ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

Forever Crusade ศาสนสงคราม - บทที่3 แขก 1 โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Forever Crusade ศาสนสงคราม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ

รายละเอียด

Forever Crusade ศาสนสงคราม โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

ผู้แต่ง

spoiledlotus

เรื่องย่อ

 

บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211

มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง

นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน

บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”

ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน

เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ

และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก

กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง

มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ

แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี

ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด

เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ

และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ

พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์

และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด

แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น

“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”

นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่

เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต

และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์

ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า

สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์

 

ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์

หมายเหตุผู้เขียน

นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง

แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง

ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง

ผนวก A  อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26

นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์

ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ

และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่

Spoiled Lotus

 

สารบัญ

Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทนำ .,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 4,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 5,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 6,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 4,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่3 แขก 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่3 แขก 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่ 3 แขก 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่ 4 ปราสาทหิน 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่ 4 ปราสาทหิน 2

เนื้อหา

บทที่3 แขก 1

เมื่อคราแรกที่ผู้ชี้นำมาถึง เขามาด้วยนามของผู้อื่น ใช้เนื้อหนังแบบผู้อื่น

และพยานแห่งเหตุนั้นคือดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน

 

เสียงเอี๊ยดดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

มันสะท้อนก้องอยู่ในห้องโถงทรงยาว ซึ่งเพดานยกสูงเสียจนเส้นขอบบนเลือนหายไปในเงามืด คล้ายวิหารโบราณที่ถูกลืมเลือนโดยกาลเวลา ผนังสองฝั่งประดับด้วยลวดลายวิจิตรตระการตา แลฝั่งขวายังเว้นช่องกระจกขนาดเท่าตัวคนถึงหกบาน ตลอดความยาวของตัวห้อง

ซึ่งแสงสว่างของดวงอาทิตย์เที่ยงวัน กำลังทาบทอลงบนพรมสีแดงที่ทอดยาวไปสู่ปลายห้องอีกฟาก

มันไม่ใช่ประตู แต่โต๊ะทำงานที่ดูโอ่อ่าเกินฐานะนายของมัน

และเจ้าของผู้ที่ทำเสียงเอี๊ยดแหลมนั้นคงมิใช่ใครอื่น นอกจาก บารอน วลาดิมเมียร์ รอร์ธวิน ที่นิ่งงันอยู่บนบัลลังก์ส่วนตัว ซึ่งออกแบบอย่างเรียบหรูตามพิมพ์นิยมของจักรวรรดิ คือ ราบเรียบตามรูปทรงของเรขาคณิต แต่ยังแฝงเร้นด้วยร่องรอยจารึกถ้อยสาบาน ว่าผู้ที่นั่งลงบนบัลลังก์นี้จะเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของจักรพรรดิ

ใบหน้ารูปไข่ของบารอนนั้น กลมมนจนแทบไม่เห็นเหลี่ยมคมของสันกราม 

ร่องลึกแห่งกาลเวลาที่ปรากฏแจ่มชัดบนใบหน้า กำลังขยับไปตามแรงบีบเคล้นของนิ้วอ้วนป้อมทั้งห้า เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงเอี๊ยดนั้นยังคงดังอยู่อย่างสม่ำเสมอ

มันดังมาจากมือข้างซ้ายซึ่งกำลังหมุนลูกโลกจำลองของวิโรด้าเอาไว้อยู่ ก่อนที่มันจะหยุดลงเมื่อดวงตาสีเทาปรอทเบิกขึ้นจนเต็มเบ้า

"สายขนาดนี้ หลานรักของข้าอยู่ที่ใด ซาร์ต" เขาผละมือออกจากใบหน้า ก่อนหันสบตาข้ารับใช้คนสนิทที่ยืนนิ่งงันอยู่เบื้องขวา

"ข้าไม่รู้ขอรับนายท่าน" ซาร์ตตอบ น้ำเสียงของเขานิ่งงันเสียยิ่งกว่ามวลอากาศอ้อยอิ่งของห้องนี้ ลักษณะภายนอกของเขานั้นอธิบายด้วยคำจำกัดความสั้น ๆ ว่า แผ่นกระดาษ คือแบนราบจนจำแนกเพศแทบไม่ได้

หากไม่ใช่ด้วยน้ำเสียงที่ปนแหบคงแยกไม่ออกว่าเขาเป็นมนุษย์เพศชาย เขาต่างจากบารอนคือสูงโปร่งจนดูบาง ตามคำเปรยนั้น ใบหน้าครึ่งบนสวมครอบด้วยหน้ากากไม่ทราบวัสดุสีดำสนิท ที่พันรอบด้วยมงกุฎหนามแบบผู้ทรมานตน

"ให้ตายสิซาร์ต" น้ำเสียงบารอนเริ่มมีโทสะเจือบาง"ข้าอุตส่าห์ไปขุดเจ้าออกมาก่อนที่เขาจะทำเจ้าเป็นขันทีนะ"

