ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

Forever Crusade ศาสนสงคราม - บทที่1 ผู้ตรวจการ 2 โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Forever Crusade ศาสนสงคราม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ

รายละเอียด

Forever Crusade ศาสนสงคราม โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

ผู้แต่ง

spoiledlotus

เรื่องย่อ

 

บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211

มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง

นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน

บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”

ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน

เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ

และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก

กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง

มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ

แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี

ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด

เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ

และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ

พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์

และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด

แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น

“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”

นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่

เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต

และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์

ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า

สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์

 

ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์

หมายเหตุผู้เขียน

นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง

แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง

ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง

ผนวก A  อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26

นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์

ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ

และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่

Spoiled Lotus

 

สารบัญ

Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทนำ .,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 4,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 5,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 6,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 4

เนื้อหา

บทที่1 ผู้ตรวจการ 2

 

ปี๊ป…..ปี๊ป..ปี๊ป…

 

เสียงแจ้งเตือนดังลากยาวราวชั่วนิรันดร์พร้อมกับห้องโดยสารนักบินของอากาศยานลำเล็กสองที่นั่งกำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง

เทวาน้อยประจำยานตอนนี้กำลังกลิ้งเกลือกไปมาบนพื้นยานของห้องนักบินอย่างทุลักทุเลส่งเสียงกรีดร้องสังเคราะห์ของมันราวกับจะวิงวอนขอชีวิตจากผู้เป็นนาย

 

“ฮ่า..ฮ่า..” ที่หน้ายานเสียงจากโฮโลแกรมของวาร์กัสกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งมาจากห้องบังคับอาวุธท้ายยาน เขาขำขันราวกับมันเป็นสวนสนุกต่อสภาพชั้นบรรยากาศอันเลวร้ายของดาวดวงนี้

“ข้าว่าเป็นการต้อนรับกลับบ้านที่อบอุ่นดีนะเจ้าว่าไหม”

“….”

ไม่มีแม้เสียงตอบกลับถึงผู้ตรวจการอารมณ์ดี อาร์กัสยังคงนิ่งสนิทอยู่บนห้องบังคับการบินและจดจ่ออยู่กับการพยายามที่จะไม่ทำให้พวกเขาทั้งคู่ร่อนลงกระแทกพื้นดาวไปเสียก่อน

 

หมู่มวลเมฆหนาทึบพันล้อมทั่วอากาศยานราวกับจะกลืนกินคนทั้งสอง ท่ามกลางพายุสายฟ้าคะนองบนชั้นบรรยากาศนั้นผู้ตรวจการอาร์กัสสามารถบังคับยานบินหลบสายฟ้าที่โหมกระหน่ำพร้อมฉีกกระชากพวกเขาทั้งคู่เป็นชิ้น ๆ ได้ภายในไม่กี่อึดใจ หากแต่สำหรับผู้ที่ถูกฝึกฝนให้ชำนาญทั้งด้านการรบประชิดและสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายนั้น

นับว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรง

 

“จับให้แน่น...” อาร์กัสกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ขณะที่มือหักคันบังคับดิ่งหัวยานลงสู่ใจกลางพายุ

 

เปรี้ยง!

สายฟ้าสีส้มฟาดผ่านกระจกห้องนักบินไปเพียงเส้นยาแดง

แสงสว่างจ้าของมันสาดกระทบใบหน้าที่นิ่งเฉยราวรูปปั้นของอาร์กัส ตัดกับเสียงหัวเราะชอบใจของวาร์กัสที่ดังแทรกเสียงฟ้าร้อง

 

ทันใดนั้น...ความโกลาหลทั้งหมดก็พลันหยุดนิ่ง เมื่ออากาศยานพุ่งทะลุผ่านม่านเมฆหนาทึบออกมาสู่เวิ้งอากาศเบื้องล่าง ราวกับหลุดจากปากสัตว์ร้ายสู่ท้องทะเลแห่งความว่างเปล่า

เบื้องหน้าของพวกเขาคือทัศนียภาพของ "แผลเป็นแห่งดวงดาว" ซึ่งหน้าตาของมันคือหลุมลึกที่กัดเซาะลงไปจนแสงสว่างส่องไม่ถึง

 

