ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Forever Crusade ศาสนสงครามในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211
มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง
นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน
บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”
ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน
เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ
และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก
กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง
มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ
แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี
ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด
เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ
และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ
พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์
และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด
แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น
“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”
นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่
เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต
และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์
ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า
สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์
ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์
หมายเหตุผู้เขียน
นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง
แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง
ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง
ผนวก A อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26
นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์
ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ
และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่
Spoiled Lotus
ในคราแรกที่ข้าได้พบ ‘ผู้ชี้ทาง’ เขาช่างโหดร้ายดิบเถื่อน
หากแต่มิใช่ด้วยกมลสันดาน แต่เป็นเพราะวิถีของเขาซึ่งมุ่งสู่สงครามต่างหาก
มารดาผู้บริสุทธิ์บอกแก่ข้าว่า หากจะเข้าใจในบุตรของนาง… เจ้าต้องเข้าใจธรรมชาติของเขาก่อน
ครืน… ครืน...
อากาศยานสั่นไหว ราวเนื้อหนังโลหะของมันจะฉีกออกเป็นเสี่ยง ๆ ขณะฝ่าชั้นบรรยากาศออกจากอัลตรัส
ที่เบาะนักบิน อาร์กัส ไคล์ นั่งนิ่ง—ดวงตาจ้องตรึงไปยังสร้อยกางเขนจักรวรรดิในมือ แสงทองของมันส่องวาววับสะท้อนบนเลนส์หมวกเกราะ
ความทรงจำของเขาถูกฉุดกระชากกลับไป…
…กลับไปสู่
จุดเริ่มต้นของเขา
.
.
.
ปี ศักราชมนุษย์ 10021
“เจ้าเชื่อไหมว่าดาวบ้านเกิดของข้าน่ะเจ๋งสุดในกาแล็กซี่เลยนะ”
เสียงเล็กใสของเด็กตัวน้อยวัยสิบปีดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงครางต่ำของเครื่องยนต์ยานลำเลียง
มันทั้งใสสะอาด และไม่เข้ากับบรรยากาศอันแออัดที่เด็กนับหมื่นชีวิตต้องเบียดเสียดกันอยู่บนทางแสวงบุญอันยาวไกลนี้เลยสักนิด
เด็กชายที่ถูกเรียก—อาร์กัส ไคล์—ค่อย ๆ เงยหน้าจากสมุดภาพทิวทัศน์ที่เขาเพ่งมองจนแทบจะฝังดวงตาเข้าไปในหน้า
กระดาษเก่าคร่ำคร่าถูกพลิกไปมาจนเริ่มเปื่อยลุ่ยตามขอบ เขาเพียงพบมันหล่นตุบอยู่บนพื้นโลหะสีเข้มของตัวยาน ในตอนที่ตื่นขึ้น
ถูกเหยียบย่ำโดยรองเท้านับร้อยจนมีสภาพไม่ต่างไปจากขยะ
เขาไม่เข้าใจเลยว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือว่าทำไมตนต้องมารวมตัวกับเด็กชายหญิงแปลกหน้าจำนวนมหาศาลบนยานเหล็กทื่อไร้หน้าต่างที่ไม่รู้จะพาเขาไปที่ใด
ความทรงจำสุดท้ายที่เขามี… คือเสียงหวายฟาดลงบนแผ่นหลังอย่างไร้ความปรานี
