ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

Forever Crusade ศาสนสงคราม - บทที่ 4 ปราสาทหิน 1 โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Forever Crusade ศาสนสงคราม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ

รายละเอียด

Forever Crusade ศาสนสงคราม โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

ผู้แต่ง

spoiledlotus

เรื่องย่อ

 

บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211

มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง

นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน

บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”

ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน

เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ

และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก

กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง

มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ

แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี

ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด

เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ

และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ

พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์

และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด

แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น

“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”

นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่

เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต

และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์

ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า

สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์

 

ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์

หมายเหตุผู้เขียน

นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง

แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง

ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง

ผนวก A  อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26

นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์

ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ

และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่

Spoiled Lotus

 

สารบัญ

Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทนำ .,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 4,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 5,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 6,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 4,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่3 แขก 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่3 แขก 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่ 3 แขก 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่ 4 ปราสาทหิน 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่ 4 ปราสาทหิน 2

เนื้อหา

บทที่ 4 ปราสาทหิน 1

เมื่อคราแรกที่ผู้ชี้ทางได้พบกับบารอนวลาดิมเมียร์ รอร์ธวิน 

เขาตระหนักได้ทันทีว่าภายใต้ดวงตาสีเทาปรอทและก้อนไขมันอัปลักษณ์นั้น... ซุกซ่อนความอำมหิตเอาไว้ลึกล้ำยิ่งกว่าที่

ดยุคแห่งอัลตรัส เคยกระทำมาทั้งชีวิต

 

เสียงทุ้มเป็นจังหวะสะท้อนก้องไปในโถงยาวของทางเดินมืดสลัว เจ้าของนั้นมิใช่ใครอื่นนอกจากหญิงรับใช้ผู้กุลีกุจอหมายมั่นจะไปให้ถึงประตูสุดปลายโถงให้ทันการ นางเคาะเป็นจังหวะสามครั้งก่อนบานประตูรูปครึ่งวงจะเลื่อนออกจนสุดทางด้านข้าง จากนั้นจึงรีบสืบเท้าเข้าไปยังโลกที่มีแสงอบอุ่นอยู่ภายในโดยไม่ลืมเก็บกิริยาที่ไม่สำรวมเมื่อครู่ให้กลับไปอยู่ในเปลือก

"ไยจึงเร่งร้อนปานนั้น" เสียงเล็กใสฟังเสนาะหูทักกล่าว "ข้าได้ยินเสียงฝีเท้าเจ้าตั้งแต่ครึ่งโถงแล้ว"

หญิงรับใช้นางนั้นซึ่งคุดคู้อยู่ในท่ายืน ไม่กล้าแม้เงยหน้าสบตาเจ้าของเสียง

นางเพียงกลืนความเหนื่อยหอบกลับลงไปในลำคอตีบตัน แล้วกล่าว "แขกมาถึงแล้วเจ้าค่ะ นายหญิง"

"โอ้ เรื่องนั้นข้าได้บอกกับซาร์ตไว้แล้วว่าข้าจะไม่ปฏิเสธ" ท่านหญิงกล่าว ก่อนสัมผัสอ่อนนุ่มจะแตะลงบนบ่าของหญิงรับใช้จนนางเผลอไผลเงยหน้าขึ้นมอง แล้วจึงพบใบหน้ารูปไข่งดงามตามแบบฉบับผู้สูงศักดิ์ด้วยกรรมพันธุ์ธ์ุในโครงหน้า ซึ่งเร้นโฉมนั้นอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าสีทองระยับของท่านหญิง เกอร์ด้า รอร์ธวิน

"อย่าได้หวาดกลัวข้าขนาดนั้น ข้าไม่กินเลือดกินเนื้อเจ้าหรอก" เกอร์ด้ากล่าว พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักในลำคอของหญิงรับใช้อีกสองนางทางด้านหลัง

