ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Forever Crusade ศาสนสงครามในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211
มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง
นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน
บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”
ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน
เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ
และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก
กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง
มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ
แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี
ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด
เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ
และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ
พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์
และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด
แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น
“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”
นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่
เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต
และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์
ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า
สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์
ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์
หมายเหตุผู้เขียน
นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง
แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง
ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง
ผนวก A อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26
นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์
ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ
และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่
Spoiled Lotus
ทางเดินหินสีงาช้างทอดตัวยาวเหยียด ผิวสัมผัสเย็นเยียบราวกับถูกเฉือนจากกระดูกสัตว์ยักษ์โบราณ สะท้อนเสียงฝีเท้าเหล็กให้ดังก้องกังวาน สองฟากฝั่งเรียงรายด้วยทหารรักษาการณ์ในเกราะวิจิตรที่ยืนนิ่งงันราวรูปปั้นไร้วิญญาณ ทว่าภายใต้หน้ากากเหล็กนั้น ดวงตาคมกริบดั่งสัตว์ร้ายกำลังจ้องมอง... สิ่งที่ปลุกสัญชาตญาณดิบในตัววาร์กัสให้ตื่นตัวได้เป็นอย่างดี
เหนือศีรษะคือความวิจิตรที่ข่มผู้มองให้ต้อยต่ำ ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันขนาดมหึมาบอกเล่าตำนานแห่ง "องค์จักรพรรดิผู้เสียสละ" สายตาของพระองค์ในภาพจ้องลงมา ราวกับจะย้ำเตือนถึงหนี้ชีวิตที่มนุษยชาติไม่มีวันชดใช้หมด
เบื้องหน้าบานประตูยักษ์แห่งโถงหลัก นายทวารบาลในชุดคลุมนักบวชสีแดงฉานยืนสงบนิ่ง ร่างกายกรังไปด้วยแผลเป็นจากการทรมานตนเพื่อศรัทธา แม้ดวงตาจะถูกเย็บปิดสนิท แต่จิตสัมผัสกลับรับรู้ถึงผู้มาเยือนได้อย่างแม่นยำ
ทันทีที่ทั้งสองก้าวล้ำ อัศวินองครักษ์ก็ไขว้คมง้าวสีทองปิดกั้นธรณีประตู พร้อมกับเสียงกระทืบเท้าของเหล่ารูปปั้นมีชีวิตที่ดังก้องพร้อมกันราวกับฟ้าผ่า ตึง!!
“หยุด!... สถานที่แห่งนี้มิได้มีไว้ต้อนรับคนแปลกหน้า” น้ำเสียงยานคางราวบทสวดส่งวิญญาณดังจากปากแห้งผากของนักบวชตาบอด