แม่เลี้ยงของเขาเคยบอกว่า “เจ้ามันยิ้มเกินเหตุต่อหน้าบิดา”
นั่นคือความผิดที่เขาไม่เคยเข้าใจ และยังคงไม่เข้าใจอยู่จนถึงตอนนี้
บาดแผลยังคงแสบร้อนเมื่อปลายนิ้วเขาแตะต้องมันผ่านเสื้อผ้าเก่า ๆ และความเจ็บนั้นยังก้องอยู่ในร่างกาย เหมือนจะย้ำเตือนเขาว่าสิ่งที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นจริง—และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน
แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้กลับไม่ใช่หวายหรือสายตาดุดันของผู้ใหญ่ หากเป็นเด็กที่ตัวเล็กกว่าเขาราวหนึ่งช่วงหัว…
ผมสีบลอนด์ทองถักเปียยาวสลวยจนถึงกลางหลัง สะท้อนแสงขาวจากหลอดไฟที่กระพริบถี่ ๆ ตามแรงสั่นไหวของตัวยานขึ้นไปเหนือศีรษะ ราวกับเส้นใยโลหะบาง ๆ
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่มองมานั้นไม่มีความหวาดกลัว—มีเพียงความอยากรู้อยากเห็นบริสุทธิ์ แบบที่อาร์กัสไม่คุ้นเคย
เขาดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเด็กตรงหน้าเป็นชายหรือหญิง และนั่นกลับทำให้เขาชะงัก ไม่ใช่เพราะความสับสน… แต่เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกที่มีใครบางคนยืนอยู่ต่อหน้าเขาโดยปราศจากอารมณ์ร้ายใด ๆ
“นี่!! ข้ากับพ่อล่ามันได้เมื่อปีก่อน” เด็กผมทองล้วงเข้าไปใต้เสื้อสีหม่นของตน ก่อนจะควักสร้อยที่ประดับจี้ซึ่งทำจากเขี้ยวของสัตว์นักล่าขนาดใหญ่เอาไว้
“นั่นมันเขี้ยวของตัวอะไรเหรอ?” มือเล็ก ๆ ของเด็กชายปิดสมุดภาพ ก่อนจะหันมาสนใจเด็กผมทองตรงหน้า เขาไม่เคยเห็นเขี้ยวที่ใหญ่ขนาดนี้บนดาวบ้านเกิด
และนั่นคงเป็นเพราะอัลตรัสนั้นแห้งแล้งเกินกว่าจะหลงเหลือสัตว์นักล่าขนาดใหญ่พอให้สมฐานะกับขนาดของเขี้ยวนี้
“เลิกโม้สักทีเถอะน่า เจ้าทึ่ม!!” เสียงเด็กชายคนหนึ่งดังขึ้นจากแถวที่นั่งด้านหลังของอาร์กัส และเมื่อเขาหันไปมอง
ภาพตรงหน้า คือเด็กชายผิวดำ ตาสีฟ้าหม่น ที่ตัวผอมแห้งและสูงกว่าเขาเล็กน้อย ซึ่งขณะนี้กำลังนั่งตัวสั่นเทิ้มอยู่บนที่นั่งของตน และอาร์กัสรู้ดีว่าเด็กคนนี้นั้นรู้อะไรบางอย่าง
“เจ้ารู้หรือว่าเราจะไปที่ไหนกัน… ข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามาที่นี่ยังไง” เด็กชายยิ้มให้เพื่อนใหม่อย่างเป็นมิตร แม้คนตรงหน้าจะมีทีท่าไม่ลดละความหวาดระแวงลงก็ตาม
“ข ข้าได้ยิน… พวกมันบอกข้าเรื่อง… ผู้ไถ่บาป” เสียงของเด็กชายผิวดำขาดห้วงและแผ่วเบา ราวกับสายลมในทะเลทราย “เราจะตายกันหมด!”
เด็กคนนั้นกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะปัดสมุดภาพที่เขายื่นให้กระเด็นตกไปไกล
“เงียบ!!!!!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนที่สัมผัสจากของแข็งจะกระแทกลงบนศีรษะของเด็กคนนั้นจนเขาแน่นิ่งไป
แม้มองไม่ถนัดด้วยเหตุว่าตรงหน้านั้นอยู่เยื้องไปทางด้านหลัง แต่อาร์กัสก็พอจะจับรูปพรรณได้
…และชายคนนั้น
คือผู้ใหญ่ตัวโตในชุดทางการของกองทหารเกียรติยศแห่งจักรวรรดิ พร้อมกระบองคุมฝูงชนคู่ใจ
อาร์กัสตัวแข็งทื่อ ความเย็นวาบไต่ขึ้นมาตามสันหลัง เขาอยากกระโดดออกไปช่วยเพื่อนใหม่—อยากร้อง อยากดัน อยากผลัก อยากทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่นั่งนิ่งดูอีกฝ่ายถูกกระบองเหล็กฟาดจนแน่นิ่ง
แต่ตัวล็อกโลหะที่ตรึงทุกคนไว้กับที่นั่ง เหนี่ยวเขาเอาไว้แน่นพอ ๆ กับความกลัวที่กดทับลงบนหัวใจ
เด็กชายสังเกตได้ว่าตามล็อกและพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดทางเดินยาวนั้นเต็มไปด้วยพวกเขา ซึ่งก็ดูไม่ได้แยแสแม้จะเห็นเด็กบางคนฉี่ราดด้วยความหวาดกลัว
“22… ทำไมระบบถึงแจ้งเตือนว่าเด็กหมายเลข 10234 ไม่ตอบสนอง” เสียงสังเคราะห์เรียบนิ่งของชายผู้หนึ่งดังลอดขึ้นมาจากวิทยุสื่อสารที่เหน็บอยู่ข้างเอวชายคนนั้น
“ไม่เอาน่าผู้กอง” 22 กล่าวตอบก่อนจะหัวเราะในลำคอ “ยังไงเดี๋ยวพวกมันก็ตายกันอยู่แล้ว”
“จะกังวลไปทำไม!”