"แต่ข้าก็มิได้มีญาณหยั่งรู้นะขอรับ" ซาร์ตกล่าวด้วยเสียงหยาบหยาม "แต่...ข้าว่าข้าคงไปดูให้ได้"

"ดี จะมีใครรู้ใจข้าได้ดีเยี่ยงเจ้ากัน" บารอนยกวงแขนจ้ำม่ำขึ้นโอบรอบเอวเพรียวบาง ก่อนดึงอีกฝ่ายลงนั่งบนตัก เขาใช้มือข้างถนัดช้อนปลายคางกลมมนของอีกฝ่ายเชิดขึ้น จนใบหน้าทั้งสองแทบแนบสนิท

"บอกเมียข้าให้ด้วยว่าตอนบ่ายเราจะมีแขก" บารอนกล่าว ก่อนใช้ริมฝีปากหนาเป็นขีดกดลงบนอีกฝ่ายนานราวชั่วนิรันดร์

ซาร์ตไม่ขัดขืน เขาเพียงเพลิดเพลินกับมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนผละออก "อึก นายท่านข้าต้องไปแล้ว หากมากกว่านี้คงเลยเถิด" 

ซาร์ตยกร่างเพรียวบางขึ้นเต็มความสูงก่อนผละจากไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่อนึกทวนคำผู้เป็นนาย "ท่านว่าเราจะมีแขก?"

"โอ้ ข้านึกว่าเจ้าจะไม่ถาม" เขายิ้ม แต่ในมือซ้ายกลับหยิบปืนความร้อนขึ้นวางเหนือโต๊ะทำงาน ซาร์ตตระหนักรู้ได้ในทันทีว่าหากเขาไม่เฉลียวใจในคำพูดของอีกฝ่าย ตอนนี้ลมหายใจคงปลิดปลิวไปแล้ว

"ใช่ แขก เราจะมีแขก เป็นแขกคนสำคัญ" บารอนหมุนลูกโลกอีกครั้ง คราวนี้มันส่งเสียงฝืด ๆ บ่งบอกว่าเกลียวยึดเริ่มหลวม "เป็นแขกของฝ่ายศาสนจักร เพราะงั้นเราจักต้อนรับอย่างดี"

"เตรียมผู้พินิจใจเอาไว้สักสามคนด้วย" บารอนเปรย ก่อนกลับไปใช้นิ้วอ้วนป้อนบีบคลึงใบหน้าอีกครั้ง

"ขอรับ"

 

 

เสียงแกร็กหยาบ ๆ จากปลายเครื่อง อัลการอร์ม ซึ่งขณะนี้กำลังจรดปลายเข็มลงบนแท่นหมุนสัมฤทธิ์

วางเลยห่างไปไม่ไกลจากอ่างอาบน้ำข้างจานใส่ผลไม้พื้นถิ่นพวงหนึ่ง ท่ามกลางการจับตามองของหญิงรับใช้สองนาง ซึ่งสายตาทั้งสองกำลังมองภาพเดียวกัน

ภาพของ ร่างเปลือยเปล่าของสตรีนางหนึ่งเอนพิงขอบอ่าง ผิวกายขาวนวลตัดกับเงาน้ำที่ยังเกาะอยู่เป็นหยด

"บันทึกส่วนตัว ของเกอร์ด้า รอร์ธวิน ครั้งที่เจ็ดสิบห้าฉบับแก้ไข.." น้ำเสียงของนางเล็กใสราวน้ำค้างยามเช้า  สอดประสานเป็นเนื้อเดียวกับความงามราวอาทิตย์แรกของวัน 

เรือนผมสีบลอนด์ทอง ยาวสยายลงจนถึงกลางหลัง แซกโคนด้วยสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ

ดวงตาสีทองในเบ้ากลมโตวูบไหว ตามจังหวะประโยคในถ้อยบันทึก ราวกับระแวดระวังมิให้มีคำที่ออกเสียงผิดพลาดเจืออยู่

“…และเมื่อข้าบีบมัน มันจึงเริ่มแตกออก สุกงอมพร้อมกิน—” เสียงของนางชะลอลงเพียงเสี้ยวลมหายใจ ราวกับกำลังเลือกถ้อยคำถัดไปอย่างระมัดระวัง

ในจังหวะนั้นเอง—

ก๊อก

เสียงเคาะเป็นจังหวะ ดังขึ้นจากอีกฟากของห้อง มิได้รุนแรง หากทว่าคมชัดพอจะทำให้บันทึกหยุดชะงัก—และมันมิใช่เรื่องดี

เพราะสิ่งนั้นทำให้ ปลายเข็มของอัลการอร์มสั่นไหว ก่อนจะครูดผ่านร่องสัมฤทธิ์ผิดจังหวะ