ผืนดินเบื้องล่างไม่ใช่สีน้ำตาลของดิน หรือสีเขียวของป่าไม้ แต่มันถูกย้อมไปด้วยสีสนิมและสีอำพันจากฝุ่นแร่ เครื่องจักรขุดเจาะขนาดยักษ์—บางเครื่องสูงเสียดฟ้าเทียมเมฆ—กำลังตะกุยหน้าดินอย่างไม่หยุดหย่อน

ปล่อยควันพิษโขมงขึ้นสู่ฟ้า แสงไฟวูบวาบจากนิคมเหมืองแร่ดูราวกับถ่านไฟที่กำลังมอดไหม้ท่ามกลางเถ้าถ่าน

 

“อ่า... กลิ่นกำมะถันยามเช้า” วาร์กัสสูดหายใจแรงๆ ผ่านระบบกรองอากาศ ราวกับกำลังดมกลิ่นดอกไม้

“ช่างหอมหวานเสียจริง ว่าไหมสหาย?” อาร์กัสไม่ตอบ เขาเพียงแค่เชิดหัวยานขึ้น ปรับระดับเพดานบินมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย สายตาของเขาจับจ้องไปยังเส้นขอบฟ้า ที่ซึ่งยอดโดมแก้วของ "นครลอยฟ้า" แห่งแดนเหนือส่องประกายระยับแสง ตัดขาดจากความเน่าเฟะเบื้องล่างอย่างสิ้นเชิง

 

“เตรียมตัวลงจอด... เราจะลงที่เขตชายขอบ” อาร์กัสกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะตั้งระบบลงจอด เจ้าเทวาน้อยที่เพิ่งจะทรงตัวได้ ค่อยๆ บินโงนเงนกลับขึ้นมาเกาะพนักเก้าอี้ ส่งเสียงร้อง 'แอ๊...' เบาๆ ราวกับจะบ่นว่ามันอยากจะอ้วกเต็มทีแล้ว

 

อากาศยานลำน้อยของทั้งสองลดระดับเพดานบินลงต่ำพอ ๆ กับความเร็วของมันที่ลดลงตามไปด้วย จนกระทั่งบินทะลุผ่านโดมสีใสขนาดมหึมาที่ครอบทับเมืองทั้งเมืองเอาไว้

และภาพตรงหน้าก็ทำเอาวาร์กัสไม่อยากเชื่อสายตา มหานครอันงดงามที่ประดับประดาไปด้วยศิลปะจากมาตุภูมิเก่าของเหล่าอัศวินโบราณ ทอดลึกยาวจนสุดเส้นขอบฟ้าพร้อมกับตราสิงโตประจำตระกูล ไคล์ อันเป็นนายเหนือของดินแดนนี้

เคียงข้างโบกสะบัดไปกับธงตรานกอินทรีสีทองสามหัวของ จักรวรรดิ ที่ก็ติดให้เห็นอยู่ทั่วกัน

และเหนือหัวของพวกเขาท้องฟ้าจำลองภายในโดมนั้นกลับกลายเป็นสีฟ้าน้ำทะเลพร้อม ๆ กับอุณหภูมิภายนอกที่วัดได้จากมาตรวัดกำลังลดลงฮวบราวกับกลายเป็นคนละโลก

“เจ้าไม่เห็นเคยบอกว่าบ้านเกิดเจ้าจะงดงามเช่นนี้” วาร์กัสกล่าวขึ้นท่ามกลางความงดงามจอมปลอมของมหานครลอยฟ้า

อาร์กัสสูดหายใจเข้าลึก ‘…ข้าก็ไม่รู้!’ ดวงตาสีแดงสดของเขาวูบไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาตั้งตรง

มือหนาลูบไปมาบนสันปกของคำภีร์ปกหนังสีดำสนิท บนปกนั้นคือสัญลักษณ์นกอินทรีสามหัวที่มันจ้องตอบกลับมาราวกับจะถามหาความศรัทธาที่เขายินดีมอบให้แม้นั่นหมายถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

 

“ข้าคือผู้ตรวจการแห่งจักรวรรดิ คือค้อนศักดิ์สิทธิ์ที่ทุบทำลายบาปชั่วร้ายที่บรรพบุรุษเราละทิ้ง คือผู้พิพากษาแก่ผู้ทรยศอันโสมมและเหล่าสานุศิษย์ของมัน” ถ้อยคำสาบานตนที่ครั้งหนึ่งตัวเขาเคยปฏิญาณมันด้วยทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตกำลังดังสะท้อนไปมาในทุกห้วงความทรงจำ และตอกหมุดแห่งศรัทธาให้สติของเขากลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง

 

ครืด... ตึง!