“ทุกชีวิตนั้นมีค่าต่อจักรวรรดิ และมีแต่องค์สันตะปาปาเท่านั้นที่มีอำนาจตัดสินให้ใครตาย” เสียงสังเคราะห์นั้นแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าแกไม่อยากถูกประหารข้อหากบฏ ก็จงห้ามเลือดแล้วปลุกมันซะ ไม่งั้นข้าจะลงไปยิงแกเอง”
“เข้าใจไหม 22”
ชายร่างใหญ่นิ่งเงียบ ทว่าบนใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความโกรธต่อท่าทีของผู้บังคับบัญชาตน
“ครับท่าน!!”
22 ถกแขนเสื้อขึ้นจนเห็นแผงควบคุมบางอย่างที่ติดพันวนรอบแขน เขาบรรจงกดปุ่มสองสามปุ่มบนนั้น ก่อนที่เพดานเหนือหัวจะเปิดออก และร่างเล็กของบางสิ่งก็ค่อย ๆ ลอยต่ำลงมา
ร่างนั้นดูราวกับเด็กทารกติดปีก ซึ่งถูกประกอบหลอมขึ้นจากปูนปั้นและกลไกที่โผล่แลบออกมาตามข้อและจุดขยับ
มันคือเทวาน้อย—อากาศยานควบคุมระยะไกลอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องทุ่นแรงของมนุษย์ โดยการบรรจุแบตเตอรี่พลังวิญญาณที่ถูกกักเก็บมาจากเหล่าไซค์ ในรูปของกระโหลกคริสตัลสีดำที่ครอบทับสมองกลขนาดเล็กบริเวณศีรษะ ซึ่งไม่แม้แต่จะสร้างผิวหนังจำลองมาคลุมทับให้มัน
ที่บ้านตระกูลไคล์เองก็มีใช้ให้เห็นอยู่ทั่วไป และดูรานด้า แม่เลี้ยงของเขาก็มักจะใช้มันเพื่อจับตาดูตนอยู่เสมอ ๆ
และตอนนี้เจ้าเทวทูตตัวน้อยอันขยับร่างกายอย่างเก้งก้างอยู่กลางอากาศ กำลังรักษาเด็กชายผิวดำอยู่ ก่อนที่มันจะประสานมือเล็กจ้อยของมันลงเหนืออกของเขา
และพริบตาที่รูม่านตาชวนน่าขนลุกของมันสว่างวาบเป็นสีเขียว กระแสไฟอ่อน ๆ ก็ช็อตเด็กคนนั้นจนเขาสะดุ้งตัวแรง
ร่างของเด็กชายกระตุกแรง จนแผ่นอกบางกระแทกเข้ากับราวกัน
ก่อนเสียง “โอ๊ย” จากเขาจะบ่งบอกได้ว่า 22 นั้นรอดตายจากการประหารแล้ว
“หายแล้ว… ข้า… เก่ง” เสียงสังเคราะห์ที่ชวนขนลุกดังออกมาจากช่องขยายเสียงของมัน ก่อนที่มันจะเก็บข้าวของอย่างทุลักทุเล แล้วบินหายลับกลับเข้าไปในช่องที่เปิดขึ้น
สิ่งนั้นทำให้เด็กชายโล่งใจ แม้ภายใต้การมองเห็นของตนในยามนี้ เด็กชายจะกำลังโดนเจ้าโฉดหมายเลข 22 กลั่นแกล้งอยู่อีกครั้งก็ตาม
.