เสียงแกร็กแหลมสั้น ๆ ดังขึ้น และเข็มบันทึกก็หักกระเด็นออกจากตำแหน่ง

เพราะการหยุดลงกลางคัน—ไม่เคยเป็นสิ่งที่เครื่องจักรโบราณชนิดนี้ถูกสร้างมาให้ทนไหว

สตรีสูงศักดิ์ยืนขึ้นเต็มความสูง ปล่อยให้หยดน้ำเกาะตามตัวร่วงผล็อยตามแรงเหนี่ยวรั้ง ก่อนก้าวเรียวขาพ้นขอบอ่างไปยังนางรับใช้อีกสองคนที่ยืนคอยอยู่ไม่ห่าง

เกอร์ด้าถอนหายใจยาวเหยียด เพื่อกลืนความหงุดหงิดใจที่เริ่มก่อตัว ก่อนหันพยักหน้าหนึ่งครั้งในตอนที่ชุดคลุมถูกห่มลงปิดผิวสีอ่อน

และนางรับใช้ก็พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม ก่อนก้าวเดินนำไปยังยังประตู

 

ไม่นานประตูรูปวงกลมก็เลื่อนเปิดออกด้านข้าง—ส่งเสียงฟีบเบา ๆ 

และที่เบื้องหน้านั้นคือ ซาร์ต ข้าราชคนสนิทของ วลาดิมเมียร์ รอร์ธวิน ท่านลุงของเธอ

"การมาอันไร้มารยาทของเจ้า ทำให้เครื่องมืออันมิอาจประเมินค่า ของนายหญิงเสียหาย" น้ำเสียงหยาบหยามของหญิงรับใช้เอ่ยขึ้น

"เจ้าควรประมาณเงาหัวตัวเองหน่อย ด้วยฐานะเราต่างกันนัก!" ซาร์ตตอบ แม้ใบหน้าเรียบตึงภายใต้หน้ากากครึ่งหน้าจะไม่แสดงออกถึงอาการอันใด แต่ทักษะการ พินิจ ที่เกอร์ด้าได้รับการฝึกฝนมาก็ทำให้รับรู้ได้ว่า สิ่งมีชีวิตตรงหน้ากำลังมีน้ำโหอยู่

"ข้าว่ามันก็จริง และอันที่จริงเจ้าควรเริ่มจากการร้องขอชีวิตจากข้าก่อนไม่ดีกว่ารึ" เกอร์ด้ากล่าวแทรกการโต้วาทะ น้ำเสียงนางราบเรียบ แต่ก็รุนแรงพอจะทำให้อีกฝ่ายเย็นวาบขึ้นจนถึงแผ่นหลัง ทว่าท่าทีโอหังนั้นมิอาจหายไปจากร่างผอมบางของคนตรงหน้า

"ข้าเพียงทำตามคำสั่งจากนายของข้า" ซาร์ตเผยยิ้ม "และคำสั่งนั้นมีผลต่อท่านเช่นกัน นายหญิง"

"งั้นท่านลุงควรรู้ ว่าข้ามิจำเป็นต้องทำตามคำสั่งใดของเขา" นางบอก เป็นจังหวะเดียวกับที่หญิงรับใช้อีกนางนำชุดคลุมพิธีชั้นนอกสุดมาห่มให้ มันคือชุดคลุมยาวที่ตัดเย็บขึ้นจากผ้าชิ้นเดียว บนดาวเกษตรกรรมในเขตปกครองชั้นในสุดของจักรวรรดิ และเส้นใยสีทองของพืชเฉพาะถิ่นกำลังขยับตัวทันทีเมื่อมันต้องผิวกายของผู้สวมใส่

"เพราะข้าคือ เกอร์ด้า รอร์ธวิน บุตรตรีแห่ง ไอแซค รอร์ธวิน ดยุคแห่งเขตโพ้นทะเลดารา! ประมุขแห่งรัฐซึ่งได้รับอำนาจเห็นชอบให้ปกครองเขตพิทักษ์แห่งตระกูลเรา" นางนิ่งไปครู่ในขณะที่ผ้าคลุมหน้าถูกสวมปิดทับ "และข้ายังเป็นนักบวชอันศักสิทธิ์ในจารีตแห่ง ภคินีผู้พยากร"

นางเลื่อนหน้าเข้าใกล้อีกฝ่าย พลางกระซิบ "เจ้าคงเข้าใจความหมาย"

ก่อนสูดหายใจเล็ก แล้วจึงว่าต่อ "แต่...ได้! ข้าจะไปตามเวลา ไม่ขาด แล ไม่เกิน"  เกอร์ด้าปรับระดับเสียงจนกลับมาใสประดุจแก้วดังเดิม ก่อนเดินจากไปพร้อมหญิงรับใช้ทั้งสอง

"นังแม่มด!" ซาร์ตกำหมัดแน่น แล้วโพล่งคำไม่พึงประสงค์ออกมาในตอนท้าย ที่นายหญิงเดินหายลับไปจากมุมโถง