างกายโงนเงนไปมาเหมือนคนเมาที่ยืนอยู่ปากเหว

“ไม่... ไม่! ไม่!! ศรัทธาของข้า... ศรัทธาของข้า!!”

โซเลมหวีดร้องโหยหวน ร่างกายบิดเกร็งราวกับปีศาจร้ายกำลังดิ้นพล่านอยู่ในหนังมนุษย์

แต่แล้ว... ทุกอย่างก็พลันหยุดนิ่งลง

ความเงียบเข้าครอบงำ โซเลมค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยขุ่นมัวบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความรู้แจ้งอันน่าสะพรึงกลัว

“ศรัทธารึ เจ้าหนู” เขาหัวเราะ...น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นและเสียดแทง “ศรัทธาที่พวกเจ้าถูกสั่งสอนให้เชื่อ... เช่นเดียวกับที่ข้าเคยถูกทำให้เชื่อ”

“ศรัทธาที่ว่างเปล่า... ไม่อาจเติมเต็ม”

“ศรัทธาที่หลอกลวง... ว่าพระองค์จะหวนคืนกลับมา”

เขาตะโกนก้องจนเส้นเลือดปูดโปน

“แล้วแบบนั้น... มันจะต่างอันใดกับองค์ผู้โป้ปดเดิมเล่า!!!!!!”

สิ้นสุดถ้อยคำแห่งความวิปลาส อาร์กัสไม่รอฟังคำแก้ตัวอีกต่อไป มือขวาตวัดปืนพกคู่กายขึ้นมาเล็งด้วยสัญชาตญาณไวกว่าความคิด

ปัง!!! ปัง!!!

เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่น กระสุนผสมโอริคัลคุมสังเคราะห์ขนาด .50 สองนัดพุ่งแหวกอากาศหมุนควงสว่านเข้าใส่ศีรษะของอดีตพี่น้องร่วมอาชีพ ทว่า...

เคร้ง!

ประกายไฟแลบแปลบเมื่อกระสุนแฉลบออกข้างไปตามสันหมวกเกราะที่แข็งแกร่งผิดปกติ เจาะทะลุผนังด้านหลังจนเป็นรูโหว่สองรู ทิ้งไว้เพียงรอยถลอกบนหน้ากากเหล็ก เหล่าคนรับใช้เมื่อเห็นดังนั้นก็กรูกันออกนอกห้องก่อนที่นายเหนือหัวของพวกเขาจะสั่ง

และก่อนที่อาร์กัสจะได้เหนี่ยวไกซ้ำเป็นนัดที่สาม... เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็ดังแทรกขึ้นมาจากห่อผ้าบนโต๊ะ เสียงนั้นบาดแก้วหูจนทั้งสามคนต้องยกมือขึ้นปิดด้วยความทรมาน

เจ้าสิ่งแปลกปลอมในถุงหนังฉีกกระชากพันธนาการออกมาด้วยรยางค์แหลม พุ่งทะยานลอยคว้างกลางอากาศราวกับลูกกระสุนที่มีชีวิต เป้าหมายของมันไม่ใช่ผู้ตรวจการ... แต่คือชายชรา

ลอร์ด เอสเคอร์วีลคว้าหมับเข้าที่มีดหั่นเนื้อ วาดเป็นรูปครึ่งวงไปทางเจ้าสิ่งนั้น

ทว่า...เจ้าสิ่งนั้นกลับพลิกตัวหลบกลางอากาศอย่างง่ายดาย ก่อนเกาะลงบนแขนของเขา

เปลือกโลหะคล้ายเมล็ดพืชปริแตกออก ปล่อยรยางค์เนื้อเยื่อสีเขียวคล้ำที่ดิ้นพล่านออกมาไขว่คว้าหาสิ่งยึดเกาะ และในเสี้ยววินาทีมรณะนั้น

หนวดรยางค์แหลมคมแทงทะลุเสื้อผ้าและผิวหนัง แทรกตัวชอนไชเข้าไปตามมัดกล้ามเนื้อและเส้นเลือดราวกับหนอนกินศพ

“อ๊ากกก!!!”