ขาหยั่งยานกระแทกพื้น เสียงกลไกไฮดรอลิกครางต่ำราวกับสัตว์ที่เหนื่อยล้า พร้อมกับเสียงร้อง 'แอ๊...' อย่างโล่งใจของเจ้าเทวาน้อยที่ร่วงผล็อยลงไปกองกับพื้นยาน ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง ความเงียบก็เข้าปกคลุม เหลือไว้เพียงเสียงโลหะคลายความร้อน ติ๊ง... ติ๊ง...

และเมื่อนั้นที่บานประตูหนาข้างยานเปิดออก และก็เป็นขณะเดียวกันที่ร่างสองร่างก้าวออกมาจากความมืดของตัวยาน อาร์กัสในชุดเครื่องแบบผ้าของจักรวรรดิกำลังจ้องถมึง จนคิ้วเหนือดวงตาสีแดงสดของเขาขมวดเป็นปม

“แค่งานตรวจเอกสารเจ้าต้องทำให้มันเอิกเกริกขนาดนั้นเชียว!!” และที่ตรงหน้านั้นคือวาร์กัสในชุดเกราะผู้ไถ่บาปสีดำประดับขนสัตว์ตัวเดิมกำลังยืนยักไหล่ให้อย่างไม่แยแสต่อท่าทีของคู่หู

 

“ฮึ ปู่ข้าโดนขี้ข้าลอร์ดแห่งโทษะปาดคอตายตอนที่ท่านไม่ใส่เกราะนั่นแหละ ให้ตายข้าก็ไม่ถอดมันออกหรอกนะ”

“ตามใจเจ้าเถอะ!” อาร์กัสตอบกลับเสียงเรียบก่อนจะเดินจากไปยังกลุ่มทหารรักษาการณ์ที่มารอรับตามกำหนดนัดหมาย

“ชิ! เออ ๆ ก็ได้ข้าถอดหมวกให้เจ้าก็ได้ แต่ให้ตายข้าก็ไม่ถอดเกราะนี้หรอกนะ ฮ่าฮ่า!!” ว่าจบเขาก็ถอดหมวกเกราะออกและโยนมันกลับเข้าไปในตัวยานในช่วงขณะที่ประตูนั้นกำลังปิดลง

 

ขอสัจธรรมแห่งมนุษย์จงรุ่งเรือง

 

ทหารหญิงจากกองกำลังป้องกันดาวนายหนึ่งที่ยืนหน้าแถวกล่าวทักทายผู้ตรวจการทั้งสอง โดยไม่ลืมที่จะลอบมองไปยังยักษ์ร่างใหญ่เบื้องหลังในชุดเกราะสีดำขลับซึ่งมองแล้วน่าเกรงขามเกินกว่าจะห้ามใจได้

 

อาร์กัสกล่าวตอบย้ำคำเดียวกัน ก่อนเดินผ่านไปด้วยท่าทีเรียบนิ่งสู่ยานลำเลียงที่โชคดีพอจะยัดผู้ตรวจการวาร์กัสเข้าไปได้

 

แม้มันจะทุลักทุเลมากก็ตาม...

“คฤหาสน์ตระกูลไคล์” อาร์กัสกล่าวกับนายสารถีเสียงเรียบก่อนจะก้มมองไปยังเอกสารอีกสองสามฉบับที่เตรียมมาในเครื่องโฮโลแกรมของจักรวรรดิ

“ครับ…”

ทัศนียภาพตลอดสองข้างทางนั้นพรั่งพร้อมไปด้วยความงดงามตามแบบฉบับดั้งเดิมของยุคทองอันรุ่งโรจน์จากมาตุภูมิเก่า เหล่าบุตรหลานขุนนางชนชั้นสูงที่เดินขวักไขว่กันอยู่นั้น หากมองเพียงผิวเผิน อายุอานามก็คงไม่ต่างไปจากพวกเขาทั้งสองเท่าใดนัก... ทว่าสิ่งที่ต้องเผชิญมานั้น ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

 