“เราคือคณะตรวจการแห่งจักรวรรดิ...” อาร์กัสเอ่ยเสียงเรียบ มือข้างหนึ่งยันร่างมหึมาของวาร์กัสไว้ไม่ให้กระโจนเข้าฉีกกระชากชายชรา ส่วนอีกมือยื่น ‘คัมภีร์บัญญัติ’ ปกหนังสีดำสนิทออกไปเบื้องหน้า ตราอินทรีทองสามหัวบนปกส่องประกายวาววับข่มรัศมีทุกสิ่งรอบข้าง
มือสั่นเทาของนักบวชลูบไล้ไปบนตราสัญลักษณ์ ก่อนที่เขาจะตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว “โอ้... ข้าน้อยล่วงเกินแล้ว...” เขาทรุดตัวลงแทบพื้น พลางผายมือไปยังประตูยักษ์ องครักษ์ทั้งสองรีบถอยฉากเปิดทางทันที
ตึง!!! ... ตึง!!! ... ตึง!!! เสียงกระทืบเท้าให้จังหวะดังก้อง ก่อนที่กลไกประตูจะกรีดร้องโหยหวน เลื่อนเปิดออกจนโถงหินสั่นสะเทือน
ณ เบื้องหลังบานประตู นายเหนือแห่งดวงดาว... ลอร์ด เอสเคอร์วีล ไคล์ ยืนตระหง่านต้อนรับ
ใบหน้าถูกปิดซ่อนด้วยหน้ากากเหล็กสีดำขลับ ทว่าเรือนผมสีดอกเลาที่แซมออกมานั้นไม่อาจซ่อนความชราภาพ
เคียงข้างคือภรรยาสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงคาดสายสะพายยศ ดวงตาสีฟ้าของนางจ้องเขม็งมายังอาร์กัสอย่างคาดโทษ... แต่แล้วกลับต้องวูบไหวและหลบสายตา เมื่อตระหนักได้ว่าแววตาใสซื่อของเด็กชายในความทรงจำ บัดนี้ได้กลายเป็นแววตาของ เพชฌฆาตสีแดงฉาน
รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากทั้งอาร์กัสและวาร์กัส เข้มข้นเสียจนเด็กน้อยสองคน... พี่น้องต่างมารดาของเขา ต้องรีบมุดหน้าหนีไปซ่อนหลังกระโปรงมารดาด้วยความหวาดกลัว
“ขอสัจธรรมแห่งมนุษย์จงรุ่งเรือง...” เสียงทุ้มต่ำผ่านหน้ากากเหล็กของลอร์ดเอสเคอร์วีลกล่าวทำลายความเงียบ ฟังดูเหมือนคำสั่งมากกว่าคำทักทาย
“ขอสัจธรรมแห่งมนุษย์จงรุ่งเรือง...” อาร์กัสตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ พร้อมยกมือขวาทาบลงบนอกซ้ายตามธรรมเนียมจักรวรรดิอย่างเคร่งครัด
ทว่าท่าทีอันห่างเหินนั้น... กลับยิ่งโหมกระพือโทสะให้กับชายในหน้ากากเหล็ก
บารอน เอสเคอร์วีล ก้าวเดินลงมาจากขั้นบันไดสูงชัน... ทุกย่างก้าวนั้นเชื่องช้าและหนักอึ้ง บ่งบอกถึงความยากลำบากจากสังขารที่ร่วงโรย ทว่ากลิ่นอายแห่งอำนาจที่แผ่ออกมากลับมิได้ลดทอนลงแม้แต่น้อย
ร่างชราในชุดหรูหราหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าผู้ตรวจการทั้งสอง ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลภายใต้หน้ากากจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงสดของชาย... ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเลือดในอก
“ไม่เจอกันเสียนาน...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก “ดูสิ... เจ้าลูกหมาที่ข้าเคยเลี้ยงดู บัดนี้กล้าแยกเขี้ยวใส่เจ้าของเสียแล้ว” เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ จนลมหายใจรดใบหน้าของอาร์กัส
“เจ้าคิดจะนำความตายมาสู่ครอบครัวรึ... เจ้าลูกชาย!!”
ชายหนุ่มหยุดกึก เขาสูดหายใจเข้าลึกจนแน่นปอดพลางหยุดคิด
“ข้าเพียงมาในฐานะผู้ตรวจการตามระเบียบแห่งจักรวรรดิ” อาร์กัสตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง “โปรดอย่าขัดขวาง... ท่านลอร์ด ไคล์”
"..เหรอ! ดี แต่หากแค่ตรวจเอกสารประจำรอบเหตุใดจึงต้องการผู้ตรวจการถึงสองคณะด้วยเล่า!?"
คิ้วคมบนใบหน้าเรียบตึงของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันเป็นปม
“ท่านพูดเรื่องอะไร!? ... เราได้รับมอบหมายจากโบสถ์กลางโดยตรงแค่เพียงสองคนเท่านั้น... ไม่มีคณะอื่น”
ทางด้านลอร์ดเฒ่าที่แม้จะยังยืนตระหง่านอย่างไว้ท่า แต่แววตาสีฟ้าน้ำทะเลกลับฉายลึกด้วยความฉงนปนตระหนกต่อความย้อนแย้งที่เกิดขึ้น
“คงเป็นความผิดพลาดกระมัง... เพราะท่านผู้ตรวจการ 'โซเลม' ได้เดินทางมาถึงเมื่อวาน และกำลังพักผ่อนอยู่ที่เรือนรับรองของข้า”
กึก...