เสียงหนึ่งเงียบลง... แต่เสียงใหม่กลับกรีดร้องขึ้นแทนที่

ลอร์ดเฒ่าหวีดร้องสุดเสียงด้วยความเจ็บปวดทรมาน เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกมาผสมกับน้ำมันสีดำของปรสิตที่กำลังกลืนกินเขาจากภายใน มีดหั่นเนื้อในมือล่วงผล็อยกระทบพื้นส่งเสียง...กริ๊ง ดั่งระฆังศึก

โซเลมมองดูภาพนั้นด้วยความปีติยินดี ราวกับศิลปินที่กำลังชื่นชมผลงานชิ้นเอก

“ฮึฮึ... นั่นแหละ... รับเอาไว้เถิด แล้วมันจะปลดปล่อยเจ้า... เช่นเดียวกับที่มันปลดปล่อยข้า”

 

และเพียงชั่วอึดใจนั้นที่สองคู่หูหลุดพ้นจากความทรมานอาร์กัสก็กระโดดขึ้นเหยียบโต๊ะ ก่อนจะทะยานข้ามห้องไปคว้าดาบโลหะที่แขวนประดับอยู่บนผนังมากำไว้แน่น

ไม่มีคำเตือน... ไม่มีการลังเล...

ฉับ!!

คมดาบตวัดวูบเพียงหนึ่งครั้ง ท่อนแขนของบิดาฝั่งที่เจ้าสิ่งประหลาดกำลังกัดกินก็ขาดสะบั้นลอยละล่องกลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นห้องเสียงดัง ตุบ!

ทันทีที่สัมผัสพื้น ท่อนแขนที่ถูกตัดขาดนั้นก็บิดเบี้ยวผิดรูป เนื้อหนังเริ่มเน่าเปื่อยและละลายกลายเป็นของเหลวสีดำส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วห้อง ยืนยันว่าการตัดสินใจของอาร์กัสนั้นถูกต้อง... หากช้ากว่านี้เพียงนิด สิ่งนั้นคงลามเข้าสู่หัวใจ

“บังอาจ”

โซเลมหวีดร้องสุดเสียงด้วยความโกรธเกรี้ยว ในขณะที่เขาก็แสดงท่าทีทรมานอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจ้าสิ่งนั้นสูญสิ้นไป

แต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับตัวทำอะไร เงามรณะขนาดมหึมาก็พุ่งเข้าใส่จากด้านข้าง... วาร์กัสนั่นเอง

กรงเล็บโอริคัลคุมบริสุทธิ์สีทองอร่ามตะปบเข้าที่ใบหน้าของโซเลมอย่างจัง แรงปะทะมหาศาลส่งร่างของผู้ตรวจการทรยศลอยละลิ่วทะลุผนังห้องอาหาร พังทลายอิฐปูนจนฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว

โครมมมม!!!

เสียงกำแพงถล่มดังสนั่นหวั่นไหว เปิดช่องทางไปสู่ห้องโถงอีกฝั่งที่มืดมิด...

 

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับกลิ่นเหล็กสนิม พุ่งทะลักออกจากปากแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ของลอร์ดเอสเคอร์วีล ร่างชราเริ่มสั่นเทาและซีดเผือดจากอาการช็อกเพราะเสียเลือดรุนแรง

และนั่น... ไม่ใช่สิ่งที่อาร์กัสจะยอมให้เกิดขึ้น

เขาถอดเสื้อคลุมผู้ตรวจการสีดำขลิบแดงของตนออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกดมันลงบนปากแผลเพื่อพยายามห้ามเลือดอย่างสุดความสามารถ

“อาร์กัส! รับนี่ไป!!”