"แต่เอาเถิด.." เกอร์ด้าตัดความ ก่อนหายลับไปยังความมืดของโถงด้านหลังของหญิงรับใช้

ไม่นานหลังจากใช้เวลาครู่หนึ่งในทางเดินคดเคี้ยวของปราสาท สตรีสีทองก็มาถึงประตูบานแคบซึ่งเปิดเข้าไปยังด้านหลังของห้องอาหารรูปโดมจากทางด้านขวา แล้วพบว่าแขกได้มาถึงแล้วจริง ๆ และมิใช่ใครอื่น หากแต่คือเหล่าภคินีพยากรณ์สามนางกำลังยืนเด่นอยู่ตรงด้านท้ายของโต๊ะทรงยาว

"เจ้ามาสายนะหลานรัก"

"ข้ามาได้ไม่ขาดไม่เกิน" นางยกมุมปากน้อย คลี่ยิ้ม "ข้าบอกซาร์ตไปแบบนั้น"

บารอนเบ้ปากเป็นขีด ก่อนกล่าวตอบ "แต่เจ้าก็ยังสายสำหรับข้า บางทีท่านดยุคคงไม่ชอบนักที่บุตรสาวคนรองของท่านไม่เคารพต่อธรรมเนียมของตระกูล"

เกอร์ด้าได้ยินการวางตนในน้ำเสียงนั้น และนั่นทำให้ดวงตาสีทองภายใต้ผ้าคลุมวูบไหวเมื่อท่านลุงยกบิดาของนางมาอ้าง

"ข้าขออภัยท่านลุง ข้าจะไม่ทำอีก"

"ดี แต่การสั่งสอนต้องเอาไว้ก่อน" บารอนยกแก้มปูดขึ้นยิ้มจนรูปปากเป็นขีด ในขณะคนรับใช้ยกสเต๊กจานถัดไปมาเสิร์ฟ "เพราะตอนนี้เรามีแขกจริงไหม"

"ที่สำคัญ... พวกนางเป็นแขกของเจ้า" บารอนเอ่ยเสียงต่ำ พลางใช้ปลายส้อมที่ยังเปื้อนคราบน้ำมันชี้ข้ามโต๊ะยาวไปยังกลุ่มสตรีชุดดำทั้งสาม และด้วยการทำแบบนั้นเขารู้สึกได้ถึงหลีกถอยในน้ำเสียงของหลานสาว

ในจังหวะเดียวกันกับที่แขกทั้งสามนั่งลง ซาร์ตก็โผล่มาจากด้านหลังด้วยความเงียบ

ก่อนก้มลงกระซิบ "เข้ามาครบแล้วขอรับนายท่าน"

"ดี...แล้วมีอะไรที่ข้าต้องกังวลไหม?" บารอนกระซิบตอบ

"คณะนี้ปกติดีทุกกระเบียดขอรับ"เขากล่าวก่อนเว้นช่วง "...หากแต่"

"หากแต่อะไรรีบพูดมา!" บารอนเค้นเสียง เมื่อจับความผิดปกติได้ในอากัปของอีกฝ่าย ซึ่งการกระทำนั้นทำให้คนทั้งห้องหันมอง

"สองคนขอรับนายท่าน" ซาร์ตกล่าว ก่อนใช้ปลายนิ้วเรียวเป็นปล้องชี้ไปยังทหารสองนายที่ยืนอยู่ในแถวซึ่งขนาบไปตามกำแพงทรงโค้งของห้อง แล้วดวงตาสีเทาปรอทลึกกลงไปในเบ้าก็ฉายแววความมาดร้ายออกมาอย่างไม่ปิดบัง ข้าว่าแล้ว บารอนคิด

"แต่ข้าอาจคิดผิดไปนายท่าน"

"ยังไง!" บารอนว่าในขณะที่คุมความเดือดดาลในเสียงกระซิบนั้น

"ข้าไม่มีหลักฐานมากพอให้เชื่อว่าพวกเขาอาจเป็นภัยสำหรับท่าน"