เสียงกลไกที่หัวไหล่ของวาร์กัสขยับเกร็งตัวขึ้นทันที ร่างยักษ์ขยับตัวมาบังไหล่ของอาร์กัสไว้ครึ่งหนึ่ง สัญชาตญาณสัตว์ร้ายตื่นตัวเต็มที่
“โซเลม!? ...” เสียงกระซิบแผ่วเบาลอดไรฟันที่ขบกันแน่นของวาร์กัส ในขณะที่เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ผู้ตรวจการหนุ่ม
“เขามาทำบ้าอะไรที่พื้นที่ส่วนนี้กัน!? ... หรือว่า...” น้ำเสียงของชายร่างยักษ์เริ่มส่อแววกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทว่าเพื่อนร่วมงานตรงหน้ายังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับคาดเดาเรื่องราวไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ใจเย็นก่อน... บางทีงานเอกสารจากโบสถ์หลวงอาจผิดพลาด” อาร์กัสเอ่ยตัดบทเสียงเรียบ
เขาขยับสายตาบอกให้คู่หูสงบลง ก่อนจะก้าวเท้าเดินตามนายเหนือหัวแห่งดินแดน... ผู้ซึ่งกำลังผายมือเชื้อเชิญเขาเข้าสู่สิ่งที่เคยเรียกว่า ‘บ้าน’
เสียงฝ่าเท้าของเจ้าบ้านแหละผู้มาเยือนสะท้อนก้องสลับกันไปในทุกจังหวะการทิ้งตัว ณ โถงทอดยาวและห้องหับอันซับซ้อนของส่วนพักอาศัย
สายตาไร้เดียงสาของเด็กน้อยทั้งสองจ้องมองไปยังพี่ชายที่เดินเคียงข้างบิดาของตน ที่ซึ่งพวกเขาก็เพิ่งรู้จากมารดาว่ามีเขาอยู่
ซึ่งสิ่งตกแต่งนั้นดูน้อยลงจนบางตากว่าในความทรงจำของผู้ตรวจการหนุ่ม
อันที่จริงผลผลิตจาก อัลตรัส นั้นไม่ค่อยดีมาตั้งแต่ช่วงไตรมาสก่อนแล้ว หลังจากที่สกัดแร่อย่างยาวนานหลายพันปีสุดท้ายก็ดูเหมือนว่าบ่อเงินบ่อทองของพวกเขาจะเริ่มตีบตันเข้าไปทุกขณะ
และหากยิ่งมองว่าอัลตรัสนั้นเป็นดาวเหมืองแร่ที่ส่งออกได้เพีียงสินแร่ล้ำค่าซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักสำหรับการสกัดเทวะโลหะที่เป็นดั่งกระดูกสันหลังของจักรวรรดิแล้วนั้น..น้อยเกินไป อย่างน่าใจหาย
ลอร์ด เอสเคอร์วีลพยักหน้าเบาๆ เป็นสัญญาณ
คนรับใช้จึงรีบกุลีกุจอเข้ามาจัดแจงที่นั่งให้แก่แขกผู้มาเยือนทั้งสอง
สำหรับอาร์กัสนั้นไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เขานั่งลงอย่างสง่างามสมฐานะ ทว่าปัญหากลับอยู่ที่ผู้ตรวจการร่างยักษ์... น้ำหนักมหาศาลของชุดเกราะผู้ไถ่บาปนั้นมากพอที่จะบดขยี้เก้าอี้ไม้เนื้อแข็งราคาแพงจนแหลกเป็นผุยผงได้ในพริบตา
เหล่าคนรับใช้จึงจำต้องลากตู้เก็บของเหล็กหนาหนักเข้ามา แล้วจับมันคว่ำลงทำเป็นที่นั่งชั่วคราวให้เขาแทน เสียงเหล็กครูดพื้นดังลั่นไปทั่วห้องหรูหรา