.
.
“ข้าชื่อ โรแวน” เด็กชายผิวดำกล่าวทักขึ้นเสียงเรียบ เสียงนั้นสร้างความประหลาดใจให้อาร์กัสจนคิ้วประดับใบหน้านิ่วเข้าหากันด้วยความฉงนใจ
“ข ข้าชื่อ อาร์กัส ไคล์” เด็กชายกล่าวตอบเพื่อนใหม่อย่างเก้ ๆ กัง ๆ
อันที่จริงเขาไม่ค่อยจะได้คุยกับผู้อื่นนัก เพราะบนอัลตรัสก็เป็นเรื่องยากที่จะหาเด็กชนชั้นสูงวัยเดียวกัน ที่จะยอมเป็นเพื่อนกับบุตรชายของผู้นำตระกูลอย่างเขา
“นามสกุล!!… นี่เจ้ามีนามสกุลหรือ!!” เด็กชายผมบลอนด์ทองตรงหน้า ที่เหมือนจะนั่งหลับอยู่สักพัก จู่ ๆ ก็โพล่งขึ้นจนเด็กชายตกใจ
“อ อื้ม พ่อข้าเป็นดยุคน่ะ แต่อย่าไปใส่ใจเลย ดูจากสภาพแล้วเขาก็คงจะขายข้าไปแล้วล่ะนะ ฮะฮะ” อาร์กัสหัวเราะกลบเกลื่อน ทว่าในเนื้อเสียงแฝงเร้นไปด้วยความเศร้า
และท่าทีนั้น ก็ทำให้เด็กชายผิวดำกลับมาตระหนักถึงสถานะของตนในตอนนี้ ที่มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่ารอยแผลเหนือศีรษะเสียอีก
“พ่อเจ้ามิได้ขายเจ้าเป็นทาสหรอก ท่านลอร์ด” เขานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งจนคนทั้งสองต้องหยุดรอ ก่อนที่เขาจะเริ่มบทสนทนาต่อ
“หนทางของเรามันโหดร้ายและทรงเกียรติ” เด็กชายผิวดำกล่าว “ฮึฮึ เจ้าเคยได้ยินเรื่องราวของเหล่าอัศวินผู้ไถ่บาป หรือไม่ล่ะ!!!”
เพียงโรแวนกล่าวจบ ทั่วทั้งอากาศยานก็พลันสะเทือนเลื่อนลั่น
ก่อนที่เสียงสังเคราะห์จะดังลอดผ่านลำโพงขยายเสียงหลายตัวที่ติดตั้งอยู่ทั่วโถง
“ขอให้ลูกเรือทุกนายเข้าประจำที่… อีก 10 วินาทีจะสิ้นสุดเส้นทางแสวงบุญ!!!”
“ขอย้ำ!!…”
เสียงนั้นเล่นวนซ้ำราวกับไม่รู้จบ
อาร์กัสสะดุ้งตัวแรง เมื่อสัมผัสเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาจากหน้าแข้งของตน และสาเหตุนั้นก็มาจากเด็กผมทองที่เป็นผู้กระทำ
“เฮ้ นี่เจ้าชนชั้นสูง… ถ้าข้าไม่รอด อยากจะบอกไว้ก่อนเลยว่า เจ้าน่ะคุยสนุกดีนะ ฮ่าฮ่า”
“อ้อ แล้วก็… ข้าชื่อ วาร์กัส อย่าลืมซะล่ะ”
เพียงสิ้นประโยค ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาก็ทอประกายระยับอยู่ในแสงสลัวของห้องโดยสาร
และท่ามกลางความตกตะลึงระคนเสียงกรีดร้อง เสียงบทสวดบริกรรมคาถาสูง–ต่ำสลับกัน ก็พลันดังรับกันเป็นทอดไปทั่วทั้งยาน
ก่อนที่นาวาเหล็กขนาดมหึมาจะหายลับไปจากเส้นทางแสวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์…