"สำหรับข้า" บารอนทวน

"พวกเขาอาจเคยกรำศึกมานาน อีฟรอทาร์เองก็เคยมีการบุกรุกจากกองทัพแห่งโทสะนะนายท่าน" ซาร์ตตอบเสียงอ่อน เขาเองก็ไม่แน่ใจนักแต่รังสีอาฆาต

"อืม..." บารอนตอบด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ ในลำคอ ก่อนผายมือไล่ให้ซาร์ตกลับไปยืนประจำที่ของตน ซาร์ตนั้นมีสายตาเฉียบแหลม เจ้าสองหนุ่มนั่นอาจเป็นตัวอันตรายจริง บารอนขบคิด พลางปรายตามองไปยังทหารสองนายนั้นแวบหนึ่ง แต่แค่ความระแวงไร้หลักฐานอาจทำให้งานใหญ่เสียฤกษ์ ข้าจะยอมให้มีรอยด่างพร้อยในคืนนี้ไม่ได้... อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้

"แต่เอาเถิด ข้าจะรอดูไปก่อน และหากพวกมัน ใช่ อย่างที่ข้ากังวล จะบีบมันให้ตายในกำมือราวนกน้อยก็จักมิใช่เรื่องยาก" เขาพึมพำแผ่วเบากับตนเอง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มแล้วผายมือไปยังหลานสาว

เมื่อได้รับสัญญาณ เกอร์ด้าก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างสง่างาม พร้อม ๆ กับภคินีพยากรณ์ทั้งสามนางที่ขยับกาย ลุกตาม ราวกับเป็นเงาทั้งสี่ที่หันมองมาทางเจ้าบ้านอย่างพร้อมเพรียง

ทุกอากัปกิริยาอันน่าดึงดูดอย่างแปลกประหลาดของสตรีสีทอง ถูกลอบมองโดยผู้ตรวจการหนุ่มผู้มีนัยน์ตาสีแดงตรงมุมหนึ่งของห้อง

"แล้วมันเป็นเหตุเร่งด่วนประการใดกันล่ะ ที่ทำให้เหล่าผู้ศรัทธาที่งานล้นมือเยี่ยงพวกท่าน ต้องถ่อมาถึงดาวยากไร้ของข้า?" บารอนเป็นฝ่ายกล่าวขึ้นก่อน

"คือ.."

"อย่าเพิ่ง ๆ อย่างเร่งร้อนปานนั้น เราต้องทำตามขั้นตอนแห่งเหตุสนทนา" บารอนว่า ก่อนใช้ปลายนิ้วอ้วนป้อมขึ้นจรดริมฝีปาก ทำให้โรวันด้าต้องหยุดสิ่งที่นางกำลังจะพูด

แล้วในตอนนั้น ประตูจากฝั่งซ้ายก็เปิดออก พร้อมร่างสามร่างในชุดคลุมสีขี้เถ้า ผู้มาพร้อมกำยานและกระถางธูปในมือ จากการสังเกตของผู้ตรวจการทั้งสองตรงมุมห้อง ทำให้เห็นว่ากลุ่มคนเหล่านั้นปกปิดศีรษะเอาไว้ด้วยโดมแก้วทรงกลม ซึ่งอบอวลด้วยแก๊สเรืองแสงสีม่วงอ่อน ๆ ที่บรรจุอยู่ภายใน แล้วคำว่า นักอ่าน ก็แล่นวาบขึ้นในสำนึกรับรู้ของพวกเขา

"หวังว่าพวกท่านทั้งสามจะไม่หมองใจนะ" บารอนยกเครื่องหน้าชุ่มน้ำขึ้นยิ้ม แน่นอนว่าไม่ใช่ด้วยความเป็นมิตร

"ไม่เลย"โรวันด้าตอบ

"มันคือธรรมเนียมที่ถูกต้อง ในการมีนักอ่านร่วมอยู่ในบทสนทนาที่จริงจังต่อจากนี้" โรวันด้าโค้งศีรษะลงเป็นการให้เกียรติในท่าทีนั้นของบารอนอ้วน ในใจก็พลางนึกคิด

"ไม่มีทางที่นักอ่านจะอ่านจิตของเหล่าภคินีภาพได้ และหากเหลี่ยมมุมอันแยบยลของบารอนผู้นี้เป็นไปดั่งที่เขาร่ำลือกัน เขาจะต้องใช้ทักษะนั้นล้วงความลับลงไปยังทหารผู้ติดตามของข้าแน่"

"และเจ้าหนุ่มนั่นจะมีประโยชน์!"