อาร์กัสปรายตามองคู่หูด้วยความระอาใจ แต่วาร์กัสหาได้แยแสไม่ เขาเพียงยักไหล่ภายใต้ผ้าคลุมภาคีอย่างไม่ยี่หระ ราวกับจะบอกว่า "ช่วยไม่ได้ ก็ข้ามันตัวใหญ่นี่หว่า"
ดวงตาสีแดงฉานของชายหนุ่มกวาดมองไปยังโต๊ะอาหารเบื้องหน้า ที่บัดนี้เริ่มคลาคล่ำไปด้วยเมนูรสเลิศที่ถูกลำเลียงมาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่อง... เนื้อนกน้ำย่างหนังกรอบส่งกลิ่นหอมกรุ่นวางคู่กับสลัดผักสดกรอบจากดาวเกษตรกรรมชั้นยอดที่ถูกปรุงแต่งอย่างวิจิตรบรรจง
ในสายตาของอาร์กัส มันไม่ใช่แค่อาหาร... แต่มันคือกองเงินกองทอง มูลค่าของอาหารเพียงจานเดียวบนโต๊ะนี้ อาจมากพอที่จะเลี้ยงชีวิตครอบครัวชนชั้นล่างในเขตอุตสาหกรรมได้ทั้งชีวิต... เป็นความหรูหราที่พวกเขามิอาจแม้แต่จะฝันถึง
ทว่า... สิ่งที่สะดุดสายตาเขาที่สุดไม่ใช่ความอู้ฟู่เหล่านั้น หากแต่เป็นเก้าอี้พนักสูงอีกตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากลอร์ดเอสเคอร์วีล...
เก้าอี้ที่ยังคงว่างเปล่า... ราวกับกำลังรอคอยอาคันตุกะอีกผู้หนึ่ง... ผู้มาเยือนปริศนาที่ย่างกรายเข้ามาโดยอยู่นอกเหนือบัญญัติและระเบียบการใดๆ ของจักรวรรดิ
และราวกับว่าคนผู้นั้นรู้อยู่ก่อนแล้วว่าพี่น้องร่วมภาคีของเขาจะมาถึงในยามใด เพราะในยามนี้บานประตูไม้แกะสลักที่อยู่อีกฟากหนึ่งของห้องอาหารกำลังค่อยๆ แง้มเปิดออก... เสียงบานพับที่ฝืดเคืองกรีดร้องเสียดแทงความเงียบงัน
จากความมืดมิดหลังบานประตูนั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะผู้ไถ่บาปก้าวเดินเข้ามาภายใน... ทว่ามันไม่ใช่เกราะที่ส่องประกายศักดิ์สิทธิ์แบบที่ควรจะเป็น
ชุดเกราะของเขาเป็นสีดำสนิทตามแบบฉบับของผู้ตรวจการ แต่มันกลับดูหม่นหมองและป่วยไข้ เต็มไปด้วยคราบน้ำมันเครื่องเหนียวเหนอะที่ไหลเยิ้มออกมาตามรอยข้อต่อ และรอยสนิมสีน้ำตาลเข้มที่เกาะกินลึกลงไปในเนื้อโลหะโอริคัลคุมสังเคราะ โดยเฉพาะบริเวณผ้าคลุมไหล่ซ้ายที่มีตราสัญลักษณ์ 'ดวงตาแห่งศาสนจักร' ซึ่งบัดนี้ดูมัวหมองราวกับถูกไฟเผาและทิ้งร้างมานานปี
วาร์กัสเป็นผู้แรกที่เอ่ยปากทักทายพี่น้องร่วมภาคีผู้มีท่าทีแปลกประหลาด
“ท่านดู… เหนื่อยๆ นะ ท่านผู้ตรวจการโซเลม”
เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผ่อนคลาย พลางหยิบขานกน้ำย่างหอมกรุ่นขึ้นมากัดจนน้ำหมักรสเข้มไหลเยิ้มเป็นทางลงมาตามมุมปาก... โดยไม่สนใจเลยว่าเจ้าบ้านนั้นยังไม่ทันได้อนุญาตให้เริ่มมื้ออาหาร ทว่าดวงตาสีเหลืองทองกลับจ้องถมึงไปยังโซเลมโดยไม่วางตา ราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังประเมินเหยื่อที่บาดเจ็บ