อย่างวาร์กัส... เขาต้องแลกด้วยดวงตาและใบหูข้างซ้ายไป ตั้งแต่สมัยที่ยังฝึกฝน

หรืออาร์กัส... ผู้ซึ่งกลายพันธุ์จากการฝึกฝนอันโหดร้ายและหนักหนากว่าใครเพื่อน

ผู้สมัครใจรับการดัดแปลงทั้ง100ชีวิต มีเพียงเขา ผู้ที่ทรหดมากพอจะผ่านมันมาได้ หรือบางทีเขาก็คิดว่าตนเองแค่อาจมีโชค

และกระบวนการนั้นก็ทำให้เขากลายเป็นดั่งตุ๊กตาไร้อารมณ์ที่มีดวงตาสีแดงฉานเป็นเครื่องย้ำเตือน

ความภาคภูมิใจในฐานะบุตรชายคนโตของ บารอน เอสเคอร์วีล ไคล์ นั้น... ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว

เด็กชาย อาร์กัส ไคล์ ผู้นั้นได้ตายตกไปนับแต่วินาทีที่เกราะสีดำและตราสัญลักษณ์แห่งภาคีผู้ตรวจการ ได้ประทับลงบนเนื้อหนังและวิญญาณของเขา... เมื่อนานมาแล้ว

แต่ก็เพราะแบบนั้น การที่ได้รับใช้และตายตกไป ก็ถือว่าเป็น..เกียรติยศสูงสุด

 

ยานลำเลียงหยุดลงนิ่งสนิทพร้อมเสียง ฟืด... ยาวเหยียดของระบบเบรกลมและกลไกต้านแรงโน้มถ่วงที่ค่อยๆ คลายตัวลง นายสารถีขยับกายอย่างคล่องแคล่วและระมัดระวังราวกับกลัวว่าจะไปปลุกยักษ์ที่หลับใหล ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่มเปิดประตูห้องโดยสารออกกว้าง

เผยให้เห็นภาพเบื้องหน้า... ที่ทำเอาผู้มาเยือนตัวจ้อยลงถนัดตา

มันไม่ใช่แค่คฤหาสน์ แต่มันคือ อสุรกายแห่งศิลาและเหล็กกล้า ที่ตั้งตระหง่านค้ำฟ้า ท้าทายทายาทผู้จากไปของมันด้วยความเงียบงัน

โครงสร้างหลักของมันดูดิบเถื่อนและมหึมาราวกับภูเขาทั้งลูกที่ถูกฝานออกเป็นแท่งสี่เหลี่ยมทึบตัน ไร้ซึ่งความปรานีตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมยุคบุกเบิกดวงดาว กำแพงหินสีดำด้านสูงเสียดฟ้าราวกับกำแพงเขื่อนกั้นน้ำที่ลาดเอียงขึ้นไปจนสุดสายตา ให้ความรู้สึกหนักอึ้งและกดดันราวกับจะบดขยี้ทุกคนที่บังอาจเงยหน้าขึ้นมอง

 

ทว่า... บนความดิบเถื่อนระดับมหึมานั้น กลับถูกห่อหุ้มและสลักเสลาไปด้วยความวิจิตรบรรจงของศิลปะยุคอัศวินอันรุ่งโรจน์

ยอดหอคอยนับร้อย แทงเสียดขึ้นไปบนท้องฟ้าจำลอง ประดับด้วยยอดแหลมโลหะทองคำที่ส่องประกาย

ระเบียงทางเดินยาวที่ยื่นออกมาจากกำแพงหินยักษ์ถูกค้ำยันด้วยรูปปั้น การ์กอยล์ และ อัศวินศักดิ์สิทธิ์ ขนาดเท่าหุ่นรบที่ยืนเรียงรายก้มหน้ามองลงมายังเบื้องล่าง

ราวกับเหล่าบรรพชนตระกูลไคล์กำลังจ้องมองและพิพากษาผู้มาเยือนด้วยสายตาดูแคลน

ตราสิงโตคำรามขนาดมหึมาที่แกะสลักจากหินอ่อนสีเลือดติดตรึงอยู่เหนือซุ้มประตูโค้งยักษ์ มันดูขลัง เก่าแก่ และเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่สั่งสมมานับพันปี... อำนาจที่พร้อมจะกลืนกินบุตรชายผู้หวนคืนผู้นี้ให้หายไปในเงามืดของมัน

เงามืดอันเลือนรางที่ถูกหมอกควันแห่งศรัทธากลืนหายลับไปจากความทรงจำของ อาร์กัส ไคล์