เสียงตะโกนของสหายร่างยักษ์ดังมาจากอีกฟากของห้อง แผ่นเกราะบริเวณเอวของวาร์กัสเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นเข็มฉีดยาขนาดใหญ่ที่บรรจุของเหลวสีเงินข้นคลั่กเอาไว้ เขาคว้ามันแล้วขว้างข้ามห้องไปยังชายหนุ่มที่กำลังยื้อชีวิตบิดาอย่างแม่นยำ

“ไปตายซะ” วาร์กัสคำรามลั่น ก่อนกระโจนข้ามผ่านรอยปริแตกของกำแพง ไล่ตามร่างของโซเลมเข้าไปในความมืด

อาร์กัสคว้าเข็มฉีดยานั้นไว้ได้กลางอากาศ เขาไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ปลายเข็มแหลมคมแทงทะลุผิวเนื้อเหนือปากแผลของลอร์ดเอสเคอร์วีล

ทันทีที่ของเหลวสีเงินถูกฉีดอัดเข้าสู่เส้นเลือด บารอนเฒ่าก็เบิกตากว้างและหวีดร้องออกมาอย่างทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดที่เหมือนถูกไฟเผา

ในพริบตานั้น... เลือดที่ไหลทะลักก็หยุดลงราวปืดวาล์วน้ำ เมื่อของเหลวสีเงินทำปฏิกิริยากับอากาศและเลือด เปลี่ยนสภาพกลายเป็น 'โลหะเหลวเดือดปุด' แล่นเข้าสมานและเคลือบปิดปากแผลเอาไว้อย่างแน่นหนา

"ข้าไม่ปล่อยท่าตายหรอกตาแก่"อาร์กัสร้อนรน ขณะถอนปลายเข็มออก

กลิ่นเนื้อไหม้ฉุนกึกยังคงลอยค้างอ้อยอิ่งในอากาศ ผสมปนเปกับกลิ่นคาวเลือดสดๆ ของบิดา... อาร์กัสประคองร่างที่สั่นเทาของชายชราขึ้นพิงพนักเก้าอี้อย่างเบามือ ก่อนจะเอื้อมไปคว้าปืนพกคู่กายที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมากำไว้แน่น

เขาหันกลับมาสบตาสีฟ้าน้ำทะเลที่กำลังหรี่ลงเป็นครั้งสุดท้าย...

“เรียกหน่วยแพทย์ซะ... ท่านเสียเลือดมากเกินไป ท่านพ่อ... อาร์กัสสั่งเสียงเข้ม

แต่ก่อนที่บุตรชายจะผละจากไป... มือข้างที่ยังเหลืออยู่ของชายชราก็เอื้อมมาคว้าข้อมือของอาร์กัสไว้แน่น แรงบีบนั้นสั่นระริกแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเฮือกสุดท้าย ก่อนที่ร่างอันอ่อนแรงจะฟุบลงแน่นิ่งไปบนโต๊ะไม้เนื้อดี

ดวงตาสีแดงชของผู้ตรวจการหนุ่มเบิกกว้าง เมื่อสัมผัสได้ถึงวัตถุเย็นเฉียบที่ถูกยัดใส่มือ... มันคือวัตถุโลหะรูปทรง กางเขนจักรพรรดิ ที่สลักลวดลายวิจิตรบรรจง...ซึ่งเขาไม่คุ้นนักว่าวัตถุชิ้นนี้เคยมีอยู่ในครอบครองของผู้เป็นบิดา

โทสะอันรุนแรงปะทุขึ้นในอกจนอาร์กัสได้ยินเสียงชีพจรตัวเองเต้นรัวดังก้องในหูราวกับเสียงกลองศึก

แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันพิจารณาสิ่งในมือ... เสียงหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาตัดห้วงความคิด กระชากเขากลับสู่ความเป็นจริงอันโหดร้าย

“อ๊ากกกกก!!!!!”

เสียงกรีดร้องของ วาร์กัส ดังแทรกออกมาจากความมืดหลังกำแพงที่พังทลาย... เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดที่อาร์กัสไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากปากของสหายผู้บ้าคลั่งคนนี้