เช่นเดียวกับอาร์กัส... ดวงตาสีแดงสดของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ส่งสัญญาณเงียบๆ ราวกับจะบอกสหายร่างใหญ่ว่า “รอดูไปก่อน... อย่าเพิ่งวู่วาม”
โซเลมไม่ได้รีบร้อนที่จะตอบกลับ เขาเพียงก้มโค้งแสดงความเคารพให้แก่เจ้าบ้านอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเดินลากขาไปนั่งยังเก้าอี้ทรงสูงที่ถูกจัดเตรียมไว้
และในทุกท่วงท่าที่ก้าวเดิน... ระบบกลไกภายในชุดเกราะสีดำทมิฬนั้นก็ส่งเสียงกรีดร้องลั่น ครืด... เอี๊ยด... จนคนทั้งห้องสังเกตได้ ราวกับเครื่องจักรที่กำลังร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
“สงคราม... มันช่างยาวนาน... พวกเจ้าทั้งสองคงรู้ดี... พี่น้องข้า”
เสียงสังเคราะห์ยานคางราวกับจะลากยาวไปชั่วกัลปาวสาน ดังลอดออกมาจากช่องขยายเสียงบริเวณคอของโซเลม ท่ามกลางสายตาจับจ้องจากคนทั้งห้องที่เงียบกริบ
ลอร์ด เอสเคอร์วีล ตัดสินใจทำลายความเงียบ เขาปลดสายรัดหน้ากากเหล็กออก แล้ววางมันลงข้างมีดหั่นเนื้อเงินวาว เผยให้เห็นใบหน้าจริงที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความกังวล แววตาสีฟ้าน้ำทะเลฉายชัดถึงความไม่มั่นใจในตัวแขกพิเศษผู้นี้...
เพราะร่างที่นั่งอยู่ตรงหน้า ดูแปลกไปจากผู้ตรวจการคนที่เขาเคยต้อนรับเมื่อวานมากนัก... กลิ่นอายความเสื่อมโทรมมันเข้มข้นขึ้นจนน่าใจหาย
แต่ก็กลบมันไว้ด้วยการตักเนื้อชิ้นพอดีคำเข้าปาก
“ทะ... ท่านผู้ตรวจการทั้งสองแจ้งแก่ข้าว่า... ภารกิจตรวจเอกสารการขอยืดจ่ายภาษี เป็นกิจของพวกเขา” ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคง “หากเป็นเช่นนั้นจริง... ท่านมีธุระอันใดจากศาสนจักรให้ตระกูลเราได้รับใช้อีกหรือ? ท่านผู้ตรวจการโซเลม”
ถุงมือโลหะสั่นเทิ้มอย่างอ้อยอิ่งยกขึ้นจนหยิบห่อถุงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าหนังสีน้ำตาล ก่อนจะวางมันลงบนจานเปล่าแล้วยื่นมันไปทาง ลอร์ด เอสเคอร์วีล อย่างช้า ๆ ซึ่งในขณะเดียวกันอาร์กัสที่ทำท่าที ตักสลัดผักรสเลิศเข้าปากก็ไม่ลืมที่จะลอบปลดสายรั้งซองปืนพกกระบอกโตที่เหน็บไว้อยู่ข้างเอวของเขาออก
“เปล่าเลยท่านลอร์ด…”
"อันที่จริงข้ามีกิจธุระอื่นซึ่งสำคัญกว่ากับท่าน แลดาวของท่าน"
เสียงสังเคราะห์นั้นยานต่ำลึกลงจนแทบหายไปในลำคอของโซเลม “ของขวัญ!”
“ข้าเพียงนำของขวัญมาให้…….”