"ดี ดี" บารอนยกยิ้ม "ทีนี้เชิญท่านว่าต่อเถิด"

โรวันด้าผงกหัวรับ แล้วในตอนนั้นเองที่สัมผัสยุบยับได้แล่นไปตามผิว ขึ้นสู่สมอง

เป็นความรู้สึกน่าขยะแขยงราวกับว่า หญิงสาวต้องเปลื้องผ้าต่อหน้าสาธารณชน ในขณะที่มีมือไม้ปีนป่ายเข้ามาในทุกส่วนของความเป็นตน เป็นตอนนั้นนั่นเองที่นางตระหนักว่า นักอ่านได้เริ่มทำหน้าที่ของพวกเขาแล้ว

 

"อึก..ข ข้าขอเริ่มด้วยกิจธุระใหญ่ ที่ทำให้มหาสมาชิกภาพของเราต้องรอนแรมมายังที่แห่งนี้ภายใต้การดูแลของท่านก่อน" โรวันด้าเปรย ในขณะที่ปรายตามองสตรีสีทอง ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

"เป็นที่รู้กันดีว่า ผลผลิตและการจ่ายภาษีสำหรับกองทัพจากท่านนั้นเป็นไปได้ด้วยดีจนน่าตกใจ ในช่วงสองถึงสามไซเคิลที่ผ่านมา"

นางเว้นช่วง สูดหายใจจนแน่นปอด ก่อนหยิบม้วนกระดาษสีแดงสด ยื่นให้กับหญิงรับใช้นางหนึ่ง ก่อนที่ร่างผอมบางนั้นจะนำมันไปส่งมอบให้กับบารอน

"ทว่ามีความไม่ลงรอยอะไรบางอย่างในหมู่ผู้ใต้การปกครองหรือไม่ล่ะเจ้าคะ? ที่ทำให้ความศรัทธาของประชากรลดลงจนน่าใจหาย"

มือหนาคลี่ม้วนกระดาษนั้นออกจนเต็มแผ่น ภายในบรรจุตัวเขียนอันบรรจง ซึ่งระบุถึงรายงานการประหารกลุ่มกบฏในเขตทางตอนใต้ของวิโรด้ามากกว่าสามล้านคน

"นั่นก็ไม่เห็นว่ามันจะน่าสงสัย.." บารอนกล่าวแย้ง "และอย่างที่รู้กันดี ข้าได้ให้ผู้ตรวจการโซเลมและคณะของเขาลงพื้นที่ตรวจสอบไปแล้ว"

"และจากรายงานนั้น กลุ่มกบฏต่ำช้าที่ข้าประหารไปก็เป็นปัญหาทางด้านความต้องการที่ไม่ลงรอยก็เท่านั้น"

แล้วในตอนนั้นเองที่โรวันด้ายกมุมปากภายใต้ผ้าคลุมหน้าขึ้นยิ้ม โดยที่อีกฝ่ายหรือแม้แต่นักอ่านก็จับไม่ได้

นางคิด คิด ด้วยความตระหนักรู้ที่ผ่านการฝึกฝนขั้นสูงกว่าปุถุชนทั่วไป มันเหมือนกับการมองสะท้อนเข้าไปในปริซึม ซึ่งสะท้อนภาพสามภาพที่แสดงอากัปกิริยาไม่เหมือนกันอยู่ภายใน

หนึ่งสิ่งคืออีกฝ่ายรับรู้

หนึ่งสิ่งคือสิ่งที่นักอ่านกำลังล้วงลึกลงไป

และอีกหนึ่งสิ่ง คือความจริงในจิตรับรู้

โซเลมเองก็เป็นผู้ทรยศ!